แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ศาสนาอิสลามมีหลักความเชื่ออย่างไร

ศาสนาอิสลามมีหลักความเชื่ออย่างไร

1. หลักศรัทธา (รากศรัทธา)
• เตาฮีด หมายถึง ศรัทธาต่อความเป็นเอกภาพของอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า
• อาดิล หมายถึง ศรัทธาต่อความยุติธรรมของพระเจ้า
• นุบูวัต หมายถึง ศรัทธาต่อสภาวะการเป็นศาสนทูต
• อิมามัต หมายถึง ศรัทธาต่อการเป็นผู้นำของอิมามผู้นำ 12 ท่าน ภายหลังจากการสิ้นชีพของศาสดามุฮัมมัด
• มะอาด หมายถึง ศรัทธาต่อวันฟื้นคืนชีพเพื่อรอรับการพิพากษาในการกระทำบนหน้าแผ่นดิน
1- เตาฮีด เอกภาพแห่งอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า
การรู้จักพระผู้เป็นเจ้า ในสังคมปัจจุบันนี้ มนุษย์ที่นับถือศาสนาส่วนมากจะเชื่อในเรื่องพระเจ้าและการสร้างสรรค์ของพระองค์ พร้อมทั้งตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา ผู้คนในอดีตก็มีสภาพที่ไม่แตกอะไรไปจากผู้คนในยุคปัจจุบัน จากประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ระบุว่า ผู้คนในอดีตนั้นส่วนมากเป็นผู้ที่มีศาสนาและยอมรับในเรื่องของพระเจ้าพระผู้ทรงสร้างสรรค์ แม้ว่าในหมู่ของพวกเขาจะมีทัศนะที่แตกต่างและขัดแย้งกันอยู่ก็ตาม ผู้คนเหล่านั้นได้พยายามอธิบายให้เห็นถึงพระผู้ทรงสร้าง และคุณลักษณะของพระองค์ ซึ่งถ้าพิจารณาถึงแก่นแท้ของเรื่องราวที่พวกเขาพยายามอธิบายกันอยู่ จะพบว่ามันตรงกัน กระทั่งว่าถ้าหากเราย้อนกลับไปสู่มนุษย์ในยุคแรกก็จะพบร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่า ศาสนาและความเชื่อในเรื่องของพระผู้เป็นเจ้านั้น มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมซึ่งพอที่จะเป็นเหตุผลได้ว่า พวกเขาก็เชื่อและศรัทธาต่อสัจจะภาวะเช่นกัน ฉะนั้น ความเชื่อในเรื่องของพระผู้เป็นเจ้ามีอยู่ทุกยุคทุกสมัย ส่วนการรู้จักพระผู้เป็นเจ้า ถือเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะสิ่งนี้แฝงเร้นอยู่ในตัวมนุษย์ตลอดเวลา พระมหาคัมภีร์ อัล-กุรอาน กล่าวว่า “ถ้าหากถามพวกเขา (มนุษย์) ว่า ใครคือผู้สร้างพวกเขาขึ้นมา พวกเขาก็จะตอบว่า อัลลอฮฺ (พระผู้เป็นเจ้า)” อัล-กุรอาน บทอัช-ชุครุฟ โองการที่ 87
ถ้าหากถามพวกเขาว่า ใครคือผู้สร้างท้องฟ้าและแผ่นดิน พวกเขาก็จะตอบว่าอัลลอฮฺ (พระผู้เป็นเจ้า)” อัล-กุรอาน บทลุกมาน โองการที่ 25
มนุษย์ถ้าใคร่ครวญด้วยสติปัญญาและพิจารณาถึงธรรมชาติรอบ ๆ ตัวเอง เขาก็จะพบเหตุผลมากมายที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสร้างเอกภพนี้ขึ้น เพราะด้วยสติปัญญาเท่านั้นที่มนุษย์สามารถประจักษ์ชัดได้ว่า มวลสรรพสิ่งทั้งหลายที่อยู่ในเอกภพนี้ล้วนกำเนิดมาจากพระองค์ทั้งสิ้น เอกภพมีการเปลี่ยนแปลงและไม่สมบูรณ์ต้องอาศัยสิ่งสมบูรณ์ ไม่อาจมีได้ เป็นได้ด้วยตัวมันเอง แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎของกาลและอวกาศ ฉะนั้น จึงต้องอาศัยที่อยู่เหนือกาลและอวกาศ เอกภพนี้เป็นเพียงผลต้องอาศัยสิ่งที่เป็นเหตุ ไม่มีความแน่นอนและไม่เป็นอิสระ ต้องอาศัยสิ่งที่แน่นอนและเป็นอิสระ ทุกอย่างบนเอกภพจึงถูกอุบัติขึ้นมาด้วยการคำนวณนับที่แน่นอน ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
ความศรัทธาต่ออัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า จึงเป็นการศรัทธาโดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ว่า พระองค์อัลลอฮฺ ทรงมีอยู่จริง ทรงดำรงอยู่ด้วยพระองค์เอง ทรงมีมาแต่ดั้งเดิมไม่มีสิ่งใดมีมาก่อนพระองค์ และไม่มีสิ่งใดมีอยู่หลังจากพระองค์ พระองค์ดำรงอยู่เป็นนิจนิรันดร พระองค์ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในพิภพ และในท้องฟ้า สรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกนี้ต้องพึ่งพิงพระองค์ แต่พระองค์ไม่พึ่งพาสิ่งใด หรือผู้ใด พระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสรรพสิ่ง และพระองค์ทรงเพียบพร้อมไปด้วยคุณลักษณะอันประเสริฐยิ่ง
ความเชื่อในเอกภาพของพระเจ้าคือพื้นฐานหลักอันสำคัญที่สุดของอิสลาม ความเชื่อนี้เองที่เป็นตัวควบคุมความเชื่อทางศาสนา เป็นตัวกำหนดแบบแผนของสังคมรวมทั้งเป็นตัวให้กำเนิดบรรดากฎเกณฑ์ทางศีลธรรม
ประโยคแรกของคำปฏิญาณตนเมื่อเป็นมุสลิมคือ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ประโยคนี้เป็นเครื่องนำทางมุสลิมตลอดอายุขัยของเขา ไม่เพียงแต่ในเรื่องของศาสนาเท่านั้น แต่คำว่าเอกภาพของพระเจ้ายังเป็นตัวนำในพฤติกรรมทางสังคมของเขาด้วยเช่นกัน คำว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด แสดงให้มุสลิมเห็นว่าไม่มีสิ่งใดในมหาจักรวาลจะอยู่เหนือพระองค์ ดังที่คัมภีร์อัล-กุรอาน กล่าวว่า พระองค์คือผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งมวลในพื้นพิภพนี้สำหรับสูเจ้า
ด้วยเหตุนี้ มุสลิมจึงตระหนักอยู่เสมอว่า ไม่มีสิ่งใดบนโลกนี้คู่ควรแก่การเคารพภักดี ไม่ว่าจะเป็นก้อนหิน ดิน ต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นสรรพสัตว์หรือมวลมนุษย์ ดวงตะวัน ดวงจันทร์ หรือมวลหมู่ดวงดาว เพราะว่าบรรดาสรรพสิ่งทั้งหลายนั้นต่างถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์เท่านั้น เมื่อมุสลิมไม่ยอมรับความแปลกปลอมทั้งมวล และบรรดาแนวความคิดแห่งการบูชาธรรมชาติ และการบูชารูปปั้นหรือมวลมนุษย์ด้วยกันแล้ว เมื่อนั้นเขาก็พร้อมที่จะยอมรับในความเชื่อที่แท้จริงแห่งเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า เชื่อในพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงประทานจุดมุ่งหมายของชีวิตให้แก่พวกเขาและกำหนดสำหรับการกระทำทั้งหลายของพวกเขา มนุษย์ที่ถูกปล่อยให้อยู่กับความรู้สึกผิดพลาดที่ว่าไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอยู่จริง ชีวิตของเขาก็จะเป็นชีวิตที่ไร้จุดหมาย และชีวิตที่ไร้จุดหมายนั้นเป็นอันตรายโดยแท้จริง นอกจากนั้นยังได้ถูกเสริมอีกว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ ประโยคนี้มีลักษณะปฏิเสธ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใด) เช่นเดียวกับที่ยืนยันว่า (นอกจากอัลลอฮฺ) ซึ่งประโยคทั้งสองนี้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อที่ว่า มนุษย์มีความเท่าเทียมกัน เมื่อไม่มีใครเหนือกว่าใครและไม่มีใครด้อยไปกว่าใคร ดังนั้น ความเชื่อในเอกภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้ายังเป็นเครื่องมือส่งเสริมความรูสึกแห่งภาดรภาพ (ความเป็นพี่น้องกัน) ความเสมอภาคและความเป็นธรรมทางสังคม
ลักษณะที่เกี่ยวกับความเชื่อในเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้าสามารถอธิบายได้ดังนี้
การที่เชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงไว้ซึ่งอำนาจ ในทุกรูปแบบและทรงรอบรู้ในทุกสิ่ง พระองค์ทรงอยู่ในขณะที่ไม่มีอะไรได้อุบัติขึ้นในจักรวาล ไม่มีอะไรเป็นนิรันดรนอกจากพระองค์เท่านั้น พระองค์ไม่ทรงมีจะเริ่มต้น และไม่ทรงมีจุดอวสาน พระองค์ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ความนึกคิด ความตั้งใจ และความปรารถนาต่าง ๆ ก็มิได้พ้นไปจากความรอบรู้ของพระองค์ อิสลามเชื่อว่าพระองค์ไม่ทรงมีคู่คิด ไม่ทรงมีที่ปรึกษา ไม่ทรงมีผู้ช่วยเหลือ พระองค์ไม่ทรงมีบุตร ไม่ทรงมีธิดา และไม่ทรงมีภรรยา พระองค์ทรงอยู่เหนือความต้องการในทุกรูปแบบ เพราะว่าความต้องการหรือความปรารถนานั้นส่อถึงข้อบกพร่อง พระองค์ไม่ทรงมีเรือนร่าง เพราะว่าเรือนร่างนั้นต้องการเนื้อที่ในการดำรงอยู่ พระองค์ไม่ทรงถูกพบได้ ณ ที่ใดเพราะวาพระองค์ไม่ทรงมีเรือนร่าง พระองค์ทรงอยู่ทุกแห่งหน เพราะว่าเดชานุภาพและวิทยปัญญาของพระองค์นั้นปรากฏอย่างเลิศลอย ณ ทุกแห่งหน พระองค์ไม่อาจจะถูกจำกัดได้ด้วยถ้อยคำที่ส่อถึงระยะทาง สถานที่และกาลเวลา พระองค์ไม่สามารถที่จะถูกสิงสถิตได้ เพราะการสิ่งสถิตนั้นต้องการเรือนร่างและเนื้อที่ ฉะนั้น พระองค์จึงไม่อาจที่จะถูกพบเห็นได้ด้วยเหตุผลด้งกล่าวมาแล้ว
เมื่อกล่าวว่าอัลลอฮฺ ทรงเดชานุภาพยิ่ง และทรงเมตตาปรานี มิได้หมายความว่าอำนาจของพระองค์และความกรุณาปรานีของพระองค์ คือบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างไปจากการมีอยู่จริงของพระองค์ ท่านเห็นว่าเด็กทารกเกิดมาโดยไร้อำนาจใด ๆ ในตัวของเขาเองและเขาก็ได้รับความเข็งแกร่งในแต่ละวันที่เขาได้เติบโตขึ้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าอำนาจไม่ได้เป็นของเขามาตั้งแต่แรกเกิด แต่อัลลอฮฺมิได้เป็นดังนั้น พระองค์ทรงอำนาจด้วยพระองค์เอง ทรงยุติธรรมด้วยพระองค์เอง ทรงคุณธรรมด้วยพระองค์เอง ทรงความจริงแท้ด้วยพระองค์เอง
พระนามที่ถูกต้องที่สุที่ใช้สำหรับพระผู้เป็นเจ้าคือ อัลลอฮฺ ซึ่งหมายถึง ผู้ที่สมควรจะถูกรัก และ พระองค์เท่านั้นที่ทุกผู้ทุกนามแสวงหาที่พำนัก คำนี้ตามหลักไวยากรณ์แล้วเป็นคำที่หาที่เสมอเหมือนมิได้ เป็นคำที่ไม่มีพหูพจน์ และไม่บ่งถึงคำนำเพศหญิง ดังนั้น คำนี้โดยตัวเองสะท้อนแสงสู่ความเป็นจริงที่ว่า อัลลอฮฺ ทรงเป็นเอกะเพียงลำพังพระองค์เท่านั้น พระองค์ไม่ทรงมีผู้ร่วมงาน ไม่มีหุ้นส่วน และไม่มีผู้เทียมเท่า พระนามของพระองค์ไม่สามารถจะถูกถอดความได้โดยคำว่า พระเจ้า เพราะว่า พระเจ้า สามารถจะถูกเปลี่ยนรูปไปสู่ เทพเจ้า หรือ เทพธิดา ได้
ด้วยเหตุนี้ แก่นแท้ของเตาฮีด (ความเป็นเอกภาพของพระเจ้า) ที่ถือว่าเป็นแก่นแท้ของอิสลามจึงไม่ได้หมายถึงสิ่งอื่นใด นอกจากความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า และสิ่งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า พระองค์มาจากหนึ่งหรือถูกนับว่าเป็นหนึ่ง ดังนั้น การที่จะมาตีความคำว่าเตาฮีด หรือมาอธิบายเพื่อให้สิ่งนี้เป็นแก่นแท้ของอิสลามนั้น ถือว่าไม่ถูกต้องและเป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุผล
เตาฮีดที่ถือว่าเป็นรากและแก่นแท้ของอิสลามนั้นหมายถึง การยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นเอกานุภาพ การยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นหนึ่งเดียวนั้นหมายถึง สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่นอกจากพระองค์แล้ว ไม่มีสิ่งใดอุบัติได้ด้วยตัวเอง ดังความหมายทางปรัชญาที่กล่าวว่า เพียงอัลลอฮฺเท่านั้นที่การมีอยู่ของพระองค์และอาตมันของพระองค์เป็นสิ่งจำเป็น ส่วนการมีอยู่ของสิ่งอื่นล้วนมาจากพระองค์ทั้งสิ้น ดังนั้น เตาฮีดก็คือสิ่งที่จำเป็นต้องมีอยู่ หรือความเป็นเอกะของสิ่งที่จำเป็นต้องอุบัติ ไม่มีสิ่งอื่นใดอีกซึ่งเรียกว่าความเป็นเอกะในการสร้าง
ฉะนั้น นอกจากจะต้องตระหนักว่า อัลลอฮฺทรงมีอยู่จริงแล้ว ตามหลักการของอิสลามยังเน้นอีกว่าอัลลอฮฺ ทรงเป็นพระเจ้าพียงองค์เดียว ไม่มีพระเจ้าแห่งความดี หรือพระเจ้าแห่งความรัก หรือพระเจ้าแห่งความตาย หรือพระเจ้าแห่งความชั่วร้ายตามความหมายของคำว่า เตาฮีด เอกภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้า
บรรดาคุณลักษณะแห่งอัลลอฮฺ
เมื่อเข้าใจแล้วว่าอัลลอฮฺ ทรงเป็นหนึ่งเดียว ตามความเชื่อของอิสลามบรรดาคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับพระผู้อภิบาลมีอยู่อย่างมากมาย ขณะเดียวกันคุณลักษณะอื่น ๆ ซึ่งไม่คู่ควรแก่พระเกียรติของพระองค์ และไม่อาจพบได้ในพระองค์ก็มีอยู่นานาประการเช่นกัน
บรรดาคุณลักษณะแห่งพระองค์อัลลอฮฺถูกแบ่งออกเป็นสองประการ ดังนี้ คุณลักษณะที่มีอยู่ในพระองค์ และ คุณลักษณะที่ไม่มีอยู่ในพระองค์
บรรดาคุณลักษณะที่มีอยู่ในพระองค์ ซึ่งคูควรแก่อัลลอฮฺเรียกว่า อัซ-ซิฟัต อัซ-ซุบูตียะฮฺ คุณลักษณะที่มีอยู่ในพระองค์นี้มีอยู่มากมาย แต่มีอยู่ 8 ชนิดเท่านั้น ที่ถูกกล่าวถึงอยู่เสมอ นั่นคือ
1-อัล-เกาะดีม หมายถึง อัลลอฮฺ ทรงเป็นนิรันดร พระองค์ไม่มีจุดแห่งการเริ่มต้น หรือจุดแห่งการอวสาน ไม่มีสรรพสิ่งใด ๆ ที่จะเป็นนิรันดรได้นอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น
2-อัล-กอดิร หมายถึง อัลลอฮฺ ทรงไว้ซึ่งมหาอำนาจอันใหญ่ยิ่ง เหนือสิ่งใด ๆ ทั้งมวล อำนาจของพระองค์อยู่เหนือทุกสิ่งสรรพ
3-อัล-อะลีม ความถึง อัลลอฮฺ ทรงรู้แจ้งในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเจตนารมณ์หรือความปรารถนานาประการที่ซ่อนเร้นของมนุษย์ล้วนอยู่ในความรอบรู้ของพระองค์ทั้งสิ้น
4-อัล-ฮัยยุ หมายถึง อัลลอฮฺ ทรงดำรงอยู่เสมอและจะทรงคงอยู่ตลอดไป
5-อัล-มุรีค หมายถึง อัลลอฮฺ ทรงมีความประสงค์อันเป็นอิสระ และทรงไว้ซึ่งดุลยพิิินิจในกิจการงานทั้งปวง พระองค์ไม่ทรงทำสิ่งใด ๆ ภายใต้แรงบังคับ
6-อัล-มุดริก หมายถึง อัลลอฮฺ ทรงเข้าใจในทุกสิ่งสรรพ ดังเช่น อัส-สะมิอฺ (ทรงได้ยินในทุกสิ่ง) (อัล-บะซีร) อัลลอฮฺ ทรงเห็นในทุกสิ่งสรรพโดยปราศจากความจำเป็นที่จะต้องมีดวงตาหรือหู
7-อัล-มุตะกัลลิม หมายถึง อัลลอฮฺ คือเจ้าแห่งถ้อยวาจากอันใหญ่ยิ่ง พระองค์สามารถบันดาลให้เกิดการพูดในสิ่งใด ๆ ดังเช่น ที่พระองค์ทรงบันดาลให้ต้นไม่พูดกับศาสดา มูซา (โมเสส) และทรงบันดาลให้เกิดการพูดภายใน “ม่านแสง” กับท่านศาสดามุฮัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่านและลูกหลานของท่าน)
8-อัซ-ซอดิก หมายถึง อัลลอฮฺ ทรงจริงแท้ในคำกล่าวและถ้อยสัญญาแห่งพระองค์
การจำกัดขอบเขตต่อบรรดาคุณลักษณะของอัลลอฮฺเป็นสิ่งที่เป็นไม่ได้ และคุณลักษณะทั้งแปดข้อที่ได้กล่าวมานั้นมิใช่เป็นคุณลักษณะโดยละเอียด เป็นเพียงคุณลักษณะสำคัญ ๆ ที่จะทำให้เราได้เข้าใจถึงบารมีแห่งพระองค์เท่านั้น
บรรดาคุณลักษณะเหล่านี้มิใช่เป็นคุณลักษณะที่เกิดขึ้นภายหลัง แต่มันเป็นคุณลักษณะโดยธรรมชาติในแนวความคิดที่เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง
อัซ-ซิฟัต อัซ-ซัลบียะฮฺ
หมายถึง คุณลักษณะที่ไม่มีในพระองค์ หรือคุณลักษณะที่ไม่อาจจะถูกพบได้ในอัลลอฮฺ เพราะว่าเป็นคุณลักษณะที่ไม่คู่ควรต่อพระเกียรติของพระองค์ คุณลักษณะนี้มีอยู่มากมายซึ่งเรียกว่า อัซ-ซิฟัต อัซ-ซัลบียะฮฺ ซึ่งในที่นี้จะนำมากล่าวไว้เพียงแปดข้อที่สำคัญ ๆ เท่านั้น
1-อัล-ชิรีก หมายถึง เพื่อนร่วมงาน หรือมีส่วนร่วม อัลลอฮฺ ไม่ทรงมีเพื่อนร่วมงานหรือผู้มีส่วนร่วมอื่นใดในความเป็นพระผู้เป็นเจ้าของพระองค์
2-อัล-มุร็อกกับ หมายถึง สารประกอบ หรือ ของผสม อัลลอฮฺฺ ไม่ทรงถูกสร้างหรือประกอบขึ้นมาโดยวัตถุใด ๆ พระองค์ไม่อาจจะถูกแบ่งให้เป็นสองหรือมากกว่าสองได้แม้แต่ในจินตนาการ
3-อัล-มะกาน หมายถึง สถานที่ อัลลอฮฺ ไม่ทรงอยู่ในสถานที่ใด ๆ เพราะพระองค์ไม่ทรงมีเรือนร่างพระองค์ทรงอยู่ทุกหนแห่ง เพราะอำนาจและคามรอบรู้ของพระองค์ปรากฏอยู่อย่างเลิศลอยในทุกแห่งหน
4-อัล-หุลูล หมายถึง การสิ่งสถิต ไม่มีสิ่งใดสิงสถิตอยู่ภายในอัลลอฮฺ หรือพระองค์ทรงเข้าสิงสถิตอยู่ภายในสรรพสิ่งใด ๆ หรือบุคคลใด ๆ เพราะฉะนั้น ความเชื่อแห่งการสิ่งสถิตในทุกรูปแบบจึงเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างยิ่งต่อแนวความคิดที่เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า
5-มะหัล อัล-หะวาดิษ หมายถึง การอยู่ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง อัลลอฮฺ ไม่ทรงเปลี่ยนแปลงหรือผันแปรไปตามสภาวการณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น
6-อัล-มัรฺิอี หมายถึง การมองเห็น อัลลอฮฺ ไม่ทรงถูกมองเห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นในบรรพกาลที่ผ่านมา หรือในปัจจุบัน หรืออนาคตกาล
7-อิหติยาจ หมายถึง การพึ่งพา หรือ ความต้องการ อัลลอฮฺ ไม่ทรงบกพร่องในคุณธรรมใด ๆ ดังนั้น พระองค์จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพา หรือมีความต้องการในสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น พระองค์มีความสมบูรณ์เลิศด้วยประการทั้งปวง
8- อัซ-ซาอิดะฮฺ หมายถึีง คุณลักษณะเสริม บรรดาคุณลักษณะของอัลลอฮฺ มิได้อยู่แยกออกไปจากการมีอยู่จริงของพระองค์ เมื่อเรากล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงอำนาจ และทรงเมตตาปรานียิ่ง เรามิได้หมายถึงว่าอำนาจและความเมตตาปรานีของพระองค์ คือสิ่งที่แตกต่างออกไปจากความเป็นพระผู้เป็นเจ้าของพระองค์ พระลักษณะทั้งหมดของพระองค์ คืออาตมันสากลของพระองค์ มิได้แยกออกไปจากพระองค์ หรือเป็นสิ่งเสริมเข้ามาในพระองค์