แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ศาสดามูซา (อ.) กับนักมายากล

ศาสดามูซา (อ.) กับนักมายากล

และแล้วพระผู้เป็นเจ้าได้บัญชาให้ท่านเดินทางกลับไปยังฟิรฺอฺาวนฺ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในภารกิจของผู้สื่อสาสน์หรือศาสนทูตของท่าน (อ.)
ท่านศาสดามูซา (อ.) ได้เริ่มเชิญชวนฟิรฺอฺาวนฺด้วยการแนะนำตัวของท่านว่าคือศาสนทูตที่ได้รับพระบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้า โดยท่านได้เรียกร้องให้เขาหันมาเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะ และได้ถามเขาว่ามีความปรารถนาที่จะขัดเกลาจิตใจให้ผ่องแผ้ว และมีจิตวิญญาณที่สะอาดบริสุทธิ์ และปรารถนาที่จะให้ฉันชี้นำท่านไปสู่พระผู้อภิบาลของท่านไหม ?
ฟิรฺอฺาวนฺได้ย้อนถามว่า พระผู้เป็นเจ้าของเจ้าคือใคร ?
ท่านศาสดามูซา (อ.) ได้ตอบว่า พระผู้เป็นเจ้าของฉันคือผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน และสรรพสิ่งที่อยู่ระหว่างมันทั้งสอง
จากคำตอบนี้เองที่ได้สร้างความขุ่นเคืองให้แก่ฟิรฺอฺาวนฺยิ่งนัก เขาได้หันไปยังท่านศาสดามูซา (อ.) และกล่าวว่า นอกจากตัวฉันเองแล้ว ฉันไม่พบว่าจะมีพระเจ้าอื่นใดอีกที่คู่ควรต่อการที่เจ้าจะทำการเคารพภักดี และมาตรแม้นว่าเจ้าไม่เคารพภักดีฉันแล้วไซร้ เจ้าจะต้องได้รับการลงทัณฑ์อย่างสาสมที่สุด

ท่านศาสดามูซา (อ.) ได้ตอบเขาว่า หากฉันจะสำแดงสัญลักษณ์ที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานแก่ฉันให้ท่านได้ประจักษ์ ท่านจะว่าอย่างไร ?
ฟิรฺอฺาวนฺได้ย้อนถามว่า  สิ่งที่เจ้าเอ่ยอ้างนั้น อยู่ที่ไหนกันเล่า โอ้ มูซา (อ.) จงสำแดงมันเถิด หากเจ้าเป็นผู้สัตย์จริง
ท่านศาสดามูซา (อ.) ได้โยนไม้เท้าของท่านลงสู่พื้นดิน และแล้วไม้เท้าได้กลับกลายเป็นงูใหญ่ขึ้นมาในบัดดล หลังจากนั้น ท่านได้ใช้มือสอดเข้าไปใต้คอเสื้อและดึงออกมา ทันใดนั้นมือของท่านเต็มไปด้วยรัศมีสว่างไสวต่อหน้าฟิรฺอฺาวนฺ สร้างความตกตะลึงให้แก่เขายิ่งนัก ด้านหนึ่งคือท่านศาสดามูซา (อ.) และพระผู้เป็นเจ้าของเขา พร้อมทั้งปาฏิหาริย์ที่เขาได้สำแดงออกมา แต่อีกด้านหนึ่งนั้น ความเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครหาญกล้าท้าทายต่ออำนาจที่เขาครอบครองอียิปต์และประชาชนทั้งอาณาจักรนั้น การทะนงตนทำให้เขาไม่อาจจะยอมจำนนต่อปาฏิหาริย์ที่ท่านศาสดามูซา (อ.) ได้นำมาสำแดงจนเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของเขาได้ แต่กลับทำให้เขาครุ่นคิดหนักขึ้นไปอีกในการที่จะเผชิญหน้ากับปาฏิหาริย์เหล่านั้น  เขาได้กล่าวกับตัวเองว่า ฉันจะใช้วิธีการอย่างไรที่จะให้สมญาใหม่แก่มูซาว่า แท้จริง เขาคือมายากล หรือพวกที่มีเวทมนต์คาถานั่นเอง เขาจึงได้กล่าวด้วยโมหะจริตต่อหน้าบริวารที่กำลังตะลึงงันต่อปาฏิหาริย์เหล่านั้นว่า  บัดนี้ เจ้ามายากลผู้นี้กำลังจะขับไล่ไสส่งพวกเจ้าให้พ้นไปจากมาตุภูมิของพวกเจ้า พวกเจ้าจะว่าอย่างไร ?
พวกเขาได้เสนอแนะว่า ได้โปรดเชื้อเชิญบรรดานักเวทย์มนต์และมายากลให้มาต่อสู้กับเขาเถิด แน่นอน เขาไม่อาจจะเผชิญหน้าและสำแดงมันต่อหน้าพวกเขาได้ และจะต้องประสบกับความพ่ายแพ้ในที่สุด
ฟิรฺอฺาวนฺได้เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว และแล้วบรรดานักมายากลและนักเวทย์มนต์ขมังเวทได้รับคำสั่งจากฟิรฺอฺาวนฺให้รีบเดินทางจากทุกสารทิศ โดยฟิรฺอฺาวนฺได้ให้คำมั่นสัญญากับพวกเขาว่า หากสามารถพิชิตท่านศาสดามูซา (อ.) ให้ประสบความพ่ายแพ้ลงได้ พวกเขาจะได้รับทุกสิ่งตามที่ต้องการทันที
ด้วยความคิดที่ว่าพวกเขาจะสามารถพิชิตและสอนบทเรียนแก่ท่านศาสดามูซา (อ.) ให้ประสบกับความอัปยศอดสูในบัดดล และจะได้รับตำแหน่งอันสูงส่งจากฟิรฺอฺาวนฺเป็นรางวัลตอบแทน พวกเขาได้โยนไม้พร้อมเชือกจำนวนหนึ่งที่ได้เป่าเสกมนต์ และคาถาอาคมมาเป็นอย่างดีลงสู่พื้นดิน ท่ามกลางสายตาของประชาชนที่ต่างหลั่งไหลกันเข้ามาเพื่อเป็นสักขีพยานนั้น ไม้และเชือกเหล่านั้นได้กลายเป็นงูขึ้นมา ประหนึ่งว่ามันสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ สร้างความพิศวงให้แก่ประชาชนยิ่งนัก แต่เมื่อท่านศาสดามูซา (อ.) ได้โยนไม้เท้าของท่านเข้าไปในฝูงงูที่เกิดจากการใช้อาคมของนักเวทย์มนต์ของฟิรฺอฺาวนฺ สายตาทุกคู่ต่างได้เป็นประจักษ์พยานว่าไม้เท้าธรรมดานั้นได้กลับกลายเป็นงูใหญ่ที่กำลังโกรธจัดและมีความน่าสะพรึงกลัว ได้กระโจนเข้ากลืนกินความมดเท็จเหล่านั้นไม่หลงเหลือแม้แต่ร่องรอย
ก่อนที่จะมีใครคาดคิด บรรดานักเวทย์มนต์และพวกมายากลทั้งหมดต่างปฏิญาณตนยอมจำนนและศรัทธาต่อท่านศาสดามูซา (อ.) โดยต่างพากันกล่าวว่า พวกเราศรัทธาต่อพระผู้อภิบาลแห่งโลกทั้งผอง ผู้ทรงเป็นพระเจ้าของศาสดามูซา (อ.) และศาสดาฮารูน (อ.) ฮารูนเป็นพี่ชายของท่านศาสดามูซา (อ.) ภายหลังจากที่มูซาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูตของพระองค์แล้ว ท่านได้ติดตามน้องชายไปทุกหนทุกแห่งเพื่อให้ความช่วยเหลือในการเผยแผ่ศาสนาของพระองค์ด้วยคำพูดที่มีสำนวนโวหารที่ลึกซึ้งกินใจ
แล้วพวกเขาต่างก้มกราบ (สัจญฺดะฮฺ) ต่อพระผู้อภิบาล และได้กล่าวขอลุแก่โทษในสิ่งที่พวกเขาได้ล่วงละเมิดต่อพระองค์

จากเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดดังกล่าว  ยิ่งเพิ่มความเคียดแค้นให้ฟิรฺอฺาวนฺมากขึ้นทวีคูณ โดยเขาได้ข่มขู่ต่าง ๆ นานา แต่เนื่องจากพวกเขาต่างทราบดีกว่าประชาชนทั่วไปถึงความแตกต่างระหว่างมายากลกับปาฏิหาริย์ พวกเขาจึงตระหนักดีว่าท่านศาสดามูซา หาใช่พ่อมดหรือนักมายากลดังที่ท่านถูกกล่าวหาแต่อย่างใดไม่ พลังอำนาจของเขานั้นก็คือพลังอำนาจที่มาจากอัลลอฮฺ ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้พวกเขาไม่หวั่นเกรงการข่มขู่ คุกคามของฟิรฺอฺาวนฺ ฟิรฺอฺาวนฺได้ถามพวกเขาว่า พวกเจ้าถือดีอย่างไรที่ปฏิญาณตนศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าของมูซาโดยมิได้รับอนุมัติจากข้าฯ ก่อน ข้าฯจะตัดมือตัดเท้าของพวกเจ้า และจะแขวนคอพวกเจ้าบนต้นอินทผลัมเพื่อประจานและเป็นอุทาหรณ์กับประชาชน ฟิรฺอฺาวนฺผู้สิ้นคิดเข้าใจว่าประชาชนจะต้องขออนุมัติจากเขาก่อนในการที่จะเลือกวิถีทางแห่งศรัทธาของตน !
บรรดานักมายากลกล่าวว่า  พวกเราไม่อาจจะยอมรับและถือว่าท่านมีฐานันดรศักดิ์ที่เหนือกว่าพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างเรามาและทรงสร้างจักรวาลได้หรอก พวกเราจะต้องคืนกลับสู่พระองค์ เนื่องจากเราเป็นกลุ่มชนแรกที่ศรัทธาต่อมูซา (อ.) เราจึงหวังการอภัยโทษจากพระองค์ สิ่งที่ท่านประสงค์ก็จงดำเนินการเถิด เพราะพวกเราทราบดีว่า โลกนี้หาได้จีรังยั่งยืนไม่
ถ้อยคำอันเร่าร้อนดังกล่าวหาได้มีผลใด ๆ ต่อหัวใจที่ตายด้านของฟิรฺอฺาวนฺและบริวารของเขาไม่ พวกเขายังคงหลงใหลกับเกียรติยศจอมปลอมที่ไม่ถาวรของโลกนี้ต่อไป
พวกเขาเคยจับชาวบนีอิสรออีลเป็นเชลย ไว้ชีวิตเหล่าสตรีที่ไม่สามารถจะคุกคามและเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของพวกเขา ด้วยการบังคับให้ทำงานหนัก ในขณะที่ได้สังหารทารกและคนหนุ่มจากเผ่าพันธุ์บนีอิสรออีล พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเผยให้เห็นถึงความอ่อนแอของฟิรฺอฺาวนฺและบริวารครั้งแล้วครั้งเล่า พระองค์ได้ทรงทำให้พวกเขาประสบกับความอัปยศ เพื่อจะเป็นอุทาหรณ์แก่พวกเขา ทุกครั้งที่ทุกข์ภัยได้ประสบกับพวกเขา พวกเขาจะให้สัตยาบรรณต่อศาสดามูซา (อ.) ว่าถ้าหากพระผู้เป็นเจ้าทรงขจัดมันออกไปจากพวกเรา พวกเราจะศรัทธาต่อพระองค์ แต่เมื่อทุกข์ภัยได้อันตรธานหายไป พวกเขากลับลืมสัตยาบรรณที่เคยให้ไว้ และย้อนกลับไปก่ออาชญากรรมและสร้างความอธรรมต่อไปอีก
ฟิรฺอฺาวนฺกล่าวกับกลุ่มชนของตนว่า พวกเจ้าจงปล่อยให้ข้าฯ จัดการสังหารมูซาเถิด เพราะข้าฯ เกรงว่าเขาจะทำลายความเชื่อตามแนวทางของพวกเจ้า และข้าฯ หวั่นกลัวว่าเขาจะก่อรัฐประหารและสร้างความเสียหายบนแผ่นดินแห่งนี้ !
ท่านศาสดามูซา (อ.) กล่าวว่า ฉันขอความคุ้มครองจากพระผู้เป็นเจ้าให้พ้นจากผู้อธรรมที่ไม่เคยศรัทธาในวันพิพากษาตอบแทน
ในท่ามกลางความสับสนอลหม่านนี้เอง บุรุษผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นมา ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาได้ปิดบังอำพรางความศรัทธาของตน เขาได้หันไปยังประชาชนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งการหลับใหล และได้ถามพวกเขาว่า พวกท่านปรารถนาจะเข่นฆ่าผู้ที่เขากล่าวว่า อัลลอฮฺคือพระผู้เป็นเจ้าของฉันกระนั้นหรือ ? พวกท่านไม่เห็นสัญลักษณ์และปาฏิหาริย์ที่เขาได้สำแดงมันออกมาด้วยอนุมัติของพระองค์ดอกหรือ ?
ฟิรฺอฺาวนฺประกาศก้องว่า ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามที่ฉันได้ประกาศิต
บุรุษผู้ศรัทธาผู้นั้นได้กล่าวเตือนประชาชนอีกครั้งหนึ่งว่า แท้จริง ฉันหวั่นเกรงว่าชะตากรรมของท่านทั้งหลายจะจบลงเช่นเดียวกับกลุ่มชนของศาสดานูหฺ อ๊าด และษะมู๊ด ฉันกลัวว่าพวกท่านจะประสบกับภัยพิบัติจากขุมนรกอันร้อนแรง และจะไม่มีใครสามารถช่วยเหลือพวกท่านจากการลงทัณฑ์ของพระผู้เป็นเจ้าได้เลย

ฟิรฺอฺาวนฺหาได้สนใจต่อคำเตือนของบุรุษผู้นั้นไม่ เขากลับคิดคำนึงถึงอำนาจจอมปลอมของตนเองต่อไป และได้บัญชาให้ฮามาน ซึ่งเป็นขุนนางของเขาด้วยคำพูดที่เย้ยหยันว่า  เจ้าจงจัดการสร้างหอคอยที่สูงตระหง่านเทียบเทียมฟ้า เพื่อฉันจะได้ขึ้นไปหาพระเจ้าของมูซา !
แต่บุรุษผู้มีศรัทธาอย่างมั่นคงต่อพระผู้เป็นเจ้ายังคงยืนยันและกล่าวย้ำคำเชิญชวนสู่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เขากล่าวว่า
– ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังในคำเชิญชวนของฉันเถิด ฉันจะชี้นำพวกท่านไปสู่หนทางอันเที่ยงธรรม
– โอ้กลุ่มชนของฉัน แท้จริง การมีชีวิตในโลกนี้หาได้จีรังยั่งยืนไม่ ดังนั้น จงอย่าได้ทะนงตน
– แท้จริง โลกหน้านั้นจีรังยั่งยืน เป็นโลกที่อมตะ ถาวร
– บัญชีแห่งกิจการงานของมนุษย์ทุกคนจะถูกตรวจสอบในวันนั้น ผู้ประกอบกรรมชั่ว จะถูกลงทัณฑ์ ส่วนผู้ประพฤติดีและเป็นกัลยาณชน จะได้รับรางวัลตอบแทน
– รางวังตอบแทนของกัลยาณชน คือสรวงสวรรค์อันอมตะนิรันดร
โอ้ประชาชนทั้งหลาย !
– ในขณะที่ฉันเรียกร้องเชิญชวนพวกท่านให้ไปสู่วิถีทางแห่งความรอดพ้น แล้วเหตุไฉนพวกท่านจึงผลักไสฉันไปสู่ไฟนรก ?
– พวกท่านปรารถนาจะให้ฉันปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะ และตั้งภาคีต่อพระเจ้า แต่ฉันปรารถนาให้พวกท่านหันกลับไปสู่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตานิรันดร  พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเกียรติที่พวกท่านทั้งหลายจะต้องคืนกลับสู่พระองค์
– บุคคลใดที่มองเห็นและเข้าใจในสัจธรรม แต่ไม่ยอมศิโรราบและจำนนต่อมัน เขาจะต้องเข้าสู่ไฟนรกอย่างแน่นอน
– อีกไม่นาน พวกท่านจะได้ประจักษ์ในสิ่งที่ฉันประกาศ
ฟิรฺอฺาวนฺและบริวารของเขาหาได้สนใจใยดีคำตักเตือนดังกล่าวไม่ พวกเขายังคงยึดถือวิถีแห่งโมฆะธรรมที่หาสาระและแก่นสารอันใดมิได้ต่อไป พระผู้เป็นเจ้าทรงคุ้มครองบ่าวผู้ศรัทธาผู้กล้าหาญของพระองค์ และทรงลงทัณฑ์กลุ่มชนของฟิรฺอฺาวนฺด้วยภัยพิบัติอย่างเจ็บปวด
ความตายของฟิรฺอาวนฺ
ในที่สุด พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบัญชาให้ศาสดามูซา (อ.) นำบนีอิสรออีลที่ถูกกดขี่บีฑาหนีออกจากอียิปต์ในยามวิกาลอันมืดสนิทมุ่งสู่ทะเลแดง ในขณะที่ภายในจิตใจของพวกเขามีความหวาดหวั่นว่ากองทัพอันมหึมาของฟิรฺอฺาวนฺจะสามารถติดตามพวกเขาทัน และแล้วเหตุการณ์ก็เป็นดั่งเช่นที่พวกเขาได้หวาดวิตก ฟิรฺอฺาวนฺได้นำกองทหารของเขาติดตามท่านศาสดามูซา (อ.) ไปอย่างกระชั้นชิด เมื่อบนีอิสรออีลได้มองเห็นกองทัพอันมหาศาลดังกล่าว ทำให้พวกเขาเกิดการชุลมุนวุ่นวายด้วยความหวาดกลัว เพราไม่มีหนทางใดที่จะให้พวกเขาได้หนีไปอีกแล้ว ณ เบื้องหน้าของพวกเขานั้น เป็นทะเลอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ ในขณะที่เบื้องหลังนั้น คือกองทัพอันมหาศาลของฟิรฺอฺาวนฺ  ท่านศาสดามูซา (อ.) ได้วิงวอนขอความช่วยเหลือและความคุ้มครองจากพระผู้เป็นเจ้า และแล้วได้มีวิวรณ์ดลมายังท่านให้ใช้ไม้เท้าตีลงไปที่ทะเล และให้รีบข้ามฝั่งไปโดยเร็ว ด้วยพลังอำนาจจากพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงประทานให้ปรากฏกับไม้เท้านั้น เมื่อท่าน (อ.) ได้ใช้มันตีไปที่ทะเล ทันใดนั้นเอง น้ำทะเลได้เปิดกว้างและสูงชันขึ้นสองด้านประหนึ่งเขื่อนกั้นน้ำที่แข็งแกร่งโดยไม่ไหลกลับลงมาแม้แต่หยดเดียว เพื่อเป็นทางผ่านให้ท่านและบนีอิสรออีลได้ข้ามไปยังฝั่งหนึ่งอย่างปลอดภัย เมื่อฟิรฺอฺาวนฺและกองทัพของเขาได้เดินทางมาถึงชายฝั่ง พวกเขาได้ลังเลใจในระหว่างการติดตามมูซา (อ.) ต่อไป หรือจะหันหลังกลับ แต่เมื่อได้ประจักษ์ว่าท่านศาสดามูซา (อ.) กับกลุ่มชนของเขาสามารถข้ามทะเลไปได้อย่างปลอดภัย โดยหาได้เฉลียวใจในปาฏิหาริย์ที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสำแดงให้เห็นอย่างชัดเจนนั้นไม่ เขาจึงได้บัญชาให้กองทัพรีบติดตามกลุ่มชนของมูซา (อ.) ต่อไป  เหล่าทหารได้ตอบสนองคำบัญชาของเขาด้วยสภาพที่เมามายอำนาจ โดยการเร่งฝีเท้าม้ากระโจนลงไปในทะเลด้วยความทะนงตน ทันใดนั้นเอง น้ำทะเลได้ทะลักลงมาประหนึ่งว่าเขื่อนที่สูงเสียดฟ้าได้พังทลายลงมากระนั้น กลืนกินพวกเขาให้จมอยู่ภายใต้ท้องทะเลจนหมดสิ้น ส่วนฟิรฺอฺาวนฺนั้น เมื่อมองไม่เห็นหนทางรอดใด ๆ เขาจึงยอมจำนนด้วยการกล่าวปฏิญาณตนศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะ แต่ทว่า มันได้สายเกินไปเสียแล้ว ในที่สุด เขาต้องประสบกับความพินาศจมอยู่ใต้ท้องทะเลแดงนั้นเอง
คัมภีร์กุรฺอานได้สาธยายถึงวินาทีสุดท้ายอันเป็นช่วงวิกฤติในชีวิตของฟิรฺอฺาวนฺอย่างละเอียดอ่อนว่า
(เมื่อฟิรฺอฺาวนฺถูกน้ำทะเลกลืนกินใกล้จะสิ้นลมปราณ เขาได้กล่าวว่า  ข้าฯ ศรัทธาแล้วว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจาก (อัลลอฮฺ) ที่บนีอิสรออีลได้ศรัทธาต่อพระองค์ แท้จริง ข้าฯ อยู่ในกลุ่มผู้ยอมจำนน (เขาจึงได้ยินเสียงหนึ่งตรัสขึ้นว่า) ณ บัดนี้กระนั้นหรือ ? ในขณะที่เจ้าได้ก่อขบถและสร้างความเสียหายบนพื้นแผ่นดินจนถึงวินาทีนี้ ดังนั้น เราจะนำร่างของเจ้าขึ้นมาจากทะเล ฟิรฺอูน เป็นชื่อที่เรียกกษัตริย์ผู้ปกครองอัยคุปต์ หรืออียิปต์โบราณ ส่วนฟิรฺอูนผู้อยู่ร่วมสมัยกับศาสดามูซา (อ.) มีชื่อว่า Rameses (รามเสสที่สอง) และเรือนร่างที่ถูกเก็บรักษามิให้เน่าเปื่อย (Mummy) ของเขา ได้ถูกพบในปีคริสตศักราชที่ 1881 และถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์กรุงไคโร เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ปัจจุบัน (ดาอิเราะตุลมะอฺาริฟ อเมริกานา ภายใต้คำ Rameses ที่สอง, Mummy)
เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ชนรุ่นหลัง แท้จริง มนุษย์มักหลงลืมในสัญญาณทั้งหลายของเรา ( ซูเราะฮฺยูนุส 10 : 90-92)
ด้วยปาฏิหาริย์ดังกล่าวที่ทำให้วงศ์วานแห่งอิสรออีลได้ฟันฝ่าผ่านทะเลแดงไปได้ในที่สุด
แม้ศาสดามูซา (อ.) จะหมดความกังวลจากการกดขี่ข่มเหงของฟิรฺอฺาวนฺก็ตาม แต่ปัญหาใหญ่ที่ท่านกำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนั้น ได้แก่ความโง่เขลาเบาปัญญาและการสรรหาข้ออ้างอีกนานัปการของบนีอิสรออีล เมื่อได้รับการช่วยเหลือด้วยมุอฺญิซาตให้สามารถข้ามฝั่งทะเลแดงได้สำเร็จแล้ว พวกเขาก็ได้พบกับกลุ่มชนหนึ่งที่กราบไหว้บูชาเจว็ด ทำให้พวกเขาเรียกร้องจากท่านศาสดามูซา (อ.) ให้สร้างรูปเจว็ดขึ้นมาบ้าง เพื่อจะได้สักการบูชาเฉกเช่นเดียวกับที่ชาวเมืองนั้นได้ปฏิบัติกันมา และจะได้ไม่มีความรู้สึกต่ำต้อยด้อยกว่าใคร แม้ในการเคารพบูชาเจว็ดก็ตาม ซึ่งเป็นอีกคำรบหนึ่งที่ทำให้ท่าน (อ.) รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังกับพวกเขา ท่านจึงกล่าวขึ้นว่า
พวกท่านช่างเป็นกลุ่มชนที่อวิชชา และโง่งมงายอะไรเช่นนี้ พวกท่านปรารถนาที่จะให้ฉันแสวงหาพระเจ้าอื่น นอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้าผู้เพิ่งปลดปล่อยพวกเจ้าให้พ้นจากกรงเล็บของฟิรฺอฺาวนฺอีกกระนั้นหรือ ?
พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเรียกร้องท่านศาสดามูซา (อ.) ให้ปลีกตัวออกจากกลุ่มชนของท่านเป็นเวลา 30 คืน เพื่อจะได้ปลีกวิเวกและบำเพ็ญภาวนาต่อพระองค์ ท่าน (อ.) จึงได้มอบภารกิจให้ศาสดาฮารูน (อ.) ดูแลบนีอิสรออีลแทนท่าน เมื่อครบกำหนด 30 คืนแล้ว พระองค์ได้ทรงบัญชาให้ศาสดามูซา (อ.) เพิ่มเวลาอีก 10 คืน และเมื่อครบกำหนด 40 คืนแล้ว พระองค์ได้ทรงประทานคัมภีร์เตารอต (บัญญัติ 10 ประการ) แก่ท่าน เพื่อชี้นำชนชาวยิว (บนีอิสรออีล) ในยุคสมัยนั้นต่อไป

หลังจากที่ท่านศาสดามูซา (อ.) จากพวกเขาไปเพียงไม่กี่วัน ด้วยกมลสันดานที่ฝังแน่นอยู่ในหัวใจของบนีอิสรออีล พวกเขาได้เริ่มเรียกร้องหาเจว็ดเพื่อสักการบูชาแทนพระเจ้าองค์เดียวอีกครั้งหนึ่ง ในท่ามกลางพวกเขา “สามิรีย์” ผู้มีความปลิ้นปล้อน ตะลบตะแลง ได้ชักชวนพวกเขาให้ร่วมกันประดิษฐ์ลูกวัวทองคำขึ้นมา โดยเขาได้วางกลอุบายให้สร้างลูกวัวตัวนั้นให้สามารถส่งเสียงร้องออกมาได้ด้วย และแล้วเขาได้กล่าวกับประชาชนที่สมองและสติปัญญาของพวกเขาติดอยู่แค่เพียงดวงตาทั้งสองเท่านั้นว่า  นี่คือลูกวัวที่เป็นทั้งพระเจ้าของมูซา และเป็นพระเจ้าของพวกท่านด้วย ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงกราบไหว้มันเถิด !
ประชาชนต่างพากันลืมเลือนแล้วว่าพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงนั้นไม่ทรงมีเรือนร่างที่ต้องพึ่งพิง พระองค์ทรงอยู่เหนือทั้งกาลเวลาและสถานที่ พระองค์คือผู้ทรงชี้นำพวกเขา พวกเขาได้พากันหลงลืมคำสอนของท่านศาสดามูซา (อ.) อย่างสิ้นเชิง แล้วหันมาสักการะลูกวัวทองคำที่ถูกสร้างจากน้ำมือของสามิรีย์ ทั้ง ๆ ที่มันหาได้ให้คุณและโทษต่อผู้ใดไม่ พวกเขามิได้เฉลียวใจเลยว่ารูปเจว็ดที่ถูกประดิษฐ์จากน้ำมือของสามิรีย์นั้นมีค่าแค่สามารถส่งเสียงร้องออกมาได้เท่านั้น ในขณะที่มาตรแม้นว่าพระผู้เป็นเจ้าจะทรงปรากฏท่ามกลางพวกเขา พระองค์จะทรงชี้นำพวกเขาออกจากความมืดมิดสู่ความสว่างไสวอย่างแน่นอน ย่อมเป็นที่ชัดเจนว่าการชี้นำมนุษยชาติจากทางหลงไปสู่หนทางที่ปลอดภัยนั้น ช่างห่างไกลเสียนี่กระไรกับเสียงร้องอันหาสารประโยชน์อันใดมิได้ของลูกวัวทองคำที่เป็นแค่เพียงเจว็ดที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาจากน้ำมือของพวกเขาเอง
และนี่คือความดื้อด้านที่เกิดจากกมลสันดานของพวกยิว ที่ส่งผลให้พวกเขาต้องหลงออกจากเส้นทางแห่งสัจธรรมครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาหาได้เชื่อฟังคำตักเตือนของท่านศาสดาฮารูน (อ.) แต่อย่างใดไม่
เมื่อท่านศาสดามูซา (อ.) กลับมา และได้ประจักษ์ถึงการหลงทางอันชัดแจ้งของพวกเขา ทำให้ท่านรู้เศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้กล่าวตำหนิในความโง่เขลาและอวิชชาของพวกเขา
ท่านได้กล่าวกับสามิรีย์ว่า “เจ้าจงคอยดูว่า ฉันจะปฏิบัติเช่นไรกับพระเจ้าที่เจ้าได้ประดิษฐ์มันขึ้นมา ฉันจะเผาทำลายมัน แล้วโยนเศษขี้เถ้าลงสู่ท้องทะเล แท้จริง พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงของเจ้า พระองค์คือผู้ทรงรอบรู้ และทรงมองเห็นทุกสรรพสิ่งทั้งที่ซ่อนเร้นและเปิดเผย ไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกแล้วนอกจากพระองค์”
ในที่สุด เจว็ดที่เป็นสัญลักษณ์แห่งพระเจ้าจอมปลอมนั้นก็ได้ถูกทำลายลงจนสิ้นซาก
สารธรรมคำสอนจากพระผู้เป็นเจ้าโดยผ่านท่านศาสดามูซา (อ.) หาได้มีผลใด ๆ ต่อหัวใจที่แข็งกระด้างของพวกยิวไม่ พวกเขามักจะมีข้ออ้างใหม่ ๆ และชอบบิดพลิ้วคำสัญญาเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังจากท่านศาสดามูซา (อ.) ได้จากไปแล้ว มีจำนวนน้อยนิดที่ยังคงยึดมั่นในสัจธรรมคำสอนจากพระผู้เป็นเจ้า ในขณะที่ชนส่วนใหญ่จะไม่ใยดีต่อคำสอนของบรรดาศาสนทูตที่พระองค์ทรงเลือกสรร  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังกลั่นแกล้ง สร้างความอธรรม ถึงขนาดที่ได้คร่าสังหารศาสดาของพวกเขาเองอย่างมากมาย นอกจากนั้น พวกเขายังได้ทำการเปลี่ยนแปลง แก้ไข และบิดเบือนคัมภีร์ที่มาจากฟากฟ้า และทำให้คัมภีร์เตารอตต้องตกในสภาพเฉกเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ความไม่สมประกอบของมันถึงขั้นที่ไม่อาจจะเรียกว่าเป็นคัมภีร์แห่งฟากฟ้าได้อีกต่อไป