แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ศาสนาคริสต์ (Christianity)

ศาสนาคริสต์ (Christianity)

พื้นฐานศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์พัฒนามาจากศาสนายูดายหรือยิวแต่มิใช่ยิวที่พบเห็นอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากยิวในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงและหลงทางไปจากบรรพบุรุษเดิมของตน ศาสนาคริสต์มีศาสดาอีซา (อ.) หรือพระเยซูเป็นศาสดา ท่านศาสดามิได้มีเจตนาจะตั้งศาสนาใหม่แต่อย่างใด แต่ทรงประสงค์พัฒนาศาสนายิวให้บริสุทธิ์ขึ้น แต่เนื่องจากชนชาติยิวเป็นชนชาติที่ดื้อรั้นไม่ยอมเชื่อฟัง อีกทั้งต้องการดำรงศาสนาตามคำสอนของศาสดาโมเสส หรือมูซาต่อไปทั้งที่ศาสดาโมเสสได้สั่งเสียไว้ก่อนหน้านั้นแล้วอย่างชัดเจนว่าหลังจากพระองค์จากไปแล้ว ศาสนิกของพระองค์ต้องเจริญรอยตามศาสดาคนใหม่ที่จะปรากฏขึ้นภายหลังจากท่าน แต่พวกเขาหาได้เชื่อฟังตามคำสอนของศาสดาโมเสส
พระเยซูทรงเล็งเห็นว่าพวกยิวไม่ได้มีศรัทธาอย่างจริงใน ทรงต้องการให้ชาวยิวมีความเข้าใจในศาสนาและพระเจ้าที่เขานับถือลึกซึ้งขึ้น แต่พวกเขาดื้อดึงไม่เชื่อฟังจนกระทั่งบั้นปลายสุดท้ายพวกเขาได้วางแผนสังหารศาสดาเยซู
ดังที่กล่าวไปแล้วว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่สืบเนื่องมาจากศาสนายูดาย ศาสนายูดายให้ความเคารพนับถือต่อบรรพชนอย่างยิ่งซึ่งได้แก่ศาสดาอิบรอฮีมหรืออับราฮัม (Abreham) เผ่ายิวได้อพยพมาจากคาลเดีย (Chaldea) ไปจนถึงดินแดนปาเลสไตน์ อิบรอฮีม ได้ชื่ว่าเป็นบรรพบุรุษของชาวยิวหรือฮิบรู และดินแดนปาเลสไตย์ถือว่าเป็นที่กำเนิดของศาสนายูดายหรือยิว
ศาสดายะอ์กูบหรือยาคอบ (Jacob) เป็นบุตรของศาสดอิบรอฮีม เป็นผู้สืบความคิดสำคัญของอิบรอฮีมคือมีความมั่นคงต่อพระเจ้าองค์เดียว  ยะอ์กูบทำตนเคร่งครัดต่อพระเจ้าจึงได้นามว่า อิสรออีล (Israel) ศาสดายะอ์กูบได้แบ่งวงศ์วานของอิสรออีลออกเป็น 12 ตระกูล ตามจำนวนลูก 12 คน พวกเยิวหรือฮิบรูจึงได้ชื่อว่า อิสราเอลลิต แปลว่าลูกของอิสราอีล
ยูซุบ หรือโยเซฟ (Joseph) บุตรชายของยาคอบและยาตอบรักมากทีสุด ทำให้ลูก ๆ คนอื่นอิจฉา จึงต้องยกโยเซฟให้กับพ่อค้าชาวอียิปต์พาไปยังประเทศอียิปต์ โยเซฟมีโอกาสศึกษาในประเทศอียิปต์ เพราะเป็นทาสของทหารองค์รักษ์ เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ได้ทำนายเหตุการณ์ข้าวยากหมากแพงของอียิปต์ และหาวิธีป้องกันจนสำเร็จจึงได้รับการยกย่องจากฟาโรห์ได้รับตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดี
ชาวยิวในอียิปต์ที่เป็นทาสมีมากและฉลาดมากด้วย จึงทำให้ฟาโรห์กลัวว่าจะมาแย่งดินแดนขาวอียิปต์ จึงออกคำสั่งประหารเด็กชาวยิวที่เกิดใหม่ทุกคน
มูซา หรือโมเสสเป็นชาวยิวคนหนึ่งที่บิดามารดาปล่อยลอยน้ำไปเพื่อมิให้ถูกสังหารชีวิต และธิดาของฟาโรห์นั้นเองเป็นผู้พบและเลี้ยงไว้ให้ชื่อว่า โมเสส (Moses)  แปลว่า ผู้รอดตายจากน้ำ
ต่อมาโมเสสได้รู้ถึงชาติกำเนิดที่แท้จริงของตน แต่ฟาโรห์องค์ใหม่ไม่อยากประหารเพราะเสียดายความรู้ของโมเสส ต่อมาเกิดโรคระบาดในอียิปต์ ฟาโรห์เข้าใจว่าพระเจ้าของชาวยิวอาจโกรธเคืองที่กักขังชาวยิวไ้ว้ จึงอนุญาตให้โมเสสพาชาวยิวออกจากอียิปต์ไปได้ ก่อนออกเดินทางโมเสสบังคับให้ทุกคนนับถือพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว และจะพาไปยังดินแดนแห่งสัญญา
การเกินทางนั้นทุรกันดารมากจนชาวยิวคิดว่าโมเสสจะนำพวกตนไปสู่ความตาย จึงเริ่มระแวงโมเสส โมเสสจึงขึ้นไปบนเขาซีไน (Sinai) และจารึกบัญญัติ 10 ประการมีข้อบัญญัติดังต่อไปนี้
1. อย่ามีพระเจ้าอื่นต่อหน้าเราเลย
2. อย่าทำรูปเคารพสำหรับตัวหรือสัณฐานรูปสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งอยู่ในอากาศเบื้องบนก็ดี ซึ่งมีอยู่ใต้น้ำ ใต้แผ่นดินก็ดี อย่ากราบไหว้มัน หรือปฏิบัติต่อมันด้วยว่า พระยะโฮวาพระเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าหวงแหนให้โทษ (แก่ผู้ทำผิดบัญญัติ) ต่อเนื่องมาจนถึงลูกหลานถึง 3 – 4 ชั่วคน และสำแดงเมตตากรุณาต่อคนที่รักเรา และรักษาบัญญัติของเราถึงหลายพัน
3.อย่าออกนามพระยะโฮวา ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าเปล่า ๆ ด้วยผู้ที่จะออกนามเปล่า ๆ นั้น พระยะโฮวาจะถือว่าไม่มีโทษนั้นหามิได้
4. จงระลึกถึงวันสบาโต (Sabbath Day หรือ Holy Day หมายถึงวันเสาร์) ให้ถือเป็นวันบริสุทธิ์จงทำการและให้การงานของเจ้าสำเร็จลงในกำหนด 6 วัน แต่วันที่ 7 นั้น เป็นสบาโตแห่งพระยะโฮวาของเจ้า ในวันนั้น การงานสิ่งใดอย่ากระทำ คือตัวเจ้าก็ดี บุตรชายหญิงของเจ้าก็ดีทาสหญิงชายของเจ้าก็ดี สัตว์ใช้ของเจ้าก็ดี และแขกที่อาศัยอยู่ในประตูบ้านของเจ้าก็ดีเพราะว่าในกำหนด 6 วัน พระยะโฮวาได้สร้างฟ้า และแผ่นดิน ทะเล และสารพัดสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น และในวันที่เจ็ดได้งดในการทำงาน เหตุฉะนี้พระยะโฮวาจึงได้อวยพรแก่วันสบาโต และตั้งวันนั้นเป็นวันบริสุทธิ์
5.จงนับถือบิดามารดาของเจ้า เพื่อเจ้าจะได้มีอายุยืนนานบนแผ่นดิน ซึ่งพระยะโฮวาพระเจ้าประทานไว้แก่เจ้า
6. อย่าฆ่าคน
7. อย่าลวงประเวณีผัวเมีย
8. อย่าลักทรัพย์
9. อย่าเป็นพยานเท็จต่อเพื่อนบ้าน
10. อย่าโลภเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน หรือทาสชายหญิง หรือตัวโต ตัวลาของเขา หรือสิ่งใดที่เป็นของเพื่อนบ้าน
พระยะโฮวาที่โมเสสกล่าวถึงนั้น ไม่มีการต้นคว้ากันว่าเป็นที่นับถือของชาวเซมาติคอย่างแพร่หลายมาก่อน บัญญัติ 10 ประการของโมเสสได้กลายมาเป็นเครื่องผูกพันให้กับชาวฮิบรูหรือยิวทั้งหลายในเวลาต่อมา
การอพยพของโมเสสมาสิ้นสุดที่แม่น้ำจอร์แดน และตั้งรกรากที่นั้น โดยโซลเป็นผู้สามารถรวบรวมชาวฮิบรูตั้งเป็นประเทศขึ้นได้ จึงได้ชื่อว่าเป็นปฐมกษัตริย์ของชาาวฮิบรู ต่อมากษัตริย์เดวิด (David) ขึ้นปกครองแทนและรุ่งเรืองมาก และยิ่งรุ่งเรืองมากในสมัยกษัตริย์โซโลมอน (Solomon)
สิ้นสมัยของโซโลมอน ก็ถึงเวลาแตกแยกและเกิดการรบพุ่งระหว่างชาวยิวด้วยกัน และยังเป็นสนามรบระหว่างอียิปต์กับอัลซีเรีย ชาวยิวจึงแตกยแกระส่ำระสายไปตามถิ่นฐานต่าง ๆ สิ่งที่เป็นมรดกระหว่างการเร่ร่อนของชาวยิวคือ การนับถือพระเจ้าองค์เดียวนั้นเองที่โมเสสเรียกว่า พระยะโฮวา
ตั้งแต่อาณาจักรแตกแยกกันเป็นต้นมา ชาวยิวก็ต้องประสบชะตากรรมไม่มีแผ่นดินที่อยู่อาศัย จึงได้ตั้งความหวังไว้ว่า พวกเขาจะต้องมีแผ่นดินอยู่อาศัยและมีรุ่งเรืองเหมือนสมัยเดวิด และโซโลมอนอีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าจะทรงส่งคนมาช่วยแน่นอนชาวยิวเรียกว่า เมสสิอาห์ (Messiah) โดยมีคำทำนายไว้ว่าในสมัยที่ชาวยิวประพฤติดี พระเจ้าจะส่งบุคคลมาช่วยเหลือชาวยิว เรียกว่า เมสสิอาห์
ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาที่สืบต่อมาจากศาสนายิวนั้น ก่อตั้งขึ้นโดยพระเยซูคริสต์ (Gasus Chirst)
พระเยซูเกิดที่เมืองนาซาเรส แคว้นกาลิเล ประเทศปาเลสไตน์ เมื่อ พ.ศ. 543 สิ้นชีวิตเมื่ออายุได้ 33 ปี พ.ศ. 576 เผยแพร่ศาสนาอยู่ 3 ปี
คัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวไว้ว่า มาเรียผู้เป็นพระมาดาของพระเยซูนั้น เดิมโยเซฟไหสู่ขอหมั้นกันไว้แล้วก่อนที่จะอยู่กินด้วยกันก็เห็นนางมาเรียมีครรภ์แล้ว ด้วยเดพระวิญญาณบริสุทธิ์แต่โยเซฟคู่หมั้นของเขาเป็นคนดีสัตย์ซื่อ ไม่พอใจที่แพร่งพรายความเป็นไปของนางนั้น หมายจะให้นางนั้นหลบไปเสีย เป็นการลับ แต่เมื่อโยเซฟยังตริตรองด้วยเรื่องนี้ก็มีทูตองค์หนึ่งของพระเจ้ามาปรากฏแก่โยเซฟ ในความฝันว่า โยเซฟ บุตรของเดวิดอย่าวิตกในการที่จะรับมาเรียเป็นภรรยาของเจ้าเลย เพราะว่าผู้ที่ปฏิสนธิในครรภ์ของนางนั้นเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ นางนั้นจะประสูติบุตรเป็นชายแล้วจงเรียกนามท่านว่า เยซู
เมื่อโยเซฟตื่นขึ้นก็ปฏิบัติตามคำของทูตแห่งพระเจ้า คือรับมาเรียมาอยู่กินด้วยกัน แต่มิได้ร่วมสู่สมกชอย่างสามีภรรยา
พระเยซูได้รับการศึกษาและการเลี้ยงดูอย่างดี รู้ภาษากรีกและศึกษาพระคัมภีร์เก่าได้อย่างเข้าใจ มอบตัวเป็นศิษย์ของโยฮัน ผู้แตกฉานในคัมภีร์ของยิวในสมัยนั้น พระเยซูมีอุปนิสัยชองความสงบ ได้ทำทุกกรกิริยา อดอาหาร 40 วัน อยู่ในที่สงัดเพื่อตรึกตรองหาธรรม
การสอนของพระเยซูที่สำคัญคือ การเทศนาบนภูเขา ซึ่งเป็นเรื่องการปลุกปลอบใจให้ความหวังแก่ชีวิตดังข้อความว่า ผู้ที่รู้สึกความบกพร่องทางจิตใจจะได้รับความสุขเพราะว่าสวรรค์เป็นของเขาแล้ว ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ได้ชื่อว่าเห็นพระเจ้าผู้ที่สามารถทนการประทุษร้ายเบียดเบียนได้ ทนการข่มเหงนินทาได้ จะได้รับบำเหน็จจากสวรรค์ดังนี้เป็นต้น และได้ประกาศว่า พระองค์ไม่มีเจตนาจะทำลายล้างพระบัญญัติแต่จะทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังนั้น คำสอนของพระเยซูจึงมีลักษณะเป็นการปฏิรูปพระคัมภีร์เดิม ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งกันกับพวกยิว พระเยซูใช้วิธีการเผยแผ่ศาสนาโดยการอ้างอิทธิปาฏิหาริย์ของพระเจ้า ในการรักษาคนป่วย เช่น รักษาโรคเรื้อนให้หายได้ รักษาคนง่อยให้เกินได้ รักษาคนใบ้ให้พูดได้ รักษาคนตาบอดให้กลับแลเห็นได้ เป็นต้น
ความสำเร็จในการสั่งสอนของพระเยซูมีผู้เลื่อมใสประกาศตนเป็นสาวกจำนวนมาก พระเยซูได้เลือกเป็นอัครสาวก จำนวน 12 คน
1. ซิมอน หรือเปโตร
2. อันดรอง น้องชายของเปโตร
3. ยาโกโบ บุตรชายเซเบดาย
4. โยฮัน น้องชายของยาโกโบ
5. ฟิลิป
6. ปาร์โธโลมาย
7. โธมา
8. มัดธาย
9. ยาโกโบ บุตรของอาละฟาย
10. เบบาย หรือธาดาย
11. ซิมอน ชาวคานาอัน
12. ยูดาย อิสการิโอด
พระเยซูประกาศศาสนาอยู่เป็นเวลา 3 ปี วันสุดท้ายในพิธีปัสคา ซึ่งเป็นวันเทศกาลกินขนนปัง ไม่มีเชื้อ พระเยซูพร้อมกับสาวก 12 คน กำลังรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายก็ถูกทหารโรมันจับด้วยข้อหาว่าเป็นกบฏต่อซีซาร์โรมัน ตั้งตนว่าเป็นบุตรพระเจ้า และเป็นพระเสสิอาห์แล้วให้ลงโทษประหารชีวิต โดยการตรึงกับไม้กางเขน 3 วัน ภายหลังพระเยซูกลับลุกขึ้นมาได้และลอยขึ้นไปบนสวรรค์
ก่อนหน้าที่พระเยซูประสูติ ประเทศปาเลสไตน์ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิใกล้เคียงติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานานกว่า 100 ปี เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาลได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอัสซีเรีย บาบิโลเนีย จักรวรรดิเปอร์เซีย จักรวรรดิกรีก ในรับสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ซีเรีย และในที่สุดตกมาเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิโรมัน ตลอดระยะเวลาที่ตกเป็นเมืองขึ้นนี้ ผู้พยากรณ์หลายท่านได้พยากรณ์ถึงพระเมสสิอาห์ (Messiah) พระผู้ช่วยให้รอด ซึ่งเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่จะเสด็จมาปลดเอกชาวยิวให้ได้รับเสรีภาพ และจะทรงไถ่บาปให้ชาวยิวพ้นจากความหายนะ และได้รับความรอดชั่วนิรันดรในวันนั้น พระเมสสิอาห์จะเสด็จมาพิพากษาโลก จะลงโทษคนชั่ว คนบาป ปละประทานรางวัล คือชีวิตอมตะแก่ผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ ชาวยิวในสมัยนั้นเชื่อถือในคำพยากรณ์นี้มาก และรอคอยพระเมสสิอาห์ ด้วยความหวัง พระเยซูประสูติในระยะที่ชาวยิวปรารถนาจะให้พระเมสสิอาห์เสด็จมาโปรดอย่างยิ่ง
ลักษณะคำสอนของพระเยซู
พระเยซูสอนหลักธรรมบางข้อตรงกันข้ามกับศาสนายิว บางข้อใช้การปฏิรูปและประยุกต์เสียใหม่ เช่นตัวอย่างดังต่อไปนี้
1. พระเจ้าทรงเป็นบิดาที่ดี พร้อมที่จะประทานอภัยให้แก่บุตรที่กลับใจ แต่ขณะเดี่ยวกันก็ทรงเป้นผู้ทรงไว้ซึ่งความเด็ดเดี่ยว ลงโทษผู้ไม่เชื่อฟัง
2. พระเยซูเป็นผู้ประกาศข่าวดี โดยแจ้งให้ทราบว่าอาณาจักรของพระเจ้ามาถึงแล้ว ผู้ที่ยอมรับและศรัทธาในอาณาจักรพระเจ้า ในมหิทธานุภาพของพระเจ้า ย่อมจักต้องได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์
3. หลักการสำนึกผิด คือการพิจารณาดูว่าได้ทำผิดอะไรบ้างและตั้งใจที่จะเลิกทำความชั่วนั้นเสีย
4. หลักความเสมอภาค คือความรักความเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ทั้งมวลเป็นไปโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ผู้ทำความดีแล้วย่อมได้รับรางวัลจากพระเจ้าโดยเสมอหน้ากัน
5. ให้ละความเคียดแค้นพยาบาท ระงับการจองเวรซึ่งกันและกัน ใครรักก็รักตอบใครอาฆาตมุ่งร้ายก็ต้องให้อภัย
ในพระคัมภีร์มัดธาย พระเยซูสอนว่า ท่านทั้งหลายได้ยินคำที่ที่กล่าวไว้ว่า จงรักคนสนิทและเกลียดชังศัตรู ฝ่ายเราบอกท่านว่าจงรักศัตรูและอวยพรแก่ผู้ที่แช่งด่าท่าน จงทำคุณแก่คนที่เกลียดชังท่าน และจงขอพรให้แก่ผู้ที่ประทุษร้ายเคี่ยวเข็ญท่าน เพื่อท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้อยู่ในสวรรค์ และในพระคัมภีร์มัดธายนั้นเอง พระเยซูสอนอีกว่า ท่านทั้งหลายได้ยินซึ่งคำกล่าวไว้แก่คนในครั้งโบราณว่า อย่าฆ่าคน ถ้าผู้ใดฆ่าคน ผู้นั้นจะถูกปรับโทษฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดโกรธพี่น้องของคนผู้นั้นจะต้องถูกปรับโทษ ผู้ใดพูดกับพี่น้องว่าอ้ายโง่ ผู้นั้นจะต้องถูกปรับโทษที่ศาลสูง และผู้ใดว่าอ้ายบ้า ผู้นั้นจะมีโทษถึงไฟนรก เหตุฉะนั้น ถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงท่านแล้วและระลึกไว้ว่าท่านมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับพี่น้อง จงวางเครื่องบูชาไว้หน้าแทนแล้ว ไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน จึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน
เกี่ยวกับวันพิพากษาโลก ในพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า แต่พอสิ้นความลำบากแห่งวันเหล่านั้นแล้วดวงอาทิตย์ก็มืดไป และดวงจันทร์ก็จะไม่ส่องสว่าง ดวงดาวทั้งปวงจะตกฟากฟ้าบรรดาสิ่งซึ่งมีอำนาจในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้านหวั่นไหว เมื่อนั้นนิมิตแห่งบุตรมนุษย์จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้า ด้วยฤทธานุภาพและสง่าราศีเป็นอันขาด ท่านจะใช้เหล่าทูตสวรรค์ของท่านด้วยเสียงแตรอันดังยิ่งนัก ให้เก็บรวบรวมบรรดาผู้ที่ถูกเลือกสรรของท่านจากทิศทั้งสี่ตั้งแต่สุดฟ้าข้างล่างนี้ จนถึงที่สุดฟ้าข้างโน้น
ในพระคัมภีร์มัดธายได้แสดงให้เห็นบทสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าในฐานะพระบิดาว่า ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์สถิตในสวรรค์ พระนามของพระองค์จงเป็นที่สักการะพระอาณาจักรจงมาถึง ขอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามน้ำพระทัยในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์ ขอโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย โปรดยกโทษข้าพเจ้า เหมือนที่ข้าพเจ้ายกให้ผู้อื่นอย่าปล่อยให้ข้าพเจ้าถูกผจญ แต่โปรดช่วยให้พ้นภัย ดังนี้
คำสอนสำคัญของพระเยซู
คำสอนที่สำคัญที่สุดที่พระเยซูทรงประกาศสั่งสอน พอสรุปได้ดังนี้
1. พระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งพระเจ้าทรงส่งมาให้เกิดในโลกมนุษย์ เพื่อไถ่บาปมนุษย์ทั้งปวง มิเพียงแต่เป็นพระเมสสิอาห์ของพวกยิวเท่านั้น แต่เป็นพระคริสต์ (Christ) หมายถึง ผู้ที่พระเจ้าเลือกสรรมาเพื่อสร้างสันติ
2. ผู้ใดที่เชื่อในพระเยซูและคำสั่งสอนของพระองค์ จะได้รับความรอดและชีวิตนิรันดรจะไม่ถูกพิพากษาในวันสิ้นโลก ส่วนผู้ที่ไม่มีศรัทธาในพระองค์จะต้องถูกพิพากษาลงโทษ
3. สั่งสอนให้ชาวยิวกลับใจใหม่ มิให้นับถือศาสนาเฉพาะในด้านประกาอบพิธีกรรมหรือท่องคำสวดด้วยปากโดยไม่จริงใจ ติเตียนพวกพระยิวในนิกายฟาริซาย (Pharisees) และ (Saducees) ว่าเป็นพวกไม่ได้จริงใจต่อพระเจ้า ไม่รักพระเจ้าจริง พวกปากว่าตาขยิบแสร้งเป็นผู้เคร่งครัดศาสนาโดยไม่รู้จักพรเจ้าที่แท้จริง
4. บัญญัติสูงสุดของพระเยซู คือ
ก. จงรักพระเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตและสิ้นสุดความคิด
ข. จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
ผู้ปฏิบัติตามพระบัญญัติ 10 ประการ แต่ไม่รักพระเจ้าหรือเพื่อนมนุษย์ไม่ใช่ผู้ที่มีศรัทธาในพระเจ้าอย่างแท้จริง ผู้ที่พระเจ้าโปรดปรานคือผู้ที่ตั้งอยู่ในความดีมีความชอบธรรม
5. สั่งสอนมิให้กังวลเกี่ยวกับความสุขทางโลก อันได้จากวัตถุ แต่ให้แสวงหาความสงบสุขและสันติทางด้านจิตใจ โดยกล่าวว่าผู้ที่ยังห่วงสมบัติและเห็นแก่วัตถุ จะไม่ได้ขึ้นสวรรค์แต่ผู้ที่สละทุกสิ่งเพื่อพระเจ้าจะได้ชีวิตนิรันดร
6. ในด้านการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ พระเยซูสอนว่า การไม่ทำชั่วตอบแทนชั่ว หรือทำดีตอบแทนดีเท่านั้น ยังไม่เพียงพอทำดีตอบแทนความชั่ว และให้รักศัตรูดังที่ได้ทรงเปรียบเทียบว่า อย่าต่อสู้กับคนชั่ว ถ้าผู้ใดคบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย
7. ความดีสูงสุด คือการทำตัวตามแบบพระเยซู เพราะพระเยซูคือพระเจ้า ซึ่งสำแดงพระองค์ให้ปรากฏแก่มนุษย์ คุณธรรมสูงสุดของพระองค์คือความรัก ความเมตตากรุณา ความอ่อนโยน ความถ่อมตน ความอดทนต่อความทุกข์ทั้งปวง ความชอบ ความยุติธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ความสงบ และความบริสุทธิ์ ทั้งกาย วาจา ใจ โดยกล่าวว่า จงเป็นผู้ดีโดยรอบอย่างพระบิดาของท่าน
กำเนิดศาสนาคริสต์
หลังจากพระเยซูเสด็จจากไป เหล่าสาวกก็ได้ประชุมร่วมกัน และเริ่มออกทำการเผยแผ่คำสอนของพระองค์ พวกนี้แยกตัวออกกจากศาสนายิวและมาตั้งศาสนาอิสระใหม่ เรียกว่า ศาสนาคริสต์ โดยอาศัยชื่อของพระคริสต์ (Christ) ซึ่งหมายถึงพระผู้ช่วยให้รอดคือพระเยซูในคริสต์ศตวรรษที่ 1 ได้มีสาวก 4 คน คือ มัทธาย มาระโก ลูกา และโยฮัน เขียนประวัติและคำสอนของพระเยซูรวมได้เรียกว่า พระกิตติคุณ (The Gospels) เล่มแรกที่เขียนขึ้นคือ มาระโกในปี ค.ศ. 65 – 70 และอีก 3 เล่ม ในเวลาใกล้เคียงกัน พระคัมภีร์นี้ คริสต์ศาสนิกชนเรียกว่า พระคัมภีร์ไบเบิล (The Holy Bible) ประกอบด้วยพันธะสัญญาเดิม (Old Testament) และพันธะสัญญาใหม่ (New Testament) พันธะสัญญาเดิมเป็นคัมภีร์ของศาสนายิว กล่าวถึงประวัติการสร้างโลก กำเนิด และประวัติชนชาติอิสราเอล กฎศาสนา คำพยากรณ์ และบทเพลงสรรเสริญพระเจ้า ส่วนพันธะสัญญาใหม่นั้น เป็นหัวใจของศาสนาคริสต์ ประกอบด้วย
1.พระกิตติคุณ หรือพระวรสาร 4 ฉบับ กล่าวถึงประวัติและคำสั่งสอนของพระเยซูอย่างสมบูรณ์
2. กิจการของสาวก 1 ฉบับ
3. จดหมายและคำสอนของสาวกปอล (Paul) 14 ฉบับ
4. จดหมายของอัครสาวกยาโคโบ 1 ฉบับ
5. คำสอนของอัครสาวกปิเตอร์ (piter) 2 ฉบับ
6. คำสอนของอัครสาวกโยฮัน 3 ฉบับ
7. คำสอนของอัครสาวกยูดา 1 ฉบับ
8. บทพยากรณ์ของอัครสาวก 1 ฉบับ
รวมทั้งสิ้น 27 ฉบับ และเหตุที่เรียกว่าพระคัมภีร์ว่า พันธะสัญญา นั้น เพราะถือว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นพันธะสัญญาที่พระเจ้าได้มีต่อมนุษย์ผู้มีศรัทธาในพระองค์เป็นข้อผูกพันระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์พันธะสัญญาฉบับเดิมนั้น พระเจ้าได้ทำกับชนชาติยิวว่า ถ้าไพร่พลชาวยิวมีศรัทธาในพระองค์อย่างแม้จริง พระองคต์จะโปรดประทานความเจริญความยิ่งใหญ่ และความรอดพ้นจากความชั่ว ความบาป ดังที่ได้ทรงกล่าวแก่ฮับราฮัม บรรพบุรุษของพวกยิวว่า เราเป็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ยิ่งที่สุด เจ้าจงเดินอยู่ตรงหน้าเราให้เป็นผู้ดีรอบคอบ เราจะตั้งรำสัญญาไมตรีของเราไว้ในระหว่างเรากับเจ้าและเราจะให้วงศ์วานของเจ้าเกิดทวีขึ้นเป็นอันมาก … อาจเป็นบิดาของหลายประเทศ … เราจะเป็นพระเจ้าของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเจ้าสืบไป แผ่นดินคะนาอันทั้งสิ้นที่เจ้าเป็นแขกเมืองอาศัยอยู่นั้น เราจะยกให้เจ้า และพงศ์พันธุ์ของเจ้าเพื่อเป็นมรดกเป็นนิตย์ และเราจะเป็นพระเจ้าของเขาทั้งหลาย
ส่วนสัญญาฉบับใหม่ ทรงทำกับมนุษย์โลกทั้งหมดว่าผู้ใดศรัทธาในพระเยซู พระบุตรของพระเจ้าจะโปรดให้รอดจากบาป และมีชีวิตนิรันดร ทรงกล่าวว่า ผู้ใดทรงวางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระบุตรก็จะไม่ได้เห็นชีวิต และพระพิโรธของพระเจ้าก็จะตกอยู่กับพวกเขา
หลักความเชื่อดั้งเดิม
หลักความเชื่อดั้งเดิมที่พวกอัครสาวกได้วางไว้ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 เพื่อให้ศาสนิกชนท่องเมื่อนมัสการพระเจ้า หรือเมื่อทำพิธีรับศีลและยึดถือเป็นรากฐานแห่งความเชื่อถือของคริสตร์ศาสนิกชนต่อมา เรียกว่า ภาษาละติน เครโด (Credo) ซึ่งยังคงใช้อยู่ในศาสนาจักรคาทอลิก แยกได้ 6 ประการดังนั้
1. เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว พระบิดาผู้ทรงสรรพานุภาพ เนรมิตฟ้าดินทั้งสิ่งที่เห็นได้และเห็นไม่ได้
2. เชื่อในพระเยซูพระบุตรแต่องค์เดียวของพระเป็นเจ้าทรงบังเกิดทรงบังเกิดจากพระบิดา ก่อนกัปก่อนกัลป์เป็นพระเจ้า จากพระเป็นเจ้าเป็นองค์ความสว่าง จากองค์ความสว่างเป็นพระเป็นเจ้าแท้จากพระเป็นเจ้าแท้มิได้ถูกสร้าง แต่ทรงบังเกิดร่วมพระธรรมชาติเดียวกับพระบิดา พระองค์พระบุตรนี้ได้ทรงเนรมิตทุกสิ่งขึ้นมา เพราะเห็นแก่เรามนุษย์เพื่อช่วยให้รอด พระองค์จึงเสด็จจากสวรรค์
3. เชื่อในพระจิตเจ้า ผู้ประทานชีวิตทรงเนื่องมาจากพระบิดาและพระบุตร พระองค์ดำรัสทางประกาศ
4. เชื่อในพระศาสนจักร (หนึ่งเดียว) ศักดิ์สิทธิ์ และสืบจากอัตรสาวก
5. เชื่อในการยกบาป ยอมรับว่าพิธีล้างที่ยกบาปมีแต่พิธีเดียว
6. เชื่อในการคืนชีพของร่างกาย และรอคอยวันพิพากษาโลก
หลักความเชื่อดั้งเดิมนี้ แต่ละนิกายก็ได้ตีความหมายไปต่าง ๆ กัน และทำให้เกิดทฤษฎีศาสนา ที่ชัดแจ้งและซับซ้อนอำนาจขึ้นมากมาย นิกายคาทอลิกถือว่าศาสนจักรคาทอลิกเท่นั้นมีอำนาจสิทธิตีความหมายที่ถูกต้องได้แต่ผู้เดียว ฝ่ายนิกายอื่นถือเสรีภาพเท่าเทียมกันต่างก็อ้างว่า หลักความเชื่อของตนใกล้เคียงกับที่พระเยซูทรงสอนไว้มากที่สุด
หลักความเชื่อต่อมา
1. พระบิดา พระบุตร และพระจิต เป็น 3 บุคคลแต่ละบุคคลเป็นพระเจ้าสมบูรณ์ในตนเองเสมอกัน แต่เนื่องมาจากกันพระบิดาทำให้บังเกิดพระบุตร และพระจิตเนื่องมาจากพระบิดาและพระบุตร ทั้ง 3 บุคคลรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เรียกว่า ตรีเอกภาพ (Trinity)
2. พระเยซูทรงมี 2 สภาวะ คือ สภาวะพระเจ้า และสภาวะมนุษย์ 3 วันหลังจากพระองค์ถูกตรึงบนไม้กางเขน ได้ฟื้นคืนพระชนม์ พระองค์ได้เสด็จไปสู่สวรรค์ หลังจากได้ประทับอยู่กับสาวกเป็นเวลา 40 วัน
3. ยกย่องพระนางมาเรีย เป็นพระมารดาของพระเจ้า เรียกโดยทั่วไปว่า แม่พระ และถือว่าเมื่อก่อนที่พระเยซูจะเสด็จสู่สวรรค์ได้ทรงสถาปนาพระนางให้เป็นแม่พระของของคริสต์ศาสนิกชนทุกคน และพระนางได้ถูกยกขึ้นสวรรค์ทั้งร่าง ทรงเป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับคริสต์ศาสนิกชน
4. ยกย่องโยเซฟเป็นนักบุญ และยกย่องนับถือสหพันธ์นักบุญ นักบุญคือคริสต์ศาสนิกชนที่ได้อุทิศตนให้แก่ศาสนจักร และพระเจ้าโปรดให้วิญญาณขึ้นสวรรค์ในวันสิ้นโลกแล้วมารวมกับวิญญาณ ส่วนวิญญาณจะถูกพิพากษาทันทีเป็นรายบุคคลไป ถ้าทำดีจะได้ไปอยู่รวบกับพระเจ้าในสวรรค์นิรันดร และถ้าทำชั่วจะถูกพิพากษาให้ลงนรกนิรันดรเช่นเดียวกัน
6.พระเยซูได้ทรงสัญญาจะประทานพระจิตเจ้าก่อนเสด็จสู่สวรรค์ และเมื่อได้รับพระจิตเจ้าแล้วบรรดาสาวกจะได้เข้าใจภารกิจของพระคริสต์ และประชากรใหม่แห่งพันธะสัญญาใหม่คือ พระศาสนจักรของพระคริสต์
จุดมุ่งหมายสูงสุด
ในพระคัมภีร์เก่า (Old testament) ซึ่งเป็นเรื่องราวในศาสนายูดายที่กล่าวถึงพระเจ้าในฐานะจุดหมายสูงสุดของมนุษย์ ในบทที่ 43 ยะซายา พระยะโฮวา ตรัสว่า เราเป็นพระเจ้าตั้งแต่แรกเริ่ม และต่อไปก็จะเป็นเช่นนั้นดุจกกัน ไม่มีใครที่จะยื้อแย่างไปจากมือจองเราได้
อีกตอนหนึ่งในบทเดียวกัน พระยะโฮวาตรัสว่า เจ้าทั้งหลายเป็นพยานของเรา และผู้รับใช้ของเราได้เลือกสรรไว้ เพื่อเจ้าทั้งหลายจะได้รู้จักและเชื่อถือ และจะได้เข้าใจว่าเราคือพระองค์ผู้นั้น ไม่มีพระเจ้าเกิดขึ้นก่อนเรา และภายหลังเราก็จะไม่มีดุจกัน เราคือตัวเราเอง เป็นพระยะโฮวา
ในคัมภีร์เก่าอีกเช่นกัน บทที่เรียกว่า The book of jobe เมื่อโจ๊บได้เห็นพระเจ้าองค์ที่แท้จริงแล้วก็กล่าวว่า ข้าเที่ยวหาพระองค์ข้างหน้า แต่ก็ไม่พบพระองค์ ไปข้างหลังก็ไม่เห็นพระองค์ เมื่อหันไปข้างซ้ายขณะที่พระองค์ประกอบกิจ ข้าก็เห็นพระองค์ไม่ได้ เมื่อพระองค์ทรงหลบไปข้างขวาเสีย ข้าก็ไม่เจอพระองค์เลย
ในพระคัมภีร์ใหม่ แสดงถึงจุดหมายสูงสุดของศาสนาคริสต์โดยพระเยซูได้ตรัสว่า เราไปถึงพระบิดาของเรา พระบิดาอยู่ในเรา เราอยู่ในพระบิดา ได้แก่การไปร่วมกับพระเป็นเจ้า ดังนั้น ชีวิตในโลกนี้จึงมีเพียงครั้งเดียว
คัมภีร์ศาสนา
เนื่องจากศาสนาคริสต์ พัฒนาขึ้นมาจากศาสนายูดายหรือยิว ซึ่งถือคัมภีร์ไบเบิลเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ศาสนาคริสต์ได้ยอมรับคัมภีร์ไบเบิลนั้นด้วย ดั้งนั้นคัมภีร์ไบเบิลจึงแบ่งออกเป็น 2 ภาค ภาคแรกหรือไบเบิลเก่า เป็นส่วนที่ยิวถือมาแต่ดั้งเดิม ส่วนคัมภีร์ไบเบิลใหม่เป็นส่วนที่ถือว่าเป็นคัมภีร์ในศาสนาคริสต์เป็นเรื่องบันทึกเริ่มตั้งแต่การอุบัติขึ้นของพระเยซูไปจนถึงจดหมายเหตุของอัครสาวกของพระเยซูบันทึกไว้ รวมทั้งหมดมี 27 คัมภีร์ แบ่งออกเป็น 4 หมวด
1. กอสเปล (Gospel) หรือที่เรียกว่า พระวรสาร พรรณนาถึงประวัติชีวิตและการเทศนาสั่งสอนธรรมของพระเยซูโดยตรง
2. แอคท์ (Act) หรือที่เรียกว่า พระบัญญัติ หมวดนี้กล่าวถึงกิจการต่างๆ ที่อัครสาวกของพระัเยซูได้เผยแผ่ศาสนาภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูโดยเฉพาะเป้นเรื่องกิจการเผยแผ่ศาสนาของเซนต์ปอล
3. อีปีสโตลารี่ (Epistolary) เป็นหมวดว่าด้วยจดหมายเหตุบันทึกเหตุการณ์ณืและกิจการของเซนต์ปอลและของสาวกคนอื่นอีก 7 คน มี 14 ตอน รวมทั้งการบันทึกเรื่องความเชื่อถือและการปฏิบัติประเพณีของชาวยิวในสมัยพระเยซูอีก 7 ตอน รวมทั้งหมด 21 ตอน
4. อโปคาลิปติก (Apocalyptic) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมวดเทพเจ้านิมิตวาด้วยการแสดงตนของเทพหรือการเบรียล (Gabriel)  อันเกิดแก่เซนต์ยอห์นหรือโยฮัน อัครสาวกของพระเยซู
คัมภีร์เหล่านี้ บันทึกด้วยภาษากรีกโดยบรรดานักปราชญ์ทางศาสนาด้วยการรวบรวมคำสั่งสอนของพระเยซู เรื่องราวและเหตุการณ์และกิจการต่าง ๆ ของพระสาวกคนสำคัญ รวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อื่น ๆ ไว้เป็นหลักฐานประมาณพุทธศักราช 868
นิกายศาสนา
ศาสนาคริสต์แบ่งออกเป็น 3 นิกายใหญ่คือ
1. นิกายโรมันคาทอลิก ยึดถือความเชื่อดั้งเดิมว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาสากล ปฏิบัติคามคำสอนและประเพณีดั้งเดิมตามแบบอย่างพระเยซูคริสต์โดยเคร่งครัดมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงวาติกันประเทศอิตาลี
2. นิกายออร์โธด็อกซ์ เป็นนิกายที่แยกออกจากนิกายโรมันคาทอลิก ด้วยเหตุผลทางการเมือง โดยไม่ยอมรับอำนาจสันตะปาปา ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 แพร่หลายอยู่ในยุโรปตะวันออกและรัสเซีย รวมทั้งในประเทศกรีกด้วย
3.นิกายโปรแตสแตนท์ เป็นนิกายที่แยกออกจากนิกายคาทอลิก ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 นำโดยมาตินลูเธอร์ พระบาทหลวงชาวเยอรมัน โดยการปฏิเสธการผูกขาดการตีความหมาย หรือวางหลักศาสนาแต่ผู้เดียวของสันตะปาปาให้ยึดถือพระคัมภีร์เป็นหลัก ปฏิเสธศีลแก้บาปถือว่าคริสต์ทุกคนเป็นพระเป็นผู้แทนพระเยซูเท่าเทียมกัน และไม่ยกย่องบูชาพระนางมาเรียโยเซฟและนักบุญทั้งหลาย รวมทั้งรูปเคารพใด ๆ นอกจากไม้กางเขน
ในศาสนาคริสต์มีข้อยึดถือที่ทำให้แบ่งนิกายออกได้ดังนี้
1. นิกายโรมันคาทอลิก ยึดหลักความเชื่อดั้งเดิมทุกประการ เน้นในข้อเพิ่มเติมดังนี้
1.1) เชื่อในหลักตรีเอกภาพ คือพระบิดา พระบุตร และพระจิตเป็นสามบุคคลแต่ละบุคคลเป็นพระเจ้าสมบูรณ์ในตนเองเสมอกัน
1.2) พระเยซู ทรงมี 2 สภาวะ คือ สภาวะพระเจ้าและสภาวะมนุษย์
1.3) ยกย่องพระนางมาเรีย เป็นพระมารดาของพระเจ้า เรียกว่า แม่พระ พระนางได้ถูกยกขึ้นสวรรค์ทั้งร่าง ทรงเป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับคริสต์ศาสนิกชน
1.4) ยกย่องโยเซฟเป็นนักบุญและยกย่องนับถือสหพันธ์นักบุญ
1.5) เมื่อตาย เชื่อว่าวิญญาณแยกออกจากร่างกาย จะเปื่อยเน่าแต่ก็จะกลับฟื้นขึ้นใหม่ในวันสิ้นโลก แล้วมารวมกับวิญญาณส่วนวิญญาณจะถูกพิพากษาทันทีเป็นรายบุคคลไป วิญญาณบาปหนักจะตกนรก วิญญาณที่บาปน้อยจะไปยังไฟชำระเพื่อล้างบาปหมดเสียก่อน แล้วจึงขึ้นสวรรค์มีชีวิตนิรันดรร่วมกับพระเจ้า
1.6) คาทอลิกเชื่อว่า พระสันตะปาปาเป็นผู้แทนพระเยซูคริสต์ เป็นผู้สืบตำแหน่งนักบุญ เปโตรปกครองศาสนจักรในฐานะผู้แทนพระเจ้าบนพื้นพิภพนี้
1.7) เชื่อในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ 7 ประการ
2. นิกายกรีกออร์โธด็อกซ์ ยึดถือหลักความเชื่อและปฏิบัติคล้ายกับนิกายคาทอลิกที่ต่างกันคือ
2.1) ไม่ขึ้นต่ออำนาจศาสนจักร และสันตะปาปาแห่งโรม
2.2) เชื่อในเรื่องตรีเอกภาพ ว่าไม่แยกเป็นบุคคลพระบุตรและพระจิตเกิดจากพระบิดา ไม่เชื่อว่าพระจิตเกิดจากพระบุตรด้วย
2.3) พระเยซูเมื่อมาประสูติในโลกนี้ สภาวะพระเจ้าและสภาวะมนุษย์รวมกันเป็นหนึ่งทรงเป็นพระเจ้าในร่างมนุษย์
2.4) พระนางมาเรีย เป็นมารดาของพระเจ้า ตายอย่างมนุษย์ธรรม มิได้ถูกยกขึ้นสวรรค์ทั้งร่าง
2.5) ไม่ยกย่องบูชานักบุญทั้งหลาย และห้ามประดิษฐ์รูป เคารพบูชา 3 มิติ และไม่เชื่อในเรื่องไฟชำระวิญญาณของผู้ตายจะรออยู่พร้อมกันจนถึงวันพิพากษาโลก
3. นิกายโปรแตสแตนท์ ถือหลักดั้งเดิมสมัยปฏิรูปศาสนา ดังนี้
3.1) พระคัมภีร์เท่านั้น เป็นสิ่งสูงสุดที่จะแสดงความจริงในศาสนา ไม่ถือว่าสันตะปาปา และศาสนจักรคาทอลิกมีอำนาจในการตีความหมาย หรือวางหลักศาสนาแต่ผู้เดียว
3.2) คริสต์ชนทุกคนจะพ้นบาปด้วยศรัทธาและพระหรรษทาน ซึ่งพระเจ้าประทานให้แก่แต่ละบุคคลเท่านั้นไม่เชื่อว่า สันตะปาปา หรือสังฆราชมีอำนาจในการล้างบาป ไม่ถือพิธีศีลแก้บาป
3.3) คริสต์ชนทุกคน คือพระหรือนักบวชเป็นตัวแทนของพระเยซู เท่าเทียมกันไม่ถือสันตะปาปาหรือสังฆราช หรือศาสนจักรเป็นผู้แทนพระเยซูแต่ผู้เดียว
3.4) ศาสนจักรโปรแตสแตนท์แต่ละนิกาย ในแต่ละประเทศเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กันไม่ขึ้นต่อศาสนจักรคาทอลิก
3.5) ไม่ยกย่องบูชาพระแม่มาเรีย โยเซฟ และนักบุญทั้งหลาย และไม่นิยมประดิษฐานรูปเคารพใดทั้งสิ้น สัญลักษณ์เดียวที่หลงเหลืออยู่คือไม้กางเขน
พิธีกรรมสำคัญ
พิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ที่สำคัญ เรียกพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ 5 ประการ คือ
ก. ศีลล้างบาป หรือศีลจุ่ม กระทำเมื่อเป็นทารก หรือเมื่อเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชน พิธีกระทำตามแบบของพระเยซูเมื่อก่อนทรงออกเทศนา ในนิกายคาทอลิกปัจจุบันไม่จุ่มตัวในน้ำ ใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์เทบนศีรษะเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการล้างบาป ศีลนี้สำคัญที่สุดผู้ใดไม่ได้รับศีลล้างบาป จะไม่ได้ชีวิตนิรันดร
ข. ศีลกำลัง กระทำอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพ้นวัยเด็กและเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพื่อเป็นคริสต์ศาสนิกชนที่สมบูรณ์
ค. ศีลมหาสนิท สำหรับคริสต์ศาสนิกชนที่สมบูรณ์ทุกคน อาจจะกระทำทุกวน  ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน หรืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยรับประทานขนมปังและเหล้าองุ่น เป็นสัญลักษณ์ตามแบบที่พระเยซูได้กระทำแก่อัครสาวก ในพระกระยาหารมื้อสุดท้ายก่อนทรงถูกตรึงเพื่อเป็นพิธีระลึกถึงการที่ทรงเสียสละพระกายและระโลหิต เพื่อมนุษย์จะได้รอดพ้นจากบาป ขนนปังคือพระกาย และเหล้าองุ่นคือพระโลหิต ฝ่ายคาทอลิกเชื่อว่า ในขณะกระทำพิธีนี้ ขนมปังและเหล้าองุ่นจะถูกเนรมิตแปรสารกลายเป็นพระกาย และพระโลหิตของพระเยซูอย่างแท้จริง ผู้ที่ได้รับประทานจะมีชีวิตนิรันดร
ฆ. ศีลแก้บาป สำหรบคาทอลิกที่ได้กระทำบาปประสงค์จะได้รับการอภัยบาป ต้องไปสารภาพบาปนั้นต่อนักบวชด้วยความสำนึกผิดอย่างแท้จริง ถือว่านักบวชได้รับอำนาจในการยกบาปโดยตรงจากสันตะปาปา ซึ่งเป็นผู้แทนของพระเยซูคริสต์ นักบวชจะอำนวยพรยกบาป จะตักเตือนสั่งสอนมิให้ทำบาปอีก และจะกำหนดกิจศาสนาให้กระทำเพื่อใช้โทษแต่ผู้ใดสารภาพด้วยความไม่จริงใจ หรืออำพรางความบาปก็ถือเป็นบาปอย่างหนัก
ง. ศีลเจิมคนไข้ กระทำเมื่อคนไข้เจ็บหนักใกล้จะตาย เมื่อชำระบาปครั้งสุดท้าย และช่วยให้มีสติกำลังสามารถต่อสู้ความตายได้จนถึงที่สุด เป็นการบรรเทาวิญญาณและร่างกายของผู้ป่วยโดยบาทหลวงใช้น้ำมันศักดิ์สิทธิ์เจิมทาที่ตา หู จมูก ปาก มือ และเท้าของคนไข้ พร้อมกับสวดอวยพร ทุกคนในบ้านจะต้องสวดพร้อมกัน
จ. ศีลสมรสหรือศีลกล่าว กระทำแก่คู่บ่าวสาวในพิธีสมรส ผู้ที่รับศีลสมรสโดยถูกต้องแล้ว จะหย่าร้างกันไม่ได้ และห้ามสารสใหม่ในขณะที่สามีภรรยายังคงมีชีวิตอยู่การจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายโดยไม่ได้รับศีลสมรสไม่ถือว่าเป็นสามีภรรยาโดยถูกต้องตามกฎของศาสนา
ฉ. ศีลอนุกรม เป็นศีลบวชให้บุคลเป็นบาทหลวงผู้มีอำนาจโปรดศีลอนุกรมคือสังฆราช ซึ่งถือเป็นผู้แทนของพระเยซูคริสต์ เมื่อรับศีลอนุกรมแล้วไม่อนุญาตให้สมรส กฎข้อนี้เกิดขึ้นหลังสมัยพระเยซู ในราวต้นสมัยกลางเดิมพวกสาวกในสมัยแรกมีครอบครัวได้ ต่อมาเริ่มมีพวกพระไม่สมรสมากขึ้น พระศาสนจักรจึงออกกฎตายตัวห้ามพระภิกษุรับศีลอนุกรมสมรส
สัญลักษณ์
สัญลักษณ์ในศาสนาคริสต์ทุกนิกายใช้เครื่องหมายเหมือนกันคือ ไม้กางเขน เดิมไม้กางเขนเป็นเครื่องมือสำหรับประการชีวิตนักโทษในปาเลสไตน์ สมัยโบราณนักโทษที่ถูกตัดสินประหารชีวิตแล้ว จะถูกตรึงเข้ากับไม้กางเขนแล้วยกขึ้นตั้งให้ตากแดดไว้จนกว่าจะตายไปด้วยความร้อน และความหิวกระหาย พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเช่นนั้น ศาสนาคริสต์จึงถือว่าไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์แห่งการเสียสละอันยิ่งใหญ่นิรันดรของพระเจ้า
ตรีเอกภาพ
ตรีเอกภาพ (The Holy Trinity) หมายถึง พระเจ้า ทรงเป็นหนึ่งเดียวในสามบุคคล (Only God : Three Person) คือทรงเป็นพระบิดา (The Father) พระบุตร (The Son) และพระจิต (The Holy Spirit) แต่ละบุคคลเป็นพระเจ้าโดยสมบูรณ์ทุกประการ ทรงมีธรรมชาติเดียว คือความเป็นพระเจ้า ไม่ทรงมีเบื้องต้นและเบื้องปลาย ทรงเป็นอยู่นิรันดร ซึ่งอธิบายได้ดังนี้
1. พระบิดา (The Father) ในพระคัมภีร์เดิมแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าได้ทรงเปิดเผยพระองค์เองให้มนุษย์รู้จักพระองค์ในฐานะเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียว ทรงเป็นพระบิดาของประชากรของพระองค์ ชาติต่าง ๆ ในสมัยนั้น ล้วนแต่นับถือพระเจ้าหลายองค์ทั้งสิ้น  (พหุเทวนิยม) ชาวยิวนับถือศาสนาเอกเทวนิยม (Monotheism) และหลายคนยอมพลีแม้ชีวิตเพื่อยืนหยัดการนับถือพระเจ้าองค์เดียวของตนเท่านั้น ดดยเชื่อว่าพระเจ้าองค์เดียวนั้น ทรงเป็นผู้ทรงเมตตา ทรงสร้างสรรพสิ่ง ผู้ทรงเลือกสรรชาติอิสราเอล ให้เป็นชาติเลือกสรร ทรงรักและประทานสัญญากับเผ่าพันธุ์ชาวอิสราเอล ว่าจะประทานความสุขและแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ให้ ถ้าชาติยิวหรืออิสราเอลปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รพระองค์ประทานให้ แม้พระองค์จะทรงกริ้วและลงโทษพวกเขาเป็นบางครั้ง ก็เพราะความดื้อกระด้างของพวกเขา แต่พระองค์ก็ทรงอภัยและรักพวกเขาต่อไปไม่จืดจาง ดังที่ตรัสว่า อิสราเอลเป็นบุตรคนหัวปีของเรา เรารักอิสราเอลมาตั้งแต่เยาว์วัย เราเองแหละมิใช่ใครอื่นที่ได้ดูแลให้เจ้าหัดเดินก้าวแรก ๆ และอุ้มขึ้นมารักษาบาดแผลทั้งหมดให้โดยไม่มีใครรู้เห็น ในที่สุดพระองค์ก็เปิดเผยพระองค์ในฐานะพระบิดาของพระเยซูในลักษณะพิเศษ โดยกำหนดว่า เราจะเป็นบิดาของเขาและเขาจะเป็นบุตรของเรา ดังนี้
พระเยซูทรงประกาศว่า พระเจ้าทรงเป็นบิดาที่มีความรักเต็มเปี่ยม เมื่อระเยซูมีอายุ 12 ขวบ พลัดหลงจากพ่อแม่สามวันต่อมาจึงพบในวิหาร เมื่อมารดาต่อว่า ก็ตรัสตอบว่า พ่อ แม่ไม่ทราบดอกหรือว่า ลูกจะต้องทำภารกิจของพระบิดา ดั้งแต่นั้นมา พระเยซูก็มีจิตใจฝักใฝ่อยู่แต่ภารกิจ และพระประสงค์ของพระเจ้าในสวรรค์ ทุกครั้งในการสวดพระเยซูจะสวดว่า ข้าแต่พระบิดาของข้าเจ้าทั้งหลาย พระองค์สถิตในสวรรค์ พระนามของพระองค์จงเป็นที่สักการะ ในตอนจะสิ้นพระชนม์ก่อนหน้าที่จะถูกทหารโรมันเข้าจับกุม วันหนึ่งในเวลาอาหารเมื่อสาวกเชิญเสวย ก็ตอบว่า เรามีอาหารรับประทานชนิดที่ท่านยังไม่รู้จัก คือการทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา ผู้ทรงให้เรามา และปฏิบัติภารกิจของพระองค์ให้ลุล่วงไป พระบิดาในภาษาของพวกอิสราเอลเรียกว่ายะหะเวห์ หรือยะโฮวาห์
สถานภาพของบิดา คือ
ก. พระเจ้าแห่งความโกรธและหวงแหน
1. น่าเกรงกลัว
2. ปรากฏในรูปแบบปรากฏการณ์ธรรมชาติรุนแรง
3. แสดงปรากฏการณ์ให้ชาวอิสราเอลข้ามไปได้ โดยแยกน้ำทะเลออกให้ชาวอิสราเอลข้ามไปได้ บันดาลให้น้ำท่วมโลก เพลิงไหม้ โรคระบาด ฯลฯ
ข. สภาวะของพระเจ้า
1.ทรงมีสภาวะเป็นทิพย์ คือเป็นวิญญาณโลก
2. ทรงเป็นอมตะ ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด
3. ทรงเป็นผู้สร้างและรู้สรรพสิ่ง
4. ทรงมีเมตตาไม่สิ้นสุด และทรงรักมนุษย์ในฐานะบุตรของพระองค์
5. ทรงหาที่สุดมิได้ กล่าวคือ พระองค์อยู่เหนือธรรมชาติ
2. พระบุตร (The Son) พระเยซูในฐานะเป็นพระบุตร มนุษย์ก็คือการเปิดเผยอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าต่อมนุษย์ แสดงให้เห็นว่า พระเจ้ามีพระบุตรแต่องค์เดียว คือ พระเยซู มนุษย์ทั้งปวงเป็นบุตรของพระเจ้าโดยนิตินัย แต่พระเยซูเป็นพระบุตรโดยธรรมชาติเมื่อพระเยซูอายุ 12 ขวบ พระเจ้าได้แสดงเปิดเผยความจริงว่า พระเยซูเป็นบุตรของพระเจาจริง ๆแก่มารและท่านยอห์น ผู้ล้างบาปให้ด้วยพระสุรเสียงจากฟ้าว่า ผู้นี้คือพระบุตรที่รักของเรา ก่อนจะจากันหลังรับประทนอาหารมื้อสุดท้าย พระเยซูได้ทรงเปิดเผยธรรมชาติของพระบิดาที่ปรากฏในพระองค์อย่างยืดยาว และทรงแสดงปาฏิหาริย์ไว้เป็นอันมาก ในพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า มีถึง 40 ครั้ง รวมทั้งการปลุกคนตายให้ฟื้นคืนชีพอีก 3 ครั้ง
การฟื้นคืนชีพของพระเยซูเป็นการพิสูจน์ว่า พระองค์เป็นพระเจ้าโดยพระองค์ตรัสเป็นการล่วงหน้ากับสาวกคนหนึ่งโดยเฉพาะว่า ฟังให้ดีนะ ที่เรากำลังจะไปนครเยรูซาเลม ที่นั้นบุตรมนุษย์จะถูกทรยศ ตกในเงื้อมมือของคณะปุโรหิตและคณะคัมภีราจารย์ จะถูกพวกเขาตัดสินประหารชีวิต จะถูกมอบตัวให้คนต่างชาติสบประมาท จะถูกเฆี่ยนตีและถูกตรึงบนได้กางเขนแต่ทว่ารุ่งวันที่ 3 จะฟื้นคืนชีพ
พระเยซูในฐานะบุคคลในประวัติศาสตร์ เป็นชาวยิวคนหนึ่ง เกิดในประเทศปาเลสไตน์ที่หมู่บ้านเบธเลเฮม แคว้นยูดาย มารดาชื่อ มาเรีย บิดาชื่อ โยเซฟ มีอาชีพเป็นช่างไม้ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1
พระเยซูทรงเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาดตั้งแต่เยาว์วัย ประกาศตนเป็นผู้สอนศาสนาเมื่ออายุ 30 ชันษา ใช้เวลาประกาศพระวรสารอยู่ 3 ปี ก็ถูกจับ และถูกตัดสินประหารชีวิตโดยตรึงบนไม้กางเขนจนสิ้นพระชนม์
3. พระจิต (The holy Spirit) ในพระคัมภีร์เก่าของยิว อธิบายว่า พระจิต คือลมปรารถนาของพระบิดา ใครได้รับเข้าในตัวจะมีชีวิต และมีความกระตือรือร้นอย่างพิเศษสำหรับพระเยซู พระจิตทำหน้าที่เป็นพลังและผู้กำหนดวิถี พระจิตเสด็จลงมาประทับเหนือพระเยซูเป็นรูปนกพิราบ ทรงนำพาไปบริเวณที่เปลี่ยว พระจิตประทานพลัง ดังนั้น พระเยซูจึงสอนว่าพระจิตทรงเป็นผู้ดลใจ ผู้ปลอบใจ ผู้ให้กำลังใจ ผู้ให้กำลังความคิด และผู้ช่วยเหลือในส่วนที่ผู้มีศรัทธาต้องการและยังขาดอยู่ พระบิดาจะส่งพระจิตมาในนามเรา พระจิตจะสอนท่านทุกสิ่งทุกอย่างและช่วยให้ท่านจำได้ทุกถ้อยความที่เราได้สอนพวกท่าน เราจะส่งพระจิตจากพระบิดา พระจิตแห่งความจริง ซึงสืบเนื่องมาจากพระบิดา พระองค์จะยืนยันถึงตัวเรา
เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว พระจิตทรงทำหน้าที่แทนต่อจากพระเยซู ดังที่พระเยซูตรัสกับสาวกว่า เป็นการดีสำหรับพวกท่านที่เราต้องจากไป เพราะถ้าเราไม่จากไปพระจิตก็จักไม่เสด็จมา แต่พวกเราจากไปเราก็จะส่งพระจิตมาช่วยทาน ดังนั้น เมื่อพระเยซูเสด็จขึ้นสวรรค์ได้ 10 วัน พระจิตก็เสด็จมาให้เห็นเป็นนกพิราบและสาวกก็เข้าใจว่า พระบิดา พระบุตร และพระจิตเป็นองค์เดียวกัน
พระบิดาและพระบุตร ทรงส่งพระจิตของพระองค์มายังโลก เพื่อมนุษย์ทั้งหลายจะได้รูสิ่งต่าง ๆ ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทาน และเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา
ศาสนาคริสต์มีลักษณะพิเศษอาจสรุปได้ดังนี้
1. เป็นศาสนาที่สืบทอดประวัติศาสตร์และประเพณีมาจากศาสนายูดาย ยอมรับคัมภีร์ของยูดายที่ว่า พระเมสสิอาห์หรือพระผู้มาโปรดและรวบรวมคัมภีร์ใหม่ขึ้นมา ประกาศว่า พระเยซูคือ พระเมสสิอาห์ ที่พวกยิวรอคอยอยู่ นั่นเองจึงทำให้เกิดการแตกแยกกันคือ ยิวส่วนใหญ่ยอมรับไม่ได้ปฏิเสธพระเยซูว่ามีใช่พระผู้มาโปรดอย่างสิ้นเชิง ทำให้ผู้ไม่ยอมรับยังคงเป็นคริสต์ศาสนิกชนต่อไปส่วนผู้ยอมรับก็กลายเป็นศาสนิกขนคริสต์ไปแต่ก็ยังปฏิบัติตามพิธีกรรม และประเพณีศาสนารวมทั้งข้อเชื่ออื่น ๆ อย่างเดียวกัน เพราะมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน
2. เพราะเชื่อว่า พระเยซูคือพระผู้มาโปรดองค์จริง ชาวคริสต์จึงสืบทอดประวัติศาสตร์ของศาสนาเดิมต่อไป โดยถือว่า พระเยซูคือผู้ประกาศข่าวดีไว้ให้เท่านั้น และประกาศว่าพระเยซูคือมนุษย์ที่เป็นบุตรของพระเจ้า เมื่อพระเยซูสิ้นชีพแล้ว สาวกได้พากันออกประกาศคำสอนและจริยาวัตรของพระเยซู ว่าพระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้าด้วย
3. ศาสนาคริสต์ยอมรับคัมภีร์พันธะสัญญาเดิมอยู่ก่อนแล้ว เมื่อพระเยซูสิ้นชีพแล้วจึงได้รวบรวมคำสอนกิจกรรมและเหตุการณ์ที่พระเยซูปฏิบัติ และเกี่ยวข้องตั้งแต่เกิดจนสิ้นชีพนั้นรวมทั้งจดหมายนับทึกเหตุการณ์ของเหล่าสาวกที่ได้นิพนธ์เอาไว้ รวมกันขึ้นเป็นคัมภีร์พันธะสัญญาใหม่ระหว่าง ปี ค.ศ. 51 – 100 จากนั้นศาสนาคริสต์ก็พัฒนามาตามลำดับเป็นการปิดประเด็นประวัติศาสตร์แห่งการรอคอยของศาสนายูดายลงอย่างสิ้นเชิง