แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. สัญลักษณ์ต่าง ๆ ของพระเจ้า

สัญลักษณ์ต่าง ๆ ของพระเจ้า

พระมหาคัมภีรอัล-กุรอาน กล่าวประโยค และจากสัญลักษณ์ต่าง ๆ ซ้ำกันหลายครั้ง จุดประสงค์ต้องการใช้ประโยคดังกล่าวเป็นสื่อประกาศแก่มนุษย์ว่า ความสัมพันธ์และระบบระเบียบต่าง ๆ ที่สูเจ้ามองเห็นมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเกิดขึ้นและเป็นไปด้วยตัวเอง ดังนั้น สิ่งจำเป็นที่ต้องกล่าวตรงนี้คือ สัญลักษณ์ต่าง ๆ ของพระเจ้าที่ปรากฏอยู่ในธรรมชาติ แน่นอน สัญลักษณ์ต่าง ๆ เหล่านี้สามารถชี้นำเราไปสู่การรู้จักพระเจ้าได้อย่างดีเยี่ยม ดังที่กล่าวว่า เราจะให้พวกเขาได้เห็นสัญญาณทั้งหลายของเราในรายรอบโลกและในตัวของพวกเขา เพื่อจะได้เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขาว่า อัลลอฮฺนั้นทรงสัจจริง (อัล-กุรอาน บทฟุซซิลัต โองการที่ 53)
สัญลักษณ์ต่าง ๆ ของพระเจ้าในธรรมชาติ
ท่านเคยใคร่ครวญถึงขุนเขาทั้งหลายบ้างหรือไม่ ขุนทั้งหลายต่างทำหน้าที่โอบอุ้มน้ำและกระแสไฟฟ้าเอาไว้ ทำหน้าที่ยึดพื้นผิวโลกมิให้สั่นหวั่นไหวหรือเกิดแผ่นดินไหวได้ง่าย เป็นกำบังต้านลมพายุทีพัดโหมกระหน่ำด้วยความบ้าคลั่ง
ขุนเขาเป็นสิ่งดึงดูดจิตใจมนุษย์ให้ไหลหลง เนื่องจากหินแกรนิตราคาแพงและหินอ่อนได้ถูกนำมาเป็นวัสดุก่อสร้างเพื่อตบแต่งอาคารบ้านเรือนให้มีความสวยงาม อีกทั้งยังมีแร่ธาตุต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ที่ช่วยขจัดความต้องการของมนุษย์อีกต่างหาก
ดวงตะวันที่อยู่ในท้องฟ้าได้ให้แสงสว่างและความร้อนแก่พื้นผิวโลก เผาน้ำในมหาสมุทรให้ระเหิดกลายเป็นไอน้ำล่องลอยไปสู่เบื้องบน รวมตัวกันเป็นก้อนเมฆเมื่อความเย็นถึงจุดเยือกแข็งกลุ่มเมฆเหล่านั้นได้กลั่นตัวกลายเป็นน้ำฝนหรือหิมะตกลงสู่พื้นโลกอีกครั้ง เพื่อยังประโยชน์แก่มนุษย์ สรรพสัตว์และพืชทั้งหลาย
รากต้นไม้ต่าง ๆ ได้ดูดซับธาตุอาหารจากดินแปรสภาพเป็นสารอาหารลำเลียงไปสู่ใบ ใบไม้มีหน้าที่กองแสงอาทิตย์และส่งลำเลียงไปยังรากอีกครั้ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีความสัมพันธ์กันอยู่ตามธรรมชาติยังมิใช่เหตุผลที่ยืนยันให้เห็นถึงอำนาจอันไร้ขอบเขตจำกัด ซึ่งทำหน้าที่บริหารโลกให้ดำเนินต่อไปอย่างมีระเบียบอีกหรือ
สัญลักษณ์ต่าง ๆ ของพระเจ้าในการบันดาลสรรพสัตว์
ระหว่างฝ่าเท้าของอูฐกับพื้นทะเลทรายที่เต็มไปด้วยก้อนกรวดและหินนั้นมีความอ่อนนุ่มที่เข้ากันได้ อูฐเป็นสัตว์พาหนะที่ต้องขนสัมภาระต่าง ๆ ฉะนั้น บนหลังอูฐจึงมีโหนกที่แข็งแรง มองเห็นได้ชัดเจนไม่เหมือนกับสัตว์อื่น ๆ ทั่วไปประหนึ่งเกวียนที่ใช้สัมภาระ และเมื่อมองดูเป็ดก็จะเห็นว่าเป็ดมีขนเป็นมัน เพื่อว่าเวลาว่ายน้ำขนจะได้ไม่เปียกไม่จมน้ำและว่ายน้ำสะดวก
สัญลักษณ์ของพระเจ้าต่อการมีอยู่ของมนุษย์
อัล-กุรอาน กล่าวถึงดวงตามนุษย์ว่า เรามิได้บันดาลดวงตาทั้งสองข้างให้แก่มนุษย์ดอกหรือ (อัล-กุราอน บทอัลบะลัด โองการที่ 8) ถ้าหากมนุษย์พิจารณาดูดวงตาทั้งสองของเขาอย่างละเอียด เขาจะพบความจริงมากมายที่แฝงเร้นอยู่ในดวงตา แม้ตากล้องดิจิตอลคุณภาพสูงในสมัยนี้ยังมิได้เปรียบได้ดั่งดวงตา กล้องแม้ว่าจะบางและเบาขนาดใดแต่ก็ยังหนักกว่าดวงตา กล้องต้องคอยเปลี่ยนฟิล์มหรือเปลี่ยนแผ่นหน่วยความจำตลอดเวลา สวนดวงตาของมนุษย์ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแผ่นหน่วยความจำ กล้องต้องคอยจัดระบบให้เข้าปรับแสงตลอดเวลาส่วนดวงตาปรับแสงเองโดยอัตโนมัติ
พระเจ้าทรงสร้างเครื่องมือคอยปกป้องรักษาดวงตาไว้ 6 ประเภท กล่าวคือสื่อป้องกันภายในเรียกว่าน้ำตา เนื่องจากดวงตาเป็นเสมือนเนื้อเยื่อไขมัน ดังนั้น สามารถดูแลรักษาได้ด้วยน้ำที่มีรสเค็ม เช่น น้ำตา สื่อที่สองคือขนตา สื่อที่สามคือหนังเปลือกตา สื่อที่สี่ขนคิ้ว สื่อที่ห้าคือรอยย่นบนหน้าผากซึ่งจะคอยสกัดกั้นมิให้เหงื่อไหลเข้าตาอย่างฉับพลัน ส่วนสื่อป้องกันตัวสุดท้ายคือจมูกและโครงกระดูกที่อยู่รอบดวงตา หรือที่เรียกว่าขอบตา ซึ่งดวงตาของมนุษย์บรรจุอยู่ภายในขอบนั้นเหมือนดั่งหอยที่ถูกรักษาไว้ด้วยเปลือก
ดวงตามนุษย์อันเปรียบเสมือนกล้องถ่ายรูปชนิดพิเศษ โดยมีแก้วตาดำเป็นเลนชั้นดีที่สามารถปรับแสงให้เข้ากับตัวเองได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นแสงที่สว่างจ้าหรือมืดทึบ เปลือกตาทั้งสองข้างมีหน้าที่กรองแสงในระดับหนึ่งเพื่อให้มีความเหมาะสมกับตาหลังจากนั้นจึงส่งไปยังแก้วตา ดวงตาของมนุษย์ถูกรักษาไว้ในน้ำที่มีรสชาติเค็ม ส่วนในช่องปากมีน้ำย่อยที่มีมีรสหวานเพื่อช่วยในการย่อยอาหารและทำให้อาหารมีรสอร่อย
ลิ้นก้อนเนื้อเล็ก ๆ ในช่องปากแต่ต้องรับผิดชอบหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ลิ้นช่วยมนุษย์ชิอาหารและช่วยย่อยขณะเคี้ยว ที่สำคัญไปกว่านั้นลิ้นยังมีหน้าที่เป็นสื่อในการพูดสนทนา บทบาทของลิ้นเพียงขยับเขยื้อนไปมาจะทำให้เกิดเสียงอักษรและรวมทั้งเสียงต่าง ๆ เมื่อมีการขยับเขยื้อนในจังหวะที่พอดีจะทำให้เกิดคำและประโยคถูกขับออกมา
อัล-กุรอาน กล่าวถึงริมฝีปากทั้งปากบนและปากล่างว่า โอ้ มนุษย์เอ๋ย ข้าได้บันดาลริมฝีปากบนและล่างแก่สูเจ้า และบันดาลปากให้อยู่ระหว่างมันทั้งสองเพื่อมนุษย์จะได้พูด รับประทานและดื่มทางปาก เมื่อเราหายใจออกร่างกายจะขับกาซคาร์บอนไดออกไซน์ออกมา แน่นอน ถ้าผู้ออกแบบร่างกายมนุษย์ปรึกษากับนักออกแบบชาวโลกก่อนป่านนี้ร่างกายมนุษย์อาจเต็มไปด้วยสิ่งประหลาดมากมาย เช่น ศีรษะอาจเป็นไปด้วยรูระบายอากาศเสียเพื่อขับเอาอากาศเสียออกมา
จมูก ขณะหายใจเข้าออกได้กระทำงาน 3 อย่างในเวลาเดียวกันกล่าวคือ ฟอกอากาศให้มีมีความสะอาด ปรับอากาศให้มีความอบอุ่น และเปลี่ยนอากาศที่แห้งแล้งให้มีความเปียกชื้น นอกเหนือจากนี้แล้วแสดงว่าปอดของตนมีปัญหา
หู สามารถปรับคลื่นเสียงในอากาศให้มีความพอดีกับตนก่อนที่คลื่นเสียงนั้นจะกระทบกับแก้วหู ซึ่งจะเห็นว่าพระเจ้าทรงสร้างคลื่นเสียงกับแก้วของมนุษย์ให้มีความพอดีกัน
น้ำนมมารดา พระผู้ทรงสร้างน้ำนมในอกมารดากับสร้างทารกคนเดียวกัน ทั้งสองจึงมีความพอดีกันเมื่อมารดาคลอดบุตรออกมาในทันทีนั้นเต้านมทั้งสองก็จะเปี่ยมไปด้วยน้ำนม เพื่อเป็นอาหารแก่ทารก
แหล่งน้ำนมคือ ทรงอกของมารดาซึ่งอยู่ใต้ดวงตาทั้งสองของมาดา ขณะดื่มน้ำนมจากอกแม่ทารกจะถูกโอบอุ้มด้วยมือทั้งสองของมารดาแนบไว้กับอก ได้ยินเสียงขับกล่อมจากหัวใจของมารดาอันเป็นเสียงที่เขามักคุ้นเนื่องจากขณะที่อยู่ในครรภ์ของมารดาเขาได้ยินเสียงนั้นนานถึง 9 เดือนเต็ม และเขาได้ฟังเสียงนั้นอีกครั้งหนึ่งขณะดื่มน้ำนมจากเต้าของมารดา
น้ำนมของมารดาเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก และเป็นการผลิตโดยตรงจากโรงงานสู่ผู้บริโภคโดยมิได้ผ่านสื่อพ่อค้าคนกลาง มิได้ผ่านขั้นตอนการบรรจุใส่ขวดแต่อย่างใด และมิได้ต้องต้มให้เดือดก่อนดื่มยิ่งไปกว่านั้นน้ำนมมารดายังมีวิตามิน และธาตุอาหารครบสมบูรณ์สำหรับทารก ฉะนั้น ในช่วงที่ทารกดื่มน้ำนมมารดาไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมอย่างอื่น
ถ้าสมมุติว่าบนร่างกายมนุษย์มีเฉพาะกระดูกเท่านั้นที่เจริญเติบโตขึ้นทุกวัน แต่อวัยวะส่วนอื่นไม่เจริญเติบโตอะไรจะเกิดขึ้น สมมุติว่าศีรษะของมนุษย์โตขึ้นทุกวันแต่ลำคอเล็กเท่าเดิมจะเป็นเช่นไร ถ้าลำคอไม่สามารถเคลื่อนไหวได้แต่ศีรษะขยับเขยื้อนหรือส่ายไปมาได้ ถามว่าเวลาพูดและรับประทานอาหารมนุษย์จะมีความสะดวกสบายหรือไม่ ปัจจุบันน้ำลายผลิตออกมาอยู่ในค่าที่พอดีกับความต้องการแต่ถ้าวันใดผลิตน้อยลงมนุษย์มิต้องจัดหาน้ำลายเสริมดอกหรือ
แน่นอน การมีอยู่และกลไกลที่ครอบคลุมร่างกายอยู่นี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรค์ ผู้ทรงเป็นหนึ่งเดียว แน่นอน ดังที่คิดพิจารณาถึงการมีอยู่และความน่าอัศจรรย์ใจในสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย ตลอดจนความอัศจรรย์ใจต่อร่างกายของตนถ้าพิจารณาด้วยจิตใจที่เป็นธรรม สิ่งเหล่านี้มิได้บ่งบอกให้เห็นถึงพระผู้สร้างผู้ทรงปรีชาญาณยิ่งดอกหรือ การรำลึกถึงความโปรดปรานที่ไม่มีทีสิ้นสุดของพระองค์เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่นำพามนุษย์ไปสู่ความรักที่มีต่อพระองค์ ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีที่พระองค์ทรงบัญชาแก่ศาสดามูซาหรือโมเสส (อ.) ครั้นเมื่อพระองค์ตรัสว่า เจ้าจงทำให้ประชาชนรักข้า มูซาทูลถามว่าจะให้ข้าพระองค์ทำอย่างไรหรือ ตรัสว่า จงชี้แจงให้พวกเขารู้และเข้าใจในความโปรดปรานของข้า
บางครั้งความขมขื่นคือปัจจัยที่ทำให้สติปัญญามีการพัฒนาก้าวหน้า เช่น เมื่อพื้นใต้ฝ่าเท้าขณะที่ยืนอยู่ร้อนขึ้นมามนุษย์ก็จะต้องก้าวเดินหนีไปที่อื่นไม่มีผู้ใดยืนอยู่กับที่ เปรียบเสมือนความรู้และความโง่เขลาของมนุษย์ ความรู้ของมนุษย์เมื่อเปรียบเทียบกับความโง่เขลาที่มนุษย์ยังไม่รู้เสมือนหยดน้ำกับมหาสมุทร เนื่องจากมีความลี้ลับน่าอัศจรรย์ใจอีกหลายล้านประเภทบนโลกนี้ที่สติปัญญาของมนุษย์หยั่งไปไม่ถึงหรือยังไม่สามารถค้นหาความจริงเหล่านั้นได้
มีชายหนุ่มคนหนึ่งเพิ่งจะอ่านออกเขียนเป็น ซึ่งความรู้เพียงเล็กน้อยของเขาทำให้เขาแสดงความยโสโอหังออกมา เขาได้ถามข้าเจ้าว่าทำไมนมาซซุบฮฺจึงมีเพียง 2 เราะกะอัต ข้าพเจ้าตอบว่า ไม่รู้ การไม่รู้ของเรามิได้หมายความว่าพระเจ้าผู้ทรงกำหนดนมาซไม่มีเหตุผล แน่นนอน พระองค์ทรงมีเหตุผลแต่มนุษย์ไม่รู้ว่าเหตุผลของพระองค์คืออะไร และไม่มีความจำเป็นต้องรับรู้ด้วยว่าคำสั่งแต่ละอย่างของพระองค์มีเหตุผลอะไร มนุษย์มีหน้าที่ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ บนหลักการดังกล่าวจะเห็นว่าคำสั่งบางอย่างเรียกร้องให้ปฏิบัติตามเท่านั้น และนี้เป็นความหมายหนึ่งของการยอมรับพระเจ้าโดยดุษณี เช่น อัล-กุรอาน กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ดูแลนรกมีเพียง 19 ท่าน หลังจากนั้นกล่าวว่า การเลือกจำนวน 19 เพื่อต้องการทราบว่าจะมีผู้ใดทักท้วงบ้าง หรืออย่างน้อยทำไมพระองค์ไม่เลือกจำนวน 20 ดังที่ตรัสว่า ในไม่ช้า ข้าจะโยนเขาเข้าสู่นรกที่เผาไหม้ และสิ่งใดเล่าทำให้เจ้ารู้ว่าสิ่งที่เผาไหม้นั้น คืออะไร มันจะไม่เหลืออะไรอีกเลย และจะไม่ปล่อยผู้ใดให้คงเหลืออีกต่อไป นากจะเผาไหม้ผิวหนังจนเกรียมดำ และ เหนือนรกมีมะลาอิกะฮฺ 19 ท่านคอยดูแล (อัล-กุรอาน บทอัลมุดัรซิร โองการที่ 30)
บางโองการตรัสว่า พระองค์ทรงมีบัญชาให้เปลี่ยนทิศทางนมาซสำหรับมุสลิม เพื่อต้องการดูว่าบุคคลใดบ้างที่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาสดาและบุคคลใดบ้างที่ทักท้วงและกล่าวตำหนิติเตียน ดังกล่าวว่า และเรามิได้ตั้งทิศซึ่งเจ้าเคยหันไป เว้นแต่เพื่อเราจะได้จำแนกให้รู้ถึงผู้ที่ปฏิบัติตามเราะซูล จากผู้ที่โฉดเขลาที่หันส้นเท้าของเขากลับ (อัล-กุรอาน บทอัลบะเกาะเราะฮฺ โองการที 143)

อัล-กุรอาน มิได้กล่าวถึงเรื่องราวการเชือดพลีศาสดาอิสมาอีล (อ.) ด้วยมือของผู้เป็นบิดาคือ ศาสดาอีบรอฮีม (อ.) ดอกหรือ การที่พระองค์ทรงมีบัญชาเช่นนี้เพื่อต้องการดูว่าใครบ้างที่จะเสียสละบนหนทางของพระองค์ พระองค์ตรัสว่า แน่นอน เจ้าได้ปฏิบัติถูกต้องตามฝันแล้ว แท้จริง เราคือผู้ตอบแทนผู้กระทำความดีทั้งหลาย (อัล-กุรอาน บทอัซซ็อฟฟาต โองการ 105)
หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้กล่าวกับเด็กหนุ่มคนนั้นว่า โอ้ เจ้าเด็กน้อยเอ๋ย เจ้าไม่รู้หรือว่าในโลกนี้มีความเร้นลับบางอย่างถ้าเราไม่พิจารณาให้รอบคอบ จะไม่ได้รับบทสรุปอันใดเลยแม้แต่นิดเดียว ในโลกของจิตวิญญาณก็เช่นเดียวกันมีคำสั่งบางอย่าง เป็นสาเหตุทำให้มนุษย์พบกับความผาสุกอันถาวร ถ้าเราไม่ใส่ใจต่อคำสั่งเหล่านั้นเราก็จะไปไม่ถึงเป้าหมายเด็ดขาด
มิได้มีผู้กล่าวกับเธอดอกหรือว่า จงเดินไป 100 ก้าว แล้วเธอจะพบกรุสมบัติ ถ้าสมมุตว่าเธอเดินไป 110 ก้าว แม้ว่าเธอจะขุดดินลงไปลึกมากเท่าใดเธอก็จะไม่พบกรุสมบัติเด็ดขาด ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์เราต้องใส่ใจต่อคำสั่งบางอย่างที่ได้สั่งเราเพื่อชีวิตที่เป็นสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า
เหมือนกับการหมุนหมายเลขโทรศัพท์ ถ้าเราหมุนเบอร์น้อยหรือมากเกินไปหนึ่งตัว แน่นอน เราจะไม่มีวันต่อสายโทรศัพท์ติดเด็ดขาด ลูกกุญแจไขเข้าบ้านหรือกุญแจรถยนต์เช่นกันถ้าหากเขี้ยวมันหักขาดหายไปเพียงเล็กน้อยเราจะไม่สามารถเปิดประตูบ้านหรือติดเครื่องรถยนต์ได้เด็ดขาด
แน่นอน มนุษย์ไม่มีหนทางเลือกอื่นใดเพื่อไปให้ถึงยังเป้าหมายอันสมบูรณ์ นอกจากยอมจำนนต่อวะฮฺยูของพระเจ้าโดยดุษณี