แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. สำนักคิดฮะดีซ

สำนักคิดฮะดีซ

สำนักคิดฮะดีซนอกจากจะเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกเริ่ม เกี่ยวกับกลักความเชื่อที่สำคัญในศาสนาอิสลามแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญต่อการกำเนิดขึ้นของสำนักคิดอัชอะรีย์อีกด้วย
เกี่ยวกับเรื่องราวของสำนักคิดฮะดีซเดิมที่ เกี่ยวข้องกับฟิกฮฺและการอิจญฺติฮาด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วฟะกีฮฺฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ถ้าหากจะพิจารณาด้านวิธีการแล้ว สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่: กลุ่มแรกศูนย์กลางของพวกเขาอยู่ที่อีรัก ซึ่งกฎชัรอีย์นอกจากจะได้รับจากอัล-กุรอาน และฮะดีซแล้ว พวกเขายังเกณฑ์สติปัญญาเป็นหลักประกอบการอิจญฺติฮาดอีกด้วย นอกจากนั้นพวกเขายังถือว่า การกิยาส เป็นหนึ่งในฟิกฮฺที่เชื่อถือได้  หรือแม้แต่บางเรื่องพวกเขายังนำเอาการกิยาสเป็นบทนำ ซึ่งคนกลุ่มนั้นคือเหล่าสหายของท่านศาสดาที่มีชื่อเสียง และหนึ่งในสหายคนสำคัญคือ อบูฮะนีฟะฮฺ (เสียชีวิตเมือ ฮ.ศ. 150)
อีกกลุ่มหนึ่งศูนย์กลางของพวกเขาอยู่ที่ ฮิญาซ  พวกเขาได้ยึดภายนอกของอัล-กุรอานและฮะดีซเป็นเกณฑ์ แต่พวกเขาปฏิเสธเรื่องภูมิปัญญา บุคคลเหล่านี้เรียกว่า อะฮฺลุฮะดีซ หรือ อัซฮาบุลฮะดีซ หัวหน้าของพวกเขาคือ มาลิก บิน อนัส (เสียชีวิตเมื่อ ปี ฮ.ศ. ที่ 179) มุฮัมมัด บนิ อิดรีส ชาฟิอียฺ  (เสียชีวิตเมื่อ ปี ฮ.ศ. 204 ) และอะฮฺมัด บิน ฮันบัล
อะฮฺลุฮะดีซ ได้นำเอาวิธีการด้านฮะดีซไปใช้ในเรื่องหลักศรัทธาด้วยเช่นกัน  พวกเขาจะยึดถือเพียงภายนอกของอัล-กุรอานและฮะดีซเท่านั้น พวกไม่ใช่แค่ไม่ยอมรับสติปัญญาว่าเป็นแหล่งอ้างอิงอิสระสำหรับการอนุมานด้านหลักศรัทธาเท่านั้น แต่ทว่ายังต่อต้านการวิพากด้านภูมิปัญญาเกี่ยวกับฮะดีซ และความเชื่อ อีกนัยหนึ่งกล่าวได้ว่าชนกลุ่มนี้ยังปฏิเสธคำพูดที่มาจากภูมิปัญญา ซึ่งในนั้นมีภูมิปัญญาเป็นแหล่งอ้างอิงอิสระด้านความเชื่อ และพวกเขายังปฏิเสธ คำพูดที่มาจากการอ้างอิง ซึ่งในนั้นมีสติปัญญาเป็นแหล่งพิสูจน์สำคัญ พวกเขาไม่ยอมรับบทบาทของภูมิปัญญาในการปกป้องศาสนา เป็นที่รู้จักกันดีเมื่อบุคคลหนึ่งได้ถามมาลิก บิน อะนัส เกี่ยวกับโองการที่กล่าวว่า “พระผู้ทรงปรานีทรงประทับอยู่เหนือบัลลังก์ (อัล-กุรอาน บทฏอฮา: 5) เขาได้ตอบว่า : การประทับของพระเจ้าอยู่เหนือบัลลังก์เป็นที่รู้จักกันดี แต่วิธีการประทับของพระองค์ยังคลางแคลงใจอยู่ แต่เป็นวาญิบต้องศรัทธาต่อสิ่งนั้น ส่วนการถามเกี่ยวกับสิ่งนั้นเป็นบิดอะฮฺ
อย่างไรก็ตาม อะฮฺลุฮะดีซมีแนวคิดเป็นปรปักษ์กับศาสนา และโดยพื้นฐานแล้วยังปฏิเสธวิชาวิพากษ์วิทยาอีกด้วย บุคคลที่มีมีชื่อเสียงมากที่สุดในกลุ่มนี้ ได้แก่ อะฮฺมัด บิน ฮันบัล ซึ่งเขามีหนังสือที่แสดงความคิดขั้นพื้นฐานความเชื่อของกลุ่มนี้เอาไว้ ซึ่งพอจะสรุปความเชื่อของเขาได้ดังนี้
1- ความเชื่อ คำพูด การกระทำ และความตั้งใจ ความเชื่อหรืออีมานนั้นมีระดับต่างกัน ความศรัทธานั้นมีข้อยกเว้นหมายถึงถ้าหากมีบุคคลหนึ่งถามเกี่ยวกับความศรัทธา จำเป็นต้องตอบว่า ฉันเป็นมุอ์มิน อินชาอัลลอฮฺ (ถ้าพระเจ้าทรงประสงค์)
2- ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ล้วนเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตของพระเจ้าทั้งสิ้น และมนุษย์ไม่อาจหนีหรือไม่อาจเลือกโชคชะตาได้ ทุกการกระทำของมนุษย์ เช่น การผิดประเวณี ดื่มสุรา ขโมย และอื่นๆ ล้วนเป็นการกำหนดของพระเจ้าทั้งสิ้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่มีผู้ใดต่อรองหรือท้วงติงพระเจ้าได้ทั้งสิ้น ถ้าหากบุคคลหนึ่งคิดว่าผู้กระทำความผิดนั้นได้ภักดีพระเจ้า แต่พวกเขาเป็นผู้ประสงค์ที่จะทำบาป เท่ากับว่าบุคคลนี้ได้เอาความประสงค์ของตนเอง ควบคุมเหนือประสงค์ของพระเจ้า  แต่ไม่มีบุคคลใดมีความรู้เหนือพระเจ้า และบุคคลใดก็ตามมีความเชื่อว่าความรู้ของพระเจ้าครอบคลุมโลก เขาก็ต้องยอมรับการกำหนดของพระเจ้าด้วยเช่นกัน
3 ตำแหน่งกาหลิบและอิมามมะฮฺตราบจนถึงวันกิยามะฮฺเป็นของเผ่ากุเรช
4 ญิฮาด จะต้องเกิดพร้อมกับอิมาม, ไม่ว่าอิมามจะเป็นคนที่มีความยุติธรรมหรือกดขี่กดขี่ก็ตาม
5 นมาซวันศุกร์ ฮัจญฺ และนมาซอีด (อีดกุรบานและอีดฟิฎร์) นอกจากอิมามะฮฺจะไม่ถูกยอมรับ ถึงแม้ว่าอิมามจะไม่มีความยำเกรงหรือไม่มีความยุติธรรมก็ตาม
6 ทานภาษีและการบริจาค อยู่ในอำนาจของผู้ปกครอง, แม้ว่าเขาจะไม่ยุติธรรมก็ตาม;
7 ถ้าหากสุละต่านมีคำสั่งให้ทำบาป จะต้องไม่ปฏิบัติตามเขา แต่ไม่อนุญาตให้หนีออกจากสุละต่านแม้ว่าจะกดขี่ก็ตาม;
8 ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธมุสลิม เนืองจากบาปกรรมของเขา ยกเว้นในกรณีที่มีฮะดีซกำกับไว้ เช่น การละทิ้งนมาซ ดื่มสุราและอุปโลกน์ในศาสนา
9 การลงโทษในหลุมฝังศพ ซิรอฎ ตราชั่ง แตรสังข์, สวรรค์, นรก, แผ่นบันทึก การให้ชะฟาอะฮฺ เป็นสิทธิ์ของทุกคน สวรรค์และนรกนั้นเป็นอมตะนิรันดร;
10 อัล-กุรอานเป็นพระวจนะของพระเจ้า ไม่ใช่สิ่งถูกสร้าง แม้แต่คำอักษร และเสียงอ่านอัล-กุรอาน ก็ไม่ใช่สิ่งถูกสร้าง ดังนั้น ถ้าบุคคลใดเชื่อว่าอัล-กุรอาน เป็นสิ่งถูกสร้างและเป็นสิ่งใหม่ เท่ากับเขาเป็นกาฟิร
อะฮฺลุฮะดีซ ยังมีทัศนะอื่นอีก เช่น การมองเห็นอัลลอฮฺ (ซบ.) ด้วยตา อีกทั้งยังอนุญาตเรื่อง มนุษย์ไม่อาจกระทำหน้าที่เกินกำลังสมารถของตนได้และพิสูจน์คุณลักษณะดีงามของพระองค์ ซึ่งประเด็นนี้จะกล่าวถึงฮะดีซของอะชาอิเราะฮฺในโอกาสต่อไป
คำสรุป
1 อะฮฺลุฮะดีซ นั้นตามความเป็นจริงแล้วเป้นเรื่องราวเกี่ยวกับหลักนิติศาสตร์ (ฟิกฮฺ) ซึ่งพวกเขาได้ยึดเฉพาะภายนอกของอัลกุรอานและฮะดีซเท่านั้น โดยปฏิเสธเรื่องของสติปัญญาอย่างสิ้นเชิง ซึ่งหัวหน้าในเรื่องนี้คือ มาลิก บิน อะนัส มุฮัมมัด บิน อิดรีส ชาฟิอียฺ อะฮฺมัด บิน ฮันบัล
2 อะฮฺลุฮะดีซ ได้นำเอาวีธีการของฟิกฮ์มาใช้ในเรื่องหลักศรัทธาด้วย มิหนำซ้ำยังปฏิเสธทุกการวิพากษ์ที่เกิดจากสติปัญญา สรุปก็คือพวกเขาปฏิเสธรากเหง้าของความรู้ด้านวิพากษ์วิทยาโดยปริยาย เกี่ยวกับประเด็นนี้ทัศนะของ อะฮฺมัด บิน  ฮันบัล นั้นมีบทบาทสำคัญและมีผลมากยิ่งกว่าบุคคลอื่น
3 บางคนจากอะฮฺลุฮะดีซนั้นมีความเชื่อ ซึ่งความเชื่อของเขาที่ปรากฏอยู่ในตำราด้านความเชื่อของ อะฮฺมัด บิน ฮันบัล โดยกล่าวว่า:
1- ความเชื่อ คำพูด การกระทำ และความตั้งใจ ซึ่งเพิ่มหรือลดลงได้และในความศรัทธานั้นมีข้อยกเว้น
2 ทุกสิ่งที่ปรากฏขึ้นบนโลกนี้ถือเป็นชะตากรรม และเป็นการกำหนดของพระเจ้า มนุษย์ไมม่มีสิทธิ์เลือกการกระทำของตน
3 ญิฮาด, และนมาซวันศุกร์ นมาซอีดทั้งสอง และฮัจญฺ จะถูกยอมรับถ้าหากกระทำพร้อมกับอิมามเท่านั้น
4 ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธมุสลิมเพียงเพราะเขาทำบาป,
5 อัล-อานเป็นพระดำรัสของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งถูกส้ร้าง
อะชาอิเราะฮฺ :
อะชาอิเราะฮฺ คือ นามหนึ่งสำหรับกลุ่มชนที่เชื่อฟังปฏิบัติตาม อบุลฮะซัน อัชอะรีย์ (ฮ.ศ. 260-324) ดังที่เราได้ประจักษ์แล้วการกำเนิดสำนักคิดนี้ เนื่องจากเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างชนสองกลุ่มนั่นคือ เคาะวาริจญ์ และมุรญิอะฮฺ ในปัญหาเกี่ยวกับความศรัทธาและการปฏิบัติอย่างรุนแรง
ส่วนอบุลฮะซัน อัชอะรีย์ คือผู้ริเริ่มสร้างแนวทางระหว่างวิธีการที่สุดโต่งของมุอ์ตะซิละฮฺ ซึ่งอาศัยภูมิปัญญาเป็นเกณฑ์ในการแก้ไขปัญหา และกลุ่มสุดโต่งอีกกลุ่มหนึ่งที่ปฏิเสธเรื่องภูมิปัญญาอันได้แก่ อะฮฺลุฮะดีซทั้งหลาย ได้เกิดขึ้นในช่วงต้นฮิจญฺเราะฮฺศตวรรษที่ 2 ซึ่งแนวคิดทั้งสองนั้นได้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชาติอิสลาม และมีแนวโน้มขยายวงกว้างออกไป ที่สำคัญคนสองกลุ่มเริ่มหันหน้ามาเผชิญกัน
กลุ่มแรก นั้นเชื่อว่า สติปัญญา คือแหล่งอ้างอิงอสระสำหรับหลักศรัทธา และยังได้เน้นอีกว่าเป็นแนวทางสำคัญในป้องกันอิสลาม จนในที่สุดแนวคิดของคนกลุ่มนี้ได้กลายเป็นความสุดโต่งในที่สุด อีกด้านหนึ่งคือ กลุ่มชนที่ปฏิเสธเรื่องภูมิปัญญา หรือปฏิเสธทุกสิ่งที่อาศัยภมิปัญญาเป็นหลักในเรื่องหลักศรัทธา และได้ยึดเอาภายนอกของอัล-กุรอานโดยปราศจากการวิเคราะห์และวิจัยและปราศจากการคิด พวกเขาได้แสดงมาตรฐานและหลักการของศาสนาออกสู่สังคมเพียงเท่านั้น  ส่วนอัชอะรีย์ได้เริ่มต่อสู้กับทั้งสองความคิดเริ่มต้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 4 โดยมีเจตนาที่จะปกป้องหลักความเชื่อของอะฮฺลุฮะดีซ และมีการปฏิบัติในสายกลาง ซึ่งทั้สองเหตุการณ์นั้นแสดงให้เห็นว่าจะต้องมีแนวทางหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวทางสายกลางที่เข้ากันได้ทั้งหลักการของสติปัญญา และเข้ากันได้กับหลักเหตุผลของการอ้างอิง
อบุลฮะซัน อะลี บิน อิสมาอีล อัชอะรี นับตั้งแต่วัยหนุ่มเขามีความคิดจและความสนใจในความคิดและหลักการทางความเชื่อของอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเวลานั้นคือ มุอ์ตะซลียฺ (เสียชีวิต เมือ ฮ.ศ.303) เขาได้เรียนรู้วิชาการต่างๆ จากมุอ์ตะซิละฮฺ จนกกระทั้งอายุได้ 40 ปี เขาคือผู้ปกป้องแนวคิดของมุอ์ตะซิละฮฺมาโดยตลอด  นอกจากนั้นเขายังได้เขียนหนังสือต่างๆ อีกมากมายโดยมีจุดประสงค์ดังกล่าวนั้น
ในช่วงเวลานั้นได้เกิดแนวคิดสายกลาง และทัศนะใหม่ที่ตรงกันข้ามกับแนวคิดของมุอ์ตะซิละฮฺ และอะฮฺลุฮะดีซ อัชอะรีย์ เป็นด้านหนึ่งเสมือนคนแปลกหน้าที่นำเสนอ แหล่งอ้างอิงทางความเชื่อจากอัล-กุรอานและฮะดีซ ด้วยเหตุนี้ แนวคิดของอัชอะรีย์เริ่มที่จะขัดแย้งกับแนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺ แต่จะโน้มเอียงไปทางด้านอะฮฺลุฮะดีซ ขณะเดียวกันทัศนะของท่านนั้นก็มีความขัดแย้งกับชาวฮะดีซทั้งหลาย ซึ่งไม่ได้อนุญาตเฉพาะด้านการวิพากหรือการพิสูจน์ในการตีความและอธิบายหลักศรัทธาเท่านั้น ทว่าเขาได้นำเอาสิ่งนั้นไปสู่การปฏิบัติ และเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวเขาได้เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งนามว่า ริซาละตุน ฟี อิสติฮ์ซาน อัลเคาฎ์ ฟี อิลมิลกะลาม เป็นหนังสือที่เขียนในแนววิเคราะห์ และขณะเดียวกันก็ได้ปกป้องหลักการด้านวิพากษ์วิทยาด้วย อัชอะรีย์นอกจากจะถือว่า การรายงานนั้นเป็นหลักแล้ว ยังถือว่าสติปัญญามีบทบาทสำคัญในการตีความ และยังเป็นตัวปกป้องที่ยิ่งใหญ่ ในตอนเริ่มต้นริซาละฮฺของเขา เขายังได้วิภาษแนวคิดของมุอ์ตะซิละฮฺ ส่วนในภาคปฏิบ้ติเขาได้ต่อสู้กับแนวคิดและวิธีการของมุอ์ตะซิละฮฺ  แน่นอน อัชอะรีย์ได้นำเอาวิธีการของฮะดีซมาเปลี่ยนวิธีการของภูมิปัญญา และปรับให้เป็นค่ากลาง เพื่อจะได้เข้ากันได้กับทัศนะของมุอ์ตะซิละฮ์
แนวคิดของอัชอะรีย์
ในส่วนนี้จะกล่าวถึงวิธีและแนวคิดของอัชอะรีย์เกี่ยวหลักความเชื่อของเขา  ดังนั้น เพื่อความเข้าใจอันดีงามจึงขอเปรียบเทียบโดยสรุป ระหว่างแนวคิดของอัชอะรีย์กับอะฮฺลุฮะดีซและมุอฺตะซิละฮฺ
ก) ความเชื่อเรื่องซิฟัต คะบะรียะฮฺ : ในวิชาวิพากวิทยานั้นบางครั้ง จะเห็นว่ามีการจัดแบ่งคุณลักษณะของพระเจ้าออกเป็นซาตียะฮฺและคะบะรียะฮฺ จุดประสงค์ของซิฟัตซาตียะฮฺ หมายถึงความสมบูรณ์ เช่น ความรู้และ อำนาจ สติปัญญาจะเป็นตัวพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า ซิฟัตคะบะรียะฮฺ เป็นซิฟัตที่ปรากฏอยู่ในโองการต่างๆ และฮะดีซ ซึ่งสติปัญญาจะไม่พิสูจน์คุณลักษณะเหล่านี้โดยตรงว่าเป็นของพระเจ้า เช่น จะไม่พิสูจน์ว่าการมีมือ หรือเท้า หรือใบหน้า นั้นเป็นของพระเจ้า ซึ่งการมีอยู่ของซิฟัตเหล่านี้ในหมู่นักวิชาการฝ่ายวิพากษ์วิทยาก็ยังมีความขัดแย้งกันอยู่อีกมากมาย
นักฮะดีซ กลุ่มหนึ่งทีมีชื่อเสียงเรียกว่า กลุ่ม ฮัชวียะฮฺ พวกเขาจะพิสูจน์ซิฟัตคะบะรียะฮฺ ด้วยการเปรียบเทียบว่าเป็นของพระเจ้า พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีซิฟัตคะบะรียะฮฺ ตามความหมายภายนอกที่ปรากฏ ดังที่บรรดาสิ่งถูกสร้างทั้งหลายมีอยู่ และถ้าเป็นเช่นนั้นก็แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงมีความละม้ายคล้ายคลึงกับสิ่งถูกสร้างของพระองค์ ชะฮฺริสตานีย์ เป็นบุคคลหนึ่งจากสำนักคิดเหล่านี้กล่าวว่า บรรดาผู้มีความเชื่อทั้งหลายสามารถสัมผัสพระเจ้าได้ สามารถสัมผัสพระหัตถ์และสวมกอดพระองค์ได้, นอกจากนั้นนักฮะดีซบางคนเขายังมีความเชื่ออย่างสุดโต่งเกี่ยวกับซิฟัตคะบะรียะฮฺของพระเจ้า พวกเขานอกจากจะเชือว่าซิฟัตคะบะรียะฮฺ เป็นของพระเจ้าแล้วพวกเขายังได้แสดงทัศนะอีกว่าไม่มีการตีความใดๆ สำหรับซิฟัตเหล่านั้น ทว่าพวกเขากล่าวเน้นย้ำว่า ซิฟัตเหล่านั้นเป็นของพระเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัยใดๆ ทังสิ้น
ท่านมาลิก บิน อะนัสได้ตอบคำถามที่ถามว่า พระเจ้าทรงประทับอยู่บนบัลลังก์นั้นเป็นอย่างไร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวคิดของพวกเขาได้เป็นอย่างดี แต่ส่วนมุอ์ตะซิละฮฺ นั้นกลับมีความเชื่อว่าพระเจ้าทรงปราศจากความคล้ายเหมือนกับสิ่งถูกสร้างทั้งปวง เป็นที่แน่ชัดว่า คุณลักษณะ เช่น การมีมี หรือเท้าสำหรับพระเจ้าแล้วเป็นสิ่งไม่อนุญาตอย่างแน่นอน อีกด้านหนึ่งโองการอัล-กุอานและฮะดีซจำนวนมากมาย ที่กล่าวพาดพิงคุณลักษณะเหล่านี้ไปยังพระเจ้า ซึ่งมุอฺตะซิละฮฺ ได้แก้ไขสถานการณ์เหล่านั้น ด้วยการตีความหรือการตะอฺวีล เช่น พระหัตถ์ของพระเจ้า (ยะดุลลอฮฺ) นั้นได้ตีความว่าหมายถึง อำนาจของพระเจ้า
อัชอะรีย์ นั้นด้านหนึ่งยอมรับการตีความของชาวฮะดีซในการพิสูจน์คุณลักษณะเหล่านี้ของพระเจ้า แต่อีกด้านหนึ่งได้วางเงื่อนไขว่า ไม่มีความคล้ายเหมือน ไม่มีการเพิ่มให้มากว่าเป็นหนึ่งในคุณลักษณะของพระเจ้า เขากล่าวว่า ดังเช่นที่กล่าวว่าพระเจ้าทรงมีมือนั้นถูกต้อง ทว่ามือของพระเจ้าปราศจากกรรมวิธีและความคล้ายเหมือนดังที่พระองค์ตรัสว่า “มือของพวกเขาต่างหากที่ถูกล่ามตรวน” (อัล-กุรอาน บทมาอิดะฮฺ 64) ทำนองเดียวกันอัลลอฮฺตรัสว่า พระองค์ทรงมีตาแต่ตาของพระองค์ไม่ได้เป็นดังเช่นที่เราเข้าใจ ดังที่อัล-กุรอานกล่าวว่า “ มัน (เรือ) ได้แล่นไปต่อหน้าเรา (ภายใต้การคุ้มครองของเรา) (อัล-กุรอาน บทเกาะมัร 64)
ข) การบังคับและเจตนารมณ์เสรี อะฮฺลุฮะดีซ นั้นมีความเชื้อเรืองการกำหนดกฎเกณฑ์ของพระเจ้า และไร้ความสามารถในการรวมความเชื่อ กับเจตนารมณ์เสรีของมนุษย์ และยังไม่สามารถคิดถึงบทบาทในการกระทำของมนุษย์ได้ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงตกหลุมพรางแนวคิดของคะบะรียะฮ ประเด็นดังกล่าวนี้เป็นหนึ่งในประโยคคำพูดที่ปรากฏอยู่ในหนังสือหลักความเชื่อของ อิบนุฮันบัล ขณะที่มุอฺตะซิละฮฺ นั้นเชือในเรืองเสรีภาพของมนุษย์ทีมีต่อการกระทำ และเจตนารมณ์เสรีของตนเอง ซึ่งเขาไม่ได้คำนึงถึงบทบาทของพระเจ้าที่มีต่อการกำหนดกฎสภาวะ อำนาจ และความประสงค์ของพระองค์ที่ต่อการกระทำในทำนองนั้นแต่อย่างใด อัชอะรีย์นั้นเชื่อว่า เรื่องกะฎอกะดัรนั้นไม่เพียงแค่เป็นความเชื่อที่ครอบคลุมเท่านั้น ทว่าแม้แต่การกระทำและเจตนารมณ์เสรีของมนุษย์ ก็ถูกสร้างโดยอัลลอฮฺ อีกด้านหนึ่งความพยายามนั้นมีบทบทบาทสำหรับการกระทำและเจตนารมณ์เสรีของมนุษย์ อัชอะรีย์ได้อธิบายบทบาทนี้ในกรอบของทัศนะที่ค้นพบ อีกด้านหนึ่งทัศนะดังกล่าวนี้ เป็นหนึ่งในทัศนะที่สำคัญที่สุดและสลับซับซ้อนที่สุดสำหรับทัศนะของอัชอะรีย์  ซึ่งจะอธิบายโดยละเอียดเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีงามแก่ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ดังนี้ :
คำว่า กัซบ์ เป็นคำพูดหนึ่งของ อัล-กุรอาน ซึ่งปรากฏอยู่ในหลายโองการด้วยกัน และได้สัมพันธ์คำๆ นี้มายังมนุษย์ นักวิพากษ์วิทยาบางท่าน เช่น อัชอะรีย์ ได้อธิบายทัศนะของตนโดยใช้คำๆ นี้ ขณะที่เขาต้องการที่จะอธิบายความหมายอันเฉพาะสำหรับคำว่า กัซบ์ เขาได้นำเอาคำๆ นี้มาเป็นหลักในทัศนะของตนในเรื่องการบังคับ และการเลือกสรร และสำหรับการอธิบายการกระทำ และเจตนารมณ์เสรีของมนุษย์
แม้ว่าก่อนหน้าอัชอะรีย์ มีนักวิพากษ์คนอื่นๆ ได้กล่าวถึงประเด็นต่างๆ เหล่านี้ไว้มากมาย แต่หลังจากอัชอะรีย์แล้ว คำว่ากัซบ์ ได้ถูกรู้จักในนามของเขา ซึ่งเมือกล่าวถึงคำว่า กัซบ์ ได้บ่งชี้ให้เห็นทัศนะของ กัซบ์ และจะต้องการหรือไม่ก็ตามนามของอัชอะรีย์ได้ถูกรำลึกถึงโดยปริยาย
หลังจากอัชอะรีย์แล้ว บรรดานักวิพากษ์วิทยา ได้นำเสนอหลักฐานในการอธิบายอันเฉพาะเจาะจง ซึ่งมีความแตกต่างกับทัศนะของอัชอะรีย์ แต่ในที่นี้จะนำเสนอเฉพาะทัศนะของอัชอะรีย เกี่ยวกับคำว่า กัซบ์ ซึ่งหลักแนวคิดของเขาเป็นดังนี้
1) คำว่า อำนาจ นั้นมี 2 ประเภท กล่าวคือ อำนาจเก่าแก่ ซึ่งอำนาจนั้นเป็นของอัลลอฮฺ แต่เพียงผู้เดียว มีผลต่อการสร้างสรรค์และการกระทำอย่างยิ่ง ส่วนอำนาจอีกประการหนึ่ง เป็นอำนาจใหม่ ไม่มีผลต่อการสร้างสรรค์หรือการกระทำแต่อย่างใด ประโยชน์ของอำนาจใหม่คือ เจ้าของอำนาจจะมีความรู้สึกว่าตนมีอิสระและมีเจตนารมณ์เสรี และคิดว่าตนมีความสามารถกระทำภารกิจนั้นได้
2) การกระทำของมนุษย์คือ งานสร้างของพระเจ้า ประเด็นนี้ถือว่าเป็นกฎเกณฑ์โดยทั่วไปของสำนักคิดอัชอะรีย์ ซึ่งในทัศนะของเขา ผู้สร้างเฉพาะพระเจ้าเท่านั้น ทุกสิ่งแม้แต่การกระทำของมนุษย์ก็เป็นสิ่งถูกสร้างของพระเจ้าด้วย  เขากล่าวว่า ผู้กระทำการงานที่แท้จริงคือ อัลลอฮฺ เนื่องจากพระองค์เท่านั้นที่มีอำนาจเก่าแก่และมีผลต่องานสร้างสรรค์ทั้งหลาย ซึ่งอำนาจเก่าแก่นั้นเฉพาะเจาะจงสำหรับอัลลอฮฺ เท่านั้น
3) บทบาทของมนุษย์ คือ การสรรหาการกระทำ อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงสร้างการกระทำของมนุษย์ และมนุษย์มีหน้าที่ค้นหาการกระทำที่ถูกสร้างขึ้นแล้วของพระองค์
4) การจัดหา (กัซบ์) หมายถึงการนำเอาการสร้างการกระทำ มาไว้เคียงข้างกับการสร้างพลังงานในตัวมนุษย์ อัชอะรีย์เขียนว่า ความจริง ณ ฉันหมายถึงการได้มาและการจัดหา การเกิดขึ้นของการกระทำพร้อมกับการกำเนิดของพลังงานใหม่ ดังนั้น ผู้จัดหาการกระทำคือผู้บุคคลที กริยาพร้อมกับพลังงาน (เกิดขึ้น) ได้ถูกกำเนินขึ้นในตัวเขา เช่น เวลาที่เรากล่าวว่า คนๆ หนึ่งกำลังเดิน การเดินคือสิ่งที่เราได้จัดหา หมายถึงพร้อมกับการสร้างการเดินของพระเจ้าในตัวของคนๆ หนึ่ง ขณะเดียวกันพระองค์ก็ได้สร้างพลังของการเกิดขึ้นใหม่ในตัวเขา เพื่อเขาจะได้รู้สึกว่า เขาคือผู้สร้างกริยานั้นให้เกิดขึ้นเอง
5) ในมุมมองดังกล่าวนี้ จะเห็นความแตกต่างกันระหว่างกริยาที่ขึ้นโดยเจตนารมณ์เสรี กับกริยาที่ไม่ได้เกิดจากเจตนารมณ์เสรี กล่าวคือ กริยาที่เกิดจากเจตนารมณ์เสรีนั้น ขณะที่กระทำเขามีพลังในการสร้างให้เกิดขึ้น มีความรู้สึกเป็นอิสระ ส่วนกริยาที่ไม่ได้เกิดจากเจตนารมณ์เสรี เจ้าของกริยาไม่มีพลังงานนั้น จึงทำให้เขารู้สึกว่าถูกบังคับและมีความจำเป็น
6) แม้ว่ามนุษย์จะเป็นผู้จัดหารกริยา ทว่าการจัดหานั่นเองเป็นสิ่งถูกสร้างของพระเจ้า ซึ่งเหตุผลของประเด็นดังกล่าวในทัศนะของอัชอะรีย์เป็นที่ชัดเจนมาก เนื่องจากประการแรก ตามกฎเกณฑ์ข้างต้นทุกสิ่งที่มาจากการ จัดหา คือสิงถูกสร้างของพระเจ้า ประการที่สอง การจัดหาหมายถึง การนำเอากริยากับพลังงานที่เกิดขึ้นใหม่มาไว้ในมนุษย์ ดังนั้น ทั้งกริยาและพลังงานคือสิ่งเกิดขึ้นใหม่คือ การสร้างสรรค์ของพระเจ้า ฉะนั้น ทั้งสองจึงเป็นสิ่งถูกสร้างของพระเจ้า อัชอะรีย์ ขณะอธิบายประเด็นดังกล่าวเขาได้อ้างอิงอัล-กุรอาน โองการหนึ่งที่ว่า ยังกล่าวถึงข้อเพื่อบรรเทาเอกสารนี้กล่าวว่า : “ทั้ง ๆ ที่อัลลอฮฺทรงสร้างพวกท่านและสิ่งที่พวกท่านประดิษฐ์มันขึ้นม” (อัล-กุรอาน บทอัซซอฟาต : 96)
7) คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้คือว่า ถ้าหากการจัดหาคือสิ่งถูกสร้างของพระเจ้า แล้วเพราะเหตุใดจึงนำเอาสิ่งนั้นมาสัมพันธ์กับมนุษย์ พร้อมกับกล่าวว่า นั้นคือการกระทำของมนุษย์
คำตอบ เนื่องจากอัชอะรีย์เชื่อว่า เกณฑ์ของผู้จัดหาและการจัดหาคือ การจัดหาไม่ใช่การสร้างการจัดหา เช่น ถ้าได้สถิตในสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหว เราเรียกว่า ผู้ให้การเคลื่อนไหว ไม่ใช่เรียกผู้สร้างการเคลื่อนไหว ในที่นี้เราจึงเรียกมนุษย์ในฐานะที่จัดหาว่าเป็น ผู้จัดหา
ในบทสรุป แบบฉบับของพระเจ้าจะครอบคลุมอยู่เหนือสิ่งหนึ่ง เมื่อตกลงว่ากริยาที่เกิดจากเจตนารมณ์เสรีได้ออกมาจากมนุษย์ อัลลอฮฺทรงสร้างกริยากับพลังเกิดขึ้นใหม่ในตัวมนุษย์พร้อมกับกริยา และมนุษย์คือสถานที่เกิดกริยาและพลังงานใหม่ ในความหมายก็มนุษย์ก็คือ สถานที่จัดหา หมายถึง กริยากับพลังงานได้เกิดที่เขา ด้วยเหตุนี้ ความเข้าใจของอัชอะรีย์ก็คือ กริยาที่เกิดจากเจตนารมณ์เสรีของมนุษย์ในความเป็นจริงแล้วก็คือ การบีบบังคับนั่นเอง แม้ว่ามนุษย์จะพยายามขวนขวายเพื่อให้ตนมีบทบาทก็ตาม แต่ในที่สุดแล้วตามเขาก็เดินตามแนวทางที่พวก อะฮฺลุฮะดีซ  และพวกนิยัตินิยมได้เดินไป
ความแตกต่างกันของอัชอะรีย์กับพวกอะฮฺลุฮะดีซในประเด็นนี้คือ ความพยายามด้านแนวคิดและการใช้ภูมิปัญญาของเขา ที่ว่าการงานของพวกอะฮฺลุฮะดีซไม่มีความเหมาะสมและไม่ถูกต้องนั่นเอง
ค) พระดำรัสของพระเจ้า พวกอะฮฺลุฮะดีซเชื่อว่า พระดำรัสของพระเจ้าก็คือเสียงและอักษร ที่วางอยู่บนพื้นฐานของอาตมันของพระเจ้า และเป็นสิ่งเก่าแก่
พวกเขาได้เลยเถิดในประเด็นดังกล่าวไปอย่างมาก บางคนในหมู่พวกเขามีความเชื่อว่า แม้ปกและแผ่นกระดาษของอัล-กุรอานก็เป็นของเก่าแก่ด้วยเช่นกัน
มุอ์ตะซิละฮฺ ก็เชื่อเช่นเดียวกันว่าพระดำรัสของพระเจ้า คือ เสียงและตัวอักษรเช่นกัน แต่สิ่งนี้ไม่ได้วางอยู่บนอาตมันของพระเจ้า พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างพระดำรัสไว้ในเลาฮุนมะฮฺฟูซ หรือไม่ญิบรออีลก็ได้สร้างสิ่งนั้นร่วมกับนบี ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเชื่อว่า พระดำรัสของพระเจ้าเป็นสิ่งใหม่
อัชอะรีย์ พยายามอย่างยิ่ง ที่จะหาแนวทางสายกลางที่ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง เขาได้แบ่งพระดำรัสของพระเจ้าออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ พระดำรัสที่เป็นลายลักษณ์อักษรอันประกอบด้วย เสียงและอักษร ในประเด็นนี้เขากล่าวว่าแนวคิดของมุอ์ตะซิละฮฺถูกต้อง และถือว่าพระดำรัสเป็นสิ่งใหม่ อีกประการหนึ่ง พระดำรัสคือ ตัวตนในส่วนนี้เหมือนกับพวกอะฮฺลุฮะดีซ ที่ว่าพระดำรัสของพระเจ้าวางอยู่บนอาตมันและเป็นสิ่งเก่าแก่ พระดำรัสที่แท้จริงก็คือ พระดำรัสที่เป็นตัวตนซึ่งวางอยู่บนอาตมัน และได้รับการอธิบายโดยคำ พระดำรัสที่เป็นชนตัวตนนี้ เป็นหนึ่งเดียวไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขระที่คำพูดที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นมีการเปลี่ยนแปลง และพระดำรัสที่เป็นตัวตนนั้นสามารถอธิบายได้ด้วยประโยคต่างๆ
ง) การมองเห็นพระเจ้า อะฮฺลุฮะดีซกลุ่มหนึ่งซึ่งรู้จักกันในนามของพวก มุชับบะฮะ ฮัชวียะฮฺ , พวกเขาเชื่อว่า อัลลอฮฺ นั้นสามารถเห็นได้ด้วยตา ส่วนมุอ์ตะซิละฮฺปฏิเสธการมองเห็นพระเจ้าในทุกรูปแบบ ในประเด็นนี้ อัลอะรีย์ ต้องการหาแนวทางสายกลาง เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงความสุดโต่งและปลอดภัยจากความเลยเถิด  เขาเชื่อว่า พระเจ้าสามารถมองเห็นได้ เพียงแต่ว่าการมองเห็นพระองค์ไม่เหมือนกับการมองเห็นรูปร่างอื่นๆ ในทัศนะของเขา การมองเห็นพระเจ้าไม่ได้หมายถึงความจำเป็นที่จะเปรียบเทียบพระองค์ให้คล้ายเหมือนกับสิ่งถูกสร้างอื่น ไม่มอบพระองค์ไว้ในด้านใดด้านหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เงือนไขต่างๆ เช่น การเผชิญ หรือการให้ประสบและฯลฯ นอกเหนือจากนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยความเป็นไปไม่ได้นี้เองเปรียบเสมือนกับ ดวงจันทร์ในค่ำที่ 14 ที่ปรากฏแก่สายตามของผู้มองเห็น ดังที่ฮะดีซที่เชื่อถือได้ กล่าวว่า เขาได้กล่าวว่า เหตุผลของเราคือสติปัญญาและเหตุผลอ้างอิง  แต่หลักของเหตุผลเกี่ยวกับประเด็นนี้คือ การอ้างอิง”
ส่วนเหตุผลทางภูมปัญญา อะชาอิเราะฮฺซึ่งยึดเหตุผลของ การมีอยู่ ที่ว่าทุกสิ่งที่มีต้องสามารถมองเห็นได้ เว้นเสียแต่ว่มีอุปสรรคกีดขวางสิ่งนั้น คำจำกัดความที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าคือ การมีอยู่ของสรรพสิ่งทั้งหลายสามารถมองเห็นได้ ด้วยเหตุนี้ เนืองจากพระเจ้าคือสิ่งมีอยู่ เพียงแต่ว่าการมองเห็นพระองค์เหมือนเช่นสรรพสิ่งอื่นเป็นไปไม่ได้ แต่การมองเห็นพระองค์ด้วยภูมิปัญญาย่อมมีความเป็นเป็นไปได้
จ) ความดีและไม่ดีของกริยา มุอฺตะซิละฮฺมีความเชื่อว่า กริยานั้นมีนั้นทั้งดีและไม่ดีโดยธรรมชาติและโดยตัวตนของมัน ภูมิปัญญาเองก็สามารถ อย่างน้อยสุดรับรู้ถึงกริยาที่ดีและไม่ดีเหล่านั้น ทว่าโดยหลักการของสิ่งที่ดีและไม่ดีนั้นจะปฏิเสธกริยา ผู้เขียนหนังสือ ชัรฮุลมะวาฟิก ได้เขียนเกี่ยวกับประเด็นนี้ : ในทัศนะของเรา อะชาอิเราะฮฺ ความไม่ดีคือ สิ่งที่ได้รับการปฏิเสธหรือกีดกัน ส่วนสิ่งที่ดีหมายถึง สิ่งที่ไม่ได้ถูกปฏิเสธ เช่น วาญิบ กับมุสตะฮับ และมุบาฮฺ หรือเช่น การกระทำของพระเจ้าคือ สิ่งที่ดี ทำนองเดียวกันสามารถกล่าวอธิบายสรุปประเด็นดังกล่าวได้ใน 3 ประเด็นดังนี้
1) ความสมบูรณ์และความบกพร่อง เมื่อเวลากล่าวว่า ความรู้คือสิ่งที่ดี ความโง่เขลาคือสิ่งไม่ดีน่าเกลียด ความดีและความน่าเกลียดในความหมายดังกล่าวคือ จุดประสงค์ ไม่มีความขัดแย้งกันว่าความหมายที่ดีและไม่ดีนั้น เป็นคุณสมบัติถาวร และสติปัญญาสามารถรับรู้ได้ ประกอบกับสิ่งนั้นไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า
2) ความเข้ากันและไม่เข้ากันกับเจตนารมณ์ ในความหมายดังกล่าวนั้น ถ้าหากเข้ากันได้กับเจตนาคือ สิ่งที่ดี แต่ทุกสิ่งที่ไม่เข้ากับเป้าหมายและเจตนาคือ สิ่งไม่ดี และทุกสิ่งที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น จึงไม่ถือว่าเป็นสิ่งดีและไม่ดี ในสองความหมายนี้บางครั้งก็เรียกว่า ความเหมาะสม และความหน้าเกลียด ในกรณีนี้ความดีและความน่าเกลียดจึงเป็น  ภารกิจของภูมิปัญญา ซึ่งขึ้นอยู่กับเจตนาและความสัมพันธ์ เช่น การสังหารคนๆ หนึ่ง ในทัศนะของศัตรูถือว่า เหมาะสม และเข้ากันได้กับเจตนารมณ์ แต่ในทัศนะของมิตรถือว่าเป็นสิ่งน่าเกลียดไม่ดี ด้วยเหตุนี้ ความดีและไม่ดีจึงหมายถึง ภารกิจส่วนเกินหรือเสริมเมือสัมพันธ์ไปยังสิ่งอื่นเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงแท้
3) สิทธิ์ในการได้รับคำชมเชย  สิ่งที่ยังเป็นความขัดแย้งกันอยู่ในหมู่นักเทววิทยาก็คือ ความหมายที่สามนี้เอง ฝ่ายอะชาอิเราะฮฺ เชื่อว่า ความดีและไม่ดีนั้นเป็นกฎเกณฑ์ เนื่องจากกริยาทั้งหมดในทัศนะนี้ถือเป็น วัตถุ และไม่มีกริยาใดที่จะถูกกำหนดให้สรรเสริญ ชมเชย ได้รับผลรางวัล หรือถูกลงโทษ หรือถูกประณามโดยตัวของมันเอง ซึ่งกริยาเหล่านั้นต้องขึ้นกับคำสั่งห้ามหรือคำสั่งใช้ของพระเจ้าจึงจะพบว่าดี หรือไม่ดี แต่ตามความเชื่อของฝ่ายมุอ์ตะซิละฮฺ ความหมายดังกล่าวขึ้นกับ ภูมิปัญญา เนื่องกริยาถ้าไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า โดยตัวของมันแล้วด้านหนึ่งมีความดี ซึ่งแน่นอนว่ามีสิทธิได้รับความชมเชย หรือลงโทษ หรือได้รับรางวัลสำหรับผู้กระทำกริยานั้น
ฉ) หน้าที่ๆ เกินกำลังสามารถ ภารหน้าที่อันเกินกำลังความสามารถนั้น หมายถึง พระเจ้าทรงกำหนดภารหน้าที่หนึ่งให้แก่มนุษย์ แต่เกินกำลังความสามารถของเขา คำถาม พระเจ้ามีสิทธิกำหนดหน้าที่ประเภทนี้ให้แก่มนุษย์ได้หรือไม่ และถ้ามนุษย์ละเว้นเขาก็ต้องถูกลงโทษ แน่นอน คำตัดสินปัญหานี้ย่อมย้อนกลับไปยังประเด็นของ สิ่งดีและไม่ดี ขณะที่มุอ์ตะซิละฮฺ เชื่อว่าสิ่งดีและไม่ดีเป็นเรืองของสติปัญญา ดังนั้น การกำหนดหน้าที่เช่นนี้จึงเป็นสิ่งไม่ดี และเป็นไปไม่ได้แน่นอน และที่สำคัญสิ่งไม่ดีจะไม่ออกมาจากพระเจ้าเด็ดขาด ส่วนอะชาอิเราะฮฺ ไม่เชื่อว่าสิ่งดีและไม่ดีจะเป็นเรื่องของสติปัญญา และไม่มีสิ่งใดเป็นวาญิบสำหรับพระเจ้า ดังนั้น พระเจ้าทรงมีสิทธิกระทำอะไรก็ได้ เช่น การกำหนดภารหน้าที่เกินกำลังความสามารถของมนุษย์ พระองค์ก็สามารถกระทำได้ และทุกกริยาที่ออกมาจากพระองค์ เป็นสิ่งดีทั้งสิ้น
ความต่อเนื่องและการพัฒนาสำนักคิดอัชอะรีย์
สำนักคิดของอบุลฮะซัน อัชอะรีย์ ได้มีการพัฒนาและมีความเจริญก้าวหน้าไปตามยุคสมัย ทัศนะแนวคิดของเขาในตอนแรกไม่ได้รับการตอบรับอย่างมากมายจากบรรดานักปราชญ์ฝ่ายซุนนีย์ ในลักษณะที่ว่าในที่นั้นและที่นี่ต่างต่อต้านแนวคิดของเขาอย่างรุนแรง แต่การต่อต้านของพวกเขาไม่ส่งผลอันใดทั้งสิ้น สำนักคิดอัชอะรีย์ ยังคงเติบโตและพัฒนาต่อไปและสร้างความประทับใจให้แก่ซุนนีย์ไม่น้อย บุคคลแรกที่สืบสานแนวคิดต่อจากอัชอะรีย์คือ อบูบักร์ บากิรอนนีย์ (เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. 403) เขาได้ลำดับแนวคิดของอัชอะรีย์ไว้ในหนังสือ 2 เล่มของเขา ได้แก่ อัลอะบานะ และอัลลุมมะอ์ เขาได้อธิบายแนวคิดของอัชอะรีย์ไว้อย่างกว้างขวาง ซึ่งรวบรวมไว้ในระบบของวิชาเทววิทยา
แต่ทัศนะส่วนใหญ่ของเขาได้รับการสานต่อให้กว้างขวางอย่างแท้จริงโดยน้ามือของ อิมามฮะรัมมัยน์ ญุเวนีย์ (เสียชีวิตเมือ ฮ.ศ. 478) หลังจากนั้น คอญิอ์ นิซอม อัลมุลก์ ผู้ก่อตั้งสถาบันศึกษาในแบกแดด ในปี ฮ.ศ. 459 เขาได้เชิญ ญุเวนีย์ ไปสอนหนังสือ ณ ที่นั้น ซึ่งญุเวนีย์ได้สอนหนังสืออยู่ประมาณเกือบ 30 ปี  เขาได้สอนแนวคิดของอัชอะรีย์เพียงอย่างเดียว และจากที่นั่น เชคคุลอิสลาม และอิมามมักกะฮฺและมะดีนะฮฺ ได้ยอมรับทัศนะของเขาและเผยแผ่ออกไปทั่วโลก จากผลงานของญุเวนีย์ ทำให้สำนักคิดของอัชอะรีย์ เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก จนในที่สุดแนวคิดด้านเทววิทยาของเขาได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในฝ่ายซุนนีย์
ญุเวนีย์ ได้เพิ่มสีสันให้กับแนวคิดของอัชอะรีย์ด้านสติปัญญาและการพิสูจน์เหตุผล ประกอบกับการกำเนิดของอิมาม ฟัครุรรอซีย์ (เสียชีวิตเมื่อ 606) แนวคิดด้านเทววิทยาของอัชอะรีย์ ได้มีกลิ่นอายของปรัชญาขึ้นมาทันที อิมามฟัครุรรอซีย์ นอกจากจะปกป้องสำนักคิดอัชอะรีย์แล้ว เขายังวิจารณ์แนวคิดด้านปรัชญาของ อิบนุซีนาตามพื้นฐานของตน อีกด้านหนึ่งอิมามมุฮัมมัด เฆาะซาลีย์ (เสียชีวิตเมือ ฮ.ศ.505) เขาเป็นสานุศิษย์ของ ญุเวนีย์ หลังจากการเปลี่ยนแปลงด้านจิตวิญญาณไปสู่ลัทธีซูฟีย์ เขาได้อธิบายทัศนะของอัชอะรีย์ในรูปของเอรฟาน เขาได้ประพันธ์หนังสือสำคัญเล่มหนึ่ง นามว่า อะฮฺยา อัลอุลูม ระหวางซุนนีย์กับซูฟีย์ ซึ่งในตอนนั้นเป็นความแปลกใหม่ ให้กลายมาเป็นความสัมพันธ์ถาวร ประกอบกับการกำเนิดบุคคล เช่น เมาลานา มุฮัมมัด รูมีย์ (เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. 672) ซึ่งมีชื่อเสียงในนามของ เมาลาวีย์ เขาเป็นอะชาอิเราะฮฺคนหนี่ง ทว่าเขาคือผลกำเนิดทางแนวคิดของ เฆาะซาลีย์มากกว่า