แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ยัซดอนและอะฮฺรีมัน หรืออัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ

ยัซดอนและอะฮฺรีมัน หรืออัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ

ความดีงามและความชั่วร้าย
คนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “ษะนะวียะฮฺ” เชื่อว่าสิ่งต่างๆในโลกนี้แบ่งออกเป็นสองประเภท : สิ่งที่ดีงามและสิ่งที่ชั่วร้าย ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเชื่อว่าโลกของการสร้างสรรค์มีต้นกำเนิดมาจากสองแหล่ง พวกเขากล่าวว่าสิ่งดีงามเกิดขึ้นมาจาก “ยัซดอน” ส่วนสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นมาจาก “อะฮฺรีมัน” เป้าหมายของพวกเขาจากแนวความคิดดังกล่าวได้แก่การถือว่าพระเจ้าปราศจากข้อบกพร่องและความไม่ดีงาม แต่พวกเขามิได้ฉุกคิดว่าผลของความเชื่อดังกล่าวในด้านหนึ่งทำให้พวกเขายอมรับในการมีภาคีสำหรับพระเจ้า และในอีกด้านหนึ่งพวกเขามีความผิดพลาดในการแบ่งสรรพสิ่งต่างๆออกเป็นสิ่งดีงามและสิ่งเลวร้าย ทั้งนี้เนื่องจากหากระบบของโลกได้รับการพิจารณาโดยรวมแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งชั่วร้ายและไม่ดีงามอยู่แต่อย่างใด แต่ทว่า “ทุกสิ่งมีความดีงามในตัวของมันเอง” พวกเขายังมีความเชื่ออีกเช่นกันว่าการมีอยู่ของสิ่งชั่วร้ายในทัศนะของพวกเขานั้นอยู่แยกต่างหากจากการมีอยู่ของสิ่งดีงาม
หลังจากนั้นพวกเขาจึงแก้ปัญหาดังกล่าวโดยการคาดเดาเอาเองว่า โลกนี้มีสองแหล่งกำเนิด : สิ่งดีงามต่างๆมาจากต้นกำเนิดหนึ่ง ส่วนความชั่วร้ายเกิดขึ้นมาจากอีกต้นกำเนิดหนึ่ง
ในขณะที่หากพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น จะพบว่าในหลายกรณีสรรพสิ่งต่างๆทั้งสองกลุ่มจะไม่แยกออกจากกัน เช่น ฝนเป็นสิ่งที่ดีเนื่องจากเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเพาะปลูก แต่ในเวลาเดียวกันสำหรับคนบางคนที่มีทัศนะตื้นเขินอาจจะถือว่าฝนเป็นสิ่งไม่ดี เช่น ลำลายกระต๊อบเก่าๆของคนยากจน
เป็นที่ชัดเจนว่าแนวคิดของพวกษะนะวียะฮฺมิได้ทำให้ปัญหาคลี่คลายไปแต่ประการใด เพราะความไม่ดีดังกล่าวของฝนมิได้เป็นสิ่งที่แยกต่างหากจากความดีของมัน กล่าวคือ ฝนไม่ได้เป็นสิ่งสองสิ่งที่จะทำให้เราสามารถกล่าวได้ว่าสิ่งหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์และความดีงามมาจากพระเจ้า และอีกสิ่งหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายมาจากอีกต้นกำเนิดหนึ่ง
แต่ทว่าทางแก้ที่ได้รับจากคำสอนของอิสลาม (กุรอานและหะดีษ) อีกทั้งสามัญสำนึกก็ให้การยอมรับเช่นกันได้แก่ หากเราไม่แยกพิจารณาสิ่งต่างๆที่ความดีงามของมันในสายตาของผู้ที่มีทัศนะตื้นเขินเป็นสิ่งที่ไม่ชัดเจน เช่น ความหิว ความกระหาย ความเย็น ความร้อน งู มด ฯลฯ แต่พิจารณาสิ่งเหล่านี้ในฐานะที่เป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งของระบบที่มีความสอดคล้องกันของโลก เราจะพบว่าทุกสรรพสิ่งในระบบโดยรวมของโลกเป็นสิ่งจำเป็นและดีงาม ซึ่งรายละเอียดของข้อเท็จจริงดังกล่าวมีดังต่อไปนี้
กลไกต่างๆในการป้องกันอันตราย
ร่างกายของมนุษย์ประกอบขึ้นจากเนื้อและกระดูกซึ่งล่อแหลมต่อการได้รับอันตรายอยู่ตลอดเวลา ไฟสามารถที่จะทำให้ร่างกายมนุษย์กลายเป็นเถ้าถ่านในเวลาไม่กี่นาที ร่างกายดังกล่าวไม่อาจต้านทานการกระทบกระทั่งกับของแข็งหรือของมีคมได้ พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมระบบต่างๆให้กับร่างกายนี้เพื่อมนุษย์จะได้ปลอดภัยจากอันตรายอันใหญ่หลวงต่างๆ อาทิเช่น
๑.ความหิวกระหายซึ่งดูผิวเผินแล้วอาจจะเป็นสิ่งไม่ดี แต่สิ่งนี้มีบทบาทสำคัญในร่างกาย ความรู้สึกหิวกระหายเป็นตัวให้หลักประกันต่อชีวิตของเซลนับหลายร้อยล้านเซล หากมนุษย์ไม่มีธรรมชาติดังกล่าวเซลร่างกายของเขาจะเหี่ยวแห้งเนื่องจากการขาดน้ำและสารอาหาร มนุษย์จะถูกความตายคุกคามและจบชีวิตลงในที่สุด
๒.ความรู้สึกเจ็บและการรับความรู้สึกของระบบประสาทคือความโปรดปรานอีกประการหนึ่งของการสร้างสรรค์
ในความเป็นจริงแล้วระบบประสาทของมนุษย์เป็นระบบเครือข่ายการสื่อสารที่แยบยลและละเอียดอ่อนยิ่ง ซึ่งจะส่งสัญญาณเตือนภัยออกมาเมื่อเกิดความรู้สึกผิดปกติเพียงเล็กน้อยที่สุด และจะกระตุ้นให้มนุษย์หาทางป้องกันและรับมือ
หากไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด คนป่วยจะไม่คิดหาทางรักษา หากระบบประสาทไม่รับรู้ความผิดปกติ ผิวหนังและเนื้ออาจจะถูกไฟเผาเป็นเถ้าถ่าน หรืออาจฉีกขาดเนื่องจากการกระทบกระทั่งกับของแข็งและของมีคมและทำให้กระดูกแตกหักได้
ดังนั้น หากเราพบความไม่น่าอภิรมย์ในระบบประสาทเหล่านี้ ก็จงรู้ไว้เถิดว่าสิ่งดังกล่าวอยู่ในระดับเดียวกันกับความไม่น่าอภิรมย์ของไฟแดงเพื่อแจ้งอันตรายมิได้มากไปกว่านั้น อีกทั้งเพื่อให้มนุษย์ได้ยั้งคิดถึงความผาสุกและการรักษาชีวิตของตน
ความทุกข์ยากกับการฝึกฝนมนุษย์
นักวิชาการกล่าวว่า โลกธรรมชาติคือโลกของการเคลื่อนตัวและพัฒนาสู่ความสมบูรณ์ การเคลื่อนตัวและการวิวัฒนาการสู่ความสมบูรณ์นั้นควบคู่ไปกับความยุ่งยากและไม่ราบรื่น ทั้งนี้เนื่องจากความยากลำบากจะฝึกปรือและหล่อหลอมจิตวิญญาณให้แข็งแกร่ง
ความไม่ราบรื่นนี้เองที่สร้างอัจฉริยะ เพราะจากเตาหลอมแห่งความลำบากยากแค้น เหล็กกล้าแห่งผู้สั่งสมประสบการณ์และอัฉริยะจะถูกหลอมออกมา ผู้ยิ่งใหญ่ได้แก่ผู้ที่เผชิญกับความไม่ราบรื่นและวิกฤตการณ์ต่างๆอย่างหนักในชีวิตของตน ตราบใดที่ไฟยังไม่ได้เผาไหม้ไม้กฤษณา กลิ่นหอมของมันก็จะไม่ฟุ้งกระจายออกมา
ความยากลำบากและความขมขื่นถือเป็นตัวการหนึ่งที่ปลุกพลังที่หลับใหลอยู่ของมนุษย์ให้ตื่นขึ้นมา ซึ่งหลังจากนั้นเขาจะสามารถทำให้ชัยชนะของตนทวีมากขึ้นในการแสวงหาทางวัตถุ จิตวิญญาณ วิชาการและอุตสาหกรรมของตน
สาเหตุที่ผู้ยิ่งใหญ่ส่วนมากจะย่างก้าวออกมาจากกระท่อมโกโรโกโสสู่โลกกว้างนั้น ก็เนื่องมาจากเหตุผลดังกล่าวนี้เองที่ว่าพวกเขาได้เผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์และความไม่ราบรื่นอย่างหนักในชีวิต ซึ่งเป็นผลทำให้พลังความสามารถในการคิดของพวกเขาเผยตัวออกมาด้วยกับความบากบั่นที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น
ตราบใดที่บุรุษยังมิได้ประสบกับความยากลำบาก
เขาจะสมบูรณ์ในการเป็นชายชาตรีเมื่อใดเล่า ?
ตราบใดที่ดอกไม้ยังมิได้รับลมและฝน
มันจะส่งกลิ่นหอมเมื่อใดเล่า ?
ประวัติความเป็นมาของวิชาการและอารยธรรมชี้ให้เห็นว่าความก้าวหน้าของวิชาการและอารยธรรมของมนุษย์จะเกิดขึ้นควบคู่กับความยากลำบากเสมอ ทั้งนี้เนื่องจากความไม่ราบรื่นและอุปสรรคปัญหาต่างๆนั่นเองที่ผลักดันให้มนุษย์คิดหาทางแก้ไข และบีบคั้นให้เขาบากบั่นเพื่อการบรรลุสู่สภาวการณ์ที่ดีกว่า
ดังนั้น บุคคลที่ไม่เข้าใจถึงสาเหตุในการมีอยู่ของความยากลำบากและถือว่าสิ่งดังกล่าวเป็นความเลวร้ายนั้น พวกเขาจึงมีความผิดพลาดอย่างยิ่ง
มาตรการวัดความดีงามและความเลวร้าย
ความผิดพลาดของชาวอาระยันและชาวอิหร่านโบราณที่เชื่อว่าความเย็น ความร้อน งู มด และอื่นๆเป็นสิ่งไม่ดีนั้น ได้แก่การที่พวกเขาใช้สภาวะของตนเองเป็นเกณฑ์ในการแยกแยะสิ่งดีและสิ่งไม่ดี ในขณะที่ลำพังพียงผลประโยชน์และความเสียหายของมนุษย์นั้นมิอาจเป็นมาตรการวัดความดีและไม่ดีของสิ่งต่างๆได้ แต่ทว่าจำต้องดูว่าแต่ละสิ่งมีบทบาทอย่างไรในระบบของการสร้างสรรค์ทั้งระบบ
ความเย็นและความร้อนเดียวกันนี้เองที่เป็นสิ่งไม่ดีในมุมมองอันคับแคบและไม่ถูกต้องของพวกเขา ในทัศนะของนักวิทยาศาสตร์ในสายวิชาที่ว่าด้วยธรรมชาติที่ศึกษาวิจัยโลกโดยรวมนั้น กลับกลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชและสิ่งมีชีวิต
แนวความคิดของผู้ที่ถือว่าผลประโยชน์และความเสียหายของตนเป็นบรรทัดฐานของความดีงามและความเลวร้ายนั้น ไม่ต่างกันกับการที่ฝูงมดกล่าวถึงมนุษย์ว่า : มนุษย์นั้นนอกจากการบดขยี้พวกเราแล้วเขาไม่มีความดีงามอะไรเลย หรือเช่นเดียวกันกับการที่มดกล่าวถึงสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ว่า : เครื่องบินและรถยนต์นั้นเนื่องจากไม่มีประโยชน์ใดๆแก่พวกเรา ดังนั้นมันจึงไร้ค่าหรือไม่ก็เป็นภัย
การที่ฝูงมดคิดเช่นนี้เกี่ยวกับมนุษย์และประดิษฐกรรมของเขานั้นเป็นการถูกต้องแล้วหรือ ? ความผิดพลาดของฝูงมดอยู่ตรงไหน ? มิใช่เนื่องจากการที่พวกมันถือว่ามาตรการในการวัดความดีและความเลวร้ายนั้น ได้แก่สภาวะส่วนตัวและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนเองเท่านั้นมิใช่หรือ ?
ในทำนองเดียวกัน คนที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียจะกล่าวถึงไอน้ำที่ทำให้อากาศบริเวณชายฝั่งร้อนชื้นและอึดอัดว่า : ไอน้ำนี้มีประโยชน์อะไร มีแต่จะทำให้ชีวิตของพวกเราเป็นอัมพาต การตัดสินดังกล่าวนี้ถูกต้องแล้วหรือ? ในขณะที่เราต่างทราบดีว่าไอน้ำจะเคลื่อนตัวด้วยกับการพัดพาของลมทะเล และจะนำความชุ่มชื้นมายังบริเวณแห้งแล้งและร้อนระอุของทะเลทราย ยังความสดชื่นแก่ต้นไม้ที่หิวกระหาย ควบคุมความร้อนของอากาศให้สมดุล อีกทั้งยังให้หลักประกันแก่ชีวิตอีกหลายล้านชีวิต
ความผิดพลาดของการตัดสินดังกล่าวเกิดจากการที่ผู้ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลเหล่านั้น มองเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตนเท่านั้นโดยที่มิได้มองถึงระบบของสิ่งถูกสร้างโดยรวมแต่อย่างใด
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น เราจะได้ข้อสรุปว่าเราจะต้องไม่ถือว่าสิ่งหนึ่งๆไร้ประโยชน์ด้วยกับการมองอย่างผิวเผิน แต่ทว่าเราจะต้องคำนึงถึงผลพวงและคุณสมบัติของสิ่งนั้นๆ ที่มีต่อสรรพสิ่งทั้งมวลของโลกทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต หลังจากนั้นเราจึงจะสามารถตัดสินลงไปได้
ยัซดอนและอะฮฺรีมัน
บัดนี้เราจึงเข้าใจดีว่าความเชื่อของชาวอิหร่านโบราณต่ออะฮฺรีมันและยัซดอน ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการที่สรรพสิ่งต่างๆของโลกมีทั้งสิ่งที่ดีงามและสิ่งที่เลวร้ายนั้นเป็นความเชื่อที่ผิดพลาด ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขาได้แบ่งสรรพสิ่งต่างๆออกเป็นสิ่งที่ดีงามและสิ่งที่เลวร้ายโดยปราศจากความรู้ถึงวิทยปัญญาในการมีอยู่ของสรรพสิ่งเหล่านั้น และมิได้คำนึงถึงระบบการสร้างสรรค์โดยรวม พวกเขาถือว่าสรรพสิ่งต่างๆที่มีความดีงามถูกสร้างขึ้นโดยยัซดอน ส่วนสิ่งที่เลวร้ายถูกสร้างขึ้นโดยอะฮฺรีมันหรือภูตผีปีศาจ พวกเขาคิดว่าระหว่างยัซดอนและอะฮฺรีมันนั้นมีสงครามและการเผชิญหน้ากันอยู่ตลอดเวลา พวกเขาทำให้ผู้คนหวาดกลัวภูตผีและวิญญาณชั่ว พวกเขาเชื่อแม้กระทั่งว่าภูตแห่งความตายสิงสถิตอยู่ในน้ำจะคอยมัดมือและเท้าของมนุษย์และทำให้เขาจมน้ำตาย พวกเขาได้ทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวด้วยกับการเล่าขานถึงนิยายปรัมปรา พวกเขาเพียงแต่ถือเอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นมาตรการวัดความดีและไม่ดีของสิ่งต่างๆในโลก