แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. มารู้จักสิ่งที่สัมผัสไม่ได้กันเถิด

มารู้จักสิ่งที่สัมผัสไม่ได้กันเถิด

เมื่อเราเห็นอาคารที่สวยงาม โอ่โถงและได้สัดส่วน เราจะตระหนักได้อย่างง่ายดายว่าสถาปนิกและช่างก่อสร้างอาคารดังกล่าวล้วนมีความเชี่ยวชาญในสายงานของตนเองทั้งสิ้น และจากการเห็นอาคารดังกล่าวทำให้เราสามารถหยั่งรู้ถึงความรู้ของผู้สร้างมันได้ ในทำนองเดียวกัน การมองดูรถยนต์ เครื่องบิน คอมพิวเตอร์ และสิ่งประดิษฐ์ที่มีระบบระเบียบอื่นๆ จะบอกเราถึงผู้ค้นคิด ผู้ประดิษฐ์และผู้สร้างที่รอบรู้ และจะทำให้เราตระหนักถึงความรู้ของพวกเขา โดยที่ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องเห็นตัวพวกเขาเพื่อยอมรับในการมีอยู่จริงของพวกเขาแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น หากเราเห็นตัวของพวกเขาเราก็ยังไม่สามารถที่จะรับรู้ถึงความรู้ของพวกเขาด้วยกับประสาทสัมผัสภายนอกใด ๆ ได้เลย
แต่ในเวลาเดียวกัน เรามีความเชื่อมั่นต่อความรู้ของพวกเขา เพราะเหตุใดหรือ เนื่องจากความเป็นระบบระเบียบและความกลมกลืนที่ปรากฏอยู่ในสิ่งเหล่านั้นนั่นเองที่ทำให้เรารับรู้ถึงความรู้ของผู้สร้างสิ่งดังกล่าว และจากข้อเท็จจริงนี้เองที่เราได้ข้อสรุปว่า ไม่มีความจำเป็นแต่ประการใดที่สิ่งที่เราต้องการยอมรับถึงการมีอยู่ของมันต้องเป็นสิ่งที่สามารถมองเห็นได้หรือสัมผัสได้ แต่ทว่ามีสิ่งต่างๆอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถรับรู้ด้วยกับประสาทสัมผัสภายนอกใดๆของเราได้ แต่เราจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งนั้นได้ด้วยกับการพิจารณาไตร่ตรองผลของมัน ทั้งนี้เนื่องจากผู้มีปัญญาทุกคนจะรับรู้ด้วยกับการพิจารณาเพียงผิวเผินว่าผลมิอาจปราศจากปัจจัยและตัวกระทำได้ และสิ่งที่มีระเบียบแบบแผนและได้สัดส่วนมิอาจปราศจากผู้วางระบบระเบียบที่มีภูมิปัญญาและรอบรู้ได้ ดังนั้น เราจึงสามารถแบ่งสิ่งต่างๆในโลกออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
๑.สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยกับประสาทสัมผัสทั้งห้า เรามองเห็นสิ่งที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา รับฟังเสียงด้วยหู เราจะรับรู้ถึงกลิ่นหอมและกลิ่นที่น่ารังเกียจ รสขมและหวาน ความเย็นและความร้อน ความหยาบกระด้างและความอ่อนนุ่มได้ด้วยกับจมูก ลิ้น และผิวกายของเราตามลำดับ
๒.สิ่งที่ไม่อาจรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสภายนอกใดๆของเรา แต่เราสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งดังกล่าวได้ด้วยกับการศึกษาถึงผลหรือปฏิกิริยาของมัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้บ้างเป็นวัตถุ บ้างเป็นสิ่งที่ปราศจากความจำกัดและคุณสมบัติของวัตถุโดยสิ้นเชิง อาทิเช่น
กระแสไฟฟ้า : เราไม่อาจมองเห็นกระแสไฟฟ้าในสายไฟฟ้าได้ และเฉพาะจากผลพวงของมันเท่านั้น เช่น การสว่างของหลอดไฟ เราจึงจะสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของไฟฟ้าได้ ดังนั้น กระแสไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แม้ว่าตาของเราจะไม่อาจมองเห็นมันได้ก็ตาม
แรงดึงดูด : หากเราปล่อยหนังสือที่ถืออยู่ในมือมันจะตกลงสู่พื้น กล่าวคือ พื้นโลกดึงดูดหนังสือดังกล่าวเข้าหาตัว พลังนี้คืออะไรที่เราไม่สามารถสัมผัสมันโดยตรงด้วยประสาทสัมผัสของเราได้
แรงดึงดูดดังกล่าวเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มองไม่เห็น แต่เราสามารถมั่นใจต่อการมีอยู่ของมันได้จากการตกลงสู่พื้นดินของวัตถุซึ่งถือเป็นผลของแรงดึงดูดดังกล่าว
แม่เหล็ก : แม่เหล็กที่เราวางไว้ใกล้ ๆ เศษเหล็กนั้น ดูผิวเผินเราจะมองไม่เห็นสิ่งอื่นใด นอกจากสิ่งทั้งสองเท่านั้น แต่เมื่อเศษเหล็กถูกดูดเข้าไปติดกับแม่เหล็ก เราจะรับรู้ได้ทันทีว่าในอากาศโดยรอบแม่เหล็กนั้นมีคุณสมบัติเฉพาะตัวของแม่เหล็กอยู่
แสงที่มองไม่เห็น : หากเราให้แสงสีขาวของดวงอาทิตย์ส่องผ่านแท่งปริซึม เราจะเห็นแสงเจ็ดสีผ่านออกมาจากอีกด้านหนึ่งของแท่งปริซึมซึ่งประกอบไปด้วยแสงสีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน สีคราม และสีม่วง ถัดจากแถบแสงสีแดงลงมาและเหนือแถบแสงสีม่วงขึ้นไปจะไม่ปรากฏแสงใดๆให้เห็น ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าในบริเวณที่ตาของมนุษย์มองไม่เห็นแสงใด ๆ นั้น ยังคงมีแสงบางชนิดปรากฏอยู่ซึ่งก่อให้เกิดปฏิกิริยาความร้อนและปฏิกิริยาเคมี แสงดังกล่าวมีชื่อว่า “อินฟาเร็ด” และ “อุลตร้าไวโอเล็ต”
ในปี ค.ศ. ๑๘๐๐ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษคนหนึ่งผู้มีชื่อว่าเฮอร์เชล มีความคิดที่จะค้นคว้าวิจัยว่ามีแสงที่นอกเหนือจากที่ตามองเห็นได้อยู่หรือไม่ เขาได้วางเทอร์โมมิเตอร์บนแถบสีสเปกตรัมแต่ละสีที่ส่องผ่านแท่งปริซึมลงบนผืนผ้าตั้งแต่สีม่วงจนถึงสีแดงเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิความร้อนของสีแต่ละสีดังกล่าว เมื่อเขาวางปรอทลงบริเวณต่ำกว่าแสงสีแดง ปรอทได้แสดงระดับความร้อนที่สูงขึ้น นับแต่นั้นเป็นต้นมาจึงเป็นที่ยอมรับกันว่ามีแสงหนึ่งที่มองไม่เห็นมีชื่อว่า “อินฟาเร็ด” อยู่ซึ่งก่อให้เกิดปฏิกิริยาความร้อนมากกว่าแสงที่มองเห็นได้ทั่วๆไป ความร้อนซึ่งเป็นปฏิกิริยาของแสงดังกล่าวนี้เองที่ทำให้มนุษย์เชื่อในการมีอยู่ของแสงที่มีคลื่นแสงต่ำกว่าแสงสีแดง
ในช่วงสมัยเดียวกันนั้น นักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งผู้มีชื่อว่า โจธาน วิลเฮม ริตเทอร์ ได้ทำการทดลองโดยวางสารละลายซิลเวอร์คลอไรด์ไว้ตรงบริเวณเหนือแสงสีม่วง เขาพบว่าในบริเวณดังกล่าวที่ไม่มีแสงใดๆปรากฏให้เห็น ยังมีตัวทำปฏิกิริยาหนึ่งที่ส่งผลให้ซิลเวอร์คลอไรด์กลายเป็นสีดำ
ในเวลาต่อมา นักวิทยาศาสตร์ยังได้ค้นพบอีกว่าการเปลี่ยนสีของผิวหนังเมื่อถูกแสงแดดนานๆนั้น เนื่องมาจากปฏิกิริยาทางเคมีของแสงดังกล่าวนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่ยอมรับกันว่าเหนือคลื่นแสงสีม่วงยังมีแสงอื่นอีกที่มองไม่เห็นซึ่งมีชื่อว่า “อุลตร้าไวโอเล็ต”
เสียงที่ไม่ได้ยิน : มีเสียงมากมายที่เราไม่ได้ยินซึ่งเราเรียกเสียงประเภทนี้ว่า “อุลตร้าซาวนด์” แต่เนื่องจากผลและปฏิกิริยาของเสียงเหล่านี้ทำให้เรารับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน อนึ่ง อุลตร้าซาวนด์ถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์และอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย
การรับรู้ : เราทุกคนต่างรับรู้และตระหนักดีถึงการมีอยู่ของตัวเราเองและสิ่งอื่นๆรอบตัวเรา ซึ่งเราจะกล่าวถึงการรับรู้เหล่านั้นด้วยประโยคต่างๆ อาทิเช่น “ฉันได้ขบคิดถึงทฤษฎีดังกล่าวอย่างหนักจนพบว่ามันเป็นทฤษฎีที่ถูกต้อง” เป็นต้น
นอกจากนี้ มนุษย์ต่างรู้ถึงความรู้ของตนเอง กล่าวคือ มนุษย์รู้ว่าตนเองรู้ การรับรู้นี้มิใช่สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาหรือได้ยินได้ด้วยหู แต่ทว่ามนุษย์สำเหนียกว่ามันมีอยู่ในตัวของเขานอกเหนือจากประสาทสัมผัสต่างๆที่เขามีอยู่ ส่วนบุคคลอื่นนั้นไม่สามารถรับรู้ถึงการมีความรู้ของอีกคนหนึ่งได้โดยอาศัยประสาทสัมผัสภายนอก ยกเว้นการอาศัยผลพวงของมันเป็นสื่อกลางเท่านั้น ตัวอย่างเช่น นักวิชาการคนหนึ่งกำลังอธิบายแนวทางในการแก้ปัญหาทางวิชาการอยู่ สิ่งนี้แสดงว่าเข้ารู้และเข้าใจประเด็นปัญหาดังกล่าว ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราถามนักวิชาการคนหนึ่งว่า “คุณมีความรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์หรือไม่” และเมื่อเขาตอบว่า “ผมมีความรู้ในเรื่องนี้” เราจะเข้าใจได้ทันทีว่านักวิชาการผู้นั้นสำเหนียกถึงความรู้ต่างๆของตนเอง กล่าวคือ เขารู้ว่าเขารู้เรื่องคณิตศาสตร์
จินตนาการ : มนุษย์สามารถสร้างภาพใดๆก็ได้ขึ้นมาในสมองของเขา อาทิเช่น เขาสามารถจินตนาการหอไอเฟลขึ้นมาได้ในพริบตา ในขณะที่การก่อสร้างหอดังกล่าวในโลกภายนอกต้องใช้เวลายาวนาน วัสดุหลากหลายชนิด และคนงานอีกเรือนพัน
มนุษย์ยังสามารถจินตนาการสิ่งต่างๆที่ไม่มีอยู่จริงในโลก เช่น สัตว์ประหลาดหลายหัว หลายเท้า เป็นที่ชัดเจนว่าบุคคลอื่นไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่เราจินตนาการได้โดยตรง เพราะมิใช่สิ่งที่มองเห็นได้หรือได้ยินเสียงได้ แต่ทว่าต้องอาศัยผลของจินตนาการเหล่านั้นหรือไม่ก็จากการบอกเล่าของเรา
ความรัก ความโกรธ และการตัดสินใจ : ทุกคนล้วนแต่มีสิ่งที่ตนเองชอบและรังเกียจทั้งสิ้น อีกทั้งต้องตัดสินใจในเรื่องต่างๆของชีวิตอยู่เสมอ สิ่งใดที่เขาชอบเขาจะตัดสินใจกระทำมัน ส่วนสิ่งใดที่เขารังเกียจเขาจะตัดสินใจไม่ข้องแวะกับมัน
ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้ถึงการตัดสินใจของผู้อื่นและสิ่งที่เขาชอบหรือไม่ชอบ ยกเว้นโดยอาศัยผลและปฏิกิริยาของสิ่งเหล่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากความรัก ความโกรธและการตัดสินใจมิใช่ทั้งสิ่งที่มองเห็นได้ ได้ยินเสียงได้หรือสัมผัสได้ด้วยกับประสาทสัมผัสดังกล่าว

ชีวิต : ลูกไก่น่ารักตัวหนึ่งตกลงไปในสระน้ำต่อหน้าต่อตาเรา มันสิ้นใจตายก่อนที่เราจะสามารถช่วยชีวิตมันได้ มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นในโครงสร้างชีวิตของลูกไก่ตัวนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว สภาพในขณะนี้กับก่อนหน้านี้ที่ลูกไก่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไรจึงทำให้ลูกไก่ไม่เคลื่อนไหว ไม่วิ่งเล่น และไม่กินอาหารอีกแล้ว
คำตอบเดียวที่สามารถกล่าวได้ก็คือ มีสิ่งหนึ่งอยู่ในสัตว์ที่มีชีวิตแต่ไม่มีในสัตว์ที่ตายแล้วซึ่งสิ่งนั้นได้แก่ “ชีวิต” นั่นเอง ชีวิตไม่ใช่สิ่งที่สัมผัสได้แต่เรารับรู้ถึงการมีอยู่ของชีวิตได้เฉพาะจากผลของมัน อาทิเช่น การเคลื่อนไหว การบริโภคอาหาร ฯลฯ เท่านั้น
ข้อเท็จจริงต่างๆข้างต้นยืนยันให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นอกเหนือจากสิ่งต่างๆที่เรารับรู้ได้โดยอาศัยกลไกของประสาทสัมผัสแล้ว ยังมีสิ่งอื่นอีกเช่นกันที่ไม่อาจสัมผัสได้โดยตรง ทว่าเรารู้จักสิ่งดังกล่าวได้โดยอาศัยผลพวงของมัน
ดังนั้น เราจึงสามารถสรุปได้ว่าเป็นการไม่ถูกต้องที่เราจะปฏิเสธสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยสาเหตุเพียงเพราะว่าสิ่งนั้นมองเห็นไม่ได้ ทั้งนี้เนื่องจากการมองไม่เห็นเป็นคนละเรื่องกับการไม่มีอยู่ อีกทั้งวิถีทางในการรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งหนึ่งๆนั้น มิได้จำกัดอยู่เฉพาะการใช้สายตาหรือประสาทสัมผัสภายนอกอื่นๆ แต่ทว่าสติปัญญาก็สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งนั้นๆได้ด้วยเช่นกัน
เราไม่ประสงค์ที่จะกล่าวว่าพระเจ้าคล้ายคลึงกับปรากฏการณ์เหล่านี้ เพราะพระองค์คือความจริงหนึ่งที่เหนือกว่าสิ่งเหล่านี้ซึ่งไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ แต่เป้าหมายของเราในการนำเสนอข้างต้นได้แก่การชี้ให้เห็นว่า ในทำนองเดียวกันกับที่เราสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของปรากฏการณ์เหล่านั้นได้โดยอาศัยผลพวงและปฏิกิริยาของมัน ในเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าก็เช่นกัน เราสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของพระองค์ได้โดยอาศัยวิธีการเช่นเดียวกันนั้น
ดังนั้น บุคคลที่เพียงแต่ใช้ตาเนื้อในการมองและปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าเนื่องจากไม่สามารถมองเห็นพระองค์ได้ด้วยกับตาเนื้อนั้น ตาใจของบุคคลดังกล่าวย่อมบอดสนิท ทั้งนี้เนื่องจากเราต่างตระหนักดีว่าในเชิงของสติปัญญาแล้วเราสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของพระองค์ได้โดยการพิจารณาไตร่ตรองในระบบอันละเอียดอ่อนและแม่นยำของการสร้างสรรค์ ซึ่งถือเป็นผลพวงและร่องรอยของการมีอยู่ของพระองค์
เธอจงเปิดตาใจมองดูผู้ที่มองไม่เห็นเถิด เพราะในทุกสรรพสิ่งนั้นมีสัญญาณบ่งชี้ถึงพระองค์อยู่
ประเด็นที่สำคัญและละเอียดอ่อนกว่าในเรื่องนี้ ได้แก่การศึกษาร่องรอยและผลพวงของพลานุภาพของพระองค์อันได้แก่โลกและมนุษย์โลกนั้น นอกจากจะชี้นำเราไปสู่การดำรงอยู่ของพระองค์แล้ว ยังทำให้เราตระหนักถึงข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งว่า เมื่อโลกและชาวโลกนั้นล้วนเป็นผลพวงของการมีอยู่ของพระองค์ ซึ่งผลพวงดังกล่าวนั้นมิได้จำกัดอยู่ในกรณีใดกรณีหนึ่งหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งโดยเฉพาะ แต่ทุกๆปรากฏการณ์ล้วนมีสัญญาณบ่งชี้ถึงพระองค์ทั้งสิ้น ดังนั้น ตัวของพระองค์เองจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งต่างหากที่ไม่มีสิ่งใดในโลกเสมอเหมือน แต่ทว่าพระองค์ทรงไร้ซึ่งความจำกัด ทรงมีความสมบูรณ์ทั้งมวล และทรงปราศจากความบกพร่องใดๆ
ดังนั้น จากการศึกษาผลพวงของการมีอยู่ของพระองค์ดังกล่าว เราจะรับรู้สิ่งสองประการ
๑.การมีอยู่ของพระผู้สร้างที่ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นผลพวงของการมีอยู่นั้น
๒.เนื่องจากผลพวงของการมีอยู่ของพระองค์ไร้ขอบเขตจำกัด อีกทั้งมิได้จำกัดอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งหรือช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งโดยเฉพาะ เราจึงเข้าใจได้ว่าพระองค์ทรงไร้ข้อจำกัดใดๆ และทรงเพียบพร้อมไปด้วยความสมบูรณ์ทุกประการ แม้ว่าเราจะไม่สามารถรับรู้ถึงความเป็นจริงของพระองค์ได้ก็ตาม
มุฮัมมัด อิบนุ อับดุลลอฮฺ คุรอซานี คนรับใช้ของท่านอิมามริฎอ (อ.) กล่าวว่า คนกลุ่มหนึ่งนั่งร่วมอยู่กับท่านอิมามริฎอ (อ.) ผู้ปฏิเสธพระเจ้าคนหนึ่งได้เข้ามา ท่านอิมาม (อ.) กล่าวกับเขาว่า “หากเป็นเช่นที่ท่านกล่าวว่าไม่มีพระเจ้า ไม่มีศาสนา และไม่มีการสอบสวนใดๆแล้วไซร้ นมาซ ศีลอด ซะกาต และความศรัทธาของเราจะมีผลเสียกับเราไหม ”
ชายผู้นั้นไม่มีคำตอบใดๆแก่อิมาม
ท่านอิมามจึงกล่าวต่อว่า “แต่หากเป็นไปเช่นที่เรากล่าวว่ามีพระเจ้า มีศาสนา มีวันฟื้นคืนชีพ และการตอบแทนการกระทำแล้วไซร้ ความหายนะและชะตากรรมอันเลวร้ายจะไม่ประสพแก่ท่านกระนั้นหรือ ” (แน่นอนที่สุด สติปัญญาย่อมบ่งชี้ว่า ทุกคนแม้ว่าจะเพียงคาดคะเนว่ามีอีกโลกหนึ่งเบื้องหลังโลกนี้ เขาย่อมจะต้องปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาเพื่อจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความหายนะและชะตากรรมอันเลวร้าย)
ชายผู้นั้นถามว่า “พระเจ้าที่พวกท่านศรัทธานั้นเป็นอย่างไรและอยู่ที่ใด”
ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า “คำถามของท่านนั้นไม่ถูกต้อง พระเจ้าทรงสร้างสถานที่โดยที่พระองค์มิทรงต้องการสถานที่ใดๆ พระองค์ทรงสร้างสภาวะและคุณลักษณะโดยที่พระองค์มิทรงมีสภาวะและคุณลักษณะใดๆ ดังนั้น จึงไม่อาจรู้จักพระองค์ด้วยวิถีทางเหล่านั้นได้ พระเจ้าไม่อาจถูกรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสใดๆ และมิอาจเปรียบเทียบกับสิ่งใดๆได้”
ชายผู้นั้นกล่าวว่า “หากพระเจ้ามิอาจถูกรับรู้ได้ด้วยกับประสาทสัมผัสใดๆแล้ว แสดงว่าพระองค์ไม่มีอยู่”
อิมามกล่าวว่า “อนิจจา ! (ความคิดของท่านทำไมช่างตื้นเขินเช่นนี้ที่)เนื่องจากประสาทสัมผัสของท่านไร้ความสามารถในการรับรู้พระองค์ ท่านจึงปฏิเสธพระองค์ แต่จากการที่เราเห็นว่าตัวเราไร้ความสามารถในการรับรู้พระองค์นี่เอง เราจึงมีความเชื่อมั่นว่าเฉพาะพระองค์เท่านั้นคือพระผู้อภิบาลของเรา มิใช่สิ่งอื่นใดทั้งสิ้น”
“ท่านจงบอกมาซิว่าพระเจ้ามีอยู่ตั้งแต่เมื่อใด” ชายผู้นั้นเอ่ยถาม
อิมาม (อ.) กล่าวว่า “ลองบอกมาก่อนซิว่าพระเจ้าไม่มีอยู่เมื่อใดเพื่อฉันจะได้ตอบว่าพระองค์ทรงมีอยู่เมื่อใด (กล่าวคือ พระเจ้าทรงมีอยู่เหนือกาลเวลา และพระองค์ทรงสร้างกาลเวลา) “
ชายผู้นั้นกล่าวว่า “หลักฐานในการพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของพระองค์คืออะไร “
ท่านอิมาม (อ.) กล่าวตอบว่า “ยามที่ฉันคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับเรือนร่างของฉัน ฉันพบว่าไม่สามารถเพิ่มเติมหรือตัดทอนสัดส่วนกว้างยาวของมันได้แต่อย่างใด อีกทั้งไม่สามารถมีสุขและทุกข์ได้ด้วยความปรารถนาของฉันเอง (แต่ทว่าบางครั้งแม้ฉันจะพยายามสักปานใดที่จะหายจากอาการป่วยไข้ก็ตาม มันก็ไม่เป็นผล) ด้วยเหตุผลดังกล่าวและจากการมองดูระบบของดวงอาทิตย์ ดวงดาว โลก ท้องฟ้า และระบบโดยรวมของจักรวาล ฉันเข้าใจว่าเรือนร่างของฉันและโลกของสรรพสิ่งถูกสร้างนี้ มีผู้สร้างและผู้อภิบาล (ที่รอบรู้และเดชานุภาพ) “