แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages

ตลอดระยะเวลา 23 ปี ของประกาศศาสนา ท่านศาสดามุฮัมมัด ได้รับพระโองการแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่ทยอยลงมาในเวลา 23 ปีจันทรคติ ท่านได้ทำหน้าที่ประกาศศาสนาไปตามคำสอนของคัมภีร์ ซึ่งได้รับการรวบรวมขึ้นเป็นเล่มมีชื่อว่า อัล-กุรอาน ซึ่งเป็นธรรมนูญแห่งชีวิตมนุษย์ เพื่อที่จะได้ครองตนบนโลกนี้อย่างถูกต้องก่อนกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้า
สาส์นแห่งอิสลามที่ถูกส่งมาให้่แก่มนุษย์ทั้งมวลมีจุดประสงค์หลัก 3 ประการคือ:
1. เป็นอุดมการณ์ที่สอนมนุษย์ให้ศรัทธาในอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว ที่สมควรแก่การเคารพบูชาและภักดี ศรัทธาในความยุติธรรมของพระองค์ ศรัทธาในพระโองการแห่งพระองค์ ศรัทธาในวันปรโลก วันซึ่งมนุษย์ฟื้นคืนชีพอีกครั้งเพื่อรับการพิพากษา และรับผลตอบแทนของความดีความชั่วที่ตนได้ปฏิบัติไปในโลกนี้ มั่นใจและไว้วางใจต่อพระองค์ เพราะพระองค์คือที่พึ่งพาของทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จะต้องไม่สิ้นหวังในความเมตตาของพระองค์ และพระองค์คือปฐมเหตุแห่งคุณงามความดีทั้งปวง
2. เป็นธรรมนูญสำหรับมนุษย์ เพื่อให้เกิดความสงบสุขในชีวิตส่วนตัว และสังคม เป็นธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ หรือนิติศาสตร์ อิสลามสั่งสอนให้มนุษย์อยู่กันด้วยความเป็นมิตร ละเว้นการรบราฆ่าฟัน การทะเลาะเบาะแว้ง การละเมิดและรุกรานสิทธิของผู้อื่น ไม่ลักขโมย ฉ้อฉล หลอกลวง ไม่ผิดประเวณี หรือทำอนาจาร ไม่ดื่มของมึนเมาหรือรับประทานสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกายและจิตใจ ไม่บ่อนทำลายสังคมแม้ว่าในรูปแบบใดก็ตาม
3. เป็นจริยธรรมอันสูงส่งเพื่อการครองตนอย่างมีเกียรติ เน้นความอดกลั้น ความซื่อสัตย์ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเมตตากรุณา ความกตัญญูกตเวที ความสะอาดของกายและใจ ความกล้าหาญ การให้อภัย ความเท่าเทียมและความเสมอภาคระหว่างมนุษย์ การเคารพสิทธิของผู้อื่น สั่งสอนให้ละเว้นความตระหนี่ถี่เหนียว ความอิจฉาริษยา การติฉินนินทา ความเขลาและความขลาดกลัว การทรยศและอกตัญญู การล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น
ศาสนาอิสลามไม่ใช่ศาสนาที่วิวัฒนาการมาจากศาสนาอื่น และไม่ใช่ศาสนาที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นอย่างเช่นศาสนาอื่น ๆ ที่มีอยู่ในโลก อิสลามเป็นศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าที่เป็นทางนำในการดำรงชีวิตทุกด้าน แก่มนุษย์ทุกคน ไม่ยกเว้น อายุ เพศ เผ่าพันธุ์ หรือฐานันดร
ดังนั้น จึงเป็นการเข้าใจผิดที่ว่า อิสลามมีต้นกำเนิดมาจากศาสนายิว และศาสนาคริสต์ แน่นอน อัลลอฮฺทรงประทานศาสดามูซา (โมเสส) และอีซา (เยซู) ลงมาประกาศสอนศาสนาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม ซึ่งจุดประสงค์ของพระองค์ที่ประทานศาสดาลงมาสั่งสอน ก็เพื่อเชิญชวนมนุษย์ไปสู่การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว ซึ่งได้เริ่มต้นตั้งแต่ศาสดาท่านแรกคือ ศาสดาอาดัม (ขอความสันติจากพระเจ้าพึงมีแด่ท่าน) ศาสนาที่ศาสดาเหล่านั้นนำมาประกาศสั่งสอนคือ อิสลาม มิใช่ศาสนาอื่นใดที่หลายฝ่ายเข้าใจ เนื่องจากคำว่า อิสลาม หมายถึงการสวามิภักดิ์อย่างบริบูรณ์แด่ อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์แต่เพียงพระองค์เดี่ยว ดังนั้น การแตกแยกออกไปจากคำสอนของศาสดาและกลายเป็นศาสนาใหม่ขึ้นมาจึงไม่ได้เกิดจากคำสอนของศาสดา แต่เกิดจากความเข้าใจไขว่เขวของศาสนิกในยุคต่อมา ศาสนาที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานลงมาจึงมีเพียงศาสนาเดียวนั่นคือ ศาสนาอิสลาม ซึ่งพระองค์ประทานศาสดาลงมาทั้งสิ้น 124,000 ท่าน นับตั้งแต่ท่านศาสดาอาดัมเป็นต้นมา จนถึงศาสดาท่านสุดท้ายคือ ศาสดามุฮัมมัด (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและลูกหลานของท่าน) และศาสนาอิสลามได้สมบูรณ์ที่ศาสดามุฮัมมัด ด้วยเหตุนี้ หลังจากศาสดามุฮัมมัดจึงไม่มีศาสดาองค์ใดถูกประทานลงมาอีก เนื่องจากศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าได้พบกับความสมบูรณ์แล้ว พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสว่า (อัล-กุรอาน บทอัลมาอิดะฮฺ โองการที่ 3)
พื้นฐานความเชื่อของอิสลาม
ความเชื่อพื้นฐานของอิสลาม คือ เชื่อในพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเกรียงไกรนามว่า อัลลอฮฺ พระองค์คือผู้ทรงสร้างโลก สร้างมนุษย์ สรรพสัตว์ ท้องฟ้า และแผ่นดิน และสร้างทุกสรรพสิ่งที่อยู่ระหว่างท้องฟ้าและแผ่นดิน ไม่มีผู้ใดมีส่วนร่วมและเกี่ยวข้องกับการสร้างของพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ คือผู้บริบาลโลกและจักรวาลให้ดำเนินไปตามระบบที่พระองค์ทรงวางไว้ และพระองค์เป็นผู้กำหนดธรรมนูญสูงสุดในการดำเนินชีวิต
ผู้ที่เป็นมุสลิม คือผู้ที่ยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม โดยศรัทธาอย่างบริสุทธิ์ใจต่อความเป็นเอกภาพของอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลกและจักรวาล ศรัทธาต่อความเป็นศาสดาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ขอความสันติพึงมีแด่ท่านและลูกหลานของท่าน) ความเชื่อสองประการนี้เป็นสาระของบทปฏิญาณตนของผู้ที่ยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้น ผู้ที่เป็นมุสลิมต้องปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ
อิสลามมิได้แยกวัตถุและจิตใจออกจากกัน อิสลามถือว่าชีวิตเป็นเอกภาพคำสอนของอิสลามประกาศขึ้นมาเพื่อทำให้ชีวิตมนุษย์มีความสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ มุสลิมจึงไม่เชื่อเรื่องการทรมานกาย ไม่สอนให้มนุษย์หนีออกจากโลกของวัตถุและมิให้หลงใหลในวัตถุปัจจัยเหล่านั้น อิสลามเชื่อโดยหลักการว่า การยกระดับจิตใจนั้นสามารถกระทำให้สำเร็จได้โดยการอยู่ในกรอบธรรมของชีวิต จุดมุ่งหมายของอิสลามอยู่ที่การขัดเกลาและการยกระดับจิตใจให้สูงส่ง สร้างดุลยภาพให้แก่ชีวิตโดยการชี้ทางตรงให้มนุษย์ได้ปฏิบัติตาม เพื่อไปสู่ความสันติสุขทั้งด้านการขัดเกลาจิตวิญญาณ การดำรงสันติภาพระหว่างมนุษย์ และการดำเนินไปสู่การเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์
ความศรัทธาต่อคำสอนของศาสนา เป็นเกาะกำบังที่แข็งแรงและดีที่สุด จะไม่ทำให้ชีวิตผันแปรไปสู่ความตกต่ำและล้มเหลว การเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้า จะไม่ทำให้ชีวิตพบกับความระส่ำระสายจนทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนเองตกต่ำและมีชีวิตที่น่ารังเกียจ คนที่มีศรัทธาจะตระหนักอยู่เสมอว่า ชีวิตของเขาได้พันธนาการเข้ากับอำนาจสูงสุดของพระผู้ทรงสร้างโลกและมวลสรรพสิ่งทั้งหลาย ในทุกสถานภาพเขาจะรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าเสมอ และมอบหมายตนเองให้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของพระองค์ตลอดเวลา เขาเป็นผู้มีจิตใจมั่นคงและมีสมาธิเสมอ
โครงสร้างของศาสนาอิสลาม
ในศัพท์เฉพาะของศาสนา ความเชื่อได้ถูกขนานนามว่า รากศรัทธา ของศาสนา ส่วนการปฏิบัติตนในศาสนาเรียกว่า สาขา ของศาสนา ถ้อยคำทั้งสองมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่าง ความเชื่อ และ การปฏิบัติ จากทรรศนะของอิสลามถือว่า ต้นไม้ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ถ้าปราศจาก ราก ดังนั้น จึงไม่มีการภักดีใด ๆ ที่จะดำรงอยู่ได้โดยปราศจากความเชื่อศรัทธา ขณะเดียวกันไม่มีพรรณไม้ใด ๆ ที่จะกำเนิดผลไม้ได้โดยปราศจากกิ่งก้านอันเป็น สาขา ของต้นไม้ ด้วยเหตุนี้ ความเชื่อศรัทธาจึงไม่มีความหมายอันใด ถ้าปราศจากการปฏิบัติ และการประกอบกรรมดี
ศาสนาได้สอนมนุษย์ให้เป็นผู้มีศีลธรรมจรรยาที่ดีงาม และประพฤติปฏิบัติแต่คุณงามความดีตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยเหตุนี้ ศาสนาอิสลามจึงวางอยู่บนหลักคำสอนสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
1- ความศรัทธา
2- จริยธรรม
3- การปฏิบัติ
ความศรัทธา ถ้าหากมนุษย์พิจารณาด้วยสติปัญญาและสามัญสำนึก จะพบว่าจักรวาลและมวลสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่รอบตัวเอง พร้อมกับระบบและระเบียบทั้งหมดมิได้อุบัติขึ้นมาด้วยตัวเอง เป็นที่แน่ชัดว่าสิ่งเหล่านี้ได้ถูกอุบัติขึ้นมาโดยพระผู้สร้างผู้ทรงมหิทธานุภาพ และทรงปรีชาญาณยิ่ง พระองค์ได้สร้างจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาลด้วยอำนาจและความรอบรู้อันไร้ขอบเขต ทรงกำหนดกฎเกณฑ์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไว้ทั่วทั้งจักรวาล ทรงบริบาลจักรวาลด้วยระบบที่ละเอียดอ่อน ไม่มีสรรพสิ่งใดถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร้สาระ และไม่มีสิ่งใดสามารถหลุดพ้นอำนาจของพระองค์ไปได้
พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตาทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาอย่างประเสริฐที่สุด ฉะนั้น จะเป็นไปได้อย่างไรที่พระองค์จะปล่อยให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ตามลำพัง หรือปล่อยให้สังคมมนุษย์ดำเนินไปตามยะถากรรมของตัวเองที่เต็มไปด้วยภยันตรายต่าง ๆ ซึ่งในที่สุดแล้วชีวิตของพวกเขาก็จะประสบกับความหายนะ และความล้มเหลว เป็นความสงสัยที่อยู่ในใจมาตลอดว่า มนุษย์จะดำเนินชีวิตของพวกเขาอย่างไร พระองค์ทรงขจัดความสงสัยเหล่านั้นด้วยการประทานกฎการปฏิบัติต่าง ๆ ผ่านบรรดาท่านศาสดา (ขอความสันติจากพระเจ้าพึงมีแด่ท่าน) ผู้ปราศจากความผิด ให้มาสอนและแนะนำมนุษย์ไปสู่การปฏิบัติ กฎเกณฑ์เหล่านี้เป็นครรลองสำหรับการดำเนินชีวิต อันเป็นสาเหตุทำให้มนุษย์พบกับความสมบูรณ์อย่างแท้จริง แน่นอน มนุษย์อาจมองไม่เห็นมรรคผล หรือได้รับประโยชน์อย่างสมบูรณ์จากคุณงามความดี พวกเขาไม่อาจมองเห็นผลรางวัล หรือการลงโทษของตนเอง จากจุดนี้ทำให้เข้าใจได้ทันที่ว่าต้องมีสถานที่อื่นอีก อันเป็นสถานที่ตรวจสอบการกระทำของมนุษย์อย่างละเอียดด้วยความยุติธรรม ถ้าเป็นคุณงามความดีมนุษย์ก็จะได้รับรางวัลเป็นการตอบแทน แต่ถ้าเป็นความชั่วก็จะถูกลงโทษไปตามผลกรรมนั้น ศาสนาได้เชิญชวนมนุษย์ไปสู่หลักการศรัทธา และความเชื่ออันสัจจริง พร้อมทั้งพยายามผลักดันมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความโง่เขลาเบาปัญญา
จริยธรรม ศาสนาได้สอนว่า ในการดำเนินชีวิตจงเลือกสรรเฉพาะสิ่งที่ดีอันเป็นที่ยอมรับของสังคม จงทำตนให้เป็นผู้ดำรงอยู่ในศีลธรรม พัฒนาตนเองไปสู่การมีบุคลิกภาพที่ดี เป็นคนที่รู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีความห่วงใย มีความเมตตาปรานี มีความรัก ซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น รักษาคำมั่นสัญญา เป็นผู้มีความร่าเริงสดใส มีความยุติธรรม รู้จักปกป้องสิทธิของตน ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น เป็นผู้ที่มีความเสียสละไม่เห็นแก่ตัว และมั่นใฝ่หาความรู้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นคุณสมบัติของผู้ที่มีจริยธรรม ซึ่งความสมบูรณ์ทั้งหมดอยู่ที่ความยุติธรรม
การปฏิบัติ ศาสนาได้สอนว่า กิจการงานต่าง ๆ ที่จะกระทำนั้นต้องมีความเหมาะสมกับตนเอง และสังคม ขณะเดียวกันต้องออกห่างจากการงานที่ไม่ดี และการสร้างความเสื่อมเสียอย่างสิ้นเชิง ส่วนการประกอบคุณงามความดีอื่น ๆ การถือศีลอด นมาซ และสิ่งที่คล้ายคลึงกับสิ่งเหล่านี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเป็นบ่าวที่จงรักภักดีและปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเจ้า กฎเกณฑ์และคำสอนของศาสนาทำหน้าที่คอยควบคุมความประพฤติของมนุษย์ ทั้งที่เป็นหลักศรัทธา หลักปฏิบัติ และจริยธรรมตามที่กล่าวมาแล้ว การยอมรับและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้มนุษย์พบกับความสมบูรณ์ เพราะผู้ที่ปฏิบัติตามความถูกต้อง มีจริยธรรมที่ดีงาม มีความประพฤติที่เรียบร้อยเท่านั้น จะเป็นผู้ที่มีชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง