แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. รหัสของความแตกต่างและความสูงต่ำของมนุษย์

รหัสของความแตกต่างและความสูงต่ำของมนุษย์

รหัสของความต่างในโลกของการสร้างสรรค์
ทุกคนคงเคยได้ยินยานอวกาศอพอลโล่ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการ และเป็นผลพวงแห่งความเพียรพยายามของมนุษย์
ยานอวกาศอพอลโล่ได้นำพามนุษย์เดินทางหลุดพ้นออกจากโลก ผ่านก้อนเมฆสู่ห้วงอวกาศ และได้ทำให้ก้าวสั้น ๆ ของพวกเขาสามารถขึ้นสู่พื้นผิวของดวงจันทร์ และได้เผยประตูสู่โลกใหม่ที่ไม่มีใครเคยสัมผัสและรู้จักมาก่อนเป็นผลสำเร็จ
เมื่อพิจารณาโครงสร้างและตัวของยานอวกาศแล้ว เราจะพบว่ามีส่วนประกอบของน็อตเล็กใหญ่จำนวนมหาศาล เครื่องยนต์กลไก และระบบต่าง ๆ ที่หลากหลาย เช่นยานบังคับ ยานแม่ แค็ปซูลย่อยที่จะลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์ กลไกที่บังคับให้ยานลงสู่พื้น ส่วนที่บังคับให้ยานขึ้นสู่พื้นผิวดวงจันทร์ ห้องเชื้อเพลิง เครื่องมือรับส่งสัญญาณและค้นหาทิศทาง เครื่องยนต์ที่ผลิตพลังงานไฟฟ้า อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สามารถจะเก็บรักษาอาหาร น้ำ และอื่น ๆ ซึ่งในแต่ละส่วนเหล่านั้นล้วนมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะในการปฏิบัติภารกิจของมัน เป็นสิ่งที่แน่นอนว่า ถ้าปราศจากความหลากหลายของเครื่องมือและอุปกรณ์ดังกล่าว ยานอวกาศอพอลโล่ก็จะบังเกิดขึ้นไม่ได้ และไม่อาจจะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วง สามารถฝ่าฟันอุปสรรคในการเดินทางไกล จนกระทั่งขึ้นสู่ดวงจันทร์พร้อมกับมนุษย์อวกาศได้
จากตัวอย่างข้างต้นทำให้เราได้ประจักษ์ว่าในระบบที่มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันนั้น ความแตกต่างและความหลากหลายย่อมเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เมื่อกลับมาพิจารณาถึงจักรวาลและโลกที่เราอาศัยอยู่ เราจะประจักษ์ว่าความแตกต่างและความหลากหลายของสรรพสิ่งที่มีอยู่อย่างดาษดื่นบนโลกใบนี้ล้วนมิได้เป็นสิ่งไร้สาระและปราศจากหลักตรรกะแต่อย่างใดไม่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความสวยงามและความสลับซับซ้อนที่มีอยู่บนโลกใบนี้นั้นเกิดจากความแตกต่างและความหลากหลายของสรรพสิ่งและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีอยู่บนโลกนี้นั่นเอง
มาตรแม้นสรรพสิ่งที่มีอยู่บนโลกนี้ไม่มีความแตกต่างและความหลากหลาย เช่นทุกสรรพสิ่งล้วนมีเพียงสีเดียวและเป็นสิ่งเดียวที่เหมือนกันหมดทุกอย่าง ปราศจากสีสันอันหลากหลายที่จะช่วยผ่อนคลายสายตา หรือช่วยให้สมองปลอดโปร่ง สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ ช่วยให้ประสาทสัมผัสทั้งห้าได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้วไซร้ ย่อมจะไม่ก่อมรรคผลและมีความเหมาะสมแต่อย่างใดในการให้มนุษย์มาบังเกิดบนโลกใบนี้ เพราะมนุษย์จะต้องกิน ต้องดื่ม ต้องอาศัยพืชผัก สัตว์ต่าง ๆ เพื่อปรุงเป็นอาหาร จะต้องศึกษาเรียนรู้ถึงทิศทางของลม การถาโถมของคลื่นยักษ์ในขณะที่เกิดพายุ และยังต้องอาศัยบทเรียนจากความสงบมั่นจากหน้าผาที่สูงชัน ฯลฯ
เรียนรู้ความงดงามจากมวลมาลีสีขาวที่เบ่งบานในวสันตฤดู
เรียนรู้ความใสบริสุทธิ์ของน้ำค้างยามรุ่งอรุณในฤดูใบไม้ผลิ
เรียนรู้ความสุขุมเยือกเย็นและความอ่อนโยนจากก้นบึ้งของทะเลสาบและใบไม้
เรียนรู้ความถ่อมตนจากการไหลรินของธารน้ำตกสีเงินที่สุกสกาว
ดังนั้น โลกอันงดงามใบนี้จึงบังเกิดขึ้นจากความแตกต่างและความหลากหลายของสรรพสิ่งที่ถูกสรรสร้างมานั่นเอง ความแตกต่างดังกล่าวมิอาจถือเป็นสิ่งที่ไร้สาระ หรือจะตำหนิว่าเป็นความอยุติธรรมหาได้ไม่
ความอยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีองค์ประกอบและเงื่อนไขที่เหมือนกันทุกประการ แต่ผู้มีอำนาจกลับกำหนดกฎ กติกาที่เหลื่อมล้ำและสร้างความไม่เสมอภาคให้เกิดขึ้นมา
เราได้กล่าวในบทที่ผ่านมาว่าความอยุติธรรมและการกดขี่จะเกิดขึ้นเมื่อทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในสิ่ง ๆ เดียวกันก่อน แต่ภายหลังพวกเขาได้รับการปฏิบัติที่เหลื่อมล้ำและไม่เสมอเหมือนกันในสิ่งนั้น
แต่ในเมื่อองค์ประกอบและสิ่งถูกสร้างบนโลกใบนี้ยังไม่เคยมีมาก่อน และยังไม่เคยมีสิทธิใด ๆ มาก่อนที่จะทำให้สามารถท้วงติงได้ว่าความแตกต่างในระหว่างสิ่งเหล่านั้นคือความไม่ยุติธรรม
ดังนั้น เราจึงต้องกล่าวว่าโลกใบนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาบนพื้นฐานของความแตกต่างนั่นเอง
มาตรแม้นไม่มีความแตกต่างในการสร้างสรรค์แล้วไซร้ โลกนี้จะบังเกิดขึ้นไม่ได้อย่างแน่นอน และจะไม่มีสรรพสิ่งอื่นใดนอกจากวัตถุธาตุเพียงชนิดเดียวเท่านั้น ความแตกต่างในการสรรสร้างดังกล่าว ทำให้เกิดอะตอม ระบบสุริยจักรวาล แกแล็กซี่ พืช ต้นไม้ และสรรพสัตว์ทั้งหลายขึ้นมา
คราวนี้เราลองมาพิจารณาถึงความแตกต่างในการสรรสร้างมนุษย์บ้าง
ความหลากหลายและความแตกต่างของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงให้พ้นไปจากหลักการข้างต้นได้ ถ้าหากรสนิยมที่แตกต่างกัน สติปัญญา ความเฉลียวฉลาด และความจำที่ไม่เหมือนกันของมนุษย์ เป็นสิ่งที่จะต้องถูกตำหนิและท้วงติงว่าเพราะสาเหตุอันใดที่สิ่งดังกล่าวไม่ถูกสรรสร้างให้ทัดเทียมกัน ?
ดังนั้น จำเป็นจะต้องตำหนิและท้วงติงก่อนหน้านี้ด้วยว่า เพราะสาเหตุใดที่พระองค์จึงไม่ทรงสรรสร้างการมีรสนิยม สติปัญญา ความเฉลียวฉลาด วิสัยทัศน์ หรืออุดมการณ์ให้กับบรรดาพืช ต้นไม้ สรรพสัตว์ทั้งหลาย รวมตลอดถึงวัตถุธาตุต่าง ๆ ด้วยเล่า ?
โดยพื้นฐานแห่งความจริงแล้ว มนุษย์ไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ หรือคัดค้านในการสรรสร้างของพระองค์ในสองกรณีดังกล่าวได้ ทั้งนี้ เนื่องจากการท้วงติงดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบุคคลได้ถูกลิดรอนสิทธิ์ หรือสิทธิของเขาได้ถูกเหยียบย่ำทำลาย แต่ในสองกรณีข้างต้น ทั้งมนุษย์และสรรพสิ่งมิได้เคยมีมาก่อนที่จะสามารถอ้างสิทธิ และตำหนิถึงความแตกต่างว่าเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม
ประเด็นที่สมควรจะพิจารณาต่อมาก็คือพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่ง ทรงประสงค์จะมอบภารกิจให้มนุษย์แต่ละคนเท่ากำลังสติปัญญาและความสามารถของเขา พระองค์จะไม่ทรงมอบหมายภาระหน้าที่ให้ปัจเจกชนคนใดเกินกำลังความสามารถทั้งทางกายภาพ และกำลังทางสมองของเขา และสิ่งนี้ต่างหากที่เรียกว่าเป็น “ความยุติธรรม”
ตัวอย่างเช่น ถ้าหากครูประจำชั้นมัธยมตอนปลาย (ม.6) นำข้อสอบไล่ของศิษย์ในชั้นไปให้นักเรียนมัธยมตอนต้น (ม.3) ตอบ กรณีนี้ย่อมถือเป็นการกดขี่และอยุติธรรมอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากให้นักเรียนชั้นมัธยมตอนต้นทำข้อสอบคณิตศาสตร์อย่างง่าย และให้เด็กมัธยมตอนปลายทำข้อสอบพีชคณิตที่ยากกว่า แน่นอนว่าไม่มีปัญญาชนคนใดจะกล่าวหาว่าเป็นสิ่งอยุติธรรม แต่กลับจะชมเชยเขาว่าเป็นผู้มีความยุติธรรมอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าหากสิ่งที่มีความแตกต่างกันได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกันทั้งหมด และมีหน้าที่รับผิดชอบอันเดียวกันแล้ว ความแตกต่างในการสร้างสรรค์ดังกล่าวจะไม่เกิดมรรคผลและวิทยปัญญาใด ๆ ซ้ำยังกลับกลายเป็นความอยุติธรรมอีกต่างหาก
แต่ทุกคนต่างทราบดีว่าภารกิจทั้งหลายย่อมขึ้นอยู่กับระดับความสามารถและความพร้อมของแต่ละคน ดังนั้น จึงไม่อาจจะตำหนิ ท้วงติงได้ว่ากรณีดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม ตัวอย่างเช่น ถ้าหากน็อตตัวเล็ก ๆ ของรถยนต์ต้องทำหน้าที่เช่นเดียวกับล้อแล้ว ถือเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม แต่ถ้าหากทุกอย่างมีหน้าที่ตามสมรรถภาพการใช้งานอย่างสมดุลแล้ว ความยุติธรรมก็ย่อมจะบังเกิดขึ้นมา
นอกจากนั้น เรายังถือว่าพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่งเป็นผู้ทรงมีวิทยญาณ และพระองค์จะไม่ทรงบันดาลสิ่งใดที่ปราศจากเป้าหมายและไร้สาระ และเรายังเชื่อมั่นอีกว่าจักรวาลนี้มีระบบระเบียบที่แน่นอน โดยไม่มีแม้ อณูที่เล็กที่สุดเพียงอณูเดียวที่ไม่ได้ถูกคำนวณและวางระบบระเบียบเอาไว้ ดังที่ได้อธิบายในบทที่ผ่าน ๆ มาแล้วว่า ไม่มีสรรพสิ่งใดในโลกนี้ที่ถูกอุบัติขึ้นมาโดยปราศจากระบบระเบียบ และไร้สาระ ส่วนในบางกรณีที่หากดูอย่างผิวเผินแล้ว จะมองเห็นถึงความไม่เป็นระบบระเบียบและปราศจากสาระนั้น ในความเป็นจริงแล้ว เนื่องจากสติปัญญาและเพดานสมองของมนุษย์ต่างหากที่ไม่สามารถจะก้าวล่วงไปสู่มูลเหตุและวิทยปัญญาเหล่านั้นได้ อีกทั้งการไม่รู้ ก็มิได้เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ หรือหาใช่บทสรุปว่ามันไม่มีแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อพิจารณาถึงกรณีข้างต้น เราจะประจักษ์ว่าความแตกต่างทั้งมวลล้วนมีประโยชน์และเป้าหมาย ตลอดจนระบอบที่ถูกสรรสร้างขึ้นมาล้วนมีคุณค่า สาระและมีความจำเป็นทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าเราไม่อาจจะเข้าถึงหรือสัมผัสกับมันได้ อันเนื่องจากเพดานสมองที่มีขอบเขตจำกัดของเราก็ตาม
หากเราจะตั้งข้อสมมุติฐานขึ้นมาว่าถ้าทุกคนมีรสนิยมที่เหมือนกัน แต่สมควรจะจัดสรรปันส่วนและแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบบนพื้นฐานของความจำเป็นและความต้องการของแต่ละคน คำตอบก็คือ บุคคลที่รักความสะดวกสบายก็จะเลือกแต่ภารกิจที่ง่าย ๆ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงและความร่ำรวยให้กับเขาได้อย่างรวดเร็ว แล้วปล่อยให้ภารกิจที่ยุ่งยาก สลับซับซ้อน ซึ่งต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างหนัก และเป็นงานชั้นต่ำให้เป็นความรับผิดชอบของผู้อื่นไป ซึ่งย่อมจะไม่มีใครในหมู่พวกเขาที่มีความเท่าเทียม มีทัศนคติและความคิดที่เหมือนกัน พึงใจที่จะเลือกงานที่ต่ำต้อยดังกล่าว เพราะนอกจากจะไม่มีผลตอบแทนที่คุ้มค่าแล้ว ยังไม่สามารถสร้างชื่อเสียง และยกฐานภาพของตนได้อีกด้วย
การใช้ประโยชน์จากทุกแง่มุมชีวิต
จิตวิญญาณของมนุษย์นั้นมีคุณสมบัติพิเศษในการยอมรับความสูงส่งในทางศีลธรรมและพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์ที่แท้จริง
การเผชิญอุปสรรคปัญหาก็ดี ความสะดวกสบายก็ดี การได้มีโอกาสลิ้มชิมรสชาติที่ขมขื่นและหวานชื่นในการดำเนินชีวิตก็ดี จะวิวัฒนาการมนุษย์ให้ไปสู่ความสมบูรณ์ที่แท้จริงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการดำเนินชีวิต ทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์ได้เรียนรู้ความอดทน และให้บทเรียนที่ทรงคุณค่าทั้งสิ้น บางครั้งได้นั่งอยู่ท่ามกลางความโปรดปราน แต่บางครั้งต้องตกระกำลำบาก
โชคดีสำหรับบุคคลที่ไม่ว่าเขาจะตกอยู่ในสภาพการณ์เช่นใด เขาสามารถจะพัฒนาและรักษาจิตวิญญาณของตนให้ไปสู่ความสมบูรณ์ได้เสมอ
ถ้าเขาเป็นเศรษฐี เขาก็จะสามารถพัฒนาตนเองให้มีจิตใจที่สูงส่ง และมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนยากไร้และเด็กกำพร้า ทั้ง ๆ ที่เขามีสิทธิที่จะใช้ความมั่งมีเพื่อบำรุงบำเรอความสุขส่วนตน หรือจะตระหนี่ถี่เหนียว เก็บสะสมทรัพย์สินไว้โดยไม่ต้องใช้ไปในหนทางแห่งการพัฒนาจิตวิญญาณก็ได้
แต่ถ้าหากเขาเป็นผู้ยากไร้ แทนที่เขาจะกลายเป็นโจรผู้ร้ายช่วงชิงทรัพย์สินหรือสิทธิของผู้อื่น เขากลับรู้จักเจียมตัว มีความอิ่มเอิบ พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ มีความอดทน รักศักดิ์ศรีของความเป็นคน และกล้าเผชิญต่ออุปสรรคชีวิตด้วยความบากบั่นบนลำแข้งของตนเอง
ดังนั้น ความสุขสบายและอุปสรรคปัญหาที่แผ้วพานเข้ามาในชีวิต ล้วนแล้วแต่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งและเทิดมนุษย์ให้สูงส่งทั้งสิ้น บนเงื่อนไขที่ว่า หากเขาสามารถฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามเหล่านั้นด้วยความบากบั่นอดทนบนวิถีแห่งสัจธรรมไปได้
เจตนารมณ์ที่แท้จริง มิใช่จะให้เราสิ้นหวังต่อโชคชะตา งอมืองอเท้า หรือปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในความคับแค้นและความยากลำบาก เพราะแน่นอนว่าพฤติกรรมดังกล่าว เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ และสมควรจะถูกตำหนิติเตียนมากกว่า เนื่องจากเรามิได้ใช้พลังความสามารถที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานมา ทว่า เจตนารมณ์ที่แท้จริงก็คือ หากเราได้บากบั่น เพียรพยายามแล้ว แต่ยังไม่บรรลุสู่เป้าหมายหรือประสบความสำเร็จ หรือในกรณีที่ต้องเปลี่ยนสถานภาพจากเศรษฐี และการมีชีวิตที่เคยสะดวกสบาย กลายเป็นผู้ยากไร้และตกระกำลำบาก อย่าได้รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง หรือคิดว่าจนตรอก แต่จะต้องมีวิสัยทัศน์ว่าพระองค์ทรงประสงค์จะทดสอบและสอนบทเรียนแก่เรา กล่าวคือ ไม่ว่าเราจะตกอยู่ในฐานภาพใดก็ตาม ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว สะดวกสบาย หรือตกระกำลำบาก ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสู่สนามแห่งการทดสอบจิตวิญญาณของเราทั้งสิ้น จำเป็นที่เราจะต้องยืนหยัดเผชิญกับอุปสรรคปัญหาเหล่านั้น ด้วยการขับเคลื่อนพลังความคิด พลังสมอง เพื่อหาวิธีการในการใช้ประโยชน์จากสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ให้มากที่สุดเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับจิตวิญญาณ บุคคลใดที่มีปรัชญาชีวิตเช่นนี้ เขาจะไม่ถือว่าการดำเนินชีวิตในทุก ๆ สภาวการณ์ขัดแย้งกับความยุติธรรมและวิทยปัญญา ไม่ว่าจะเผชิญกับวิกฤตการณ์เช่นไร เขาจะมองเห็นแต่แสงสว่างและชัยชนะรออยู่เบื้องหน้าเสมอ
ดังที่คัมภีร์กุรฺอานได้ดำรัสว่า
“และพระองค์คือผู้ทรงเทิดฐานภาพของบางคนในหมู่สูเจ้าให้เหนือกว่าบางคน เพื่อพระองค์จะทรงทดสอบในสิ่งที่ได้ทรงประทานแก่สูเจ้า” (อัล-กุรอาน บทอันอฺาม 6 : 166)
เจตนารมณ์ของการทดสอบของพระองค์ก็คือการใช้ประโยชน์จากสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ ดังนั้น ทุก ๆ วิกฤตการณ์ที่แผ้วพานสู่มนุษย์ ก็เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณของเขาให้ก้าวไปสู่ความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และนี่คือความกรุณาและความยุติธรรมนั่นเอง
นี่คือวิทยปัญญาของความแตกต่างระหว่างความสำเร็จกับความล้มเหลว ชัยชนะกับความปราชัย ซึ่งหาได้ขัดแย้งกับความหมายที่แท้จริงของความยุติธรรมแต่อย่างใดไม่
หากเราไม่สามารถเข้าถึงซึ่งวิทยปัญญาของวิกฤตการณ์บางอย่างที่ได้บังเกิดขึ้นบนโลกนี้ ก็อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าสิ่งนั้นเป็นความอธรรมและการกดขี่ ทั้งนี้ เนื่องจากระบบแห่งการสรรสร้างโลกนี้อยู่ในพระหัตถ์และมหิทธานุภาพของผู้ซึ่งไม่มีเหตุผลอันใดที่พระองค์จะทรงกดขี่และอยุติธรรมต่อสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างสรรค์มา ในทางกลับกัน สรรพสิ่งที่พระองค์ทรงประทานมา ล้วนแล้วแต่เป็นความเมตตาและความโปรดปรานทั้งสิ้น
และนี่คือข้อเท็จจริงที่เราสามารถสัมผัสและพิสูจน์ได้กับสิ่งที่ได้ประสบกับตัวเราเองและบุคคลรอบข้าง บางครั้ง อาจจะมีเหตุการณ์ที่เราคาดเดาว่าน่าจะก่อผลเสียหายร้ายแรงอย่างแน่นอน แต่เมื่อวันเวลาได้ผันผ่านไปไม่นาน นอกจากมันจะไม่เป็นไปตามที่เราคาดเดาแล้ว ยังจะกลับกลายเป็นผลดีมีคุณค่าต่อเราเสียอีก ซึ่งคัมภีร์กุรฺอานได้สาธยายให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
“บางทีสิ่งที่สูเจ้ารังเกียจมัน อาจเป็นความดีสำหรับสูเจ้าก็ได้ (ในทางกลับกัน) สิ่งที่สูเจ้ารักชอบมัน อาจเป็นความชั่วร้ายต่อสูเจ้าก็ได้ และอัลลอฮฺ คือผู้ทรงรอบรู้ (ผลลัพธ์ของมัน) ในขณะที่สูเจ้าไม่รู้” (อัล-กุรอาน ทบบะเกาะเราะฮฺ 2 : 216)