แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) รัศมีอันเรืองรองท่ามกลางความมืดมนอนธการ

ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) รัศมีอันเรืองรองท่ามกลางความมืดมนอนธการ

โลกก่อนการมาของอิสลาม
สภาพการณ์อันเลวร้ายและสับสนวุ่นวายของโลกก่อนการมาของอิสลาม ภายใต้กระจกเงาที่ซื่อสัตย์ในทางประวัติศาสตร์ ย่อมประจักษ์ชัดต่อสายตามนุษยชาติในยุคหลังว่า
วิถีอันมืดมนอนธการที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อน ความโง่งมงาย อวิชชา ความอธรรม การหลั่งเลือด การกราบไหว้บูชาเจว็ด ล้วนสะท้อนออกมาจากกระจกเงาดังกล่าวให้เราได้เห็นอย่างชัดเจน
ก่อนการมาของอิสลาม ประชาชาติในยุคสมัยนั้นกำลังกระเสือกกระสนเข้าใกล้ปากเหวลึกที่พร้อมจะตกลงสู่ก้นเหวได้ทุกเสี้ยววินาที
ศาสนาและความศรัทธาของประชาชน
ในคาบสมุทรอาหรับ
ก่อนการมาของอิสลาม ชาวอาหรับมีความผูกพันอยู่กับรูปปั้นและบรรดาเจว็ด พวกเขาจะประดิษฐ์รูปปั้นขึ้นมาเป็นพระเจ้าย่อย ๆ อย่างมากมายเท่าที่ได้ประสบพบเห็นรอบ ๆ ตัวของพวกเขาเพื่อกราบไหว้บูชา และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้นำทรัพย์สินและผลิตผลทางปศุสัตว์และการเกษตรที่เก็บเกี่ยวได้ในทุกฤดูกาลมาถวายต่อพระเจ้าย่อย ๆ ที่พวกเขาได้ประดิษฐ์มันขึ้นมาอย่างดาษดื่นอีกด้วย (ซูเราะฮฺอันอาม 6 : 136) พวกเขาเชื่อว่า นอกจากชีวิตในโลกนี้แล้ว จะไม่มีชีวิตใหม่ในโลกอื่นใดอีกต่อไป (ซูเราะฮฺญาษิยะฮฺ 45 : 24) แน่นอน สำหรับผู้ที่ไม่สามารถมองเห็นความไร้ค่าของเหล่าพระเจ้าที่พวกเขาได้ประดิษฐ์มันขึ้นมา จะสามารถค้นหาความจริงแห่งวันตัดสินพิพากษาได้อย่างไร ! ?
ดังนั้น มันจะเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจอะไรเล่า ที่พวกเขาได้ทำให้ “บ้านที่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้ก่อสร้างขึ้นมาด้วยพระบัญชาของอัลลอฮฺ และด้วยพระนามของพระองค์ผู้ทรงเอกะ” นั้น ให้เป็นที่สถิตของบรรดาเจว็ดหลากสีสันที่พวกเขาร่วมกันประดิษฐ์มันขึ้นมา ? (มิลัลวันนิหัล โดย ชะหฺริสตานี เล่ม 2 หน้า 237 และตารีคยะอฺกูบีย์ เล่ม 1 หน้า 224)
ในอิหร่าน
มีศาสนามากมายที่ได้เคยแพร่หลายในอาณาจักรเปอร์เซีย แต่ศาสนาที่ประชาชนให้การยอมรับศรัทธามากที่สุดก็คือ “โซโรแอสเตอร์” (Zoroastrianism) และยังถือเป็นศาสนาที่เป็นทางการของพวกเขาด้วย
ถ้าหากเราเชื่อว่าท่าน “โซโรแอสเตอร์” (Zoroaster) ก็คือศาสดาท่านหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า และได้นำหลักธรรมคำสอนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งหลักเอกภาพของพระองค์ (เตาหีด) มาชี้นำแก่ประชาชนในยุคนั้น เราจำต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่า หลักธรรมคำสอนอันบริสุทธิ์และสัตย์จริงเหล่านั้นได้อันตรธานไปกับกาลเวลาจนไม่หลงเหลือสารัตถะและแก่นแท้ของสัจธรรมใด ๆ อีกแล้ว โดยมันได้ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงจากวิถีทางอันเที่ยงธรรม กลายเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ของชนชั้นผู้ปกครองในที่สุด
บทบัญญัติที่เป็นสารัตถะแห่งคำสอนได้ถูกปิดฉากลงเหลือเพียงหน้ากากที่ปกปิดสัจธรรมดั้งเดิมโดยชาวมะญูซีย์ (โซโรแอสเตอร์) และผู้นำศาสนา ทั้งนี้ เพื่อการแสวงหาผลประโยชน์และสร้างระบบศักดินาขึ้นมา จนกระทั่ง “หลักเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า” (เตาฮีด) ได้กลายเป็น “การตั้งภาคี” (ชิริกฺ) ไปในที่สุด ส่วนหลักธรรมคำสอนที่บริสุทธิ์และเป็นแก่นแท้ของศาสนาได้สูญสลายไป เหลือเพียงเปลือกผิวและหน้ากากของมันเท่านั้น
บรรดาเทพเจ้าในสมัยเริ่มแรกของชนเผ่าอารยันจึงได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งภายใต้การชุบชีวิตของพวกโซโรแอสเตอร์
จอห์น นาส ได้บันทึกไว้ว่า
“ยาซาริตาฮา” ก็คือเหล่าเทพเจ้าโบราณในยุคแรก ๆ ของชนเผ่าอารยันได้ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งใน Avesta ซึ่งเป็นคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของชาวโซโรแอสเตอร์ที่ถูกบันทึกอยู่ในหมวด Yasht เช่นวายุ (Vayu) เทพเจ้าแห่งพระพาย แต่ที่มีอานุภาพสูงสุดก็คือ Mithra เทพเจ้าแห่งความเมตตา ซึ่งถูกกล่าวไว้อย่างเทิดทูนในคัมภีร์ Avesta ในยุคหลัง ตามทัศนะของประชาชนทั่วไปแล้วถือว่า Mithra คือเทพเจ้าแห่งรัศมีที่มีความเกรียงไกร ซึ่งจะตอบสนองและประทานรางวัลแก่ผู้สัตย์จริง และจะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่วิงวอนขอ ถึงขนาดที่ชาวโซโรแอสเตอร์ต่างพากันกล่าวว่า “อะฮูรอมัซดา” (เทพเจ้าสูงสุด) ยังต้องสวามิภักดิ์ต่อ Mithra…. ชาวเปอร์เซียในอดีตมิเพียงแต่จะตั้งภาคีเทียบเคียงอะฮูรอมัซดาเท่านั้น ทว่าพวกเขาได้ก้าวข้ามกรอบแห่งความเชื่อโบราณของบรรพชน (ด้วยความเชื่อที่ว่าอะฮูรอมัซดายังต้องยอมสยบและสวามิภักดิ์ต่อ Mithra) อีกด้วย
การสักการบูชาสรรพสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ อาทิเช่น ดวงอาทิตย์ และไฟ (ออซัรฺ) นั้น ถือเป็นธรรมเนียมประเพณีที่ได้ปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวโซโรแอสเตอร์ ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อพวกเขาบีบบังคับให้ชาวคริสต์ละทิ้งความเชื่อดั้งเดิมของตน ในขั้นต้น พวกเขาได้วางเงื่อนไขไว้ว่าจำเป็นจะต้องสักการบูชาดวงอาทิตย์แทนพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงด้วย เรื่องราวดังกล่าวได้ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนต่างกรรมต่างวาระในจดหมายเหตุวีรชนชาวซุรฺยาน
กษัตริย์ชาห์พูรฺที่สอง ได้ทรงสัญญาว่าจะอภัยโทษแก่ซีมอน บัรฺเศาะอี โดยมีเงื่อนไขว่าเขาจะต้องเปลี่ยนมาบูชาดวงอาทิตย์แทน (อิหร่านในยุคสมัยสอสอนียอน โดยศาสตราจารย์คริสเตียน เซ็น แปลโดยเราะชีด ยาสิมีย์ หน้า 164)
จอห์น นาส ได้กล่าวถึงการสักการบูชาไฟว่า “การบูชาไฟ (ออซัรฺ) เป็นหนึ่งในประเพณีโบราณของชาวเปอร์เซีย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในทัศนะของพวกเขา” (ตารีคญามิอฺอัดยาน หน้า 301)
นอกจากไฟ (ออซัรฺ) จะมีฐานภาพเป็นเทพเจ้าในท่ามกลางเทพเจ้าของชาวโซโรแอสเตอร์แล้ว มันยังมีฐานะเป็นเทพบุตรแห่งอะฮูรอมัซดาตามความเชื่อของพวกเขาอีกด้วย (อิหร่านในยุคสมัยสอสอนียอน โดยศาสตราจารย์คริสเตียน เซ็น แปลโดยเราะชีด ยาสิมีย์ หน้า 168)
ในตำรา “สัดดัรฺ” ซึ่งเป็นตำราที่เกี่ยวกับศาสนบัญญัติของชาวโซโรแอสเตอร์ได้บันทึกไว้ว่า
“ผู้ที่เคร่งครัดในศาสนาทุกคนจะต้องบูชาดวงอาทิตย์ รวมทั้งดวงจันทร์และไฟวันละ 3 เวลา ฉะนั้น จึงถือเป็นข้อพึงปฏิบัติสำหรับผู้ที่เคร่งครัดในศาสนาที่จะต้องสักการบูชาธาตุทั้งสาม” (กีตาบสัดดัรฺ 95 หน้า 124)
ในโรม
สภาพการณ์ทางศาสนาและความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในโรมก็หาได้แตกต่างกับในอิหร่านไม่
ชาวคริสเตียน ได้ปล่อยให้สารัตถะแห่งศาสนาของพวกเขาต้องหลุดมือไป ด้วยการตั้งภาคีและการนับถือพระเจ้าสามองค์แทน
ในฝรั่งเศส สหราชอาจักร และสเปน ก็เช่นกันที่ประชาชนมิได้มีความยึดมั่นศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะแต่อย่างใด
ยิ่งในประเทศอินเดีย ได้มีศาสนาใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาอย่างมากมาย แต่ที่แพร่หลายมากที่สุดได้แก่ศาสนาที่เคารพบูชาเจว็ดเช่นเดียวกัน
ความขัดแย้งทางชนชั้นและระบบศักดินา
ในอิหร่าน ประชาชนถูกจัดแบ่งเป็นชนชั้นต่างๆ ซึ่งในแต่ละชนชั้นเหล่านั้นจะมีขอบเขตและคุณลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นผู้ปกครอง
เฏาะบะรีย์ นักประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงได้บันทึกเอาไว้ว่า ในสมัย “นูชีรฺวอน” ได้เกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นขึ้นมาถึงขนาดที่บรรดาเกษตรกร และกรรมกร ไม่มีสิทธิเสรีภาพใด ๆ ที่จะเล่าเรียนเขียนอ่าน
ความเหลื่อมล้ำทางสังคมในยุคนั้นมีความรุนแรงและไร้มนุษยธรรมจนถึงขนาดที่แม้กระทั่งบรรดานักปรัชญาชาวโรมันที่เข้ามาพึ่งพิงอิหร่าน เนื่องจากการกล่าวขานกันในเรื่องของการใฝ่รู้และความทรงธรรมของนูชีรฺวอน ก็ยังถูกกลั่นแกล้งและต้องเดินทางออกจากอิหร่านไปในที่สุด ( อิหร่านในยุคสมัยสอสอนียอน โดยศาสตราจารย์คริสเตียน เซ็น แปลโดยเราะชีด ยาสิมีย์ หน้า 460)
ในโรมันและอินเดีย การแบ่งชนชั้นก็มีปรากฏให้เห็นเช่นกัน กรรมสิทธิ์ในการครอบครองที่ดิน การค้าขาย และการลดหย่อนภาษี เป็นสิทธิพิเศษเฉพาะเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น
เราสามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่า ชาวโลกในยุคสมัยนั้นต่างมีค่านิยมในเรื่องของเผ่าพันธุ์และชาติตระกูล โดยถือว่าตนเองประเสริฐเลอเลิศกว่าคนอื่น ๆ
สถานภาพสตรีในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกก่อนอิสลาม
ทัศนะของชาวอาหรับ : พวกเขาถือว่าสตรีเป็นเพียงทรัพย์สมบัติของผู้เป็นบิดา หรือสามี หรือบุตรชายของตนเท่านั้น โดยพวกเขาจะยึดนางเป็นมรดกที่ตกทอดสืบต่อ ๆ กันไปภายหลังจากความตายของผู้เป็นบิดา หรือสามี หรือบุตรชาย เหมือนกับทรัพย์สินอื่น ๆ (ประวัติศาสตร์วีล ดูรองต์ เล่มที่ 11 หน้า 8)
“พวกเขาซ่อนเร้นตนเองจากผู้คนเนื่องจากได้รับแจ้งข่าว (การได้บุตรหญิงที่พวกเขาถือเป็นความอัปมงคล) พวกเขาลังเลใจว่าจะเลี้ยงไว้อย่างอดสู หรือจะฝังมันทั้งเป็น” (ซูเราะฮฺนะหฺลุ 16 : 59 และประวัติศาสตร์วีล ดูรองต์ เล่มที่ 11 หน้า 7)
ในอีหร่าน : ระบบชนชั้นทางสังคมก็ไม่ได้ทำให้สถานภาพของสตรีดีขึ้นเช่นกัน
ในกรีซ : การมีสตรี ถือเป็นสิ่งที่ต่ำช้าสามานย์ตลอดกาล พวกนางเป็นบุตรของมารร้าย มีฐานะเทียบเท่าเดรัจฉาน ดังเช่นที่ได้เกิดขึ้นในอินเดียที่พวกนางจะตกอยู่ภายใต้การครอบครองของผู้เป็นบิดา หรือสามี หรือบุตรชายของตน และจำเป็นจะต้องเทิดเกียรติสามีของตนด้วยการเรียกเขาว่าเป็นพระเจ้า หัวหน้า หรือเจ้านาย โดยพวกนางมีฐานะเช่นเดียวกับทาสีที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ใด ๆ ในทรัพย์สิน และยิ่งไปกว่านั้น ภายหลังจากความตายของสามีแล้ว นางไม่มีสิทธิที่จะแต่งงานใหม่ และตามขนบประเพณี SATI อันป่าเถื่อน การเผาภรรยาหม้ายทั้งเป็นไปพร้อม ๆ กับศพของสามี ถือเป็นประเพณีที่นิยมปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย
ในญี่ปุ่น : ก็เช่นเดียวกันที่ตลอดชีวิตของสตรีต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เป็นบิดา หรือสามี หรือบุตรชาย และไม่มีสิทธิใด ๆ ในมรดก
ในจีน : บิดาซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวมีสิทธิและอำนาจถึงขนาดที่สามารถนำภรรยาหรือลูกสาวของตนเองไปขายให้ตกเป็นทาสีหรือหญิงรับใช้ หรือแม้กระทั่งสามารถฆ่าได้ในบางกรณี
วีล ดูรองต์ ได้บันทึกกวีบทหนึ่งของจีนโบราณที่กล่าวถึงความทรมานของผู้หญิงชาวจีนไว้ดังนี้คือ
“…..เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก !
จะมีสิ่งใดบนพื้นปฐพีที่จะไร้ค่าไปกว่านี้
คราใดที่บุตรีคลอดออกมา รอยยิ้มและความยินดีปรีดาไม่ปรากฏบนใบหน้าของผู้ใด” (ประวัติศาสตร์อารยธรรม วีล ดูรองต์ ภาคที่ 3 หน้า 1063-1068)
สังคมในยุคสมัยนั้นถือว่าสตรีไม่มีคุณค่าใด ๆ บางครั้งพวกเขาจะนำพวกนางไปปล่อยในท้องทุ่งให้เป็นเหยื่อของหมาป่า
ในโรม : ชาวโรมันก็เช่นกัน พวกเขาถือว่าสตรีเป็นร่างทรงของปีศาจและวิญญาณร้าย และถือว่าพวกนางเป็นเสมือนเด็ก ๆ ที่จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขาตลอดไป
ใช่แล้ว ทุก ๆ สังคมในยุคนั้นต่างจมดิ่งไปสู่ความมืดมนอนธการ ความชั่วช้าเลวทรามและการไร้ขื่อแปในทุก ๆ ด้าน ทั่วทั้งโลก ไม่มีภูมิภาคใดเลยที่จะปรากฏแสงสว่าง ถึงแม้ว่าภายใต้จิตสำนึกอันล้ำลึกของพวกเขาจะมีความปรารถนาที่จะปฏิรูปไปสู่สิ่งที่ดีงามหลงเหลืออยู่บ้างก็ตาม แต่ทว่า จิตสำนึกดังกล่าว มันได้จมหายไปพร้อม ๆ กับความตกต่ำทางศีลธรรม ตัณหาราคะ และความไร้ขื่อแปในด้านหนึ่ง และอีกด้านหนึ่ง มันได้ถูกกลืนกินไปกับสภาพแห่งความยากแค้นแสนเข็ญในทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยุคนั้น และไม่สามารถจะชี้นำแก่บรรดาผู้แสวงหาความเจิดจรัส ความบริสุทธิ์และความไพบูลย์ได้ ความมืดมนอนธการเปรียบประหนึ่งเมฆหมอกอันหนาทึบที่ได้ปกคลุมชีวิตของผู้คนทุกสังคมในยุคสมัยนั้น ที่ทำให้ผู้คนต้องตกอยู่ภายใต้ความน่าสะพรึงกลัวนั้น ลำพังการทอแสงของดวงอาทิตย์เท่านั้นที่จะสามารถทำลายความมืดมนอนธการเหล่านั้นไปได้
ความมืดมนอนธการที่ปกคลุมคาบสมุทรอาหรับในยุคสมัยนั้น ประหนึ่งว่าพวกเขาได้ควบทะยานให้จมดิ่งไปสู่ความสถุล ความต่ำช้าสามานย์ กว่าสังคมและภูมิภาคอื่นใดทั้งหมด
ขอให้เรามาฟังคำพูดของอะลี (อ.) ผู้ที่มีความประเสริฐที่สุดที่ได้กล่าวถึงสภาพการณ์แห่งยุคสมัยนั้นเอาไว้ดังนี้
“โอ้ ชาวอาหรับทั้งหลาย ! ก่อนหน้านี้พวกท่านเคยปฏิบัติตามลัทธิความเชื่อที่ชั่วร้ายที่สุด และตกอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ต่ำทรามที่สุด พวกท่านเคยอาศัยอยู่ท่ามกลางโขดหินผาที่หยาบกระด้าง และอยู่ท่ามกลางงูที่ไร้ซึ่งโสตประสาท (จึงไม่เลื้อยหนีจากเสียงใด ๆ )
พวกท่านเคยดื่มน้ำกร่อย กินอาหารดิบ ๆ หลั่งเลือดซึ่งกันและกัน และตีจากเครือญาติ
พวกท่านเคยกราบไหว้บูชาเจว็ด และไม่เคยละเว้นจากความชั่วช้าเลวทราม….” (นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ โดยมุหัมมัด อับดุฮฺ ฉบับพิมพ์อียิปต์ หน้า 62 คุฏบะฮฺที่ 25 และโดยฟัยฎุลอิสลาม เล่ม 1 หน้า 83 คุฎบะฮฺที่ 26)
การประสูติของมุหัมมัด ศาสนทูตแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ )
ท่านศาสดามุหัมมัด() ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่17 ( ตามรายงานของชาวอะฮฺลิสสุนนะฮฺ ตรงกับวันที่ 12 เดือนเราะบีอุลเอาวัล 53 ปีก่อนการอพยพ (ฮิจญฺเราะฮฺ)).(74) ตรงกับปีคริสตศักราช 570) ณ นครมักกะฮฺ บิดาของท่านคือท่านอับดุลลอฮฺ ผู้สืบเชื้อสายมาจากท่านศาสดาอิสมาอีล (อ. ) ได้เสียชีวิตก่อนที่จะได้เห็นบุตรชายถือกำเนิดมาสู่โลกดุนยา ส่วนมารดาของท่าน คือท่านหญิงอามินะฮฺ ผู้เป็นกุลสตรีที่สูงเกียรติในยุคสมัยนั้น
ครอบครัวของท่านได้จ้างแม่นมผู้มีจริยธรรมนามว่า “หะลีมะฮ ” ให้เป็นผู้อมรมเลี้ยงดูและให้นมแก่ทารกน้อย
วันหนึ่งในขณะที่มุฮัมมัด (ซ็อลฯ) มีอายุยังไม่ถึง 4 ขวบ ท่านได้ขออนุญาตท่านหญิงหะลีมะฮ เพื่อจะออกไปวิ่งเล่นในท้องทุ่งทะเลทรายกับบรรดาพี่น้องที่ร่วมดื่มนมจากท่านหญิง ท่านหญิงหะลีมะฮ ได้เล่าว่า ในเช้าวันรุ่งขึ้น ฉันได้อาบน้ำแต่งตัว ใช้น้ำมันทาผม และได้แขวนลูกประคำที่ทำด้วยหินเยเมน (หินสีดำที่มีจุดสีขาว เหลือง และแดง ซึ่งมีอยู่ในแร่ธาตุจำพวกหินโมรา (อะกีก) ที่คอของเขา เพื่อจะใช้เป็นเครื่องป้องกันซาตานแห่งทะเลทราย แต่มุหัมมัดได้ถอดมันออกและกล่าวกับฉันว่า
“โอ้แม่จ๋า ขอให้สบายใจเถิด เพราะแท้จริง พระผู้เป็นเจ้าของฉัน ทรงอยู่กับฉัน และจะเป็นผู้คุ้มครองฉัน” (บิหารุลอันวารฺ เล่ม 15 ฉบับพิมพ์ใหม่ หน้า 392)
ท่านได้รับความโปรดปรานและช่วยเหลือจากอัลลอฮฺนับตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก โดยท่านจะได้รับการชี้นำไปสู่ความดีงามด้วยการช่วยเหลือของมะลาอิกะฮฺและการดลใจจากพระองค์เสมอ
ด้วยจริยธรรมและคุณธรรมอันสูงส่งทั้งคำพูดและการปฏิบัติตัวของมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) สร้างความรักความประทับใจ และได้ดึงดูดหัวใจผู้คนรอบข้างนับตั้งแต่วัยเด็ก และเมื่อเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่ม ท่านจะหลีกห่างออกจากสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายที่ประชาชนทั่วไปหมกมุ่นกับมัน ท่านไม่เคยเข้าร่วมในสถานที่ที่มีอบายมุข เช่น การร้องรำทำเพลง การเกี้ยวพาราสี หรือสถานที่ที่มีการเสพสุรายาเมา ท่านเป็นปฏิปักษ์กับบรรดารูปเจว็ดทั้งหลาย ก่อนหน้าที่ท่านจะได้รับการสถาปนาให้เป็นศาสนทูตของพระเจ้านั้น ท่านเป็นผู้ที่มีวาจาสัตย์จริง มีความซื่อสัตย์ จนประชาชนต่างพากันขนานนามท่านว่า “อัล-อะมีน” (ผู้ที่มีความซื่อสัตย์และไว้วางใจได้) นอกจากนี้ ท่านยังมีจิตใจที่บริสุทธิ์ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีอุปนิสัยที่มีความผูกพันกับพระผู้เป็นเจ้าเสมอ ในทุก ๆ ปีท่านจะปลีกตัวจากครอบครัวและผู้คนเพื่อแสวงหาความวิเวกด้วยการวิงวอนจากอัลลอฮฺ ณ ถ้ำหิรออ์เป็นเวลา 1 เดือน และหลังจากครบกำหนด ท่านจะไปเวียนรอบกะอฺบะฮฺ (เฏาะว๊าฟ) 7 รอบ หรือมากว่านั้น แล้วจึงเดินทางกลับบ้าน
การบิอ์ษัตของท่านศาสดามุฮัมมัด
ท่านได้รับการสถาปนาให้เป็นศาสนทูตของพระเจ้าเมื่ออายุ 40 ปี ในขณะที่กำลังเคารพภักดีพระองค์ ณ ถ้าหิรออ์
ในช่วง 3 ปีแรกนั้น ท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม (ซ็อลฯ) ยังไม่ได้รับวิวรณ์จากอัลลอฮฺให้เชิญชวนประชาชนสู่ร่มเงาแห่งอิสลามอย่างเปิดเผย ในช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้ที่ศรัทธาต่อท่านเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งบุรุษคนแรกที่ได้ศรัทธาต่อท่าน คืออะลี (อ.) ผู้เป็นบุตรแห่งลุงของท่าน ส่วนสตรีคนแรกได้แก่ ท่านหญิงเคาะดียะฮฺ (อ.) ภรรยาของท่านเอง (ตารีคเฏาะบะรีย์ เล่ม 3 หน้า 1159 และ สีเราะฮฺอิบนุฮิชาม เล่ม 1 หน้า 240 – 245)
ภายหลังจากได้ผ่านพ้นระยะเวลา 3 ปีแล้ว ท่านจึงไดรับบัญชาให้เชิญชวนผู้คนสู่วิถีแห่งสัจธรรมอย่างเปิดเผย ท่านได้เริ่มต้นด้วยการเชิญเครือญาติผู้ใกล้ชิดจำนวน 40 คนเพื่อเลี้ยงอาหารพวกเขา โดยได้ตระเตรียมอาหารซึ่งดูจากสายตาของคนทั่วไปแล้ว พอเพียงที่จะเลี้ยงได้ไม่เกิน 1 คนเท่านั้น แต่ด้วยมหิทธานุภาพของอัลลอฮฺ พวกเขาทั้ง 40 คนสามารถรับประทานอาหารนั้นได้อย่างอิ่มหนำ สร้างความประหลาดใจให้พวกเขายิ่งนัก ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้อบูละฮับ ซึ่งเป็นลุงคนหนึ่งของท่านที่ได้รับเชิญมาในงานเลี้ยงนั้นได้สำรอกวาจาออกมาว่า “มุหัมมัดคือนักมายากล” ทำให้ญาติสนิทผู้เป็นแขกของท่านต่างรีบพากันแยกย้ายกลับบ้านของพวกเขาไป โดยที่ท่านศาสดายังไม่ได้มีโอกาสที่จะกล่าวอะไรกับพวกเขา
หลังจากนั้น ท่านได้เชื้อเชิญพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่พวกเขาได้รับประทานอาหารเสร็จแล้ว ท่านได้กล่าวกับพวกเขาว่า
“โอ้ทายาทของอับดุลมุฏเฏาะลิบเอ๋ย ! จวบจนบัดนี้ ยังไม่เคยมีบุรุษคนใดจากวงศ์วานของเขาที่ได้เคยนำสิ่งที่ประเสริฐเช่นที่ฉันได้นำมามอบแก่พวกท่าน ฉันขอแจ้งข่าวอันเป็นศิริมงคลซึ่งจะทำให้ท่านทั้งหลายกลับกลายเป็นผู้ที่มีเกียรติทั้งในโลกนี้และโลกหน้าอย่างแท้จริง ด้วยพระบัญชาจากอัลลอฮฺ ให้ฉันเชิญชวนพวกท่านสู่วิถีแห่งสัจธรรมของพระองค์ ดังนั้น มีใครในหมู่พวกท่านบ้างไหมที่จะตอบรับและให้การช่วยเหลือฉัน เพื่อเขาจะได้เป็นพี่น้องของฉันและเป็นตัวแทนของฉัน ?
ไม่มีเสียงขานรับคำเรียกร้องของท่าน นอกจากอะลี (อ.) เท่านั้น ท่านศาสนทูต () จึงได้จับที่ไหล่ของอะลี () พร้อมกับกล่าวว่า “นี่คือน้องชายของฉัน และตัวแทนของฉันในท่ามกลางพวกท่าน ดังนั้น จงเชื่อฟังคำพูดของเขาและจงปฏิบัติตามเขาเถิด” (ตารีคเฏาะบะรีย์ เล่ม 3 หน้า 1171 – 1173 และ มัจญฺมะอุลบะยาน เล่ม 7 หน้า 206)
ครั้งหนึ่ง ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้เรียกร้องประชาชนให้ขึ้นไปยังภูเขาเศาะฟา และได้กล่าวกับพวกเขาว่า “โอ้ประชาชนทั้งหลาย ถ้าหากฉันประกาศต่อพวกท่านว่าจะมีกองทัพของศัตรูจู่โจมพวกท่านในยามรุ่งอรุณของวันใหม่ หรือก่อนพระอาทิตย์อัศดง พวกท่านจะเชื่อคำพูดของฉันไหม ? พวกเขาต่างตอบพร้อมกันว่า “แน่นอน พวกเราเชื่อในวาจาสัตย์ของท่าน” ท่านจึงได้กล่าวว่า “ฉันขอเตือนพวกท่านให้มีความเกรงกลัวต่อการลังทัณฑ์อันเจ็บปวดที่จะประสบกับพวกท่านในไม่ช้า”
เมื่ออบูละฮับได้ยินคำพูดดังกล่าว ด้วยความหวั่นเกรงว่าจะมีผลทำให้หัวใจของประชาชนที่อยู่ ณ สถานที่แห่งนั้นคล้อยตามท่าน เขาจึงได้ทำลายความเงียบขึ้นด้วยวาจาสามหาวว่า
“เจ้าจัดชุมนุมขึ้นมาเพียงเพื่อจะให้พวกเราฟังคำพูดอันไร้สาระเช่นนี้เองดอกหรือ ? ”
ท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม () ได้เริ่มเรียกร้องเชิญชวนประชาชนสู่สัจธรรมอิสลามด้วยสารัตถะแห่งเตาหีด (ความเป็นเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า) และให้พวกเขาเคารพภักดีพระเจ้าองค์เดียว เพราะด้วยเอกภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้านี้เอง ที่จะเป็นบันไดนำมนุษย์ไปสู่ความเชื่อถือศรัทธาที่ถูกต้องเที่ยงธรรมต่อไป ท่านยังได้เรียกร้องพวกเขาให้ทำความรู้จักกับพระเจ้าผู้ทรงมีความใกล้ชิดกับมนุษย์ยิ่งกว่าตัวของเขาเอง ให้พวกเขาสลัดทิ้งการตั้งภาคีและกราบไหว้บูชาเจว็ดลงโดยสิ้นเชิง ท่านได้วางรากฐานแห่งการปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ในนครมักกะฮฺด้วยการเปลี่ยนโลกทัศน์ที่ผิดพลาดที่พวกเขาเคยมีต่อบรรดาเจว็ดที่เป็นพระเจ้าจอมปลอมทั้งหลายให้ไปสู่หลักธรรมคำสอนที่บริสุทธิ์ ให้พวกเขายอมจำนนต่อพระเจ้าผู้ทรงเอกะเท่านั้น
แม้พวกกุรัยชฺจะรู้สึกเคียดแค้นชิงชังที่ท่าน () สามารถปฏิบัติภารกิจในการเรียกร้องเชิญชวนประชาชนด้วยสันติวิธีได้เจริญรุดหน้า และพยายามทุกวิถีทางที่จะขัดขวางท่านก็ตาม แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระผู้อภิบาล และกุศโลบายอันแยบยลของท่าน ทำให้การตามรังควาญ การกลั่นแกล้งของศัตรูต้องประสบความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่ประชาชนกลับยิ่งเพิ่มความศรัทธา ขานรับคำเชิญชวนเข้าสู่อิสลามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แม้กระทั่งผู้ที่อาศัยอยู่นอกเมืองมักกะฮฺก็ได้ขานรับคำเชิญชวนของท่านด้วยเช่นกัน
ในปีที่ 11 แห่งการแต่งตั้งท่านให้เป็นศาสนทูต (บิอฺษะฮฺ) ได้มีชาวมะดีนะฮฺจากเผ่าค็อซร็อจญฺ เดินทางมายังมักกะฮฺเพื่อประกอบพิธีหัจญฺ ท่านศาสนทูตแห่งอิสลามจึงได้เรียกร้องพวกเขาให้หันเข้ามาสู่ร่มเงาแห่งอิสลาม ซึ่งในที่สุดพวกเขาได้ขานรับคำเรียกร้องของท่าน โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะเชิญชวนชาวเมืองมะดีนะฮฺให้มาสู่ศาสนาของท่าน เมื่อเดินทางกลับสู่นครมะดีนะฮฺแล้ว พวกเขาก็ได้ปฏิบัติตามคำสัญญานั้นด้วยการเผยแผ่คำสอนของท่านศาสนทูตแห่งอิสลามในนครมะดีนะฮฺ ในปีต่อมา ได้มีชาวมะดีนะฮฺจำนวน 12 คน ได้ให้สัตยาบรรณกับท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม ณ สถานที่ที่ชื่อว่า “อะเกาะบะฮฺ” ว่าพวกเขาจะไม่ตั้งภาคีกับพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอก จะไม่ลักขโมย จะไม่ประพฤติผิดประเวณี จะไม่สังหารบุตรหลานของพวกเขา จะไม่ใส่ร้ายป้ายสีกัน จะไม่ฝ่าฝืนและดื้อดึงในคำบัญชาของท่าน หลังจากนั้นท่านได้ส่ง “มุศอับ” ให้ร่วมเดินทางไปกับพวกเขาเพื่อสอนกุรฺอานให้แก่ผู้ที่เพิ่งเข้ารับอิสลามในนครมะดีนะฮฺ ด้วยเหตุนี้เองที่จำนวนของผู้ศรัทธาต่อท่านและเข้าสู่ร่มเงาแห่งอิสลามในนครมะดีนะฮฺได้เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว
การอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ)
ท่านศาสดาได้เชิญชวนประชาชนสู่อิสลาม ณ นครมักกะฮฺด้วยความอดทนจากการข่มเหง รังแกของพวกกุรัยชฺในทุกรูปแบบ จวบจนกระทั่งถึงปีที่ 13 แห่งการสถาปนา (บิอฺษะฮฺ) ในที่สุดอัลลอฮฺได้ทรงวิวรณ์ให้ท่านได้ล่วงรู้ถึงแผนการขั้นสุดท้ายของพวกกุรัยชฺที่จะสังหารท่าน ท่านจึงได้บัญชาให้อะลี () เข้านอนแทนที่ ณ ที่นอนของท่าน ส่วนตัวท่านได้รีบอพยพออกจากนครมักกะฮฺในยามวิกาลมุ่งสู่ถ้ำแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นจึงได้เดินทางมุ่งสู่นครมะดีนะฮฺ
การอพยพ (ฮิจญฺเราะฮฺ) ของท่านศาสดา () ถือเป็นจุดเริ่มต้นอันเจิดจรัสแห่งหน้าประวัติศาสตร์อิสลาม และได้สร้างความก้าวหน้าและเป็นผลดีต่ออิสลามอย่างน่ามหัศจรรย์ ด้วยเหตุนี้เอง การอพยพของท่านจึงถือเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ของมุสลิมด้วย
จากการที่ท่านศาสดาได้อพยพมายังนครมะดีนะฮฺ ทำให้ชนเผ่า “อฺาวสฺ” กับ “ค็อซร็อจญฺ” ได้อยูภายใต้ร่มเงาแห่งคำสอนของอิสลาม สร้างความเป็นภราดรภาพ ความรักและเอื้ออาทรต่อกันในการดำเนินชีวิตระหว่างเผ่าทั้งสอง
ด้วยบุคลิกภาพ จริยธรรม คุณธรรมที่สูงส่ง และความเป็นภราดรภาพของท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม ตลอดจนสารัตถะอันบริสุทธิ์แห่งอิสลาม ประชาชนจึงต่างพากันปฏิญาณตนน้อมรับอิสลามและให้การช่วยเหลือ สนับสนุนท่านกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าด้วยความเต็มใจ
ท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม () ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางประชาชนเหมือนสามัญชนโดยทั่วไป ท่านไม่เคยปฏิบัติตนเหินห่างจากพวกเขา ท่านจะเข้าไปมีส่วนรับรู้ในรสชาติแห่งความขมขื่น และความหวานชื่นกับพวกเขา ท่านจะเป็นปฏิปักษ์และต่อต้านกับความอยุติธรรม การก่ออาชญากรรมในทุกรูปแบบ ท่านได้ริเริ่มวางรากฐานแห่งการพัฒนาสิทธิของสตรี และได้คัดค้านการกดขี่บีฑา การไม่เคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคน การแบ่งชนชั้น และการไม่ให้เกียรติต่อสตรีที่เคยมีมาก่อนอิสลาม ในขณะเดียวกัน ท่านจะต่อต้าน คัดค้านความไร้ศีลธรรมของสตรี และปรารถนาจะให้สตรีมีสิทธิและสามารถที่จะพัฒนาไปบนพื้นฐานแห่งหลักคำสอนที่ถูกต้องของอิสลามอย่างแท้จริง
ท่านได้พิทักษ์สิทธิของทาส เชลย และได้ริเริ่มแผนการที่จะปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ ท่านได้วางรากฐานแห่งความเสมอภาคในสังคมระหว่างชนผิวขาวกับผิวดำ คนมั่งมีกับคนยากจน ผู้ใหญ่และเด็ก ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตร่วมกันด้วยการให้เกียรติและเคารพในสิทธิซึ่งกันและกัน และเคารพในฐานะของ “ความเป็นมนุษย์” สภาพสังคมในยุคสมัยของท่าน ไม่มีการ “แบ่งชนชั้น” ไม่มี “ระบบศักดินา” โดยท่านเองได้มีจริยวัตรเป็นแบบฉบับให้พวกเขาได้ดำเนินตาม ทั้งนี้ เนื่องจากบรรทัดฐานแห่งเกียรติยศและความเหนือกว่าของมนุษย์นั้น หาได้อยู่ที่ตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือความมั่งมีไม่ แต่ทว่า ความรู้ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า จริยธรรมและคุณธรรมอันดีงามต่างหากที่ถือเป็นบรรทัดฐานดังกล่าว
ขอให้เราพิจารณาตัวอย่างที่เด่นชัดจากร่องรอยแห่งคำสอนอันสูงส่งของอิสลามต่อไปนี้เถิด
“ญุวัยบิรฺ” ชายหนุ่มผู้มีฐานะยากไร้และมีหน้าตาอัปลักษณ์ได้เดินทางมุ่งสู่นครมะดีนะฮฺเพราะความเลื่อมใสศรัทธาในอิสลาม และได้ปฏิญาณตนเข้ารับอิสลามที่นั่น
ในช่วงแรก ๆ นั้น ท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม (อ.) ได้ให้เขาพักอยู่ในมิสญิด แต่หลังจากนั้นท่านได้บัญชาให้สร้างที่พัก ณ สะกีฟะฮฺ ซึ่งมีชื่อเรียกในเวลาต่อมาว่า “ศ็อฟฟะฮฺ” เพื่อให้เป็นสถานที่พักพิงแก่เขาและผู้เดินทางคนอื่น ๆ โดยท่านมักจะหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนเขาอยู่เสมอ
วันหนึ่ง ท่านได้กล่าวกับเขาว่า “เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่เจ้าจะเลือกสตรีไว้เป็นคู่ครองสักคนหนึ่ง เพื่อจะได้ปกป้องเจ้าให้พ้นจากความคิดที่ฟุ้งซ่าน อันจะนำไปสู่การผิดประเวณี และทำให้เจ้าสามารถดำเนินชีวิตตามครรลองแห่งอิสลาม ! ”
บิดามารดาของฉันขอพลีเพื่อท่าน ! ฉันเป็นคนเร่ร่อน ยากไร้ และมีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้ จะมีสตรีนางใดที่จะให้ความสนใจตอบรับฉันเป็นคู่ครองเล่า ? และฉันก็มิได้มาจากเผ่าพันธุ์และตระกูลที่สูงส่งด้วย
โอ้ญุวัยบิรฺเอ๋ย ! อิสลามถูกประทานลงมาก็เพื่อจะทำลายค่านิยม และความภาคภูมิใจแห่งยุคสมัยญาฮิลียะฮฺ (อวิชชา) และบรรทัดฐานที่โง่งมงายให้สูญสลายไป ชนผิวดำกับชนผิวขาว ชาวอาหรับและอะญัม (ผู้ที่มิใช่อาหรับ) ล้วนมาจากศาสดาอาดัมทั้งสิ้น อัลลอฮฺทรงสร้างอาดัม (อ.) มาจากดิน เพราะฉะนั้น ผิวสี หรือเผ่าพันธุ์ ฯลฯ หาได้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้มนุษย์ต้องไร้เกียรติ หรือสูงศักดิ์แต่อย่างใดไม่
ผู้ที่มีเกียรติสูงสุด ณ พระผู้เป็นเจ้า คือบุคคลที่มีความยำเกรงต่อพระองค์มากที่สุด
“บัดนี้ ขอให้เจ้าไปยังบ้านของ “ซิยาด” และแจ้งเจตน์จำนงจากฉันเพื่อสู่ขอ “ซุลฟาอ์” บุตรีของเขามาเป็นภรรยาของเจ้าเถิด”
ญุวัยบิรฺได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านศาสดา (อ.) แต่เนื่องจากซิยาด ผู้มีสายตระกูลที่มีเกียรติของชาวอันศอรฺ ไม่มั่นใจในสิ่งที่เขาได้นำมาบอกว่าเป็นสิ่งที่มาจากท่านศาสดา (อ.) จริง
“ธรรมเนียมปฏิบัติในตระกูลของเรา จะให้บุตรีสมรสกับผู้ที่มีฐานภาพและมีเกียรติทัดเทียมกับเราเท่านั้น ท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม () เองก็ทราบเรื่องนี้ดี ดังนั้น ขอให้เจ้ากลับไปก่อนเถิด เพื่อฉันจะได้ไปพบท่าน () และชี้แจงเรื่องนี้กับท่าน ()
ก่อนที่ญุวัยบิรฺจะเดินทางกลับไป เขาได้กล่าวออกมาด้วยหัวใจที่ปวดร้าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ทั้งคัมภีร์กุรฺอาน และวจนะของท่านศาสนทูตของพระองค์ (อ.) มิได้มีบัญชาว่าให้ผู้ศรัทธาต้องยกบุตรีให้กับผู้ที่มีฐานะทางสังคม วงศ์ตระกูล และความมั่งมีเท่าเทียมกันเท่านั้น”
ในขณะนั้นเองที่ซุลฟาอ์ได้ยินประโยคที่ญุวัยบิรฺกล่าว เธอจึงกล่าวกับบิดาว่า
พ่อได้สนทนาอะไรกับชายหนุ่มผู้นี้หรือที่ทำให้เขาแสดงความไม่พอใจออกมาเช่นนี้ ?
เขาได้ตอบว่า “เขาได้แจ้งกับพ่อว่า ท่านศาสดา (อ.) ได้แนะนำให้เขามาสู่ขอเจ้าให้เป็นภรรยาของเขา”
ซุลฟาอ์ “ญุวัยบิรฺคงจะไม่พูดจาเหลวไหลหรอก พ่อน่าจะให้เขากลับไปก่อน ส่วนพ่อก็สมควรจะไปพบกับท่านศาสดา (อ.) เพื่อรับฟังเรื่องราวทั้งหมดจากท่านเองอีกครั้งหนึ่ง”
ซิยาดได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของบุตรีและได้กล่าวขอโทษญุวัยบิรฺ พร้อมกับขอร้องให้เขากลับไปก่อน ส่วนตัวเขาเองได้รีบไปพบท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ทันที
“ญุวัยบิรฺได้นำข่าวและเจตน์จำนงจากท่านมายังฉัน ซึ่งฉันรู้ว่าท่านนั้นทราบดีอยู่แล้วว่า เราชาวอันศอรฺมีธรรมเนียมประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านานแล้วที่จะไม่ยกบุตรีให้แต่งงานกับผู้ใด ยกเว้นเขาผู้นั้นจะต้องมีศักดิ์ศรีและฐานะเท่าเทียมกับเรา และจะต้องเป็นชาวอันศอรฺเช่นเดียวกับเราด้วย”
“ญุวัยบิรฺเป็นชายหนุ่มที่มีศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม แท้จริง บุรุษผู้ศรัทธาย่อมคู่ควรและมีเกียรติยศ ศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับสตรีผู้ศรัทธา ดังนั้น โอ้ซิยาดเอ๋ย จงแต่งงานเขากับบุตรีของเจ้าเถิด”
ซิยาดได้รีบเดินทางกลับบ้านและแจ้งเรื่องราวที่ได้รับจากท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม () แก่บุตรีของเขาทันที
ซุลฟาอ์ ได้กล่าวขึ้นว่า “โอ้พ่อจ๋า ! การดื้อดึงและฝ่าฝืนคำสั่งของศาสดา () จะมีฐานะเป็นผู้ปฏิเสธ ! ” ฉันพร้อมแล้วที่จะปฏิบัติตามคำบัญชาของท่าน โปรดตอบรับคำขอของญุวัยบิรฺเถิด !”
ซิยาดจึงได้จัดพิธีสมรสญุวัยบิรฺ กับซุลฟาอ์ บุตรีของเขาตามบทบัญญัติอิสลาม ท่ามกลางแขกที่เป็นเครือญาติในตระกูลของเขา นอกจากนี้ เขายังได้มอบทรัพย์สินและบ้านหลังหนึ่งพร้อมอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็นให้แก่บุคคลทั้งสองเพื่อครองชีวิตคู่ที่มั่นคงต่อไป (ฟุรูอุลกาฟีย์ เล่ม 5 กิตาบนิกาหฺ หน้า 340 – 341)
แหละนี่คือความรุ่งโรจน์อันน่าพิศวง คือแหล่งกำเนิดแห่งรัศมีที่ให้ความอบอุ่นแก่ดวงใจทั้งหลาย คือดวงประทีปอันโชติช่วงที่ส่องแสงสว่างเพื่อเป็นทางนำสู่เส้นทางอันเจิดจรัสแห่งเตาหีดให้แก่ดวงใจอันบริสุทธิ์ทั้งหลาย อันมีผลทำให้จิตวิญญาณอันมัวหมองของประชาชนที่อเนจอนาจกับความมืดมนแห่งยุคสมัยนั้นได้โบยบินไปสู่ดวงประทีปแห่งทางนำประดุจดั่งผีเสื้อ…..และหลั่งไหลเข้ามาสู่อิสลามกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ภายใต้สารธรรมอันสูงส่งของคัมภีร์กุรฺอาน
ยูนุส วีลีเบฮฺ กล่าวว่า (ชีวประวัติศาสดามุฮมมัด หน้า 177)
“…….มุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้นำศาสนาอันบริสุทธิ์มาสู่ชาวโลกทั้งหลาย
เขาคือตัวแทนของความเอื้ออาทรทั้งมวลของพระผู้อภิบาล
พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงรอบรู้ได้ทรงเลือกสรรท่านเพื่อทำหน้าที่ชี้นำชาวคริสเตียนที่หลงทางให้ไปสู่ความสว่างแห่งวิถีทางที่เที่ยงตรง ทำให้เจว็ดทั้งหลายไร้ค่าและอัปยศ เชิญชวนชี้นำชาวอิหร่านไปสู่การเคารพภักดีพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะ ท่านได้ทำให้ศาสนาอันบริสุทธิ์ “ของการรู้จักพระเจ้า” แผ่ขยายจากกำแพงเมืองจีนสู่ชายฝั่งทะเลของสเปน
คำสอนที่มุหัมมัดนำมานั้น เต็มไปด้วยวิทยปัญญาซึ่งทำให้การเผยแผ่นั้นไม่จำเป็นต้องอาศัยคมดาบและการขู่เข็ญแต่อย่างใด เพียงแค่การนำเสนอและสร้างความเข้าใจด้วยวิถีทางที่ถูกต้องที่เป็นสารัตถะอิสลามแก่ประชาชน ก็ถือเป็นการเพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเขาน้อมรับคำสอนอันบริสุทธิ์นั้นด้วยหัวใจ หลักธรรมคำสอนที่เขาได้นำมานั้นสอดคล้องกับสติปัญญาของมนุษยชาติ ซึ่งระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งศตวรรษเท่านั้นที่อิสลามได้ซึมซับเข้าไปในหัวใจของผู้คนถึงครึ่งค่อนโลก และกำลังแผ่ขยายไปอย่างกว้างขวางต่อไป