แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. มีรซาชีรอซียฺ

มีรซาชีรอซียฺ

กำเนิดและการศึกษา
ประมาณกลางเดือนญะมาดีอุลอูล ปี ฮ.ศ. 1230 ในครอบครัวสมถะและเคร่งครัดศาสดาของชายคนหนึ่งนามว่า มะฮฺมูด โตชเนวีซ ได้รับบุตรชายคนหนึ่ง ซึ่งท่านได้ตั้งชื่อบุตรชายว่า มุฮัมมัด ฮะซัน แต่ต่อมาได้ถูกเริยกว่า มีรซา ชีรอซียฺ
มีรซาชีรอซียฺ หลังจากได้ผ่านการศึกษาระดับประถมศึกษา ในเมืองชีรอซแล้ว ท่านได้เดินทางเข้าเมืองเอฟฟาฮานเพื่อศึกษาศาสนา ในช่วงนั้นมีโอกาสศึกษากับผู้รู้ระดับสูง เช่น ซัยยิด ฮะซัน มุดัรริส เชคมุฮัมมัด ตะกียฺ (เจ้าของหนังสือฮาเชีย) และท่านยังมีโอกาสได้ศึกษากับฮัจญี โกรบอซียฺ อีกต่างหาก
มีรซา เมื่ออายุได้ผ่านพ้นไป 17 ปี ประมาณปี ฮ.ศ. 1259 ท่านได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นะญัฟ อัชรอฟ  อันดับแรกท่านได้ศึกษากับเชค ฮะซัน กาชิฟุลฆิฎอ และเชค มุฮัมมัด ฮะซัน นะญะฟียฺ (เจ้าของหนังสือ ญะวาฮิร) อยู่หลายปีด้วยกัน วิชาการด้านฟิกฮฺของท่านมีรซาได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การอิจญฺติฮาดของท่านอยู่ในระดับสูง ในช่วงนั้นท่านได้มีโอกาสศึกษาวิชากับเชค มุรตะฎอ อันซอรียฺ
มีรซา ชีรอซียฺ เสมือนเป็นแสงสว่างแห่งวงการศึกษา และนับเป็นความโชคดีสำหรับสถาบันการศึกษาศาสนาที่มีนักวิชาการเฉกเช่นเชค เนื่องจากวิชาการของท่านได้ทำให้ได้ช่วยพัฒนาสถาบันให้มีความก้าวหน้า หลังจากเชคอันซอรียฺได้เสียชีวิตไปแล้ว เชคมีรซาได้เป็นผู้สืบสานต่อด้านวิชาการ ท่านได้เป็นอาจารย์สอนแทนเชคอันซอรียฺ และเป็นผู้นำสถาบันศึกษาศาสนาในสมัยนั้น ซึงหากจะนับเวลาแล้วประมาณเกือบ 30 ปี ที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งนั้นอยู่ อันดับแรกท่านมีรซาได้อยู่ที่นะญัฟประมาณ 10 ปี ประมาณปี ฮ.ศ. ที่ 1291 จนถึงปี 1312 ท่านได้ย้านสถานที่สอนไปที่เมือง ซามิรอ
เชคมีรซา ชีรอซียฺ มีอายุขัยได้ประมาณ 82 ปี ประมาณปลายเดือนชะอฺบาน ปี ฮ.ศ. ที่ 1312 ท่านได้อำลาจากโลกไปด้วยอายุที่เปี่ยมไปด้วยความจำเริญ ณ เมืองซามิรอนั่นเอง ซึ่งร่างบริสุทธิ์ของท่านถูกแห่ไปฝังยังเมือง นะญัฟ อัชรอฟ ขบวนแห่ศพของท่านนั้นได้เดินเท้าเปล่ากันไปจากเมืองซามิรอ จนถึงเมืองนะญัฟ ซึ่งได้ฝังอยู่ข้างประตู เชคฏูซียฺ ซึ่งย้อนกลับไปยังฮะรัมของท่านอิมามอะลี (อ.) การไว้อาลัยและจัดอ่านฟาติฮะฮฺให้กับเชคได้จัดกันทั่วทุกเมือง ร้านค้าต่างๆ ในช่วงวันนั้นปิดทำการค้าขายทั้งหมด เพื่อให้เกียรติเชคมีรซา ซึ่งความเศร้างแห่งการสูญเสียครั้งนี้ได้ครอบคลุมสังคมชีอะฮฺไปนานเกือบปีเศษ
คณาจารย์ของเชคมีรซา
เชคมุฮัมมัด ฮุเซน มีรซาชีรอซียฺ ได้รับการศึกษาจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านในยุคนั้น ท่านได้รับการฟูมฟักทางวิชาการความรู้จากคณาจารย์ต่างๆ ในสาขาวิชาการที่แตกต่างกัน ซึ่งบรรดาคณาจารย์ที่ดีที่สุดในยุคนั้น เช่น
1) เชคฮะซัน กาชิฟุลฆิฏอ
2) เขคฮะซัน นะญะฟียฺ (เจ้าของหนังสือญะเฮรุลกะลาม)
3) ซัยยิดอิบรอฮีม แกซวีนียฺ (เจ้าหนังสืออุซูลลียฺ ฏิวาบิฏ)
4) เชคมุรตะฎอ อันซอรียฺ
บรรดาสานุศิษย์เชคมีรซาชีรอซียฺ
สถาบันการสอนศาสนาของเชคเป็นหนึ่งในสถาบันที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เนื่องจากมีสานุศิษย์ที่มีชื่อเสียงมากมายได้ประสบความสำเร็จ ด้านการศึกษาในระดับสูงจากสถาบันดังกล่าว ท่านมัรฮูม เชค ออกอโบโซกรฺ เตหะรานี ได้บันทึกนามของสานุศิษย์เชคมีรซาชีรอซียฺ ไว้ถึง 372 คน พร้อมกับประวัติและรายละเอียดส่วนตัว ซึ่งทำให้เห็นถึงความสำเร็จของบรรดาท่านเหล่านั้นอย่างมากมาย ซึ่งมีทั้งมัรญิอฺตักลีด และนักปราชญ์ระดับสูงหลายท่าน และบรรดาสานุศิษย์ที่มีชื่อเสียงได้อาทิเช่น
1) มีรซามุฮัมมัดตะกียฺ ชีรอซียฺ ฮออีรียฺ (หรือรู้จักกันในนามของมีรซาที่สอง)
2) เชคอับดุลกะรีม ฮอเอรียฺ (ผู้ก่อตั้งสถาบันศึกษาศาสนาแห่งเมืองกุม)
3) มีรซาฮุเซน นาอินียฺ
4) ชะฮีดเชคฟัฎลุลลอฮฺ นูรียฺ
5) ซัยยิดมุฮัมมัด กาซิม เฏาะบาเฏาะบาอียฺ ยัซดียฺ
6) มุลลา มุฮัมมัด การซิม โครอซอนียฺ  (รู้จักกันในนามของ ออคูน โครอซอนียฺ)
7) มีรซา อีสมาอีล ชีรอซียฺ
8) ซัยยิด อะลีอักบัร ฟาล อะซีรียฺ
9) ซัยยิด มุฮัมมัด ฟะชอริกีย เอซฟาฮานียฺ
10) เชคออกอ โบโซกร์ เตหรานี
11) ซัยยิด มุฮัมมัด บุรูญิดดียฺ ฮาชิมมียฺ
12) เชคมุฮัมมัด ซอรูเยะ
เชคมีรซา ชีรอซียฺกับการฟื้นฟู ซามิรอ
ซามิรอ เป็นจังหวัดเล็กๆ จังหว้ดหนึ่งในประเทศอีรัก ภายในจังหวัดนี้มีสถานฝังศพอิมามมุฮัมมัดตะกียฺ (อ.) และอิมามฮะซันอัสการียฺ (อ.) ตลอดจนบรรดานักปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่านในช่วงศตวรรษที่ 3-4 แต่จังหวัดนี้ถ้าหากจะพิจารณาด้านความรู้และวิชาการแล้วไม่ค่อยมีชื่อเสียงเท่าใดนัก ไม่เหมือนกับเมืองศาสนาอื่นๆ ในโลกอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นมักกะฮฺ มะดีนะฮฺ นะญัฟ กัรบะลาอฺ และสถานทีอื่นๆ อีกมากมาย
ท่านมีรซาชีรอซียฺ ได้เดินทางไปยังจังหวัดซามิรอ เพื่อทำการฟื้นฟูสถานศึกษาศาสนาและวิชาการให้ยิ่งใหญ่ ท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับจังนี้อย่างมากมาย บทบาทของท่านมีรซาชีรอซียฺในการสร้างขบวนการทางวิชาการ และสถาบันศาสนา นับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งวิชาการและวัฒนธรรมได้ย้อนกลับมาสู่จังหวัดซามิรออีกครั้ง จำนวนนักปราชญ์และนักศึกษามากมาย ที่เดินทางมาจากทั่วสารทิศได้ปาวนาตนเป็นลูกศิษย์ของมีรซาชีรอซียฺ ท่านมีรซาชีรอซีย์ ได้อบรมสั่งสอนสานุศิษย์จนประสบความสำเร็จมากมาย ไม่ว่าจะเป็นท่านมุฮัมมัดตะกียฺ มีรซาชีรอซียฺ ซัยยิด มุฮัมมัด ฟะชาริกียฺ เอซฟะฮานียฺ เชคออกอโบโซกร์ เตหะรานี และบุคคลอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดเป็นความพยายามของท่านมีรซา ชีรอซียฺ ที่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น
การพำนักอยู่ในจังหวัดซามิรอ ของมีรซาชีรอซียฺ พร้อมกับการอบรมสั่งสอนวิชาการศาสนา ทำให้จังหวัดนั้นเกิดบรรยากาศของวัฒนธรรมและศาสนา มีการเปลียนแปลงวัฒนธรรมอย่างชัดเจนจากบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) จนทำให้รัฐบาลของอุสมานีย เกิดความกังวลใจขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากคำฟัตวาของมีรซาชีรอซียฺที่กล่าวว่า ขบวนการใบยาสูบในอิหร่าน เป็นฮะรอม ราวปี ค.ศ.ที่ 1891-1892 ยิ่งสร้างความวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น ถึงขนาดที่ว่าเจ้าหน้าทีบางคนจากรัฐบาลอุสมานียฺ ในประเทศอีรัก และตุรกียฺได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพื่อต่อต้านคำฟัตวาดังกล่าว ปฏิกิริยาของตุรกี เกี่ยวกับเรื่องนี้คือได้สถาปนาสถาบันสอนศาสนาขึ้น 2 แห่งในเมืองซามิรอ ซึ่งแห่งหนึ่งมอบให้เชคมุตะเซาฟะฮฺ เป็นผู้บริหาร (อัลวัรดีย บีตอ หน้า 93)
แต่การแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบเช่นนั้นทำให้แนวความคิดของ มีรซาชีรอซียฺ เติบโตขึ้นทุกวัน ท่านได้ดำเนินตามวิธีคิดของท่านต่อไป แม้กระทั่งท่านมีรซาจากไปแล้วก็ยังมีนักศึกษาจำนวนมากเดินทางไปศึกษาต่อยังเมืองดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง บรรดาสานุศิษย์ของท่านได้ร่วมกันรักษาสถานบันศึกษาไว้อย่างดีเหมือนเดิมสมเจตนารมณ์ของเชคมีรซา
หลังจากเชคมีรซาจากไปแล้ว สานุศิษย์ของท่านนามว่า มีรซา มุฮัมมัดตะกียฺ ชีรอซียฺ ได้บริหารสถาบันศึกษาของท่านนานอยู่ประมาณ 10 ปีเต็ม และได้สอนหนังสือต่อจากมีรซา สถานภาพดังกล่าวได้ดำเนินไปจนถึงปี ค.ศ. ที่ 1917 ซามิรอ ได้ถูกรัฐบาลบริตาเนียยึดครอง ท่านมีรซามุฮัมมัดตะกียฺ ชีรอซียฺ ได้เดินทางกลับไปยังกัรบะลาอฺ และยังคงสอนหนังสือต่อไป
แนวความคิดด้านเอกภาพและความเป็นพี่น้องในอิสลาม
มีรซาชีรอซียฺ เป็นหนึ่งในนักคิดนักวิชาการและฟุกะฮาที่ยิ่งใหญ่ของโลกอิสลาม นอกจากนั้นแล้วท่านยังมีความพยายามที่จะสร้างความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิมอย่างสูงสุด ขณะที่ทั้งมีบทบาทและอยู่ในฐานะอันสูงส่งนั้น ท่านพยายามที่จะรณรงเรื่องความเป็นเอกภาพของมุสลิม และพยายามทำลายแผนการของศัตรูที่คิดทำลายอิสลามอยู่ตลอดเวลา
ความพยายามในการสร้างความเป็นเอกภาพ
ตลอดอายุขัยของมีรซา ชีรอซียฺท่านได้ดำเนินกิจกรรมรณรงสร้างความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิม ในช่วงที่ท่านเป็นมัรญิอฺและเป็นผู้บริหารสถาบันศาสนา แนวคิดด้านฟิกฮฺของท่านเป็นที่ยอมรับ และได้รับความสนใจจากนักปราชญ์ทั้งซุนนียฺและชีอะฮฺ
ท่านได้รณรงสร้างสรรค์ความเป็นเอกภาพในมุสลิมกลุ่มต่างๆ ด้วยคำขวัญทีว่า การธำรงอยู่และเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของสังคมอิสลามขึ้นอยู่กับเอกภาพ ความแตกแยกในหมู่ประชาชาติอิสลามคือ ปัจจัยนำไปสู่ความหายนะ ท่านมีรซาชีรอซียฺ ได้นำเสนอแผนการต่างๆ เพื่อการสร้างความเป็นเอกภาพระหว่างพี่น้องซุนนียฺและชีอะฮฺ ซึ่งสามารถหยิบยกผลงานของท่านด้านความเป็นเอกภาพได้ดังนี้ เช่น
– ยืนหยัดต่อสู่กับแผนการร้ายของนักล่าอาณานิคม เช่น อังกฤษ ในศตวรรษที่ 13 นักล่าอาณานิคมอย่างอังกฤษได้ปรากฏตัวบนแผ่นดินอิสลามในหลายประเทศ โดยการร่วมมือของกลุ่มชนขายชาติและศาสนา พวกเขาได้ใช้วิธีทำลายความสามัคคีในกลุ่มประเทศมุสลิม ทำให้ทุนของพวกเขาทั้งที่เป็นทรัพย์สิน ทุนสติปัญญา และทุนมนุษย์ต้องสูญสิ้นไป หนึ่งในกิจกรรมที่กล่าวได้ว่าแย่ที่สุดคือในสมัยนั้นได้นายคนหนึ่งนามว่า อับดุรเราะฮฺมาน มุฮัมมัด ซออียฺ เขาตกเป็นทาสรับใช้จักรวรรดินิยม โดยเป็นผู้จุดประเด็นความแตกแยกระหว่างซุนนียฺกับชีอะฮฺ เขาได้สังหารชีอะฮฺเสียชีวิตอย่างเหี้ยมโหด ทารุณ และกดขี่ไปเป็นจำนวนมากมาย เขาได้พยายามปฏิบัติตามตามแผนการชั่วร้ายของอังกฤษด้วยความเคร่งครัด เขาได้ฆ่าสังหารหมู่ชีอะฮฺในประเทศอัฟกานิสถานไปเป็นจำนวนมากมาย จนสามารถนำศีรษะของผู้ถูกสังหารเหล่านั้นมาถมเป็นเนินสูงขึ้นมา ต่อมาได้เรียกเนินนั้นว่า เนินศีรษะ ซึ่งชาวอัฟกานิสถานเรียกว่า กัลเละฮฺมะนาร
มีรซาชีรอซียฺ หลังจากได้ทราบข่าวคราวเช่นนั้น ท่านเสียใจจึงได้ออกคำสั่งสำคัญโดยส่งโทรเลขไปยังราชินีแห่งอังกฤษมีใจความว่า ให้ตัดมือฆาตกรทาสรับใช้อังกฤษเสีย การสั่งการของท่านมีรซาชีรอซียฺ ทำให้การสังหารหมู่ในอัฟกานิสถานสิ้นสุดลง (อิตติฮาดวะอินสิยาม 1386 หน้า 261)
– ย้ายสถาบันศึกษาศาสนาชีอะฮฺจากเมืองนะญัฟไปยังเมืองแถบที่อยู่อาศัยของซุนนียฺ
– จ่ายเงินเดือนแก่นักศึกษาศาสนาและอุละมาอฺฝ่ายซุนนียฺ เหมือนกับที่จ่ายให้นักศึกษาและอุละมาอฺฝายชีอะฮฺ
– ให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือทั้งพี่น้องซุนนียฺและชีอะฮฺ โดยไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างทางนิกาย
– ทำลายแผนการต่างๆ ของศัตรูที่พยายามสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในหมู่มุสลิม ท่านต้องใช้ความอดทนอย่างสูงต่ออุปสรรคปัญหาที่เผชิญเข้าหา หนึ่งในนั้นคือการเป็นชะฮีดของบุตรชายคนหนึ่งของท่าน
– ท่านเผชิญหน้าอย่างรุนแรงกับกลุ่มชนที่เสแสร้งทำเป็นนักปราชญ แสะงความรักบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ด่าประจานและแสดงความเกลียดชังต่อศัตรู โดยมีเจตนาเพื่อสร้างความแตกแยกในสังคมอิสลามระหว่างซุนนียฺและชีอะฮฺ (ญัมอียฺ อัซ พะชูฮิชกะรอน เล่ม 1 , 1379, 1382, 1389)
-ท่านได้พำนักในหมู่บ้านซุนนียฺ ที่ไม่มีชีอะฮฺอาศัยอยู่แม้แต่ครอบครัวเดียว หรื่ออีกนัยหนึ่งท่านเดินทางไปเพื่อสร้างความเอกภาพและความเป็นพี่น้องระหว่างซุนนียฺกับชีอะฮฺ
– ท่านพยายามดับไฟแห่งปัญหาระหว่างมัรญิอฺชีอะฮฺกับนักปราชญ์ฝ่ายซุนนียฺ ซึ่งในเวลานั้นเป็นช่วงล่อแหลมที่จักรวรรดินิยมกำลังจะครอบงำ ในเวลานั้นมีข้อกล่าวหาอันเลวร้ายที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลของบริตาเนีย กำลังติดตามเพื่อสืบสาวราวเรื่อง เขาพยายามวางแผนการที่จะให้มีรซาชีรอซียฺ ทะเลาะวิวาทกับผู้รู้ฝ่ายซุนนียฺในอีรักให้จงได้ ซึ่งสิ่งที่ตามมาการสูญสิ้นรัฐบาลเผด็จการของอุสมานี แต่ความสำรวมตนของมีรซาชีรอซียฺยังคงมีชัยชนะเหนือศัตรูเสมอ ในปี ฮ.ศ. ที่ 1311 ฮะซัน พอชา ผู้ปกครองรัฐบาลอุสมานีได้เดินทางไปพบมัรญิอฺตักลีดชีอะฮฺ ในประเทศอีรัก แต่มีรซาชีรอซียฺ ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรทั้งสิ้น การแสดงปฏิกิริยาต่อต้านของมีรซา ทำให้ฮะซัน พอชา รู้สึกเจ็บแค้นและมีความอคติอย่างสูง ทำให้เขาจัดตั้งกลุ่มขึ้นมากลุ่มหนึ่งเพื่อต่อต้านชีอะฮฺ สร้างความวุ่นวาย และก่อกวนไปทั่วจนถึงนครแบกแดก
ทูตอังกฤษแสร้งทำเป็นเข้าข้างมีรซาชีรอซียฺและพรรคพวกของท่าน เขาได้เดินทางไปยังจังหวัด ซามิรอ และขออนุญาตเข้าพบมีรซาชีรอซียฺ แต่ท่านมีรซาไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเขาเช่นกัน ที่สำคัญปฏิกริยาของมีรซาชีรอซียฺได้ทำให้ความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่ ซามิรออีกครั้งหนึ่ง (มะอาริฟ อัรริญาล เล่ม 2 หน้า 235)
– รักษาความสงบ ความเป็นพี่น้องกัน และความไม่เข้าใจกันระหว่างนักศึกษาชีอะฮฺและซุนนียฺ โดยท่านมีรซาชีรอซียฺ
– กีดขวางการขยายความเติบโตในเรื่องความแตกแยกระหว่างซุนนียฺกับชีอะฮฺ ในอัฟกานิสถาน
– นำเสนอแผนการและโครงการสร้างสรรค์ความเป็นเอกภาพ ระหว่างพี่น้องชีอะฮฺและซุนนียฺ (อิตติฮาดวะอินสิญอม พีชีน หน้า 262)่
ขบวนการยาสูบและแผนในการสร้างเอกภาพ
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในสมัยของ มีรซาชีรอซียฺ คือ ขบวนการใบยาสูบที่แผ่สะบัดไปทั่วทุกท้องที่ แต่ด้วยวิสัยทัศน์และความชาญฉลาดของนักปราชญ์ทางศาสนา ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและพลังในการต่อสู้กับบรรดานักล่าอาณานิคม เกี่ยวกับขบวนการใบยาสูบนั้นมีการแสดงวิสัยทัศน์และคำพูดมากมาย ดร.ฮุเซนอะลี มะฮฺฟูซ ได้แปลบทความหนึ่งจากภาษาฟารซียฺ ที่เขียนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ซึ่งฉบับหนึ่งอยู่กับท่าน มีรซามุฮัมมัด เตหะรานี ในจังหวัดซามิรอ หลังจากแปลแล้วได้เก็บไว้ในพิพิธพันธ์ อัลอิตบาตร อัลกุก็อดดัส ในจังหวัดซามิรอ ซึ่งจะขอกล่าวถึงบางส่วนของจดหมายนั้น
รัฐบาลต่างชาติและนักล่าอาณานิคมส่วนใหญ่ จะทำหน้าที่กำหนดชะตากรรมชีวิตให้ประเทศมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิหร่าน พวกเขาจะแสดงอำนาจบาดใหญ่ ปล้นสะดมทรัพยากรของประเทศชาติ นาซิรุดดีน ชาฮฺ เดินทางไปเยี่ยมลอนดอนในปี ค.ศ. 1306 ซึ่งการเป็นพระราชอาคันตุกะครั้งนี้ ทำให้ได้รับความสนใจจากกลุ่มประเทศนักล่าอาณานิคมเป็นอย่างยิ่ง ขบวนการใบยาสูบได้รับการต่อสัญญาออกไปอีก 50 ปี เงื่อนไขอื่นๆ 11 ข้อ ได้ถูกวางไว้ สรุปแล้วคือไม่ต้องกล่าวสิ่งใดให้เยื้อนเยื้อออกไปอีก ไม่ว่าจะได้รับกำไรหรือขาดทุน อิหร่านต้องส่งส่วยให้เขาปีละ 15,000 ปอน ซึ่งยอดเงินจำนวนดังกล่าวนั้นอิหร่านได้จ่ายครบสมบูรณ์ภายในระยะเวลาเพียง 5 เดือน เกษตรกรรมไม่มีสิทธิ์ขายผลผลิตของตน หรือไม่มีสิทธ์โยกย้ายผลผลิตของตนก่อนได้รับอนุญาตจากนายเหนือหัว และนายเหนือหัวมีสิทธิ์ซื้อใบยาสูบทั้งหมดได้แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งผู้ขายไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธแต่อย่างใด ทำนองเดียวกันเขาได้วางกฎว่านายเหนือหัวมีสิทธิ์ซื้อใบยาสูบนับตั้งแต่เริ่มปลูก และระยะเวลาภายใน 1 ปี หลังจากเซ็นสัญญาแล้วต้องต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด
นาซิรุดดีน ชาฮฺ เห็นชอบในสัญญานั้น ใบสัญญาได้ถูกจัดทำขึ้น 2 ฉบับ ซึ่งนาซิรุดดีน ชาฮฺได้ลงนามทั้ง 2 ฉบับ และหลังจากนั้นนเวลาต่อมาได้มีกลุ่มบริษัทเดินทางมาเตหะราน เพื่อเริ่มกิจการของตน ข่าวได้ตีสะพัดออกไปอย่างหนาหู ประชาชนไม่พอใจกับสัญญาแบบไร้ยางอายและกดขี่ต่อการค้าขายเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาได้พากันท้วงติงโดยกล่าวว่า เฉพาะเอซฟาฮานอย่างเดียวปีหนึ่งต้องจ่ายถึง 20,000 ปอน สร้างความไม่พอใจให้กษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง เมื่อภารกิจของพวกเขาเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาตั้งใจเดินทางไปชีรอซอีกแต่ถูกประชาชนชาวชีรอซต่อต้าน ไม่ให้กลุ่มบริษัทเหล่านั้นเข้าไปในชีรอซ รัฐบาลได้เข้าแทรกแซบหลังจากนั้นเขาได้เนรเทศ ซัยยิดอะลี อักบัร ชีรอซียฺ นักปราชญ์ผู้ทรงคุวุฒิของชีรอซ ออกนอกประเทศอย่างลับๆ หลังจากกลุ่มบริษัทก็ได้เดินทางเข้าเมืองชีรซ ตลอดระยะเวลาที่เขาปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้นเกิดความวุ่นวายในเมืองอย่างหนัก ตลาดปิดทำการค้าขายซัยยิดอะลี อักบัรชีรอซียฺ และคณะนักปราชญ์จำนวนหนึ่งเดินทางไปยังเมืองซามิรอทันที เพื่อขอความช่วยเหลือจากมีรซาชีรอซียฺ ขณะนั้นประชาชนชาวอาเซอร์ไบญันก็ปฏิบัติลักษณะเดียวกัน การร้องเรียนได้เกิดขึ้นมากมาย
หนึ่งในพื้นฐานของการสร้างความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิมตอนนั้น จะเห็นว่าซัยยิดญะมาลุดดีน อะซัดออบอดียฺได้ส่งจดหมาถึง มีรซาชีรอซียฺ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ลุกขึ้นต่อต้านกษัตริย์ และประท้วงกษัตริย์นาซิรุดดีน ชาฮฺ ที่ส่งผลผลิตและผลกำไรจำนวนมหาศาลไปให้รัฐบาลอังกฤษ ชาฮฺ ได้ต่อต้านเขาโดยเนรเทศออกจากประเทศอิหร่าน เมื่อซัยยิดญะมาลุดดีนเดินทางไปถึงบัศเราะฮฺ ได้ส่งจดหมายฉบับยาวถึงมีรซาชีรอซียฺ เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เนื่องจากว่าความวุ่นวายทางการเมืองและการกวดขัดอย่างเข็มงวดของทางการ ในทุสุดจดหมายก็ได้ไปถึงนะญัฟ จดหมายนั้นเมื่อขึ้นต้นด้วยสมิลลาฮฺแล้ว มีใจความว่า  …
“ข้าพเจ้าขอกล่าวความจริงทั้งหมดว่า จดหมายฉบับนี้กล่าวถึงจิตวิญญาณแห่งหลักการของมุฮัมมัด ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดและเวลาใดก็จะขอแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในฐานะที่เป็นประชาชาติอิสลามคนหนึ่ง แก่บรรดานักปราชญ์ผู้รู้ผู้มีดวงวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นผู้นำกิจการมุสลิมทั้งหลาย ข้าฯปรารถนาให้จดหมายฉบับนี้ไปถึงมือของนักวิชาการทุกท่าน ถึงแม้ว่าจดหมายฉบับนี้จะเขียนในลักษณะอันเฉพาะเจาะจงก็ตาม
โอ้ ท่านผู้นำศาสนา ผู้เปี่ยมล้นไปด้วยนูรรัศมีของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ผู้เป็นศูนย์กลางของศาสนา ผู้พูดแต่หลักชะรีอัตของพระเจ้า ฯพณฯท่านมีรซามุฮัมมัด ฮุเซน ชีรอซียฺ (ขออัลลอฮฺ โปรดปกป้องรักษาจิตวิญญาณของอิสลาม โดยผ่านเขาด้วยเถิด และโปรดทำลายความชั่วร้ายของศัตรูอิสลามโดยผ่านเขาด้วยเถิด) อัลลอฮฺ ทรงโปรดให้ท่านเป็นผู้แทนเฉพาะสำหรับท่านอิมามซะมาน (อ.) ในหมู่ชีอะฮฺด้วยกัน ท่านคือผู้ที่ได้รับเลือกสรรแล้ว ผู้นำศาสนจักรและประชาชาติได้ถูกมอบแก่ท่านแล้ว การปกป้องรักษาสิทธิของประชาชาติได้ถูกมอบแก่ท่าน พระองค์ไม่มอบหน้าที่ยิ่งใหญ่อันใดแด่ท่าน นอกจากการขจัดความสงสัยข้อและข้อครหาต่างๆ ที่อยู่ในใจของมวลผู้ศรัทธาให้หมดไป
คำสั่งของท่านถือเป็นประโยชน์ในหมู่พวกเราทั้งหมด ไม่มีผู้ใดคิดที่จะต่อต้านหรือขัดขวางแต่อย่างใด ถ้าท่านต้องการท่านสามารถเรียกประชาชนทั้งหมดมารวมกันด้วยคำพูดเพียงคำเดียว คำสัจจริงในคัมภีร์แห่งความสัจจริงได้ประกาศแก่ชีวิตของผู้มีความสัจจริง เพื่อทำลายแผนการร้ายของศัตรูแห่งพระองค์และประชาชาติ ท่านคือดวงวิญญาณผู้เป็นศูนย์รวมของประชาชาติ ถ้าปราศจากท่านแล้วจะไม่มีประชาชาติคนใดลุกขึ้นต่อต้านแน่นอน ถ้าปราศจาการช่วยเหลือของท่านความเป็นเอกภาพจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าท่านลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อสัจธรรมทั้งหมดจะลุกและยึดถือปฏิบัติตามท่านทันที
ซัยยิดญะมาลุดดีน เขียนในจดหมายถึงความประพฤติไม่ดีของกษัตริย์นาซิรุดดีน ชาฮฺ กับการพูดจาดูถูกเหยียดหยามอุละมาอฺและนักปราชญ์ และการที่กาฟิรให้การสนับสนุนเขา การแสดงความกักขฬะของพวกเขา (ทาสผู้รับใช้) เขาได้ทรมานร่างไร้ชีวิตของอุละมาอฺท่านหนึ่งโดยลากร่างของเขาไปบนหิมะจาก ฮะรัมของชาฮฺอับดุลอะซีมจนถึงสำนักรัฐบาลของเขา หลังจากนั้นเขาได้ส่งร่างไปยังแบกแดด ซัยยิดญะมาลได้กล่าวต่อไปอีกว่า ชาฮฺได้เขียนจดหมายไว้ล่วงหน้า และขอให้ข้าพเจ้าออกจากบัศเราะฮฺ เพราะเขารู้ดีว่าถ้าปล่อยให้ข้าพเจ้าอยู่ที่บัศเราะฮฺ ข้ฯต้องมาพบท่านแน่นอน ซัยยิดญะมาลุดดีนได้จบจดหมายของท่านด้วยคำท้วงติงที่ว่า
ด้วยเหตุนี้ หลังจากนั้นได้มีอุละมาอฺจำนวนมากเขียนจดหมายถึงมีรซาชีรอซียฺ ในที่สุดมีรซาชีรอซียฺได้เขียนจดหมายถึงนาซิรุดดีนชาฮฺ ท่านได้อธิบายทุกสิ่งที่จำเป็นแก่เขา แต่ชาฮฺได้ตอบจดหมายว่าไม่บังควรที่ชาฮฺจะกลับคำพูด เนื่องจากความอ่อนแอของรัฐที่ต้องเผชิญหน้ากับรัฐบาลต่างชาติ แต่อย่างไรก็ตามเขาได้เขียนจดหมายส่งให้ผู้ถือจดหมายของมีรซาว่า เขาจะปฏิบัติทุกอย่างเพื่อให้มีรซาพอใจ แต่มีรซาชีรอซียฺ ไม่ยอมรับข้ออ้างของเขา ท่านได้ตอบจดหมายของเขา และพิสูจน์ให้เห็นการค้าที่แอบแฝงไว้ด้วยความชั่วร้ายของเขา สุดท้ายท่านได้กล่าวว่า “ถ้าหากว่ารัฐบาลไม่สามารถตอบเราได้เราก็ไม่สิ้นหวัง แต่ถ้ารัฐบาลไม่สามารถตอบศัตรูได้ ก็คืนสิทธิ์ให้ประชาชนเสียเถิด และเราจะตอบเขาเอง”
แต่หลังจากชาฮฺไม่ปฏิบัติตามความวุ่นวายได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ประชาชนต่างประท้วงการค้าที่ชั่วร้ายของเขา มีรซาชีรอซียฺ ได้ส่งฟัตวาไปทั่วโลก ซึ่งมีใจความว่า
“นับจากวันนี้เป็นต้นไปใบยาสูบเป็นฮะรอมในทุกรูปแบบ บุคคลใดก็ตามใช้ประโยชน์จากใบยาสูบ เสมือนบุคคลที่กำลังต่อสู้กับท่านอิมามมะฮฺดียฺ”
คำฟัตวาของท่านมีรซามีอิทธิพลอย่างหน้าประหลาดใจในหมู่ประชาชน และผลที่ตามมาประชาชนได้ทุบหม้อยาสูบของพวกเขาทิ้งจนหมดสิ้น พวกเขาได้ขว้างอุปกรณ์สูบยาใส่หน้าผู้ที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าของสิทธิ์เหล่านั้น ทำให้รัฐบาลอิหร่านและอังกฤษเกิดความหวั่นวิตกอย่างรุนอแรง เมื่อเผชิญกับคำฟัตวาของมีรซา ชีรอซียฺ ประชาชนทั้งหมดได้ละเว้นการใช้ประโยชน์จากใบยาสูบในทุกรูปแบบ ทังที่ไม่เคยมีการแสดงปฏิกิริยาเช่นนั้นมากก่อน ซึ่งคำฟัตวาของท่านมีรซาไม่ได้เฉพาะเจาะจงอยู่แค่มุสลิม แต่บรรดายะฮุดียฺ โซโรอันเตอร์ และผู้ปฏิบัติตามศาสนาอื่นต่างเห็นดีเห็นงามไปด้วย พวกเขาต่างมีความเชื่อว่าคำฟัตวาของมีรซา ชีรอซียฺ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สมควรได้รับการปฏิบัติตาม และไม่อนุญาตให้ฝ่าฝืนเด็ดขาด
หลังจากนั้นรัฐบาลได้พยายามสร้างความกดดันสถาบันอุละมาอฺ เพื่อให้พวกเขาอนุญาตให้ใช้ใบยาสูบอีก แต่ความพยายามของเขาไร้ผล แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีของกษัตริย์นาซิรุดดีนได้รู้จักกับมีรซา มุฮัมมัดฮุเซน นักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเตหะราน เขาได้ขอร้องให้ท่านออกฟัตวาต่อต้านคำฟัตวาของมีรซาชีรอซียฺ ท่านมัรฮูม ออชติญานียฺ กล่าวว่า “นายของเราคือมีรซา ซัยยิดุชชะรีอะฮฺ ผู้ชีอะฮฺ และเป็นที่พักพิงของประชาชาติเป็นตัวแทนของท่นอิมามซะมาน ฟัตวาและคำสั่งของท่านเป็นวาญิบต้องปฏิบัติตาม พวกเราคือผู้ปฏิบัติตามประสงค์ของเขา ไม่ว่าเขาจะออกฟัตวา ณ ที่ใด หน้าที่เราคือต้องปฏบัติตามเขา เนื่องจากใครก็ตามที่ฝ่าฝืนและดื้อดึงต่อคำฟัตวาของเขาเป็นมุชริก” จากคำกล่านั้นทำให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลสิ้นหวังลงทันที เท่ากับเป็นการบีบบังคับให้รัฐบาลเลิกสัญญาค้าขายแบบกดขี่ ในสุดท้ายผู้อธรรมเชีนอังกฤษต้องขนย้ายบริษัทออกจากอิหร่าน ประชาชนต่างดีใจในชัยชนะของตนเป็นอย่างยิ่ง และข่าวนั้นได้แพร่สะพัดไปทั่วประเทศต่างๆ บางทีได้ตีพิมพ์เป็นลายลักษณ์อักษร
ขบวนการใบยาสูบทำให้ประชาชนอิหร่านทั้งหมด ทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมต่างให้ความร่วมมือกัน และแสดงความเป็นเอกภาพเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อีกทั้งยังได้เรียกร้องให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า เชื่อฟังปฏิบัติตามผู้นำศาสนาในฐานะที่เป็นมัรญิอฺ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วถึงแนวทางในการสร้างสรรค์ความเป็นเอกภาพ และการยืนหยัดต่อสู้กับศัตรู
แหล่งอ้างอิง
1) อิตติฮาด วะอินสิญอม สถาบันอิมามฮาดียฺ สำนักพิมพ์ พัยยอมอิมามฮาดี กุ่ม พิมพ์ครั้งแรก 1386
2) เตหะราน ออกอโบโซกร์ มีรซา ชีรอซียฺ บีตอบี
3) กลุ่มนักค้นคว้าวิจัย จากสถาบันศาสนาเมืองกุม, คอนเลชชัน อัยรอร นักค้นคว้า บากิรอุลูม พิมพ์ครั้งที่ 1 ปี 1379 – 1382
4) หนังสือพิมพ์ ญุมฮูรีย อิสลามี 24 /2 / 1386
5) วารสารเฮาซะฮฺ เล่มที่ 81
6) มะฮฺฟูซ ฮุเซน อะลี เมาซูอะฮฺ อัลอุตะบาตร อัลมุก็อดดะซะฮฺ
7) มุซ็อฟฟะรียฺ มุฮัมมัด ฮุเซน ตารีค ชีอะฮฺ บีนอบีตอ
8) อัลวัรดียฺ อะลี ลุมอาต อิจญิติมาอียะฮฺ อัน ตารีค อัลอะราก เล่ม 3 บีนอบีตอ