แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. รายงานพิเศษของสำนักข่าวมัชริก

รายงานพิเศษของสำนักข่าวมัชริก

ทบทวนดูความบ้าคลั่งของโลกตะวันตกในการรุกรานมุสลิม
การกลั่นแกล้ง ทำร้ายและการรุกรานมุสลิมที่อาศัยอยู่ในโลกตะวันตก ไม่เพียงแต่จะเป็นส่วนหนึ่งจากเป้าหมายต่างๆ ของแผนการสร้างความเกลียดชังต่ออิสลาม (Islamophobia) เท่านั้น ทว่าเป็นการสกัดกั้นสาธารณชนจากการหันมายอมรับศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกันนี้ การเพิ่มทวีความรุนแรงในการเคลื่อนไหวของพวกกลุ่มหัวรุนแรงที่ต่อต้านอิสลาม เพื่อการสนับสนุนอิสราเอล ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของแผนการต่างๆ ในแผนการสร้างความเกลียดชังต่ออิสลาม (Islamophobia) ในโลกตะวันตก
การกลั่นแกล้ง ทำร้ายและการรุกรานมุสลิมที่อาศัยอยู่ในโลกตะวันตก ไม่เพียงแต่จะเป็นส่วนหนึ่งจากเป้าหมายต่างๆ ของแผนการสร้างความเกลียดชังต่ออิสลาม (Islamophobia) เท่านั้น ทว่าเป็นการสกัดกั้นสาธารณชนจากการหันหน้ามายอมรับศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจำนวนส่วนใหญ่ของผู้ที่หันมาเข้ารับอิสลามในประเทศนี้คือเยาวชน และเช่นเดียวกันนี้ การเพิ่มทวีความรุนแรงในการเคลื่อนไหวของพวกกลุ่มหัวรุนแรงที่ต่อต้านอิสลาม เพื่อการสนับสนุนอิสราเอล ในฐานะที่เป็นแนวหน้าในการต่อสู้กับโลกอิสลาม ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของแผนการต่างๆ ในแผนการสร้างความเกลียดชังต่ออิสลาม (Islamophobia) ในโลกตะวันตก ปี2012 สำหรับมุสลิมที่อาศัยอยู่ในตะวันตกนั้น นับว่าเป็นปีที่เต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม กลั่นแกล้งทำร้าย การรุกรานที่ไร้ซึ่งความปลอดภัยมากที่สุด ถึงขั้นที่ว่า องค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กรได้เตือนไปยังรัฐบาลของบางประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้
การประท้วงต่อต้านอิสลามในยุโรป
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงเวลาที่ประเทศอิสลามประเทศหนึ่ง อย่างเช่น หากอิหร่านมีการจำกัดขอบเขตกับผู้ปฏิบัติตามบาง “ลัทธิที่หลงผิดที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์” ซึ่งไม่มีแหล่งที่มาใดๆ เลยในประวัติศาสตร์ของศาสนาแห่งพระผู้เป็นเจ้า และผู้ที่ถูกหลอกลวงจากลัทธิเหล่านั้น ต่างก็ประพฤติปฏิบัติตนประหนึ่งเป็นสายลับทางความเชื่อให้แก่บรรดาศัตรูของประเทศ ความอึกกระทึกคึกโครมและการโหมกระพืออย่างมโหฬารทางสื่อก็จะปรากฏขึ้นในโลกของตะวันตก เสียงวิพากษ์วิจารณ์ขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนของตะวันตกก็จะดังระงมปกคลุมไปทั่วเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศอิหร่าน
แต่แม้จะมีการกลั่นแกล้งทำร้ายและการรุกรานรายวันต่อมุสลิมในโลกตะวันตก ซึ่งกระทำในรูปของการโจมตี การทำร้ายร่างกาย การเยาะเย้ยถากถาง การข่มขู่คุกคาม การเฝ้าติดตาม การทำลายสังคมและการรวมตัวต่างๆ ของพวกเขาก็ตาม แต่กลับไม่มีเหตุการณ์พิเศษใดๆ เกิดขึ้น อย่างมากที่สุด องค์กรสิทธิมนุษยชนของตะวันตกก็แค่ออกคำรายงานและคำเตือนบางอย่างโดยปราศจากการให้หลักประกันใดๆ ทั้งสิ้น รายงานต่อไปนี้เราจะมาพิจารณาตรวจสอบเกี่ยวกับตัวอย่างของกรณีต่างๆ ของความบ้าคลั่งในการรุกรานมุสลิมที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตก
เมืองต่างๆ ของยุโรปเต็มไปด้วยแผ่นป้ายที่มีข้อความต่อต้านอิสลาม
เดือนมกราคม 2012
การสร้างความเกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia) และการรุกรานมุสลิมในโลกตะวันตก กลายเป็นเบี้ยหมากในการต่อรองทางการเมืองไปแล้ว ในเดือนมกราคม 2012ในขณะที่ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาได้เข้าสู่ขั้นตอนใหม่นั้น ฝ่ายตรงข้ามพรรครีพับลิกันของบารัก โอบามา ได้เพิ่มทวีความหนักหน่วงของคำขวัญต่างๆ ในการต่อต้านอิสลาม “นิวต์ กิงริช” (Newt Gingrich ) และ “มิตต์ รอมนีย์” (Mitt Romney) สองผู้สมัครหัวรุนแรงของพรรครีพับลิกัน ในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ได้แสดงทัศนะและถ้อยคำต่างๆ ที่ดูถูกเหยียดหยามชาวมุสลิม แม้ว่าโอบามาจะพยายามแสดงโฉมหน้าให้เห็นเป็นชาวอเมริกันที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมก็ตาม แต่ในเวลาเดียวกัน นโยบายต่างๆ ในการต่อต้านอิสลามในรัฐบาลของเขากลับเพิ่มทวีมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2012 ถูกเปิดเผยว่า ในปี 2011 กรมตำรวจของนิวยอร์กได้นำภาพยนตร์สารคดีต่อต้านอิสลามเรื่อง “ญิฮาดที่สาม” มาใช้เป็นภาพยนตร์สารคดีประกอบการฝึกอบรมสำหรับกองกำลังทหาร วีดิโอนี้ถูกนำมาใช้ในการฝึกอบรมกองกำลังต่อต้านการก่อการร้ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากกว่า 1,500 คน โดยที่มุสลิมถูกวาดภาพให้เห็นว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่หัวรุนแรงและเป็นพวกที่มีความสุดโต่ง
ญิฮาดที่สาม : จะต่อสู้กับมุสลิมประหนึ่งพวกที่ชอบสร้างความรุนแรง
เดือนกุมภาพันธ์ 2012
ในปี 2012 การทำร้ายและการรุกรานมุสลิมในโลกตะวันตก ถูกพบเห็นในระดับเดียวกับอาชญากรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในเดือนเดือนกุมภาพันธ์ อับดุลอะลีม มูซา อิมามญะมาอัตของมัสยิดอัล-อิสลาม ในเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา ในแถลงการณ์ประวัติการของเขา เขาได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเกี่ยวกับการทำร้ายและการรุกรานมุสลิม เขาตั้งข้อกล่าวหากับรัฐบาลอเมริกาว่า ได้บัญชาการให้หน่วยสอดแนมต่างๆ ทำการติดตามตรวจสอบและควบคุมสังคมของมุสลิมในอเมริกา พร้อมกับกล่าวว่า “การปราบปรามมุสลิมในอเมริกา เหมือนกับพฤติกรรมที่เลวร้ายที่ชาวยิวต้องทนทุกข์ทรมานในยุคสมัยของนาซีแห่งเยอรมนีในช่วงทศวรรษที่ 1930
นี่คือบรรยากาศที่เราใช้ชีวิตอยู่ในมัน นี่คือสภาพแวดล้อมที่เรากำลังเผชิญหน้ากับมันในขณะที่เราปฏิบัติตามข้อบัญญัติต่างๆ ของอิสลาม สภาพการณ์เหล่านี้ทำให้ความอคติและการมองในแง่ร้ายปกคลุมอยู่เหนือสังคมที่มีมุสลิมอาศัยอยู่ มุสลิมจำนวนมากที่อพยพเข้าไปอยู่ใหม่ในอเมริกา นับตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกที่ไปถึงอเมริกา พวกเขาจะถูกใช้ให้ไปมัสยิดต่างๆ และทำการสอดแนมให้แก่รัฐบาล ในความเป็นจริงแล้ว ดูเหมือนว่ารัฐบาลพยายามที่จะนำเข้าสายลับจากประเทศของพวกเรา (กลุ่มประเทศอิสลาม) เพื่อที่จะเจาะเข้าไปในขบวนการ กลุ่มและองค์กรต่างๆ ของมุสลิม”
เดือนเมษายน 2012
สายตาของชาวยุโรปที่มองไปยังอเมริกาในระดับหนึ่ง ในกรณีของปฏิสัมพันธ์ส่วนใหญ่ที่มีต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อพิจารณาถึงบรรยากาศของการต่อต้านอิสลามที่ปกคลุมอยู่ในอเมริกา ยุโรปเองก็ไม่สามารถที่จะวางตัวนิ่งเฉยอยู่ห่างๆ จาก “พฤติกรรมแบบผู้มีอารยธรรมของตะวันตก” เยี่ยงนี้ได้ เมื่อพิจารณาถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจากการโจมตีต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับมุสลิมในยุโรป ในเดือนเมษายน องค์การนิรโทษกรรมสากลได้ตีพิมพ์คำรายงานหนึ่งเกี่ยวกับสภาพสังคมต่างๆ ของอิสลามในกลุ่มประเทศยุโรป โดยยืนยันว่ามุสลิมในประเทศยุโรปส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและทัศนคติเชิงลบในรูปแบบต่างๆ
องค์การนี้ได้ย้ำในคำรายงานดังกล่าวว่า รัฐบาลยุโรปจะต้องพยายามให้มากขึ้นในการแก้ไขความมีอคติและทัศนคติในเชิงลบที่มีต่อมุสลิม ทั้งนี้เนื่องจากการปฏิบัติต่างๆ เช่นนี้ จะนำไปสู่การเลือกปฏิบัติและความไม่ยุติธรรมต่อมุสลิม โดยเฉพาะในภาคส่วนต่างๆ ของการประกอบอาชีพและการศึกษา
ยุโรปควรจะเรียนรู้ประสบการณ์จาก 11 กันยายนของอเมริกา!
คำรายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากลในช่วงเดือนเมษายน ได้ชี้โดยตรงไปที่สภาพของมุสลิมในประเทศเบลเยียม ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ สเปนและสวิสเซอร์แลนด์ และยืนยันถึงกรณีของการเลือกปฏิบัติในประเทศเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น การห้ามสตรีคลุมฮิญาบ ห้ามมุสลิมสร้างศาสนสถาน คำรายงานนี้เผยให้เห็นว่า บรรดาสตรีและเยาวชนมุสลิมถูกห้ามสวมใส่ผ้าคลุมฮิญาบในการประกอบอาชีพต่างๆ ด้วยเหตุผลทางศาสนาและความเชื่อของพวกเธอ และจะถูกตัดสิทธิจากการเข้าร่วมในชั้นเรียนต่างๆ ในทางตรงกันข้าม ผู้นำของพรรคการเมืองต่างๆ ในยุโรปแทนที่จะเผชิญหน้าและจัดการกับพฤติกรรมในการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อมุสลิม แต่ส่วนใหญ่ของพวกเขากลับได้รับคะแนนเสียงจากพวกกลุ่มหัวรุนแรง และยอมที่จะร่วมทางกับพวกเขา
เดือนเมษายน 2012
เคียงข้างการตีพิมพ์เผยแพร่คำรายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากล ในเดือนเมษายน ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนอิสลามได้ชี้ในคำแถลงหนึ่งถึงกรณีที่ว่า การทำร้ายและการรุกรานมุสลิมในตะวันตกกลายเป็นสาธารณะและเรื่องปกติไปเสียแล้ว พร้อมกับกล่าวว่า “ปัจจุบันมุสลิมในกลุ่มประเทศตะวันตกและยุโรป กำลังเผชิญกับการดูถูกเหยียดหยามและการสร้างความเกลียดชังที่เลวร้ายที่สุด”
เขาได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับสภาพของมุสลิมในหมู่ประเทศตะวันตก อย่างเช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐอเมริกาและแคนาดา พร้อมกับกล่าวว่า “การโจมตีและการรุกรานมุสลิมได้ขยายวงเพิ่มขึ้นในทุกวัน และเป็นที่น่าเสียใจที่ในช่วงหลายปีหลังนี้ เราได้เห็นการโจมตีและดูถูกเหยียดหยามในลักษณะนี้ ซึ่งมิได้เกิดขึ้นเฉพาะจากพวกกลุ่มหัวรุนแรงและพวกคลั่งเชื้อชาติบางส่วนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทว่ากระแสหลักทางการเมืองและสื่อในตะวันตกก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการโจมตีลักษณะเช่นนี้ กระแสต่างๆ ที่ครอบงำสื่อและการเมืองพยายามที่จะเบี่ยงเบนความสนใจและความคิดของสาธารณชนออกไปจากปัญหาต่างๆ ที่รุนแรงทางด้านเศรษฐกิจและด้านสังคมในประเทศเหล่านี้
มุสลิมในอังกฤษพยายามอยู่บ่อยครั้ง เพื่อให้หลุดพ้นจากสภาพบรรยากาศของการถูกรุกราน
แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ตามรายงานประจำปีของตำรวจยุโรป (Europol) ผู้ที่กระทำธุระกรรมต่างๆ ในเชิงการก่อการร้ายในกลุ่มประเทศยุโรปนั้น มีเพียงสองเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นมุสลิม แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนในเรื่องนี้ที่ว่า จำนวนของผู้กระทำผิดชาวมุสลิมในกลุ่มประเทศยุโรปนั้นมีน้อยมากก็ตาม แต่สื่อมวลชนก็พยายามโหมกระพือโฆษณาชวนเชื่อในลักษณะที่ว่า ความผิดและความเลยร้ายทั้งมวลตกอยู่กับมุสลิม มุสลิมในยุโรปกำลังเผชิญกับอันตรายและภัยคุกคามต่างๆ ที่ร้ายแรง จำนวนของการโจมตีที่เกิดขึ้นกับมุสลิมและมัสยิดของพวกเขาในกลุ่มประเทศยุโรปนั้นมีสูงมาก ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่บรรดานักการเมืองตะวันตกเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องในการหว่านเมล็ดพันธ์แห่งความเกลียดชังให้เกิดขึ้นกับมุสลิม”
เดือนพฤษภาคม 2012
ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ของการล่วงละเมิดและการรุกรานมุสลิมนั้น ไม่มีสิ่งใดที่จะรุนแรงและหนักหนาสากรรจ์เท่ากับเรื่องฮิญาบของสตรีมุสลิม ที่ถูกจงเกลียดจงชังจากบรรดาศัตรูของมุสลิม ในเดือนพฤษภาคม 2012 มีคำรายงานหนึ่งถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในกรณีของการกลั่นแกล้งและการรุกรานสตรีมุสลิมคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในบริษัทโทรคมนาคมระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากการเข้ารับอิสลามของพนักงานหญิงคนหนึ่งของหน่วยงานนี้ เธอถูกกลั่นแกล้งอย่างรุนแรง ในช่วงที่สตรีอเมริกันผู้เป็นมุสลิมใหม่คนนี้ เนื่องจากการเข้ารับอิสลามและคลุมฮิญาบไปทำงาน เพื่อนร่วมงานของเธอพูดจาว่าร้ายเธอและเยาะเย้ยถากถางศาสนาอิสลาม
ซูซาน บะชีร ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์แคนซัสซิตี้สตาร์ (Kansas City Star) โดยกล่าวว่า “ภายหลังจากที่ดิฉันเข้ารับอิสลาม ไม่มีผู้ใดถามดิฉันเกี่ยวกับศาสนาของดิฉันเลย พวกเขาแสดงออกต่อดิฉันด้วยการให้เกียรติ แต่ทันที่ที่ดิฉันสวมใส่ผ้าคลุมฮิญาบไปที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานก็ทำร้ายจิตใจของดิฉันด้วยการด่าทอเสียๆ หายๆ และข่มขู่คุกคามอย่างรุนแรง”
เดือนมิถุนายน 2012
เพื่อที่จะทำร้ายและรุกรานมุสลิมของโลกตะวันตก เหตุผลข้ออ้างต่างๆ ทางความมั่นคงถูกสร้างขึ้นด้วยเช่นกัน การปฏิบัติต่อมุสลิมนั้นมีความคล้ายคลึงกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยนกับการปฏิบัติที่บรรดาเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงได้กระทำกับบ้านเรือนต่างๆ ของกลุ่มก่อวินาศกรรม ภายหลังจากการปฏิบัติอย่างเลวร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าของตำรวจต่อมุสลิมในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ในวันพุธที่ 6 มิถุนายน 2012 มุสลิมจำนวนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในรัฐนี้ ได้เขียนหนังสือร้องเรียนและยื่นให้กับศาลของรัฐบาลกลาง เพื่อให้ดำเนินคดีกับการกระทำต่างๆ ที่เป็นการเลือกปฏิบัติและเป็นการสอดแนมหาข่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์กที่กระทำกับมุสลิม
คำร้องเรียนนี้ยืนยันว่ามีการกระทำต่างๆ ในการสอดแนม การเฝ้าระวังและการสืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์กอยู่จริง ทั้งนี้เนื่องจากได้กระทำสิ่งเหล่านี้บนพื้นฐานของความแตกต่างทางศาสนา ตำรวจนิวยอร์กจะติดตามและสอดส่องดูพฤติกรรมของผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ต่างๆ ของมุสลิม รวมทั้งในสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ร้านอาหาร และแม้แต่ในร้านเสริมสวยต่างๆ อย่างลับๆ มีการทำร้ายและสร้างความไม่สบายใจให้กับมุสลิม ระหว่างการปฏิบัติการต่างๆ เหล่านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้แทรกซึมเข้าไปยังมัสยิดและสมาคมอิสลามหลายร้อยแห่ง และจัดทำแฟ้มเอกสารข้อมูลลับของแต่ละสถานที่เหล่านี้เอาไว้
เดือนมิถุนายน 2012
การหมิ่นประมาทสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม ก่อให้เกิดผลกระทบต่างๆ ทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณของพวกเขาที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการโจมตีต่างๆ ทางด้านกายภาพ อีกครั้งหนึ่งในเดือนมิถุนายน ในเมืองเดียร์บอร์นของรัฐมิชิแกน ชาวคริสต์หัวรุนแรงกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปทำลายพิธีกรรมอย่างหนึ่งของมุสลิมในระหว่างการจัดพิธีกรรม จนกระทั่งมุสลิมต้องแตกกระเจิง คนกลุ่มนี้จู่โจมเข้ามาโดยถือหัวหมูที่เสียบอยู่กับปลายเหล็กเข้าไปด้วย พร้อมกับแผ่นป้ายต่างๆ ที่หมิ่นประมาทต่อท่านศาสดาของอิสลาม (ซ็อลฯ) พวกเขากล่าวด่าทอและประณามหยามเหยียดชาวมุสลิม พร้อมกับโยนหัวหมูเข้าไปยังกลุ่มพวกเขา สิ่งที่น่าสนใจก็คือ นิตยสาร “FrontPage” ของไซออนิสต์ ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ไว้ในคำรายงานบทหนึ่งโดยปราศจากความไร้ยางอายโดยสิ้นเชิง โดยเขียนว่า “มุสลิมชาวอเมริกันโจมตีชาวคริสต์ในเมืองเดียร์บอร์น และได้ขว้างปาก้อนหินไปยังพวกเขา” และนิตยสารฉบับนี้ยังเรียกร้องให้สนับสนุนอิสราเอลให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเผชิญหน้ากับอิสลาม
เดือนกรกฎาคม 2012
ประหนึ่งว่าการสร้างความเกลียดชังต่ออิสลาม (Islamophobia) และการรุกรานทำร้ายมุสลิมในโลกอาหรับ กำลังจะกลายเป็นประเพณีแองโกลแซ็กซอนอย่างหนึ่งไปเสียแล้ว อเมริกาเหนือและอังกฤษจะบีบคั้นและจำกัดขอบเขตกับมุสลิมมากที่สุด ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2012 หลังจากที่มีข่าวคราวเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งและทำร้ายสตรีมุสลิมในประเทศนี้ โดยกลุ่มหัวรุนแรงต่างๆ ซึ่งถูกตีพิมพ์เผยแพร่ออกมา สภาอิสลามแห่งอังกฤษได้เรียกร้องให้มีการจัดการอย่างจริงจังกับการสร้างความเกลียดชังต่ออิสลาม (Islamophobia) องค์การอิสลามเพื่อการต่อสู้กับการใช้ความรุนแรงต่อมุสลิมในประเทศอังกฤษประกาศว่า การกลั่นแกล้งทำร้ายมุสลิม มิได้เกิดขึ้นจากกลุ่มหัวรุนแรงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทว่าเกิดขึ้นจากพรรคการเมืองต่างๆ ด้วยเช่นกัน ทุกสามกรณีของการล่วงละเมิดที่เกิดขึ้นกับมุสลิมที่ถูกรายงานออกมานั้น หนึ่งกรณีของมันจะเกี่ยวข้องกับการกระทำของพรรคหัวรุนแรง อย่างเช่น “พรรคชาตินิยมหัวรุนแรง” และ “สมาคมพิทักษ์ปกป้องประเทศอังกฤษ”
เดือนสิงหาคม 2012
ในช่วงเดือนรอมฎอนปี 2012 การโจมตีมุสลิมเกิดขึ้นด้วยรูปแบบที่รุนแรงและป่าเถื่อนมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากการโจมตีโรงเรียนของชาวมุสลิมแห่งหนึ่งที่อยู่ซาญเมืองชิคาโก เกิดขึ้นโดยใช้ระเบิดที่ผลิตขึ้นเอง โฆษกของสภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลาม (CAIR) ได้กล่าวในการแสดงทัศนะของตนว่า : จำนวนของการโจมตีที่เกิดขึ้นกับมุสลิมในอเมริกานั้น เนื่องมาจาก “กลไกการสร้างความเกลียดชังต่ออิสลาม” (Islamophobia) ของพรรครีพับลิกัน ซึ่งกำลังขับเคลื่อนชนกลุ่มน้อยหัวรุนแรงไปในทิศทางของพฤติกรรมการสร้างความรุนแรงต่างๆ ต่อมุสลิมในอเมริกาที่เพิ่มขึ้น
ในเมืองชิคาโก้ มุสลิมจำนวน 50 คน ซึ่งส่วนหนึ่งจากจำนวนเหล่านี้เป็นเด็ก พวกเขามารวมตัวกันในโรงเรียนแห่งหนึ่งเพื่อจัดพิธีกรรมและปฏิบัติศาสนกิจในช่วงเดือนรอมฎอน ในช่วงเวลานั้นเอง ชายคนหนึ่งได้จู่โจมเข้าไปยังโรงเรียนแห่งนี้โดยใช้ระเบิดที่ทำเองด้วยมือ ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งที่สองยังพิธีละศีลอดของมุสลิมที่เกิดขึ้นในรัฐอิลลินอยส์
และในเดือนเดียวกันนี้เอง หลังจากการปราศรัยของนาย “โจ วอลช์” (Joe Walsh) ผู้แทนของพรรครีพับลิกันในรัฐอิลลินอยส์เพียงไม่กี่ชั่วโมง มัสยิดแห่งหนึ่งของมุสลิมก็ถูกยิงกราดเข้าไป นายโจ วอลช์ คำพูดสาดโคลนอย่างน่ารังเกียจของเขาที่ว่า “มุสลิมเป็นอะไรที่มากกว่าภัยคุกคาม ในแต่ละสัปดาห์มีการสังหารประชาชนของอเมริกาโดยผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางอิสลาม” ทันใดนั้นพวกหัวรุนแรงคนหนึ่งที่ถูกปลุกปั่นจากคำพูดของเขา ก็ยิงปืนเข้าใส่มัสยิดของมุสลิม
เดือนสิงหาคม 2012
อีกครั้งหนึ่งในเดือนสิงหาคม 2012 สถานีโทรทัศน์ “MSNBC” รายงานว่า อดีตพนักงานสาวผู้หนึ่งของบริษัทวอลต์ดิสนีย์ ได้ร้องเรียนบริษัทนี้ที่กลั่นแกล้งทำร้ายและปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อเธอในสถานที่ทำงาน เนื่องจากการเป็นมุสลิมของเธอ อีมานะฮ์ บู๊ดลาล (Imane Boudlal) ซึ่งเป็นลูกจ้างในภัตตาคารแห่งหนึ่งของบริษัทวอลต์ดิสนีย์ เธอมีเชื้อชาติเป็นชาวโมร็อกโก ทำงานอยู่ที่ “Storyteller Café” ของโรงแรม “Grand Californian” แต่ผู้จัดการของภัตตาคารแห่งนี้กลั่นแกล้งและรุกรานเธอในเรื่องของเชื้อชาติและศาสนา โดยไม่ยอมให้เธอสวมใส่ฮิญาบในที่ทำงาน ซึ่งท้ายที่สุดอีมานะฮ์ บู๊ดลาลก็ถูกไล่ออกจากงาน
อีมานะฮ์ บู๊ดลาล กล่าวว่า “ดิฉันเคยคิดว่าดิสนีย์แลนด์เป็นสถานที่ที่ให้ความสุขมากที่สุดบนโลกนี้ แต่นับจากช่วงเวลาที่ดิฉันได้เริ่มต้นทำงานในสถานที่แห่งนั้น ดิฉันก็ถูกคุกคามและกลั่นแกล้ง เมื่อดิฉันตัดสินใจที่จะรักษาฮิญาบ (การแต่งตัวที่ถูกต้องตามหลักการของศาสนาอิสลาม) ปัญหาก็เลวร้ายมากยิ่งขึ้นไปอีก ประเด็นดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในพิธีมอบสัญชาติให้แก่ดิฉัน ดิฉันเคยคิดว่า ดิฉันจะได้รับเสรีภาพเท่าที่จำเป็นตามที่หัวใจของดิฉันต้องการ และสามารถปฏิบัติตามศาสนาของดิฉันได้อย่างมีเสรี” ผู้จัดการภัตตาคารไม่ได้ใส่ใจใดๆ ต่อข้อร้องเรียนต่างๆ ของเธอเกี่ยวกับการคุกคามและการกลั่นแกล้งจากพนักงานคนอื่นๆ พนักงานเหล่านั้นเรียกเธอด้วยฉายานามต่างๆ อย่างเช่น “อูฐ” “ผู้ก่อการร้าย” และ “Kunta Kinte” ซึ่งฉายาสุดท้ายหมายถึงทาสในหนังสือ “Roots” ที่ “อเล็กซ์ ฮาเลย์” (Alex Haley) เขียนไว้ในปี 1976
เดือนกันยายน 2012
จุดสูงสุดของการกลั่นแกล้งและการรุกรานมุสลิมโดยโลกตะวันตกเกิดขึ้นในเดือนกันยายน เมื่อภาพยนตร์ดูหมิ่นท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ) ที่เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งสร้างขึ้นในอเมริกาโดยนาย “Sam Basil” นักเขียนและผู้อำนวยการสร้างของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งมีชื่อว่า “ความไร้เดียงสาของมุสลิม” (Innocence of Muslims) เป็นชาวยิวอเมริกันจากรัฐแคลิฟอร์เนีย
ในทางตรงข้ามกับ การดูหมิ่นอันเป็นประวัติการณ์ต่อหลักความเชื่อของมุสลิมจากภาพยนตร์เรื่องนี้ อิมามญะมาอัตของมัสยิดต่างๆ ในอเมริกาหลายคน เรียกร้องจากชาวมุสลิมว่าอย่าได้ดำเนินมาตรการที่ใดๆ ที่รุนแรง และให้ปฏิบัติตามซุนนะฮ์ (แบบฉบับ) ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ด้วยการแสดงภาพลักษณ์ที่ดีงามของอิสลามออกมา ดูเหมือนว่าหนึ่งในบรรดาเป้าหมายของการเผยแพร่ภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการโฆษณาชวนเชื่ออย่างกว้างขวางเกี่ยวกับปฏิกิริยาตอบโต้ของมุสลิมที่มีต่อมัน และท้ายที่สุดก็เป็นการจัดเตรียมวัสดุและองค์ประกอบที่พอเพียงสำหรับแผนการสร้างความเกลียดชังต่ออิสลาม (slamophobia) ในโลกตะวันตก
เดือนพฤศจิกายน 2012
อีกแนวรบหนึ่งของลัทธิแองโกลแซ็กซอน ซึ่งก็ไม่พบเห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในสภาพเงื่อนไขต่างๆ ในเดือนพฤศจิกายนมีการจัดประชุมขึ้นในกรุงลอนดอน โดยการเข้าร่วมของบุคคลสำคัญของอิสลาม บรรดา ส.ส. และนักเคลื่อนไหวด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนและสื่อสารมวลชน เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งและการทำร้ายมุสลิมในประเทศอังกฤษ
ในการประชุมครั้งนี้ได้ออกแถลงการณ์ว่า สื่อต่างๆ บรรดานักการเมืองและตำรวจ ได้สร้างความหวาดระแวงและความหวาดกลัวเกี่ยวกับมุสลิมที่อยู่ท่ามกลางพลเมืองชาวอังกฤษ ด้วยการปลุกปั่นความคิดของกลุ่มขวาจัดหัวรุนแรง ทำให้การเลือกปฏิบัติและการอคติต่อมุสลิมในประเทศนี้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ตามสถิติที่มีการตีแผ่ในการประชุมครั้งนี้ ร้อยละ 50 ของชาวอังกฤษ มองว่าการสร้างความเกลียดชังอิสลาม (Islamophobia) เป็นเรื่องปกติธรรมดา บางก็ว่าเป็นสิ่งที่ดี ร้อยละ 75 ของสตรีที่สวมใส่ฮิญาบในประเทศอังกฤษ ถูกกลั่นแกล้งและถูกจำกัดสิทธิต่างๆ เนื่องมาจากการคลุมฮิญาบของพวกเธอ
เดือนธันวาคม 2012
ในเดือนธันวาคมก็เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเดือนสิ้นสุดปีของชาวคริสต์ มีคำรายงานการต่อต้านมุสลิมจำนวนนับสิบถูกตีพิมพ์ออกมา ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ มีคำรายงานหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความบ้าคลั่งของการทำร้ายและการรุกรานมุสลิม แม้แต่ต่อผู้ที่เคยรับใช้บริการโลกตะวันตก พวกเขาก็ไม่เมตตา ตามการรายงานของเว็บไซต์อินเตอร์เน็ตหนึ่งที่เฝ้าติดตามและสังเกตการณ์การสร้างความเกลียดชังต่ออิสลาม (Islamophobia) ชายมุสลิมคนหนึ่งได้เรียกร้องจากรัฐบาลกลางอเมริกาให้ตอบคำถาม เกี่ยวกับการกลั่นแกล้งและการทำร้ายเขาและครอบครัวของเขาโดยกองกำลังตำรวจของรัฐบาลกลาง
ซอดิก แลงก์ ทหารเก่าในกองทัพอากาศของอเมริกาได้กล่าวว่า เขาและภรรยาของเขาภายหลังจากการเดินทางกลับจากประเทศกาตาร์มายังโอกาโฮมาในช่วงล่าสุดนี้ ต้องอยู่ภายใต้การติดตามของเจ้าหน้าที่เอฟบีไอตลอดเวลา ซึ่งทำให้เขาทั้งสองต้องประสบปัญหาต่างๆ และการบีบคั้นทางด้านจิตใจอย่างมาก
ในท้ายที่สุดนี้จำเป็นต้องกล่าวว่า การที่จะรับรู้ถึงเป้าหมายต่างๆ ของการแพร่กระจายการสร้างความเกลียดชังต่ออิสลาม (Islamophobia) การทำร้ายและการรุกรานมุสลิมในโลกตะวันตก ไม่จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ตรวจสอบใดๆ ที่ลุ่มลึกและความเชี่ยวชาญพิเศษ เพียงพอแล้วที่เราจะพิจารณาดูจากแผ่นป้ายต่างๆ ที่ติดอยู่ข้างรถเมล์สาธารณะคันหนึ่งในบรรดารถเมล์สาธารณะของเมืองต่างๆ ในอเมริกา อย่างเช่นในนิวยอร์หรือในวอชิงตัน

แหล่งอ้างอิง :
http://www.alternet.org/election-2012/romney-and-ryan-court-leaders-anti-muslim-hate-fest
http://www.alternet.org/election-2012/romney-campaigns-ugly-anti-muslim-strategy-win-cash-and-votes
http://www.huffingtonpost.com/2012/01/24/nypd-training-included-video-the-third-jihad_n_1227889.html
http://presstv.com/detail/224746.html
http://www3.irna.ir/fa/News/158890
http://www.cbsnews.com/8301-201_162-57428608/at-t-to-pay-muslim-woman-$5m-in-harassment-case
http://www.foxnews.com/us/2012/05/05/att-to-pay-muslim-woman-5m-in-harassment-case
http://www.infocusnews.net/index.php/en/1589-world-news/2083-muslims-under-siege-in-wide-nypd-spying-web
http://www.huffingtonpost.com/2012/12/07/nypd-muslim-spying-lawsuit-dismissal_n_2258954.html
http://socialistworker.org/2012/02/27/the-nypd-war-on-muslims
http://frontpagemag.com/2012/jamie-glazov/american-muslims-stone-christians-in-dearborn-michigan
http://www.freep.com/article/20120430/NEWS05/204300334/Anti-Islam-gathering-in-Dearborn-protested-defended
http://www.humanrights-iran.ir/print-26179.aspx
http://www.loonwatch.com/tag/rep-joe-walsh/
http://www.huffingtonpost.com/2012/08/13/imane-boudlal-sue-disney-muslim-head-scarf-hijab_n_1772967.html
http://www.alalam.ir/news/1374234
http://www.islamophobia-watch.com/islamophobia-watch/2012/12/14/muslim-man-from-oklahoma-seeks-justice-department-inquiry.html