แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. มูซา กะลีมุลลอฮฺ (อ.)

มูซา กะลีมุลลอฮฺ (อ.)

ในช่วงสมัยที่ท่านศาสดามูซา (อ.) ประสูตินั้น มีชน 2 เผ่าพันธุ์ที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลในประเทศอียิปต์ คือ “กิบฏีย์” กับ “สิบฏีย์” ราชวงศ์ที่ปกครองประเทศอียิปต์โบราณซึ่งมีฉายานามว่า “ฟิรฺอฺาวนฺ” (ฟาโรห์) มาจากเชื้อสายและเผ่าพันธุ์ “กิบฏีย์” ส่วนเผ่าพันธุ์ “สิบฏีย์” นั้น สืบเชื้อสายมาจากท่านศาสดายะอฺกู๊บ (อ.) และมีฉายานามว่า “บนีอิสรออีล” มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ที่เมือง “กันอฺาน” แต่ภายหลังจากที่ท่านศาสดายูสุฟ (อ.) ได้รับตำแหน่งอันสูงส่งและยิ่งใหญ่ในอียิปต์แล้ว พวกเขาต่างพากันอพยพย้ายถิ่นฐานจากกันอฺาน แผ่นดินอันเป็นมาตุภูมิของพวกเขาติดตามท่านศาสดายูสุฟ (อ.) ไปสู่อียิปต์ด้วย (ดาอิเราะตุลมะอฺาริฟ ฟะรีด วิจญฺดีย์ ภายใต้คำว่า “บนีอิสรออีล”)
ในช่วงแรก ๆ นั้น จำนวนประชากรของพวกเขายังมีไม่มากนัก แต่ได้เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ  จนกระทั่งกลายเป็นกลุ่มชนที่มีจำนวนมหาศาลและได้กลับกลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีเกียรติในที่สุด
แต่ภายหลังการจากไปของท่านศาสดายูสุฟ (อ.) แล้ว และการฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาของพวกเขา ทำให้พวกเขาต้องสูญสิ้นเกียรติยศและอำนาจไป และในที่สุด เผ่าพันธุ์กิบฏีย์ได้เข้ามามีอำนาจปกครองพวกเขาแทน ด้วยการกดขี่บีฑา บังคับให้ทำงานที่หนักและยากลำบาก และสร้างความอธรรมต่อพวกเขาอย่างไม่มีความปรานีใด ๆ
กษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรอียิปต์ ซึ่งมีฉายานามว่า “ฟิรฺอฺาวนฺ” (ฟาโรห์) ผู้มาจากเผ่าพันธุ์กิบฏีย์ ได้ใช้อำนาจกดขี่ขมเหงและคร่าสังหารชาวสิบฏีย์ การหยิ่งลำพองและเหลิงอำนาจอย่างสุดโต่ง ทำให้ฟิรฺอฺาวนฺสถาปนาตัวเองขึ้นเป็น “พระเจ้า” พร้อมกับบังคับขู่เข็ญประชาชนให้ทำการเคารพภักดีตน อีกทั้งชักนำผู้คนไปสู่การตั้งภาคีและบูชาเจว็ดที่พวกเขาได้ประดิษฐ์มันขึ้นมาด้วย
ด้วยเหตุนี้เองที่ฟิรฺอฺาวนฺได้เผลอไผลและตั้งตนอยู่บนความประมาท เพราะไม่เคยคาดคิดว่าพระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงปล่อยให้ประชาชาติต้องเว้นว่างและห่างไกลจากความโชติช่วงแห่งทางนำ เขาไม่เข้าใจถึงแบบแผนดั้งเดิมของพระผู้เป็นเจ้า ที่พระองค์จะทรงแต่งตั้งบรรดาศาสดาให้ลงมาปลดปล่อยมวลมนุษยชาติให้พ้นจากความอวิชชาและจากเงื้อมมืออันโสมมของเหล่าบรรดาผู้กดขี่บีฑาทั้งหลายในทุกยุคสมัย นอกจากนั้น เขายังไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า “จะมีอำนาจหรือพลังอันเร้นลับยื่นมือมาจัดการกับเขา”
บรรดาปุโรหิตในราชสำนักต่างได้ทำนายและแจ้งข่าวแก่ฟิรฺอฺาวนฺว่าในไม่ช้าจะมีทารกเพศชายจากชาวบนีอิสรออีลถือกำเนิดบนโลกนี้ หลังจากนั้นเขาจะมาสั่นคลอนบัลลังก์ของเขา ทำให้ฟิรฺอฺาวนฺรู้สึกโกรธเคือง และโดยไม่รอช้า เขาได้บัญชาให้ตัดศีรษะของทารกเพศชายชาวบนีอิสรออีลทุกคน เพื่อจะได้ไม่มีบุรุษจากเผ่าพันธุ์ดังกล่าวหลงเหลืออีกต่อไป
ถึงกระนั้นก็ตาม ท่านศาสดามูซา (อ.) ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในที่สุด
การถือกำเนิดของมูซา (อ.)
ด้วยความกลัวว่าความตายจะมาประสบกับบุตรชายของตนเหมือนดั่งที่บุตรชายของบนีอิสรออีลทั้งหลายได้ประสบมาแล้ว มารดาของท่านศาสดามูซา (อ.) แม้จะมีความรักอย่างเต็มเปี่ยมในทารกน้อยเพียงใดก็ตาม นางได้ตัดสินใจนำบุตรชายของนางวางในหีบ แล้วปล่อยให้ไหลไปตามกระแสธารของแม่น้ำไนล์ตามการดลใจของพระเจ้า เพื่อให้สายธารได้นำพาหีบใบนั้นไปตามทิศทางที่พระผู้อภิบาลทรงประสงค์
ในขณะที่ฟิรฺอฺาวนฺกับมเหสีกำลังทอดพระเนตรอยู่ริมแม่น้ำไนล์ ทันใดนั้นเอง ทั้งสองได้มองเห็นภาชนะใบหนึ่งกำลังลอยมาตามกระแสน้ำใกล้เข้ามา โดยมีทารกน้อยนอนสงบอยู่ในภาชนะใบนั้นด้วย ครั้งแรกที่มเหสีของฟิรฺอฺาวนฺได้เห็นดวงหน้าอันอิ่มเอิบและใสบริสุทธิ์ของทารกน้อย นางไม่ปรารถนาที่จะปล่อยทารกน้อยให้ลอยไปตามกระแสธารอีกต่อไป นางรู้สึกรักและสงสารเด็กน้อยขึ้นมาอย่างจับใจ จึงได้ทูลต่อฟิรฺอฺาวนฺเพื่ออนุญาตให้นางรับทารกน้อยมาชุบเลี้ยงในพระราชวังดั่งบุตรของนางเอง ซึ่งเขาได้เห็นชอบ ด้วยความหวังว่าในภายภาคหน้าบุตรบุญธรรมผู้นี้จะแบกรับภารกิจและเป็นประโยชน์ต่อบัลลังก์ของเขาต่อไป
ทารกที่กำลังอยู่ในวัยดื่มนมของมารดา ไม่ยอมดื่มนมจากแม่นมคนใด ซึ่งสร้างความกระวนกระวายใจให้กับมเหสีของฟิรฺอฺาวนฺ ในที่สุด นางได้ตอบรับให้ผู้ที่เป็นมารดาของท่านศาสดามูซา (อ.) ซึ่งมีน้ำนมที่บริสุทธิ์ให้รับภาระหน้าที่เป็นแม่นมและชุบเลี้ยงทารกน้อยภายในพระราชวังของฟิรฺอฺาวนฺนั่นเอง โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่านางคือมารดาที่แท้จริงของท่าน (อ.) บิฮารุลอันวารฺ เล่ม 13 ฉบับพิมพ์ใหม่ หน้า 38 – 40
ช่างเป็นความบังเอิญที่มหัศจรรย์อะไรเช่นนั้น !!!
ฟิรฺอฺาวนฺได้ชุบเลี้ยงและมอบความรักความอบอุ่นต่อผู้ที่จะเติบโตมาในภายภาคหน้าเพื่อโค่นบัลลังก์และดับความอหังการของเขาภายในพระราชวังอันโอ่อ่านั้นเอง !
ด้วยเหตุนี้เองที่ท่านศาสดามูซา (อ.) ได้เติบโตขึ้นมาจากการชุบเลี้ยงของฟิรฺอฺาวนฺ ภายใต้การประทานความรู้และวิทยปัญญาจากพระผู้เป็นเจ้า ท่านได้เห็นการกดขี่บีฑาวันแล้ววันเล่า แต่นอกจากท่านจะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมกับมันแล้ว ท่านกลับมีความรู้สึกเจ็บปวดกับภาพอันแสนทุกข์ทรมานที่ประชาชนได้รับโดยน้ำมือของเหล่าบริวารของฟิรฺอฺาวนฺ โดยครุ่นคิดหาลู่ทางที่จะปลดปล่อยและให้ความท่านช่วยเหลือพวกเขาตลอดเวลา
วันหนึ่ง ท่านได้ประสบกับเหตุการณ์ที่บริวารของฟิรฺอฺาวนฺคนหนึ่งกำลังทะเลาะวิวาทกับชายชาวบนีอิสรออีลคนหนึ่ง เมื่อบนีอิสรออีลผู้นั้นเห็นท่าน (อ.) เขาได้ร้องขอความช่วยเหลือ ท่านได้เดินเข้าไปใกล้และชกไปที่ใบหน้าของบริวารฟิรฺอฺาวนฺ ทำให้เขาล้มลงและขาดใจตายทันที
หลังจากนั้น ท่านศาสดามูซา (อ.) ได้เดินหนีจากสถานที่แห่งนั้นไป วันต่อมาท่านได้พบกับชาวบนีอิสรออีลคนเดิมกำลังก่อการทะเลาะวิวาทกับบริวารของฟิรฺอฺาวนฺอีกคนหนึ่ง ซึ่งในครั้งนี้เขายังคงร้องขอความช่วยเหลือจากท่านอีกเช่นเคย ท่าน (อ.) จึงกล่าวด้วยความโกรธเคืองว่า
“เจ้าคนหลงทาง”  (ความหมายของคำว่า “หลงทาง” ในที่นี้ คือวิธีการแก้ปัญหาของบนีอิสรออีลผู้นั้นเป็นสิ่งที่ผิดพลาดที่ใช้วิธีเผชิญหน้ากับพวกของฟิรฺอูนด้วยการก่อการทะเลาะวิวาทกับพวกเขาทุกวัน และเมื่อเผชิญกับอันตราย ก็ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีได้X
แล้วท่านได้เดินเข้าไปใกล้เพื่อจะผลักให้เขาออกไปจากการทะเลาะวิวาทนั้น แต่เขากลับเข้าใจว่าท่านศาสดามูซา (อ.) ต้องการจะทำร้ายเขา จึงได้ตะโกนขึ้นว่า
ท่านต้องการจะสังหารฉันเสมือนดั่งที่ได้สังหารชายเมื่อวานนี้ใช่ไหม ?
ภายหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ผ่านไป ท่านศาสดามูซา (อ.) มีความกังวลใจและระมัดระวังตัวมากขึ้น ส่วนฟิรฺอฺาวนฺกับบริวารของเขารู้ดีว่าผู้ที่ฆ่าคนของเขาคือท่านศาสดามูซา (อ.) นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ ฟิรฺอฺาวนฺได้ปรึกษากับข้าราชบริพารและออกคำบัญชาลับให้ทหารของเขากำจัดท่านศาสดามูซา (อ.)
ทหารของฟิรฺอฺาวนฺได้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของท่านโดยไม่ยอมให้คลาดสายตา ยิ่งทำให้ท่านมีความกระวนกระวายใจและระมัดระวังตัวมากขึ้น และแล้วมีผู้ศรัทธาที่มีความปรารถนาดีคนหนึ่งได้แจ้งข่าวให้ท่านทราบพร้อมกับแนะนำให้ท่านรีบเดินทางออกจากอียิปต์โดยเร็วที่สุด เนื่องจากฟิรฺอฺาวนฺได้ตัดสินใจที่จะสังหารท่านอย่างแน่นอนแล้ว
ท่าน (อ.) ได้รีบออกเดินทางจากอียิปต์มุ่งสู่ “มัดยัน” ด้วยการขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากเงื้อมมือของเหล่าผู้อธรรม ว่า
“โอ้ พระผู้อภิบาลของฉัน ได้โปรดช่วยเหลือฉันให้รอดพ้นจากกลุ่มชนผู้อธรรมด้วยเถิด”  ( ซูเราะฮฺเกาะศอศ 28 : 21)
ในที่สุดท่านศาสดามูซา (อ.) ได้เดินทางเข้าสู่มัดยันด้วยการช่วยเหลือจากพระองค์ ท่านได้หยุดพักผ่อนอยู่ใกล้ ๆ บ่อน้ำแห่งหนึ่ง  ท่านได้เฝ้ามองดูประชาชนที่กำลังห้อมล้อมเพื่อตักน้ำให้แก่สัตว์เลี้ยงของพวกเขารอบ ๆ บ่อน้ำนั้น ซึ่ง ณ ที่นั้นได้มีสตรี 2 นาง ยืนรอคอยพวกเขาอยู่ห่าง ๆ เป็นเวลานานแล้ว เพื่อจะตักน้ำให้แก่ฝูงแกะของนางทั้งสอง
ท่านศาสดามูซา (อ.) จึงได้เข้าไปเพื่อจะช่วยเหลือนางทั้งสองและไต่ถามถึงสาเหตุในการรอคอยดังกล่าว สตรีทั้งสองกล่าวว่า
บิดาของเราย่างเข้าสู่วัยชรา ไม่มีหนทางอื่นใดนอกจากเราทั้งสองจะต้องรับภารกิจนี้แทนท่าน พวกเรากำลังรอให้รอบ ๆ บ่อน้ำว่างปราศจากผู้คน เพื่อจะสามารถตักน้ำให้ฝูงแกะของเราได้
ท่าน (อ.) ได้รับอาสาด้วยการตักน้ำให้ฝูงแกะแทนนางทั้งสอง หลังจากนั้น สตรีทั้งสองจึงได้อำลาจากท่านไป ในขณะที่ท่านนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ เนื่องจากมีอาการเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล และรู้สึกหิว เพราะไม่มีเสบียงติดตัว ท่านได้วิงวอนจากพระผู้เป็นเจ้าให้ทรงขจัดปัดเป่าความหิวโหยไปจากท่านว่า
“โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ขอมีความต้องการอย่างที่สุดจากโชคผลที่ดีงามซึ่งพระองค์ทรงประทานแก่ฉัน” (ซูเราะฮฺเกาะศอศ 28 / 21)
เวลาผ่านไปไม่นานนัก หนึ่งในสตรีทั้งสองได้กลับมาหาท่าน (อ.) ด้วยท่าทีที่มีความละอาย และกล่าวกับท่านว่า
บิดาของฉันปรารถนาจะพบท่านเพื่อจะมอบรางวัลตอบแทนที่ท่านได้ให้ความช่วยเหลือเรา
บิดาของสตรีทั้งสองก็คือท่านชุอัยบฺ (อ.) ผู้เป็นศาสดาผู้ทรงธรรมของพระผู้เป็นเจ้านั่นเอง
ท่านศาสดามูซา (อ.) ได้เดินทางไปกับนาง โดยท่านได้บอกให้นางเดินรั้งหลังและให้คอยบอกเส้นทางที่จะไปสู่บ้านของนางให้แก่ท่าน และกล่าวว่า ฉันมาจากครอบครัว (แห่งศาสดา) ที่จะไม่มองสตรี แม้จากทางเบื้องหลังก็ตาม
ท่านได้ไปพบกับศาสดาชุอัยบฺ และได้สาธยายเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง ศาสดาชุอัยบฺได้ปลอบประโลมท่านว่า  จงอย่าได้กลัวอีกต่อไป บัดนี้ เจ้าปลอดภัยจากเงื้อมมือของเหล่าอธรรมแล้ว
บุตรีผู้ที่ได้ติดตามท่านศาสดามูซา (อ.) ได้เสนอต่อผู้เป็นบิดาของนางว่า  โอ้ พ่อจ๋า ได้โปรดว่าจ้างบุรุษผู้นี้ไว้ช่วยงานของเราเถิด  เพราะนอกจากเขาจะมีความเข้มแข็งแล้ว เขายังเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์อีกด้วย
เมื่อศาสดาชุอัยบฺได้ประจักษ์ถึงความซื่อสัตย์และความบริสุทธิ์ของท่านศาสดามูซา (อ.) แล้ว ท่านจึงได้ยกบุตรีผู้นั้นให้สมรสกับเขา และศาสดามูซา (อ.) ได้อยู่รับใช้งานของท่าน (อ.) เป็นเวลา 10 ปีตามสัญญาที่ได้ให้ไว้ด้วยการช่วยกิจการปศุสัตว์และอื่น ๆ (นูรุษษะเกาะลัยนฺ เล่ม 4 หน้า 117–123)
การบิอ์ษัตของท่านศาสดามูซา (อ.)
เมื่อครบกำหนด 10 ปีตามสัญญา ท่านศาสดามูซา (อ.) จึงได้ออกเดินทางพร้อมกับครอบครัวของท่านกลับสู่อียิปต์อีกครั้งหนึ่ง ในระหว่างช่วงเดินทางของค่ำคืนหนึ่งที่มืดสนิท และท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ ท่านกับครอบครัวได้หลงทาง และในขณะที่กำลังตกอยู่ในความกระวนกระวายใจอยู่นั้น ทันใดนั้นเอง ท่านได้มองเห็นแสงไฟกำลังส่องประกายมาจากทางทิศหนึ่ง โดยไม่รีรอ ท่านได้กล่าวกับภรรยาว่า ฉันจะตามแสงสว่างนั้นไป เผื่อจะได้พบผู้ชี้นำทางแก่เรา หรือไม่ก็อาจจะนำไฟกลับมา  จงรอคอยฉันอยู่ที่นี่เถิด
ท่านได้รีบเร่งออกเดินทางจนถึงที่หมาย ทันใดนั้น ท่านได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากต้นไม้ต้นหนึ่ง ว่า
“โอ้ มูซา แท้จริง ฉันคือพระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาล (ซูเราะฮฺเกาะศอศ 28 : 30)
ฉันได้พึงใจเลือกเจ้าให้เป็นศาสนทูต ดังนั้น จงตั้งใจฟังในสิ่งที่จะวิวรณ์สู่ดวงใจของเจ้าเถิด
ฉันคือพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว นอกจากฉันไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกแล้ว
จงเคารพภักดีเฉพาะฉันเท่านั้น และจงรำลึกถึงฉันด้วยการนมาซเถิด
วันตัดสินพิพากษานั้นเป็นสัจธรรมที่ปราศจากข้อคลางแคลงใด ๆ มันจะปรากฏอย่างแน่นอน เพื่อทุกคนจะได้ประจักษ์ถึงผลงานของเขา และรับรางวัลตอบแทนในวันนั้น” (คัดย่อบางส่วนจากซูเราะฮฺเกาะศอศ อายะฮฺที่ 15–31 และซูเราะฮฺฏอฮา อายะฮฺที่ 13–16)
โดยปกติแล้ว ท่านศาสดามูซา (อ.) จะมีไม้เท้าประจำกายอยู่อันหนึ่ง นอกจากจะใช้ประโยชน์เป็นไม้เท้ายันกายแล้ว ท่านยังใช้ตีใบไม้ให้ร่วงหล่นลงมาเพื่อจะเป็นอาหารของฝูงแกะของท่าน พระผู้เป็นเจ้าได้วิวรณ์ให้ท่านโยนมันลงบนพื้นดิน และเมื่อท่านได้โยนมันลง ทันใดนั้นเอง ไม้เท้าได้กลับกลายเป็นงูใหญ่ ทำให้ท่านมีความตกใจกลัวและถอยห่างออกมาโดยไม่ยอมหันกลับไปมองมันอีก ได้มีเสียงเรียกขึ้นว่า จงกลับมาเถิด อย่าได้กลัวและตื่นตระหนกไปเลย เมื่อหัวใจสงบลงแล้ว ท่านจึงได้ย้อนกลับมา พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบัญชาให้ท่านใช้มือจับไปที่งูตัวนั้น ทันใดนั้นเอง ด้วยพระประสงค์ของพระองค์ มันได้กลับกลายเป็นไม้เท้าดังเดิม  หลังจากนั้น ได้มีบัญชาให้ท่านสอดมือเข้าไปใต้คอเสื้อ และดึงกลับออกมา เมื่อได้ปฏิบัติตามคำบัญชานั้น ท่านได้มองเห็นมือของท่านสว่างไสวเต็มไปด้วยรัศมีขาวนวลซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อนัยน์ตาแต่อย่างใด
สิ่งเหล่านี้คือมุอฺญิซาต (ปาฏิหาริย์) ของศาสดามูซา(   ) ที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานแก่ท่านเพื่อเป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์แก่ฟิรอูนและบริวารของเขา เพื่อจะทำให้พวกเขาไม่มีข้อคลางแคลงใจ  และไม่มีข้อโต้แย้งว่าท่านได้แอบอ้างตนเป็นศาสดา โดยหาได้มีสัญญาณใด ๆ เป็นเครื่องพิสูจน์ไม่