แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ภายหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)

ภายหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)

ภายหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้จากไปมุฮาญิรีนและอันซอร ได้แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มกล่าวคือ
๑. กลุ่มที่มีความเชื่อว่าท่าน ไม่ได้ละเลยการแต่งตั้งให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นตัวแทน ทำหน้าที่ปกครองประชาชาติภายหลังจากท่าน ซึ่งตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้ง คือท่านอะลี บุตรของอะบูฏอลิบ ผู้ที่ได้มีศรัทธาเลื่อมใสท่านเป็นคนแรก ชนกลุ่มนี้มีทั้งพวกมุฮาญิรีน และอันซอร บุคคลในชั้นแนวหน้าของกลุ่มเป็นผู้อาวุโสที่มาจากตระกูลบะนีฮาชิม และบรรดาเซาะฮาบะฮฺในชั้นแนวหน้าเช่นกัน เช่น ท่านซัลมานฟารซียฺ ท่านอะบูซัร ท่านมิกดาร ท่านค็อบบาน บิน อะริซ และบุคคลอื่นที่อยู่ในฐานะเดียวกัน พวกเขาได้ยึดมั่นอยู่กับความเชื่อดังกล่าว ซึ่งต่อมาได้เรียกพวกเขาว่า ชีอะฮฺของอะลี (อ.) ซึ่งตามความเป็นแล้วจริงฉายานามดังกล่าว (ชีอะฮฺอะลี) ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้เป็นผู้ตั้งให้แก่พวกเขาตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ครั้งหนึ่งท่านได้ชี้ไปที่ท่านอะลี (อ.) แล้วกล่าวว่า
“ฉันขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า แท้จริงเขา (อะลี) กับชีอะฮฺของเขาคือผู้ประสบความสำเร็จในวันกิยามะฮฺ”
ฉะนั้น ชีอะฮฺ จึงหมายถึงมุสลิมในยุคแรกของอิสลามกลุ่มหนึ่ง ที่มีความเชื่อเรื่องการแต่งตั้งตัวแทนของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพวกเขาจึงถูกเรียกว่าชีอะฮฺ ซึ่งแนวความคิดดังกล่าวได้สืบสานมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขายังยึดมั่นอยู่กับความเชื่อนั้น และดำรงการปฏิบัติตามอะฮฺลุลบัยตฺของท่านศาสดาตลอดเรื่อยมา ตำแหน่งและฐานะภาพของชีอะฮฺจึงถูกแนะนำด้วยแนวคิดดังกล่าว มิใช่ตามคำกล่าวอ้างของบางกลุ่มที่พูดว่า ชีอะฮฺได้เกิดหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ซึ่งริเริ่มโดยอับดุลลอฮฺ บินซะบะฮฺ ดังนั้นหากต้องการค้นคว้าที่มาของชีอะฮฺให้มากขึ้น ศึกษาได้จากหนังสือ อัซลุชีอะฮฺ วะ อุซูลุฮา. อัล-มุรอญิอาต หรือหนังสืออะฮฺยานุชชีอะฮฺ
๒. กลุ่มที่มีความเชื่อว่าตำแหน่งคิลาฟะฮฺหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) มิได้มาจากการแต่งตั้ง แต่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงให้สัตยาบัน (บัยอัต) กับท่านอบูบักรฺ และต่อมาได้ถูกเรียกชื่อว่า อฮฺลิซซุนนะฮฺ หรือ ตะซันนุน ดังนั้นสรุปได้ว่าชน ๒ กลุ่มนี้มีจุดร่วมในเรื่องอุซูล (หลักการของอิสลาม)  แต่มีความขัดแย้งกันในเรื่องเคาะลิฟะฮฺ ผู้เป็นตัวแทนของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และการเริ่มต้นของชนทั้ง ๒ กลุ่มได้เริ่มต้นมาจากพวกมุฮาญิรีนและอันซอร
ประวัติศาสตร์ยืนยันว่าตลอดอายุขัยของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ท่านได้กล่าวถึงความประเสริฐ เกียรติยศ และความเหมาะสมในการเป็นผู้นำของท่านอะลี ภายหลังจากท่านครั้งแล้วครั้งเล่า คำปราศรัยและคำแนะนำของท่าน ประกอบกับริวายะฮฺที่เชื่อถือได้ ได้กลายเป็นสาเหตุทำให้ในช่วงนั้นมีกลุ่มมุสลิมผูกพันและรายล้อมท่านอะลีมากขึ้น ซึ่งรู้จักกันในนามของชีอะฮฺอะลี และหลังจากท่าน ได้จากไปชนกลุ่มนี้ยังยึดมั่นบนความเชื่อของตนที่มีมาตั้งแต่แรก และไม่ยินยอมให้แนวความคิดส่วนตัว หรือสังคมที่เกี่ยวกับอิมามผู้นำ มามีบทบาทเหนือคำสั่งเสียของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ด้วยเหตุนี้ ชนกลุ่มนี้ทั้งก่อนและหลังการจากไปของท่าน จึงถูกรู้จักในนามของชีอะฮฺอะลีมาโดยตลอด จะขอกล่าวถึงนักเขียนหนังสือ อัล-มิลัล วัลนิฮัล บางท่านที่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ เช่น
๑. ท่านเนาบัคตียฺ เสียชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ. ที่ ๓๑๐ ได้เขียนว่า ชีอะฮฺหมายถึงกลุ่มชนที่ยอมรับท่านอะลีเป็นอิมาม ทั้งก่อนและหลังจากการจากไปของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) (ฟิรอก อัชชีอะฮฺ หน้าที่ ๑๗)
๒. ท่านอะบุล ฮะซัน อัชอะรีย์ กล่าวว่า สาเหตุที่เรียกคนกลุ่มนี้ว่าชีอะฮฺ เป็นเพราะว่าพวกเขาได้ยอมรับและปฏิบัติตามท่านอะลี และยกย่องให้ท่านเป็นเซาะฮาบะฮฺรุ่นแรก (มะกอลาตอิสลามียีน ๑/๖๕)
๓. ชะฮฺริซตานียฺ เขียนว่าชีอะฮฺหมายถึง บุคคลที่ยอมรับและปฏิบัติตามท่านอะลีโดยเฉพาะ และเชื่อว่าการเป็นเคาะลิฟะฮฺของท่านได้รับการแต่งตั้งจากอัลลอฮฺ (ซบ.)
ด้วยเหตุนี้ คำว่าชีอะฮฺ ตามประวัติศาสตร์แล้วเป็นอิสลามส่วนหนึ่ง เพราะชีอะฮฺได้เกิดขึ้นพร้อมกับการกำเนิดอิสลาม ซึ่งโดยแก่นแท้แล้วคำว่าชีอะฮฺกับอิสลามอาจเป็นคนละความหมาย หรือคนละหน้าตากันแต่อยู่ในเรือนร่างเดียวกัน  ดังที่จะเห็นได้ว่าวันแรกที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ประกาศอิสลามในวันนั้นท่านได้นัดให้บะนีฮาชิมมารวมตัวกัน และท่านได้ประกาศแต่งตั้งให้ท่านอะลี เป็นผู้นำและเป็นตัวแทนของท่าน และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ท่านได้ประกาศแต่งตั้งท่านอะลีอย่างเป็นทางการอีกหลายครั้ง ซึ่งครั้งหนึ่งคือการแต่งตั้งที่เฆาะดีรคุมท่ามกลางหมู่ชนจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ คน
แน่นอนชีอะฮฺไม่ใช่กลุ่มชนที่เกิดจากความอคติ ที่มีต่อการประชุมของคนเพียง ๕-๖ คนที่บะนีซะกีฟะฮฺ และไม่ใช่กลุ่มชนที่เกิดจากเหตุการณ์ลอบสังหารอุซมานเคาะลิฟะฮฺที่ ๓ และไม่ใช่กลุ่มชนที่เกิดจากการอุปโลกน์ เช่น อับดุลลอฮฺ อิบนิ ซะบาอฺ แต่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นบุคคลแรกที่ได้เอยนามคำว่าชีอะฮฺขึ้นในสังคม ซึ่งคำพูดของท่านได้ตราตรึงอยู่ในหัวใจของบรรดาเซาะฮาบะฮฺตลอดมา เมื่อระยะเวลาผ่านไปคำว่าชีอะฮฺเป็นที่รู้จักของสังคมมากขึ้น และบรรดาเซาะฮาบะฮฺชั้นผู้ใหญ่เช่น ท่านซัลมาน ท่านอะบูซัร ท่านอัมมาร และท่านอื่น ๆ ได้ถูกขนานนามว่าเป็นชีอะฮฺ บรรดานักอรรถาธิบายอัล-กุรอานได้อธิบายโองการนี้
“แท้จริง บรรดาผู้ศรัทธาและประกอบความดีทั้งหลาย ชนเหล่านั้น เป็นมนุษย์ที่ดียิ่ง” (อัล-บัยยินะฮฺ/๗)
รายงานว่า ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า “จุดประสงค์ของมนุษย์ที่ดียิ่ง (ค็อยรุลบะรียะฮฺ) นั้นหมายถึงท่านอะลีและชีอะฮฺของท่าน”  (อัดดุรุลมันซูร ๘/๕๘๙ รายงานโดยท่านญาบิร บิน อับดุลลอฮฺ อิบนุ ซะอีด คุดรียฺ อิบนุอับบาซ และท่านอะลี)
ชีอะฮฺสิบสองอิมาม หมายถึงกลุ่มชนที่เชื่อว่าภายหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) อำนาจการปกครองเป็นของท่านอิมามอะลี (อ.) กับอีกสิบเอ็ดอิมาม ซึ่งเป็นบุตรของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ)
ความเชื่อดังกล่าวมิได้เป็นความเชื่อที่ปราศจากเหตุผล หรือไร้แหล่งที่มา ทว่าเหตุผลของเรื่องดังกล่าวเป็นที่ชัดเจนดุจดังแสงพระอาทิตย์ในตอนกลางวัน ซึ่งไม่เป็นที่สงสัยใดๆ ทั้งสิ้น
ท่านญาบีรฺ บิน อับดุลลอฮฺ ศ่อฮาบะฮฺชั้นแนวหน้าของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)พูดว่า “วันหนึ่งเมื่อโองการที่กล่าวว่า เป็นวาญิบต้องปฏิบัติตามอัลลอฮฺ รอซูล และอูลิลอัมริ ได้ถูกประทานลงมา ฉันได้ถามท่านศาสดา ว่าอัลลอฮฺ และศาสดานั้นเป็นที่ชัดเจน แต่ทว่าอูลิลอัมรินั้นพวกเราไม่ทราบว่าเป็นใคร
“โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงเชื่อฟังอัลลอฮฺ และเชื่อฟังรอซูลเถิด และผู้ปกครองในหมู่พวกเจ้า” (นิซาอ์ / ๕๙)
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)กล่าวว่า “พวกเขาคือ อิมามและเป็นตัวแทนของฉัน คนแรกของพวกเขาคืออะลี บิน อบีฎอลิบ หลังจากเขาคือ ฮะซัน, ฮุซัยนฺ บุตรของอะลี, อะลี บุตรของฮุซัยนฺบุตรของอะลี,ซึ่งในคัมภีร์เตารอตเรียกเขาว่า บากิรฺ ซึ่งเจ้าโอ้ ญาบีรฺ เจ้าจะมีชีวิตอยู่จนถึงยุคของเขา และจงบอกเขาด้วยว่าฉันได้ฝากสลามมายังเขา คนต่อไปคือ ญะอฺฟัรฺ บุตรของมุฮัมมัด อัซซอดิก, มูซา บุตรของญะอฺฟัรฺ, อะลี บุตรของมูซา, มุฮัมมัด บุตรของอะลี, อะลี บุตรของมุฮัมมัด, ฮะซัน บุตรของอะลี, และบุตรของฮะซันเป็นอิมามสุดท้าย ซึ่งชื่อ และฉายานามของเขาตรงกับฉัน (มุนตะเคาะบุล อะษัรฺ หน้าที่ ๑๐๑ คัดลอกมาจาก กิฟายะตุลอะษัรฺ ผู้เขียนได้รายงานฮะดีซไว้ในหนังสือ หมวดดังกล่าว จากรายงานของสุนีและชีอะฮฺ ๕๐ ฮะดีซด้วยกัน ซึ่งฮะดีซทั้งหมดเหล่านั้นท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)ได้กล่าวถึงนามของอิมามทั้งสิบสองท่านเอาไว้”)
อิมามะฮฺ  เป็นหนึ่งในภารกิจของพระผู้เป็นเจ้าที่พระองค์มีหน้าที่จัดการ ดังนั้น ผู้เป็นตัวแทนของท่านศาสดาจึงต้องได้รับการกำหนดโดยวะฮฺยูหลังจากนั้นจึงแจ้งให้ท่านทราบ  แต่ก่อนที่จะทำการวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องนี้ลองตั้งสมมุติฐานขึ้นสักประการหนึ่ง สมมุติว่าเรื่องอิมามะฮฺไม่มีหลักฐานทางชัรอียฺอยู่ในมือแม้แต่อย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นอัล-กุรอาน หรือริวายะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลทางสติปัญญา โดยพิจารณาว่าบนเงื่อนไขเช่นนั้นสติปัญญาจะตัดสินอย่างไร
สติปัญญาจะตัดสินว่า ถ้าหากมีบุคคลที่บริสุทธิ์คนหนึ่งได้ทุ่มเททำทุกอย่างตลอดอายุขัยของตน ได้กำหนดโครงการต่าง ๆ และนำแผนการใหม่ ๆ มาพัฒนาเพื่อให้สังคมมีความเจริญรุ่งเรือง  ดังนั้นเพื่อการดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องของสังคม  ต้องมีการวางแผนเพื่ออนาคตอันยาวไกล ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้องถ้าคน หนึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสังคมด้วยมือของตนเอง แต่ไม่มีการวางแผนเพื่อให้สังคมรอดพ้นจากภยันตรายต่าง ๆ ไม่มีการแนะนำตัวแทน หรือเจ้าหน้าที่ให้คอยดูแลกิจการงาน
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่มนุษย์ชาติ การนำเอาหลักการอิสลามมาสอนเป็นพื้นฐานสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรม เมื่อท่านเป็นผู้นำเอาหลักการที่เป็นอมตะมาเสนอกับสังคม และท่านเป็นผู้ชี้นำสังคมในสมัยของท่าน แน่นอนท่านต้องคิดวางแผนเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับหลักการที่ท่านได้นำมาสอนสั่ง พร้อมทั้งการชี้นำสังคมที่จะมีขึ้นภายหลังจากท่าน เพราะมิใช่สิ่งถูกต้องถ้าท่านมิได้วางแผนการใด ๆ ไว้ เอกลักษณ์พิเศษประการหนึ่งสำหรับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) คือ ท่านจะไม่ละเลยการอธิบายสิ่งเพียงเล็กน้อยที่ก่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชน  ฉะนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรที่ท่านลืมเรื่องผู้นำ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของสังคมโดยไม่ได้กล่าว หรือแนะนำบุคคลใดไว้ทั้งสิ้น ในความหมายก็คือ ท่านได้ละทิ้งสังคมไปโดยไม่ได้เหลียวแลปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ซึ่งในความเป็นจริงสิ่งเหล่านี้ไม่มีความเหมาะสมกับหน้าที่ และความบากบั่นที่ท่านได้ต่อสู้มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสียสละเลือดเนื้อ เพื่อปกป้องอิสลามของประชาชาติมุสลิมในสมัยของท่าน ด้วยเหตุนี้ คำกล่าวอ้างที่ว่า ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้จากโลกไป โดยไม่ได้มีการสั่งเสียเรื่องผู้นำจึงไม่เป็นจริง และไม่อาจยอมรับได้
ศาสดาเป็นผู้ห่วงใยสังคมมาตลอด
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ถือว่าเป็นผู้นำแห่งโลกอิสลาม ท่านได้ถือปฏิบัติเช่นนี้เหมือนกัน ในทุกๆที่ แม้ว่าอิสลามจะเพิ่งเข้าไปก็ตามท่านศาสดาจะมีการวางแผนในการจัดการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครอง
ทุกๆ ครั้งที่ท่านศาสดาได้จัดตั้งทัพเพื่อออกสงครามท่านจะทำการแต่งตั้งแม่ทัพ และในบางครั้งท่านจะแต่งตั้งแม่ทัพสำรองถึงสองสามคนด้วยกัน เพื่อว่าแม่ทัพคนหนึ่งตายอีกคนจะได้ขึ้นมาแทนที่มิเช่นนั้นแล้วกองทัพจะปราศจากแม่ทัพ
ขณะที่อยู่ที่มะดีนะฮฺหากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องการเดินทาง ท่านจะทำการแต่งตั้งตัวแทนเอาไว้เพื่อทำหน้าที่ดูแลกิจการภายในเมืองขณะที่ท่านไม่อยู่ (หนังสือประวัติศาสตร์ส่วนมากจะบันทึกเรื่องนี้เอาไว้เช่น ซีเราะฮฺ อิบนิฮิชามเป็นต้น)
ชีอะฮฺพูดว่า ด้วยกับเหตุผลดังกล่าวนั้นเป็นไปได้อย่างไรก่อนที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)จะจากไปท่านไม่ได้แต่งตั้งตัวแทนเอาไว้  ลองพิจารณาสมมติฐานดังต่อไปนี้ให้ละเอียด
หลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้เป็นวะฟาดไปแล้วสังคมอิสลามไม่ต้องการผู้นำดอกหรือ
หรือว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ไม่เห็นความสำคัญของสังคมอิสลาม ภายหลังจากการวะฟาดของท่าน
หรือว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ไม่เคยห่วงใยสังคมเลยว่าจะเป็นเช่นไร
หรือว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) คิดว่าผู้นำภายหลังจากท่านไม่มีความสำคัญ
หรือว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) แต่งตั้งตัวแทนไว้แล้วแต่มุสลิมไม่สนใจ
ด้วยกับความคิดและสติปัญญาที่ชาญฉลาด ตามความเป็นจริงแล้ว สมมติฐานข้อใดมีความเป็นไปได้มากที่สุด
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ผู้มีความเมตตาแก่มวลประชาโลกทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมวลผู้ศรัทธา ขณะที่ท่านมีชีวิตท่านได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหน้าที่อันยิ่งใหญ่หากท่านต้องเดินทาง หรือไปทำสงครามท่านจะแต่งตั้งตัวแทนไว้ทุกครั้ง ฉะนั้นเป็นไปได้อย่างไร สำหรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ซึ่งบ่งบอกถึงความอยู่รอดของสังคมอิสลามก่อนที่ท่านจะจากไป ท่านจะไม่ทำการแต่งตั้งแทนไว้หรือ
ชีอะฮฺอิมามียะฮฺ นั้นมีความเชื่อมั่นไม่สงสัยจากหลักฐานทั้งอัล-กุรอานและฮะดีซของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ที่กล่าวไว้ในวาระต่างๆ ว่าท่านได้ทำการแต่งตั้งตัวแทนไว้ก่อนที่ท่านจะดับขันธ์ อย่างแน่นอนอาทิเช่น อายะฮฺวิลายะฮฺ ฮะดีซเฆาะดีร ฮะดีซสะฟีนะฮฺ ฮะดีซษะก่อลัยนฺ ฮะดีซฮัก ฮะดีซมันซิลัต ฮะดีซดะอฺวัตอะชีเราะฮฺ และฮะดีซอื่นๆ อีกมากมาย และเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มีนักค้นคว้าเขียนหนังสือเอาไว้หลายเล่มด้วยกันทั้งสุนีและชีอะฮฺ ซึ่ง ณ ที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะฮะดีษเฆาะดีรเท่านั้นเพื่อให้พิจารณาและตัดสินความถูกต้องด้วยจิตใจที่เป็นธรรม
เมื่อย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์อิสลาม พร้อมกับพิจารณาเงื่อนไขในสมัยนั้น และสถานการณ์ในช่วงที่ท่านศาสดา (ซ็อล  ฯ) กำลังจะจากไป จะเห็นว่าการแต่งตั้งอิมามขึ้นปกครองสังคมเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากช่วงที่ท่านกำลังจะสิ้นใจนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะมีศัตรูทั้งสามกลุ่มคอยหาโอกาสโจมตีอิสลาม  กลุ่มที่หนึ่งป็นมหาจักรพรรดิจากโรม กลุ่มที่สองมหาจักรพรรดิจากอิหร่าน และกลุ่มที่สามเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก (มุนาฟิกีน) ที่ซุ่มตัวอยู่ในคราบของมุสลิม ทั้งสามกลุ่มคอยหาโอกาสที่เมื่อใดก็ตามถ้าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จากไปก็จะเข้าโจมตีอิสลามทันทีบทบาทของศัตรู
กลุ่มแรกได้สร้างความหนักใจให้กับท่านศาสดาอย่างยิ่ง ท่านเป็นกังวลเรื่อยมาจนกระทั่งนาทีสุดท้ายแห่งชีวิตอันจำเริญ และในที่สุดช่วงบั้นปลายแห่งชีวิตนั่นเองท่านได้สั่งให้จัดทัพเพื่อทำศึกกับพวกโรม โดยแต่งตั้งให้ อุซามะฮฺ บิน ซัยดฺ เป็นแม่ทัพในการทำศึกครั้งนี้ ท่าน  ได้สาปแช่งทุกคนที่คัดค้านไม่เห็นด้วย
ศัตรูกลุ่มที่สอง เป็นชนค่อนข้างไร้วัฒนธรรม มีความยโสโอหัง ถือตนเป็นใหญ่ และไม่เห็นความสำคัญของคนอื่น ได้ฉีกสาส์นของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ครั้งเมื่อท่านส่งไปเชิญชวนให้ศึกษาอิสลาม นอกจากนั้นมหาจักรพรรดิแห่งอิหร่านยังได้มีบัญชาไปยังผู้บัญชาการแห่งเยเมน ให้จับท่านหรือไม่ก็ให้ตัดศีรษะเพื่อนำไปถวาย
ศัตรูกลุ่มที่สาม เป็นศัตรูภายในที่มีการเคลื่อนไหว และติดต่อกันอย่างแน่นแฟ้นทั้งภายในและภายนอกเมืองมะดีนะฮฺ คอยกีดขวางงานของท่าน  แผนการของพวกเขาเกือบจะทำให้หัวใจของท่านต้องแตกสลาย อัล-กุรอานหลายโองการ ได้กล่าวถึงบทบาทและการกระทำที่หน้ารังเกียจของพวกเขา จนกระทั่งพระองค์ได้ประทานอัล-กุรอานซูเราะฮฺหนึ่งนามว่า มุนาฟิกีน ประหนึ่งเป็นการประกาศให้เห็นถึงความกักขฬะ และมารยาทที่ต่ำทรามของพวกเขา อัล-กุรอานบทนี้ยังได้สาธยายถึงแนวความคิด และการกระทำที่หน้าขยะแขยงอีกหลายประการของพวกเขา
เป็นที่ประจักษ์ว่าศัตรูได้รายล้อมอิสลามอยู่รอบด้าน และอาจโจมตีได้ตลอดเวลา ในสภาพการณ์เช่นนั้น  ถูกต้องแล้วหรือที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ละทิ้งประชาชาติอิสลาม และศาสนาไว้โดยปราศจากผู้ชี้นำ
เมื่อสติปัญญาได้บอกว่า ความรอบรู้ของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นสิ่งเรียกร้องว่า ท่านต้องจัดการเกี่ยวกับเรื่องผู้นำให้เรียบร้อยก่อนที่จะอำลาจากโลกและประชาชาติ ฉะนั้น สิ่งที่ควรพิจารณาคือ กระบวนการคิด ท่านมีวิธีการคิดอย่างไร
สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นบทสรุปขบวนการคิดของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ซึ่งสามารถสรุปได้ ๒ ประเด็นดังต่อไปนี้
๑. ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้เลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติและมีความเหมาะสมในการเป็นผู้นำ ตามบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า และได้แนะนำสถานภาพของเขาในฐานะตัวแทนของท่านแก่ประชาชน
๒. ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ปล่อยให้การเลือกผู้นำภายหลังจากท่านเป็นหน้าที่ของประชาชน
สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ วิธีการคิดแบบใดเป็นการคิดที่ถูกต้อง และวิธีใดตรงกับอัล-กุรอาน ฮะดีซ แบบฉบับของท่านศาสดา และประวัติศาสตร์
เมื่อพิจารณาถึงแบบฉบับของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) อย่างละเอียดจะเห็นว่า ตั้งแต่วันแรกที่ท่านได้รับมอบหมายหน้าที่ ท่านได้ประกาศคำสอนอิสลามแก่วงศาคณาญาติ หลังจากนั้นท่านได้ประกาศแก่สาธารณชน จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายท่านได้ทำให้ประชาชนมั่นใจว่า สิ่งที่ท่านได้ทำมาทั้งหมดเป็นความสัจจริง ท่านได้ประกาศบุคลิกและคุณสมบัติต่าง ๆ  ของบุคคลที่จะมาเป็นผู้นำภายหลังจากท่าน ซึ่งวิธีการนี้ตามหลักรัฐศาสตร์แล้ว ถือว่าท่านได้ใช้วิธีการแต่งตั้ง มิใช่การเลือกตั้ง และประเด็นดังกล่าวสามารถพิสูจน์ได้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
๑. ฮะดีซเยามุลดาร (เหตุการณ์ภายในบ้าน) หลังจากท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดาผ่านไปได้ ๓ ปีนับตั้งแต่วันแรกเป็นต้นมา อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงมีพระบัญชาให้ท่านประกาศเชิญชวนประชาชนอย่างเปิดเผย เมื่ออัล-กุรอานโองการ “จงตักเตือนวงศาคณาญาติของเจ้าที่ใกล้ชิด” (อัช-ชุอะรออฺ/๒๑๔) ได้ถูกประทานลงมา ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงได้เชิญเครือญาติที่ใกล้ชิดแห่งตระกูลบะนีฮาชิมมาโดยพร้อมเพียงกันและกล่าวว่า “ฉันได้นำความดีทั้งโลกนี้และโลกหน้ามามอบให้พวกท่าน พระผู้เป็นเจ้าทรงมีพระบัญชาแก่ฉันให้เชิญชวนพวกท่านไปสู่สิ่งนั้น มีใครบ้างในหมู่พวกท่านที่จะช่วยเหลือภารกิจของฉัน เพื่อฉันจะได้แต่งตั้งเขาให้เป็นตัวแทนของฉันในหมู่พวกท่าน ” ท่านได้กล่าวซ้ำถึง ๓ ครั้ง และทุกครั้งมีเฉพาะท่านอะลีเท่านั้นที่ตอบรับคำเชิญของท่าน ในเวลานั้นท่านได้กล่าวว่า “แท้จริงชายผู้นี้เป็นพี่น้องของฉัน เป็นวะซียฺ และเป็นเคาะลิฟะฮฺของฉันในหมู่พวกท่าน” (มุซนัดอะฮฺมัด  ๑/๑๕๙, ตารีคฏ็อบรียฺ ๒/๔๐๖, ตัฟซีรฏ็อบรียฺ  (ญามิอุลบะยาน) ๑๙/๗๔-๗๕, ตัฟซีรซูเราะฮฺชุอฺอะรออฺ โองการที่ ๒๑๔)
สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ ในสถานการณ์ที่ตรึงเครียด และไม่มีสิ่งใดเป็นหลักประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเป็นช่วงที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องการกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในอนาคตมากที่สุด ในวันนั้นสมมุติว่าไม่มีผู้ตอบรับคำเชิญชวนของท่านแม้แต่คนเดียวอะไรจะเกิดขึ้นกับอนาคตการเผยแผ่ของท่าน ขณะที่ทราบกันดีว่าผู้ตอบรับคำเชิญของท่านคือ ท่านอะลี สิ่งนี้ได้บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นอย่างสูงที่ท่านมีต่อท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) โดยมิได้หวั่นวิตกถึงภยันตรายต่าง ๆ ที่จะเกิดในอนาคต
๒. ฮะดีซมันซิลัต ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ยกย่องตำแหน่งและฐานันดรของท่านอะลีกับตัวท่าน เหมือนกับฐานันดรของฮารูนและมูซา เพียงแต่ว่าท่านอะลีไม่ได้เป็นศาสดาหลังจากท่านเท่านั้น โดยท่านกล่าวว่า “โอ้อะลีเจ้ามาจากฉันอยู่ในฐานะเดียวกันกับฮารูนและมูซา เว้นเสียแต่ว่าจะไม่มีศาสดาต่อหลังจากฉัน” (เซาะฮียฺ บุคอรียฺ ๖/๓ พิมพ์ปี ๑๓๑๔ หมวดสงครามตะบูก, เซาะฮียฺมุสลิม ๗/๑๒๐ หมวดความประเสริฐของอะลี (ฟะซออิลอะลี),  ซุนันอิบนิมาญะฮฺ ๑/๕๕ หมวด ฟะซออิล อัซฮาบุนนบี, มุซนัดอิมามอะฮฺมัด ๑/๑๗๓,๑๗๕,๑๗๗, ๑๗๙, ๑๘๒, ๑๘๕, ๒๓๐, ซีเราะฮฺนะบะวียฺ อิบนิฮิชาม ๔/๑๖๓ หมวด สงครามตะบูก)
อัล-กุรอานกล่าวว่า ท่านฮารูน ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในสมัยของท่านศาสดามูซา (อ.)  โดยกล่าวว่า
وَوَهَبْنَا لَهُ مِن رَّحْمَتِنَا أَخَاهُ هَارُونَ نَبِيًّا
“และเราได้ให้ความเมตตาของเราแก่พี่ชายของเขาโดยให้เป็นศาสดา”(มัรยัม/๕๓)
ฮารูนมีตำแหน่งเป็นเคาะลิฟะฮฺ อัล-กุรอานกล่าวว่า
وَقَالَ مُوسَى لأَخِيهِ هَارُونَ اخْلُفْنِي فِي قَوْمِي
“และมูซาได้กล่าวแก่ฮารูนพี่ชายเขาว่า จงทำหน้าที่แทนฉันในหมู่ชนของฉัน” (อัล-อะอฺรอฟ/๑๔๒)
ฮารูนมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเหลือ อัล-กุรอานกล่าวว่า
وَاجْعَل لِّي وَزِيرًا مِّنْ أَهْلِي
“และทรงโปรดแต่งตั้งคนในครอบครัวของฉัน เป็นผู้ช่วยฉัน” (ฏอฮา/๒๙)
ฮะดีซมันซิลัต ได้พิสูจน์ตำแหน่งทั้งหมดที่ฮารูนได้รับ ท่านอะลีก็ได้รับด้วยยกเว้นตำแหน่งศาสดาเท่านั้น
๓. ฮะดีซซะฟีนะฮฺ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้เปรียบเทียบบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺของท่านเหมือนกับเรือของท่านศาสดานูฮฺ ซึ่งบุคคลใดก็ตามขึ้นเรือจะได้รับความปลอดภัย ส่วนบุคคลใดไม่ขึ้นจะจมน้ำตาย ท่านกล่าวว่า “แท้จริงอะฮฺลุลบัยตฺของฉันที่อยู่ในหมู่พวกท่านเปรียบเสมือนเรือของท่านนบีนูฮฺ ที่ลอยอยู่ท่ามกลางประชาชาติ บุคคลใดขึ้นเรือจะได้รับความปลอดภัย ส่วนบุคคลที่ไม่ขึ้นเรือจะจมน้ำตาย” (มุซตัดร็อก อัลฮากิม ๓/๑๕๑, อัซเซาะวาอิกุลมุฮฺริเกาะฮฺ หน้าที่ ๙๑, มีซานุลอิอฺติดาล ๑/๒๒๔, ตารีคุลคุละฟาอฺ หน้าที่ ๕๗๓, เคาะซออิซุล กุบรอ ๒/๒๖๖, ยะนาบีอุลมะวัดดะฮฺ หน้าที่ ๒๘, ฟัตฮุลเฆาะดีร หน้าที่  ๑๑๓) ดั่งที่ทราบกันดีว่าเรือของท่านศาสดานูฮฺ (อ.) เป็นสถานที่หลบภัยที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ศรัทธา จากพายุฝนที่โหมกระหน่ำในสมัยนั้น ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าฮะดีซซะฟีนะฮฺได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า อะฮฺลุลบัยตฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เท่านั้นเป็นสถานที่หลบภัยที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับประชาชาติ จากภยันตรายและเหตุการณ์ต่าง ๆ อันเป็นสาเหตุทำให้มนุษย์หลงทางออกไป
๔. ฮะดีซอะมานอุมมัต (ความปลอดภัยของประชาชาติ) ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้แนะนำอะฮฺลุลบัยตฺของท่านว่า เป็นมูลเหตุของความสามัคคีและร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกัน และทำให้ประชาชาติห่างไกลจากความขัดแย้ง โดยกล่าวว่า “ดวงดาวเป็นสัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยสำหรับชาวดิน จากความหายนะในการจมน้ำตาย ส่วนอะฮฺลุลบัยตฺของฉันเป็นสัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยสำหรับประชาชาติ จากความแตกแยก ดังนั้นหากมีอาหรับเผ่าใดขัดแย้งกับพวกเขา จะกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรง และในที่สุดจะกลายเป็นพลพรรคของมารร้ายชัยฏอน” (มุซตัดร็อก อัลฮากิม ๓/๑๔๙) ดวงดาวยังความปลอดภัยแก่ชาวดินจากการจมน้ำตาย ด้วยการอาศัยดูดวงดาวนั่นเองทำให้พบร่องน้ำในการเดินเรือท่ามกลางมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล อันเป็นสาเหตุให้เขารอดพ้นจากความอับปางและเข้าถึงฝั่งอย่างปลอดภัย อัล-กุรอานกล่าวว่า “และด้วยดวงดาว พวกเขาพบทางที่ถูกต้อง” (อัน-นะฮฺลิ/๑๖) อะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เช่นกันเป็นสัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยสำหรับประชาชาติ จากการหลงทาง และการทะเลาะวิวาทกัน ประวัติศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บั้นปลายของผู้ที่ทำการขัดแย้งกับบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺล้วนเป็นชาวนรกทั้งสิ้น
๕. ฮะดีซซะเกาะลัยนฺ เป็นฮะดีซที่เชื่อถือได้มากที่สุด (มุตะวาติร) เนื่องจากทั้งชีอะฮฺและซุนียฺต่างรายงานเหมือนกัน และมีบันทึกอยู่ในตำราฮะดีซต่าง ๆ มากมาย ฮะดีซดังกล่าวท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวกับประชาชาติอย่างตรงไปตรงมาว่า ฉันฝากสิ่งหนักสองสิ่งที่มีค่ายิ่งไว้ในหมู่พวกเจ้า ในฐานะอามานะฮฺและหลังจากนั้นฉันก็จะไป ท่านได้กำชับอีกว่าพวกท่านจงยึดมั่นทั้งสองเพื่อเป็นทางนำไว้ให้ดี เนื่องจากการละเลย หรือยึดถืออย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสาเหตุทำให้พวกท่านหลงทางไปตลอดชีวิต กล่าวว่า
“แท้จริงฉันได้ฝากสิ่งหนักสองสิ่งไว้ในหมู่พวกเจ้า ได้แก่คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ (อัล-กุรอาน) และอิตเราะตีของฉัน (ลูกหลานสนิท) ถ้าหากพวกท่านได้ยึดทั้งสองไว้ให้มั่น จะไม่หลงทางตลอดไป และทั้งสองจะไม่มีวันแยกทางกันเด็ดขาด จนกว่าทั้งสองจะย้อนคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำแห่งสรวงสวรรค์” (เซาะฮียฺมุสลิม ๗/๑๒๒, ซุนันติรมิซียฺ ๒/๓๐๗, ซุนันดารอมียฺ ๒/๔๓๒, มุซนัดอะฮฺมัด ๓/๑๔,๑๗,๒๖,๕๙, ๔/๓๖๖, ๓๗๑, ๕/๑๘๒, ๑๘๙, เคาะซออิก อัลละวียะฮฺ นะซาอียฺ หน้าที่ ๒๐ , มุซตัดร็อก อัลฮากิม ๓/๑๐๙,๑๔๘,๕๓๓, และตำราเล่มอื่น ๆ อีกมากมาย)
ฮะดีซซะเกาะลัยนฺ ยืนยันว่าอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) เป็นที่ย้อนกลับของความรู้ที่เทียบเคียงกับอัล-กุรอาน ชนิดที่แยกออกจากกันไม่ได้ และเป็นความจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนที่ต้องยึดมั่นกับทั้งสองในฐานะที่เป็นทางนำ แต่น่าเสียดายที่ว่าประชาชนจำนวนมากได้ขอความช่วยหลือจากคนอื่น และพร้อมที่จะเคาะประตูบ้านทุกหลังเพื่อขอความช่วยเหลือ ยกเว้นประตูบ้านแห่งอะฮฺลุลบัยตฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ฮะดีซซะเกาะลัยนฺเป็นฮะดีซที่ทั้งชีอะฮฺและซุนียฺมีความเห็นพ้องต้องกัน สามารถรวมประชาชาติมุสลิมบนโลกนี้ให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ เนื่องจากมุสลิมมีความขัดแย้งกันในเรื่องผู้นำภายหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงทำให้แยกออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ แต่ในเรื่องของความรู้ไม่มีเหตุผลที่มุสลิมต้องแยกกัน และบนพื้นฐานของฮะดีซดังกล่าวแล้วมุสลิมต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะสถานที่ย้อนกลับของความรู้คือ อัล-กุรอานและอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) นั่นเอง
แน่นอนในสมัยของเคาะลิฟะฮฺทั้ง ๓ ผู้ที่เป็นสถานที่ย้อนกลับของความรู้คือ ท่านอิมามอะลี (อ.) ท่านเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้านวิชาการ และสามารถวิพากษ์กับศาสนิกอื่นได้ และนับตั้งแต่วันที่บรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ถูกกีดกันไม่ให้เป็นที่ย้อนกลับของความรู้อีกต่อไป สำนักคิดต่าง ๆ จึงได้ผลัดกันเกิดขึ้นมากมาย
6) ฮะดีซเฆาะดีร เป็นหนึ่งในฮะดีซที่มุตะวาติรที่สุด (มุตะวาติรหมายถึงฮะดีซที่ถูกต้องเชื่อถือได้อย่างมั่นใจ) มีเซาะฮาบะฮฺ ๑๑๐ คน ตาบิอีน ๘๙ คนและนักฮะดีซมุสลิมคนอื่น ๆ อีกประมาณ  ๓,๕๐๐ คน เป็นผู้รายงานไว้ในทุกยุคทุกสมัย ฉะนั้น จึงทำให้ไม่มีความคลางแคลงใจว่าฮะดีซอาจไม่ถูกต้อง หรือมีความสงสัยในตัวของผู้รายงาน ตลอดจนสายสืบฮะดีซและอื่น ๆ ประกอบกับมีนักปราชญ์หลายท่านเขียนหนังสือเกี่ยวกับฮะดีซเฆาะดีรไว้  ซึ่งหนึ่งในตำราที่สมบูรณ์ที่สุดที่ได้รวบรวมสายรายงานฮะดีซไว้คือ หนังสือ อัล-เฆาะดีร ของท่านอัลลามะฮฺ อับดุลฮุซัยนฺ อามีนียฺ
สะนัดฮะดีซเฆาะดีร
ฮะดีซดังกล่าวหากพิจารณาที่กระแสรายงานของรอวีจะพบว่า เป็นฮะดีซที่มีความแข็งแรงมาก ซึ่งน้อยมากที่มีฮะดีซที่มีความแข็งแรงเช่นนี้
กระแสรายงานนั้นมี ศ่อฮาบะฮฺจำนวน ๑๑๐ คน (อัล-เฆาะดีรฺ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๑๔-๑๖) ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นผู้รายงานฮะดีซดังกล่าวจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) โดยไม่ได้ผ่านสื่อใดๆ ทั้งสิ้น และยังมีตาบิอีนอีก ๘๐ คนเป็นผู้รายงาน (  อัล-เฆาะดีรฺ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๖๒-๗๒ ตาบิอีนหมายถึงผู้ที่ไม่เคยเห็นท่านศาสดา แต่ได้เห็นบรรดาศ่อฮาบะฮฺหนึ่งคนหรือมากกว่านั้น)
บรรดานักวิชาการฝ่ายอหฺลิซซุนนะฮฺที่ไม่มีอคติ ไม่ว่าจะเป็นนักประวัติศาสตร์ หรือนักตับซีรฺก็ตามได้บันทึกฮะดีซเฆาะดีรพร้อมด้วยหลักฐานไว้ในหนังสือของตนเอง ซึ่งมีจำนวนถึง ๓๕๐ คน และนามเหล่านั้นได้มีบันทึกอยู่ในหนังสือ อัล-เฆาะดีรฺ
นอกจากนั้นยังมีนักวิชาการที่มีชื่อเสียงของโลกอิสลามจำนวน ๒๖ คนได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่อง เฆาะดีรฺ ซึ่งนามของท่านถูกบันทึกอยู่ในหนังสือ อัล-เฆาะดีรฺ พร้อมประวัติและรายละเอียดของหนังสือ
ฉะนั้นจะเห็นว่า กระแสรายงานของฮะดีซเฆาะดีรฺนั้นมีจำนวนมากมาย และไม่พบว่ามีผู้ใดปฏิเสธเรื่องนี้ว่าไม่เป็นความจริง นอกเสียจากว่ามีบางคนที่ยืนอยู่ภายใต้แสงพระอาทิตย์ที่ร้อนระอุ และรู้สึกถึงความร้อนนั้น แต่เขาก็ยังพูดว่าไม่มีแสงแดดและความร้อน
ฮะดีซแห่งประวัติศาสตร์เฆาะดีรฺ
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)ได้เดินทางไปทำหัจญ์ครั้งสุดท้ายเมื่อปี ฮ.ศ. ที่ ๑๐ และเนื่องจากเป็นหัจญ์ครั้งสุดท้ายจึงเรียกหัจญ์นี้ว่า หัจญะตุลวะดา มีผู้เดินทางไปประกอบหัจญ์ในครั้งนี้ร่วมกับท่านศาสดาประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ คน
และยังได้มีมุสลิมที่อาศัยอยู่ในมักกะฮฺเข้าร่วมพิธีหัจญ์ครั้งด้วยเช่นกัน เมื่อเสร็จพิธีหัจญ์ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)ได้เดินทางกลับมะดีนะฮฺ ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๘ ซุลหิจญ์พอดี เมื่อมาถึงยังสถานที่นามว่า เฆาะดีรฺคุม โองการนี้ได้ถูกประทานลงมาพอดี
يَا أَيُّهَا الرَّسُولُ بَلِّغْ مَا أُنزِلَ إِلَيْكَ مِن رَّبِّكَ وَإِن لَّمْ تَفْعَلْ فَمَا بَلَّغْتَ رِسَالَتَهُ وَاللّهُ يَعْصِمُكَ مِنَ النَّاسِ إِنَّ اللّهَ لاَ يَهْدِي الْقَوْمَ الْكَافِرِينَ
“โอ้ เราะซูลเอ๋ย  จงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมายังเจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้า และถ้าเจ้ามิได้ปฏิบัติ เท่ากับเจ้าไม่เคยประกาศสาส์นของพระองค์เลย และอัลลอฮฺจะทรงคุ้มกันเจ้าจากมนุษย์ แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนที่ปฏิเสธ” (มาอิดะฮฺ / ๖๗)
จากขั้นตอนดังกล่าวจะเห็นว่าอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงมีพระบัญชามายังท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)ให้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญนั้น โดยมีภารกิจที่ทำมาก่อนหน้านั้นเป็นหลักประกันหมายถึงถ้าหากท่านศาสดาไม่ประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมายังท่านออกไปการงานที่ท่านทำมาตลอด ๒๓ ปีถือว่าเป็นโมฆะทันที
เมื่ออัลลอฮฺ  (ซบ.) ได้มีพระบัญชาลงมา ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้สั่งให้กองคาราวานหยุดลง มีคำสั่งให้พวกที่เดินทางล่วงไปข้างหน้ากลับมา และคอยพวกที่ยังเดินทางมาไม่ถึงให้มาสมทบ พวกเขาได้รอฟังข่าวสำคัญจากท่านศาสดาในตอนกลางวันท่ามกลางพื้นทะเลทรายที่ร้อนระอุ ปราศจากร่มเงาและแอ่งน้ำ ขณะที่รอคอยอยู่นั้นเสียงอะซานได้ดังขึ้นท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) พร้อมกับประชาชนได้ร่วมกันทำนมาซ เมื่อนมาซเสร็จท่านได้สั่งให้ทำมิมบัรฺ และท่านได้ขึ้นไปยืนบนนั้นเพื่อกล่าวสุนทรพจน์
หลังจากกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺแล้ว ท่านได้กล่าวว่า ฉันและท่านทั้งหลายต่างมีภาระรับผิดชอบด้วยกันทั้งสิ้น  (ภาระของท่านศาสดาคือเผยแพร่สาส์น ส่วนภาระของคนอื่นคือการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาและศาสดา)
พวกท่านจะพูดว่าอย่างไร
พวกเขาตอบว่า   พวกเราขอยืนยันว่าท่านได้ทำการเชิญชวนพวกเรา ท่านได้อุตสาหะอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน ขออัลลอฮฺโปรดประทานรางวัลที่ยิ่งใหญ่แก่ท่าน
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวต่อว่า พวกท่านจะไม่ปฏิญาณถึงความเป็นเอกะของอัลลอฮฺ และการเป็นบ่าวและศาสดาของมุฮัมมัดดอกหรือ
พวกท่านจะไม่ยืนยันหรือว่าสวรรค์และนรกนั้นมีจริง ความตายและการฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮฺนั้นมีจริง
พวกเขากล่าวว่า  พวกเราขอยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า ขออัลลอฮฺทรงเป็นพยานสำหรับคำกล่าวยืนยันเหล่านี้ หลังจากนั้นท่านกล่าวว่า
โอ้ประชาชนเอ๋ย ฉันจะได้พบกับพวกท่านอีกครั้ง ณ สระน้ำเกาษัรฺ พวกท่านจงจำไว้ให้ดีว่า ฉันได้ฝากสิ่งหนักสองสิ่งไว้ในหมู่ของพวกท่าน และฉันจะถามพวกท่านว่า ได้ทำอะไรกับทั้งสองนั้น
พวกเขาถามว่า โอ้ท่านศาสดาแห่งอัลลอฮฺ สองสิ่งนั้นคืออะไร
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) “สองสิ่งนั้นได้แก่คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ และอหฺลุลบัยตฺของฉัน อัลลอฮฺทรงแจ้งกับฉันว่าสองสิ่งนี้จะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด จนกว่าทั้งสองจะย้อนคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำเกาษัรฺ และพวกท่านจงอย่าล้ำหน้า และล้าหลังจากทั้งสองนั้น เพราะจะเป็นสาเหตุทำให้พวกท่านพบกับความพินาศ”
ในเวลานั้นท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)ได้จับมือของท่านอะลี (อ.) ชูขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้เห็น และได้ทำการประกาศแต่งตั้งให้ท่านอะลีเป็นผู้นำ ณ บัดนั้นว่า
اَيُّها النَّاس مَنْ اَولَى النَّاس بِالمُؤمِنِينَ مِنْ انْسُهِم
โอ้ ประชาชนเอ๋ย ใครคือผู้ที่ประเสริฐกว่าบรรดาผู้ศรัทธา และชีวิตของพวกเขา
ตอบว่า อัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์เป็นผู้รู้ดี
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) อัลลอฮฺทรงเป็นผู้ปกครองฉัน และฉันคือผู้ปกครองของมวลผู้ศรัทธาทั้งหลาย และฉันคือผู้ที่ถูกเลือกสรรให้ดีกว่ามวลผู้ศรัทธาทั้งหลาย ดังนั้น
من كنت مولاه فهذا على مولاه…
“ใครก็ตามที่ฉันเป็นผู้ปกครองเขา ดังนั้นอะลีก็เป็นผู้ปกครองเขาด้วย” (ท่านอิมามอหฺมัด หันบัล ได้กล่าวประโยคนี้ซ้ำกันถึง ๔ ครั้ง)
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)กล่าวต่ออีกว่า “โอ้ อัลลอฮฺ โปรดรักผู้ที่รักเขา และโปรดเป็นศัตรูกับผู้ที่เป็นศัตรูกับเขา โปรดช่วยเหลือผู้ที่ช่วยเหลือเขา และโปรดลงโทษผู้ที่ประพฤติไม่ดีกับเขา โอ้พวกท่านทั้งหลายจงฟังไว้ สำหรับพวกที่อยู่ ณ ที่นี้จงประกาศให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ให้รับทราบโดยถ้วนหน้ากัน”
ประชาชนยังไม่ทันที่จะแยกย้ายกันออกไป อัลลอฮฺ ทรงประทานโองการลงมาว่า
الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ الإِسْلاَمَ دِينًا
“วันนี้ฉันได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์สำหรับพวกเจ้าแล้ว และฉันได้ทำให้ความโปรดปรานของฉันบริบูรณ์แก่พวกเจ้า และฉันได้พึงพอใจให้อิสลามเป็นศาสนาสำหรับพวกเจ้าแล้ว” (มาอิดะฮฺ / ๓)
หลังจากนั้นท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)ได้กล่าวตักบีรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ ศาสนาของอัลลอฮฺ ได้สมบูรณ์แล้วพระองค์ทรงพึงพอพระทัยกับการเผยแพร่สาส์นของฉัน และการแต่งตั้งให้ อะลี เป็นผู้นำภายหลังจากฉัน
หลังจากการแต่งตั้งท่านอะลี เรียบร้อยแล้วประชาชนต่างเข้าไปแสดงความยินดีกับท่านอะลี (อ.) ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่าคนกลุ่มแรกที่เข้าไปแสดงความยินดีกับท่านอิมามอะลี (อ.) คือบรรดาเศาะฮาบะฮฺ ได้แก่ท่านอบูบักรฺ และท่านอุมัรฺทั้งสองได้กล่าวกับท่านอิมามอะลีว่า
بَخٍّ بَخٍّ لَكَ يا على اَصْبَحْتَ مَولاَىَ وَمَولَى كَلِّ مُؤْمِنٍ وَ مُؤْمِنَةٍ
“ขอแสดงความยินดีด้วย โอ้อะลี ท่านได้กลายเป็นผู้ปกครองของฉัน และของผู้ศรัทธาชายและหญิงทุกคนไปแล้ว” (อัล-เฆาะดีรฺ เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๙๒๑๑)
สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ จุดประสงค์ของคำว่า เมาลา ของท่านศาสดา และ เมาลา ของท่านอะลี หมายถึงอะไร
มีสัญลักษณ์มากมายที่บ่งบอกว่า เมาลา ในที่นี้หมายถึง ผู้ปกครอง, ผู้นำ เช่น
๑. เหตุการณ์ในวันเฆาะดีร ท่านศาสดาได้สั่งให้บรรดานักแสวงบุญทั้งหลายที่เพิ่งเดินทางกลับจากการบำเพ็ญฮัจญฺครั้งสุดท้าย หยุดพัก ณ สถานที่ชื่อว่า เฆาะดีร ในตอนกลางวัน กลางทะเลทรายที่แห้งแล้ง ไม่มีน้ำ ไม่มีต้นไม้ ปราศจากร่มเงามีแต่ความร้อนระอุ ความร้อนถึงขนาดที่ว่าบรรดานักแสวงบุญต่างได้นำเอาเสื้อคลุมปิดศีรษะ เพื่อบังแสงแดดและความร้อน แน่นอนในสภาพเช่นนั้นถ้าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องการกล่าวปราศรัย คำปราศรัยของท่านต้องเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการชี้นำต่อไปในอนาคต และตามความเป็นจริงแล้วจะมีเรื่องใดสำคัญไปกว่าการกำหนดตัวผู้นำ ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่ความสามัคคี และการปกป้องศาสนาภายหลังจากท่านศาสดาอีก
๒. การเท้าความไปสู่หลักศรัทธา ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้เท้าความถึงหลักศรัทธา ๓ ประการได้แก่ เตาฮีด นะบูวัต และมะอาด พร้อมกับให้ประชาชนกล่าวยืนยัน ก่อนที่ท่านจะประกาศสาสน์ของพระผู้เป็นเจ้า และอธิบายถึงเรื่องวิลายะฮฺของท่านอะลี หากสังเกตจะเห็นว่าการให้ประชาชนกล่าวยืนยันถึงเรื่องหลักศรัทธา ๓ ประการ กับการประกาศสาส์นใกล้ชิดกันมาก นั่นแสดงให้เห็นว่าสาส์นนั้นมีความสำคัญ เมื่อเป็นเช่นนั้นจุดประสงค์ที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องการแจ้งให้ประชาชนทราบย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา จึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าการที่ท่านหยุดพักที่เฆาะดีรคุมท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ เพื่อต้องการบอกกับทุกคนว่า อะลีเป็นน้องชายของท่าน หรือต้องการบอกว่าท่านนั้นรักอะลี
๓. ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้แจ้งกับประชาชนถึงเรื่องการจากไปของท่าน เมื่อเริ่มกล่าวเทศนา ท่านได้พูดถึงเรื่องการอำลาจากของท่านที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ สิ่งนี้ได้บ่งบอกว่าท่านเป็นห่วงประชาชาติหลังจากที่ท่านได้จากไป ดังนั้น เป็นการดีถ้าในช่วงนั้นท่านได้ทำในสิ่งที่เป็นหลักประกันความปลอดภัยสำหรับประชาชาติ และศาสนาของพระองค์ เพื่อปกป้องให้รอดพ้นจากภยันตรายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้
๔. ท่านได้ยืนยันว่าตัวของท่านดีกว่าชีวิตของผู้ศรัทธา ก่อนที่ท่านศาสดาจะประกาศสาส์นของพระผู้เป็นเจ้าเกี่ยวกับท่านอะลี ท่านได้บอกกับประชาชาติว่าตัวท่านนั้นดีและประเสริฐกว่าชีวิตของพวกเขา ท่านกล่าวว่า “พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ปกครองฉัน ส่วนฉันเป็นผู้ปกครองผู้ศรัทธา และตัวฉันดีกว่าชีวิตของพวกเขา” การที่ท่านกล่าวเช่นนี้เพื่อต้องการบอกว่า เมาลาของท่านอะลี เป็นผลที่ต่อเนื่องมาจากเมาลาของท่าน และท่านได้ใช้พระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าพิสูจน์ความประเสริฐของท่านให้แก่อะลี
๕. ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)  ได้ขอร้องให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ แจ้งให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ถ้าเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่มีความสำคัญท่านคงไม่ขอร้องให้แจ้งกันต่อ ๆ ไป