แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. สำนักคิดในอิสลาม

สำนักคิดในอิสลาม

ประเด็นที่จะกล่าวถึงคือ สำนักคิดในอิสลามประเด็นนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติและมีภาดรภาพสูง ดังนั้น การเกิดสำนักคิดขึ้นย่อมขัดกับหลักการของอิสลามและขัดกับนิยามทีแท้จริงของอิสลาม
คำตอบในเรื่องนี้คือ แท้จริง การเกิดกลุ่มต่างๆ และสำนักนักคิดนั้นเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความแตกแยกซึ่งขึ้นอยู่กับการที่ไม่ผู้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านศาสดา ส่วนหลักการนั้นยังดำรงความเป็นสัจธรรมเสมอ ซึ่งการเกิดสำนักคิดและหลักการอิสลามไม่เกี่ยวข้องกัน ประการที่สองความแตกแยกและการแบ่งพรรคแบ่งพวกของมุสลิม มิได้หมายความว่าหลักการและคำสอนของศาสนาเสื่อมลงแต่อย่างใด
ประเด็นสำคัญประการกต้องทำความเข้าใจกับคำว่า สำนักคิด เสียก่อนว่าหมายถึงอะไร และเป็นสำนักคิดประเภทใด
กลุ่มและสำนักคิดถึองอะไร
ในภาษาอาหรับคำว่า “ฟีรเกาะ” หมายถึง กลุ่มหรือสำนัก ซึ่งอาจจะรวมไปถึงทุกอย่างที่มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เช่น ฟีรเกาะซียาซีย หมายถึงกลุ่มการเมือง ฟีรเกาะอิคติศอดีย หมายถึงกลุ่มเศรษฐศาสตร์ หรือฟีรเกาะซุนนีย ฟีรเกาะชีอะฮ หมายถึงกลุ่มชนที่เป็นซุนนีย หรือกลุ่มชนที่เป็นชีอะฮ
คำว่า ”มัซฮับ” ในภาษาอาหรับให้ความหมายว่า ”นิกาย หรือแนวทาง หรือกลุ่ม หรือสำนักที่มีแนวคิด ตัวอย่าง มัซฮับชาฟีอีย หมายถึงสำนักฟิกฮ ที่ดำเนินรอยตามแนวคิดของอิมามชาฟีอีย
หรือมัซฮับชีอะฮ หมายถึงสำนักคิดหนึ่งของอิสลามที่มีหลักการอันเฉพาะ โดยยึดถือและปฏิบัติตามแนวทางของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ลูกหลานของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)
ความแตกต่างระหว่างคำว่า ”ฟีรเกาะและมัซฮับ” อาจสรุปได้ใน 2 ประเด็นดังนี้
1) ฟีรเกาะ หมายถึงกลุ่มโดยให้ความหมายรวม ไม่ว่ากลุ่มนั้นจะมีแนวคิดหรือไม่มีก็ตาม แต่คำว่ามัซฮับ หมายถึงกลุ่มที่มีแนวคิดเฉพาะของพวกตน หรือมีหลักการอันเฉพาะ
2) ฟีรเกาะ อาจหมายรวมไปถึงกลุ่มที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมก็ได้ แต่มัซฮับคือกลุ่มหรือสำนักคิดที่เป็นมุสลิมเท่านั้น
และนี่คือความแตกต่างระหว่างคำว่า ฟีรเกาะและมัซฮับ อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะกล่าวในที่นี้คือ กลุ่มหรือสำนักคิดทางศาสนศาสตร์ โดยไม่รวมไปถึงสำนักทางฟิกฮ (นิติศาสตร์อิสลาม) หรือสำนักทางตะซอวุฟ หรือซูฟี หรือสำนักคิดทางปรัชญา เพราะถ้าจะกล่าวถึงสำนักคิดทางฟิกฮฺในอิสลามแล้วละก็ จะเห็นว่าในฟิกฮนั้นมีสำนักคิดที่แตกขยายออกไปอีกมากมาย หรือด้านตะซอวุฟก็เช่นเดียวกันมีสำนักซูฟียขยายออกไปอีกมากมาย ด้านปรัชญาเองก็มีสำนักคิดทางปรัชญาหลายสำนักด้วยกัน หรือด้านศาสนศาสตร์เองก็มีสำนักคิดเกิดขึ้นมากมาย ดังนั้น เป็นไปได้จากฮะดิซของท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ที่กล่าวถึงการเกิดขึ้นของกลุ่มต่างๆ ในอิสลาม ซึ่งท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า อิสลามภายหลังจากท่านจะมีถึง 73 กลุ่ม ซึ่งอาจหมายถึงกลุ่มทางศาสนศาสตร์เพียงอย่างเดียวก็ได้ เหตุผลและคำกล่าวอ้างเช่นนี้คือ
1) มาตรฐานการวัดว่าใครเป็นมุสลิมและเป็นผู้ปฏิเสธขึ้นอยู่กับเรื่องหลักการศรัทธา
2) ฮะดิซได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า 72 กลุ่มจะลงนรก แต่มีเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ได้ขึ้นสวรรค์ดังนั้น การตัดสินในเรื่องนรกหรือสวรรค์ ขึ้นอยู่กับเรื่องของหลักการศรัทธา มิใช่สิ่งอื่น
3) สิ่งใดก็ตามที่เป็นความดีทุกประการที่มนุษย์ได้ปฏิบัติ จะไม่ถูกยอมรับ ณ เบื้องพระพักตร์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) เด็ดขาด ถ้าหลักอะกีดะฮ (หลักศรัทธา) ของบุคคลนั้นเป็นโมฆะและไม่ถูกต้อง
4) ถ้าได้วิเคราะห์ถึงองค์ประกอบสำคัญของอิสลาม สามารถกล่าวได้ว่าศาสนาอิสลามครอบคลุมอยู่บนหลัก 3ประการ กล่าวคือ
– หลักการศรัทธาอันเป็นรากฐานของอิสลาม
– หลักการปฏิบัติ
– หลักจริยธรรม ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์ประกอบทั้ง 3 คือหลักการศรัทธา
สำนักคิดทางศาสนศาสตร์ตามประวัติศาสตร์แล้วได้เกิดขึ้นมากมาย เพียงแต่ว่าบางสำนักคิดได้สูญสลายไปแล้ว เช่น สำนักคิดมุตะซีละฮ อะดะรียะฮ มุรญีอะฮ เป็นต้น แต่บางสำนักคิดยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ เช่น สำนักคิดชีอะฮ ไม่ว่าจะเป็นสำนักคิดของอิสมาอีลียะฮ ซัยดียะฮ อิมามียะฮ หรือสำนักคิดอะชาอิเราะฮก็ตาม
ประเภทของสำนักคิดในอิสลาม
ประเด็นต่อไปที่จะทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านคือ สำนักคิดหรือมัซฮับที่ถูกกล่าวในอิสลามนั้น มีประเภทใดบ้าง เพราะยังเข้าใจผิดกันอยู่ เช่น บางคนกล่าวว่าในอิสลามไม่มีกลุ่มทางด้านฟิกฮ หรือด้านศาสนศาสตร์ ในอิสลามแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ กล่าวคือ กลุ่มซุนนีย์ และกลุ่มชีอะฮเท่านั้น ขณะที่ว 2 กลุ่มดังกล่าวยังมีทั้งสำนักคิดทางด้านฟิกฮ และสำนักคิดทางด้านศาสนศาสตร์
ฉะนั้น เป็นสิ่งดีถ้าจะพิจารณาหรือศึกษาถึงเนื้อหาสาระ ทางด้านความเป็นมาของสำนักคิดทางด้านศาสนศาสตร์ และกลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้นมา เนื่องจากมีหลักความเชื่อศรัทธาขัดแย้งกันในบางประเด็น แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปศึกษารายละเอียดเหล่านั้น จะขออธิบายเรื่องราวของสำนักหรือกลุ่มต่างๆ ของอิสลามมาก่อนพอสังเขป เพื่อสร้างความเข้าใจต่อเรื่องนี้ให้มากยิ่งขึ้น และสามารถแยกแยะได้ว่ากลุ่มใดเป็นกลุ่มด้านศาสนศาสตร์ และกลุ่มใดเป็นกลุ่มด้านฟิกฮ หรือกลุ่มอื่นๆ
ดังที่กล่าวไปแล้วว่า แท้จริง ในอิสลามมีกลุ่มและสำนักคิดมากมาย ดังนั้น สามารถจัดแบ่งกลุ่มเหล่านั้นออกเป็นหมวดได้ดังนี้
1) สำนักหรือกลุ่มด้านฟิกฮ
2) สำนักหรือกลุ่มด้านตะเซาวุฟ
3) สำนักหรือกลุ่มด้านปรัชญา
4) สำหรือกลุ่มทางด้านศาสนศาสตร์

สำนักคิดด้านฟิกฮฺ หรือนิติศาสตร์อิสลาม

ดังจะเห็นว่าหลักการด้านฟิกฮในอิสลาม ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง และถือได้ว่าเป็นประเด็นหนึ่งที่มีความขัดแย้งกันมากเป็นที่สุด กล่าวคือหลังจากการจากไปของท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) สำนักคิดอิสลามได้แตกออกหลายกลุ่ม และมีความแตกต่างกันทางด้านหลักปฏิบัติ
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 2 ของฮิจเราะฮศักราช ถือได้ว่าเป็นช่วงสมัยตาของตาบีอีน ได้เกิดความขัดแย้งด้านหลักปฏิบัติหรือด้านฟิกฮเกิดขึ้น ทำให้มีสำนักฟิกฮเกิดขึ้นมามากมาย เช่น
• สำนักฟิกฮฮะซัน บัศรีย
• สำนักฟิกฮอิบนิชับระมะฮ
• สำนัฟิกฮอะมัช
• สำนักฟิกฮซุบยาน ซูรีย
• สำนักฟิกฮอิบนิอะบีลัยลา
และยังมีสำนักคิดอีกมากมายหลายกลุ่ม เช่น สำนักคิดทางกูฟะฮ สำนักฟิกฮบัศเระฮ สำนักฟิกฮทางซีเรีย สำนักฟิกฮชาวเยเมน สำนักฟิกฮมักกะฮ และสำนักฟิกฮวมะดีนะฮ
หลังจากยุคสมัยของตะบีอีนผ่านพ้นไป ก็มาถึงยุคสมัยของตะบีอุนตะบีอีน เป็นยุคที่รู้จักกันว่ายุคสมัยแห่งการวิวัฒนาการและความก้าวหน้าทางด้านฟิกฮ สมัยนั้นมีสำนักคิดยิ่งใหญ่ทางด้านฟิกฮ4 กลุ่มกล่าวคือ
1) สำนักฟิกฮฮะนาฟีย
2) สำนักฟิกฮมาลีกีย
3) สำนักฟิกฮชาฟีอีย
4) สำนักฟิกฮฮัมบะลีย
หลังจากนั้นไม่นานสำนักฟิกฮได้เกิดขึ้นอีกคือ
1) สำนักฟิกฮซอฮีรีย
2) สำนักฟิกฮซะลาฟีย์ (หรือวะฮาบีย์)
สำนักฟิกฮของชีอะฮก็เกิดสำนักคิดด้านฟิกฮฺเช่นกัน แต่เนื่องจากชีอะฮ ได้ยึดถือคำสั่งของบรรดาอิมาม (อ.) ดังนั้น ปัญหาเรื่องฟิกฮในสมัยแรกๆ พวกเขาจะนำไปถามบรรดาอิมาม (อ.) โดยตรง แต่เมื่อมาถึงสมัยการเร้นกายของท่านอิมามมะฮฺดียฺ อิมามท่านที่ 12 ของชีอะฮฺ สำนักของชีอะฮอิมามียะฮได้เด่นชัดยิ่งขึ้น ตำรามากมายได้ถูกเขียนขึ้นมา ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอิลมุฟิกฮ แต่กระนั้นสำนักคิดฝ่ายชีอะฮฺก็ไม่มีความขัดแย้งกันเนื่องจากพวกเขาได้ยึดถือปฏิบัติตามแนวทางของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) นั่นเอง และนี้คือประวัติศาสตร์โดยสังเขปของการเกิดสำนักฟิกฮในอิสลาม
สำนักตะเซาวุฟหรือซูฟียอิสลาม
ความเป็นมาและการกำเนิดสำนักคิดซูฟียอิสลาม พื้นฐานมาจากความพยายามของเหล่าบรรดาเซาะฮาบะฮฺสมัยแรกที่จะใช้ชีวิตแบบสมถะเรียบง่ายและอยู่อย่างสันโดษ จนในที่สุดเกิดแนวคิดหนึ่งว่า หนทางในการเข้าใกล้ หรือการแสวงความใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้า เพียงอาศัยหลักชะรีอัต (หลักปฏิบัติ) อย่างเดียวไม่เพียงพอเสียแล้ว แต่ต้องพยายามขัดเกลาจิตใจ และออกห่างจากสิ่งที่เป็นกิเลศทั้งหลาย โดยใช้ชีวิตการเป็นอยู่อย่างแบบผู้ยากไร้บนความสมถะ
สำนักคิดซูฟียสมัยเซาะฮะบะฮได้แก่
• อะบูดัรดาฮฺ
• อบูซัร ฆัฟฟารีย
• อิมรอน อิบนิอุไซน
และเซาะฮาบะฮฺท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน หลังจากสมัยเซาะฮาบะฮผ่านพ้นไปก็มาถึงยุคสมัยของตาบีอีน ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าแนวคิดด้านซูฟีย ได้มีมาอย่างต่อเนื่องจนมีสำนักทางซูฟียเกิดขึ้น อีกได้แก่
• สำนักของฮะซัน บัศรีย
• สำนักของอิบรอฮีม อัดฮัม
• สำนักของบัลฆีย
• สำนักของฮาตัม
หลังจากนั้นสำนักคิดซูฟียได้รุ่งเรืองและมีผู้ดำเนินรอยตามมากมาย จนได้เกิดสำนักคิดซูฟียขึ้นมาอีกมากมาย ได้แก่
• สำนักของซุลนูล บัศรีย
• สำนักของอะบูยะซีด บัซฎอมีย
• สำนักของอะบูอัลลอฮ มุฮาซิบีย
• สำนักของมันศูร ฮัลลาจ
• สำนักของยูนัยด
หลังจากนั้น สำนักคิดทางด้านซูฟียก็ได้แตกสาขาออกไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นสาขาย่อยออกไปอีกได้แก่
• สำนักซูฟียกอดิริยะฮ ผู้ที่อยู่ในแนวทางของ อับดุลกอดีร ญีลานีย ( เสียชีวิตปี ค.ศ. 1399)
• สำนักซูฟียนักชะบันดียะฮ ผู้ที่อยู่ในแนวทางของบะฮาดุดดีน นักชะบันด (เสียชีวิตปี ค.ศ. 1399)
• สำนักซูฟียชิชติยะฮ ผู้ที่อยู่ในแนวทางของท่านชิชตีย
• สำนักซูฟียรอวัรดียะฮ ผู้ที่ดำเนินรอยตามท่านชะฮาบุดดีน ซุรอวัรดีย
• สำนักซูฟียมุญัดดิดียะฮ ผู้ที่ดำเนินรอยตามท่านมุญัดดิดีย อัษษานีย
• สำนักซูฟียเมาลาวียะฮ ผู้ที่ดำเนินรอยตามท่านญะลาลุดดีน รูมี
• สำนักซูฟียฮาติมียะฮ ผู้ที่ดำเนินรอยตามท่านอิบนิอะรอบีย
นอกจากนั้นยังมีสำนักคิดอื่นๆ อีกกว่า 200 กลุ่ม
สำนักคิดทางปรัชญาอิสลาม
สำนักคิดปรัชญาอิสลามได้เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงปี ฮ.ศ. ที่ 200 กว่าๆ เริ่มด้วยท่านอบูอิซฮาก กินดีย ซึ่งถูกเรียกว่า” นักปรัชญาอาหรับ” หลังจากนั้นมาถึงสมัยของ อบูนัศร ฟารอบีย และได้วิวัฒนาการเรื่อยมาจนมาถึงสมัยของอบูอะลี อิบนิซีนา ซึ่งถือว่าเป็นสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดในทางปรัชญาก็ว่าได้ และหลังจากอิบนิซีนาแล้ว อิบนิรุชก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่นำแนวคิดทางด้านปรัชญามาสานต่อ และถือว่าประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย เพราะได้รับการยอมรับอย่างท่วมท้นจากผู้คนในยุคสมัยนั้น
สำนักคิดด้านปรัชญาสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้
1) สำนักคิดแบบเหตุผลนิยม (มัชชาอียะฮ) ได้แก่ฟารอบีย อิบนิซีนา อิบนิรุช และท่าน อื่นๆ อีกหลายท่าน
2) สำนักคิดแบบนิโอเปลโต (อิชรอกียะฮ) ได้แก่ท่านชะฮาบุดดีน ซุรอวัรดีย
3) สำนักคิดแบบสายกลาง (ฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ) ได้แก่ท่านมุลลาซ็อดรอ
และนี่คือสำนักคิดใหญ่ๆ ด้านปรัชญาอิสลาม หลังจากนั้นไม่นานสำนักคิดด้านปรัชญาได้แตกสาขาออกไปอีกหลายกลุ่มย่อย เช่น สำนักคิดปรัชญาชาวอิซฟาฮาน สำนักคิดปรัชญาชาวเตหะราน ทั้งหมดนั้นมีความคิดและหลักการอันเฉพาะของตน
สำนักคิดทางกะลามอิสลามีย (ศาสนศาสตร์)
สำนักคิดด้านศาสนศาสตร์คือ สำนักคิดที่มีความแตกต่างกันในเรื่องหลักความเชื่อมั่น ซึ่งเกิดขึ้นมาในสมัยหลังจากท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ได้อำลาจากโลกไปแล้งกล่าวคือ เมื่อท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ได้ดับขันธ์บรรดามุสลิมต่างมีหลักความเชื่อขัดแย้งและมีความแตกต่างกัน จนเป็นเหตุให้เกิดสำนักคิดต่างๆ ขึ้น เช่น
• สำนักคิดเคาะวาริจญฺ
• สำนักคิดกอดรียะฮ
• สำนักคิดยับรียะฮ
• สำนักคิดมุรญีอะฮ
• สำนักคิดมุตะซีละฮ
• สำนักคิดยะฮมียะฮ
• สำนักคิดอะฮลุลฮะดิซ
• สำนักคิดกัรรอมียะฮ
• สำนักคิดอะชาอิเราะฮ
• สำนักคิดมาตูรีดีย
• สำนักคิดวะฮาบียวะซะลาฟีย
• สำนักคิดชีอะฮ
• สำนักคิดอิมามียะฮ
• สำนักคิดกัยซานียะฮ
• สำนักคิดอิสมาอีลียะฮ
• สำนักคิดซัยดียะฮ
• สำนักคิดฆุลาต
และนอกจากสำนักคิดที่กล่าวมาแล้วยังมีสำนักคิดอื่นๆ แตกออกเป็นกลุ่มย่อยอีกมากมาย
ความขัดแย้งในสมัยของท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ)
ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้อย่างชัดเจนถึงความขัดแย้งของบรรดาเซาะฮะบะฮบางท่าน ทีมีต่อท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ซึ่งความขัดแย้งนั้นคือที่มาของการเกิดสำนักคิดในอิสลามภายหลังจากท่านเราะซูลได้เสียชีวิตไปแล้ว
ความขัดแย้งในสมัยท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงว่าเซาะฮาบะฮบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับหลักการบางประการของท่านเราะซูลที่ได้นำมาประกาศสั่งสอน ความขัดแย้งและการไม่เห็นด้วยของพวกเขาเหล่านั้น ถึงกับมีวะฮยูลงมากล่าวตักเตือน ดังที่ตรัสว่า โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าอย่าได้ล้ำหน้า (กิจการงานต่างๆ) ต่ออัลลอฮและต่อเราะซูลของพระองค์ (อัลฮุจญฺรอต /1)
อัล-กุรอาน กล่าวยืนยันถึงความสมบูรณ์แบบของท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) และการเป็นแบบฉบับที่ดีที่สุดสำหรับประชาชาติ ดังนั้น การยึดแนวทางและหลักการของท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) คือการน้อมรับคำบัญชาแห่งพระผู้เป็นเจ้า ส่วนการโต้แย้งหรือคัดค้านหลักการของท่านเราะซูล คือการปฏิเสธสิ่งที่มาจากพระผู้เป็นเจ้านั่นเอง
ความขัดแย้งต่างที่เกิดขึ้นสมัยของท่านเราะซูล แม้ว่ายังไม่ปรากฏสำนักคิดออกมาอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่นั่นก็เป็นที่มาของการเกิดสำนักคิดหรือการคิดแยกตัวทางความคิดออกไปต่างหากของมุสลิมบางกลุ่ม ส่วนสาเหตุที่ไม่เกิดสำนักคิดขึ้นในสมัยที่ท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ยังมีชีวิตอยู่เนื่องจากสาเหตุที่ว่า
1) เนื่องจากท่านรอซูลคือแบบฉบับทุกอย่างของประชาชาติ ดังนั้น เมื่อมีความขัดแย้งขึ้น บรรดาเซาะฮาบะฮจะนำไปปรึกษากับท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ)
2) เนื่องจากท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) คือผู้ชี้ขาดในเรื่องหลักชะรีอัต และเป็นแม่แบบของการตัดสินในทุกกิจการงาน
3) เนื่องจากการเกิดสำนักคิดในสมัยของท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) คือแนวทางที่ตรงกันข้ามกับอิสลาม
4) เนื่องจากไม่มีใครกล้าเผชิญหน้ากับท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) อย่างชัดเจน เพราะมิเช่นนั้นจะเป็นกลุ่มที่ถูกประณาม
และเหตุผลอื่นๆ อีกหลายประการอย่างไรก็ตามความขัดแย้งนั้นได้เกิดขึ้นมา และยังเป็นที่มาของการเกิดสำนักคิดต่างๆ ในอิสลาม ดังที่ท่านชะริซตานีย์ผู้หนังมิลัลวะนิฮัลได้กล่าวไว้ว่า….
“แท้จริง คำถามและความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยสุดท้ายของประชาชาติมุสลิมเกิดมาจากบรรดาผู้ปฏิเสธและพวกกลับกลอกในสมัยแรกๆ ที่ได้แสดงการคัดค้านท่านเราะซูลเอาไว้ ซึ่งพวกเขาได้แสดงความไม่พอใจกฎเกณฑ์ของท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ที่ได้นำมาเป็นมาตรการปกครองสังคม”
ท่านชะริซตานีย์กล่าวอีกว่า ผู้ที่คัดค้านท่านเราะซูลเหล่านั้นคือ ที่มาของการเกิดสำนักคิดต่างๆในอิสลามนั่นเองในเวลาต่อมา
ในตรงนี้เราจะนำเหตุการณ์และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ได้กล่าวถึงศอฮาบะฮบางกลุ่ม ได้แสดงการคัดค้านการกระทำของท่านรอซูล ดังนี้.
1. เหตุการณ์สงครามฮุนัยน
สงครามฮุนัยนถือว่าเป็นสงครามหนึ่งของอิสลามได้เกิดขึ้นปี ฮ.ศ. ที่ 8 เป็นการทำสงครามระหว่างฝ่ายอิสลามกับมุชริก และชัยชนะนั้นเป็นฝ่ายของมุสลิม ในสงครามครั้งนั้นท่านรอซูลได้ร่วมด้วย เมื่อสงครามได้จบลงดังนั้นท่านรอซูลได้แบ่งทรัพย์สินที่ได้จากสงครามต่อศอฮาบะฮ แต่ทว่าเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่หน้าจะเกิดขึ้นก็คือ มีบุคคลหนึ่งชื่อว่า”ซุลฆวัยซีเราะฮตามีมีย”
ได้แสดงการคัดค้านการแบ่งปันทรัพย์สินสงครามของท่านรอซูล และกล่าวต่อท่านรอซูลเหมือนกับเขานั้นไม่ศรัทธาต่อการเป็นศาสดาของท่าน (ศ) เลยว่า…..
“โอ้ มุฮัมมัด เจ้าจงแบ่งทรัพย์สินนั้นให้ยุติธรรม เพราะเจ้าไม่เคยยุติธรรมเลย”
ท่านรอซูลกล่าวตอบว่า…
“ถ้าฉันไม่มีความยุติธรรม แล้วใครล่ะคือผู้ยุติธรรม??” (1)
ท่านชะริซตานีย์กล่าวว่า”นี่คือเหตุการณ์หนึ่ง ที่กลุ่มมุนาฟิกได้แสดงการคัดค้านท่านรอซูล
และความแตกแยกต่างๆสมัยต่อมา คือต้นตอมาจากพวกกาเฟรและพวกมุนาฟิกที่อยู่ในสมัยของท่านรอซูล” (1)
และหลังจากที่ท่านรอซูลได้วะฟาต มีสำนักคิดหนึ่งได้เกิดขึ้นคือพวกคอวาริจ หนึ่งจากหัวหน้าของคอวาริจคือซุลฆุวัยซิเราะฮ ตะมีมีย
2. เหตุการณ์สนธิสันติภาพแห่งฮุดัยบียะฮ
การทำสนธิสันติภาพแห่งฮุดัยบียะฮ ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งทางประวัติศาสตร์ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงบทบาททางการเมืองที่ชัดเจนและเด่นชัดของท่านรอซูลและเป็นการนำมาซึ่งเกียรติยศและความภาคภูมิใจแห่งความเป็นมุสลิม
เหตุการณ์ครั้งนั้นได้เกิดขึ้นในปี ฮ.ศ.ที่ 6 ซึ่งเป็นการเจรจาสันติภาพระหว่างท่านรอซูลกับพวกมุชริก โดยมีสันธิสัญญาดังนี้.
1.ระหว่างเผ่ากุเรชและมุสลิมต้องไม่ทำสงครามกันและกัน
2.ถ้ามีใครคนใดคนหนึ่งจากเผ่ากุเรชยอมรับอิสลาม มุฮัมมัดต้องนำเขากลับมายังชาว
กุเรชแต่ถ้ามุสลิมคนใดมาอยู่กับเรา ดังนั้นมุฮัมมัดไม่มีสิทธิ์จะนำเขากลับไป
3.ระหว่างมุสลิมกับชาวกุเรชสามารถทำสัญญากับทุกเผ่าได้
4.มุสลิมและพวกพ้องจากวันนี้เป็นต้นไปต้องกลับสู่มะดีนะฮ และปีต่อไปถือว่าเป็นอิสระในการประกอบพิธีฮัจญ์หรือซิยารัต
5.จะต้องไม่ละเมิดทรัพย์สินของผู้อื่น
6.มุสลิมที่มายังมะกะฮถือว่าต้องได้รับการคุ้มครองในความปลอดภัย
จากสนธิสัญญานี้ทำให้ศอฮาบะฮบางคนไม่พอใจและกล่าวว่าเป็นการยอมจำนนต่อพวกมุชริกและแสดงถึงความต่ำต้อยของมุสลิม
ท่านอิบนิฮิชามได้บันทึกเอาไว้ว่า… “ท่านอุมัร อิบนิคอดต็อบได้มายังท่านอะบูบักรแล้วกล่าวว่า”ทำไมเราจึงแสดงความต่ำต้อยต่อดีนของเรา(ด้วยการทำสนธิสัญญานั้น) ” (1)
3.บทบัญญัติว่าด้วยเรื่อง ” มุตะอะฮและฮัจญ์ตะมัดตุร ”
บทบัญญัติทางด้านอะฮกามทุกประการได้ถูกประทานมาจากพระองค์อัลลอฮ และบทบัญญัติเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อบ่าวของพระองค์ คือมีคุณค่าทั้งโลกนี้และโลกหน้า
บทบัญญัติว่าด้วยเรื่อง”มุตอะฮและการทำฮัชญ์ตะมัดตุร “ถือว่าเป็นคำบัญชาข้อหนึ่งจากพระองค์อัลลอฮ (ซ.บ.) ซึ่งหลักการในเรื่องนี้อัล-กุรอานได้กล่าวไว้ดังนี้.
โองการว่าด้วยเรื่องมุตอะฮ
“ดังนั้นสิ่งที่พวกเจ้าได้รับความสุข(ด้วยกับการมุตอะฮ)จากพวกนาง ถือว่าจำเป็นต่อพวกเจ้ามอบสิ่งกำนัลต่างๆต่อพวกนางด้วย”
โองการนี้บรรดานักตัฟซีรได้กล่าวว่าเป็นเรื่องของการนิกะฮชั่วคราว ซึ่งมีศอฮาบะฮอาวุโสได้รายงานไว้เช่น อิบนิอับบาซ อิบนิมัซอูด อุบัยอิบนิกะอับ
โองการว่าด้วยฮัจญ์ตะมัตุ
“ดังนั้นเมื่อพวกเจ้าปลอดภัย(จากไข้)แล้ว ผู้ใดถือความสดวกด้วยการรวมอุมเราะฮเข้ากับฮัจญ์ (ในเทศกาลเดียวกัน)เขาก็ต้องเชือดสัตว์พลีทานด้วย” (2/196)
ก่อนที่เราจะนำเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้มากล่าว ขอทำความเข้าใจ
สองคำนี้ก่อน
ก.การมุตอะฮ(นิกะฮชั่วคราว)หมายถึงบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องการแต่งงาน โดยที่มีเวลาเฉพาะเช่นหนึ่งวัน หนึ่งเดือน หนึ่งปี ไม่ใช่เป็นการแต่งงานถาวร หลักการในเรื่องนี้มีมากให้ย้อนกลับไปดูตำราฟิกฮ
ข.การประกอบพิธีฮัจญ์ตะมัตตุ หมายถึงฮัจญ์ประเภทหนึ่งคือสำหรับผู้ที่อยู่ไกลจาก
มักกะฮ จะต้องประกอบฮัจญ์ตะมัตตุ ซึ่งแตกต่างกับฮัจญ์ผู้ที่อยู่ใกล้มักกะฮและผู้ที่อยู่ในมักกะฮกล่าวคือฮัจญ์แบ่งออก 3 ชนิดคือ
1.ฮัจญ์กิรอน
2.ฮัจญ์อิฟรอด
3.อัจญ์ตะมัตตุ
คุณลักษณะของฮัจญ์ตะมัตตุจะมีความแตกต่างกับฮัจญ์ทั้งสองคือผู้ที่ใส่ชุดเอี๊ยะรอม เมื่อทำอุมเราะฮเสร็จ สามารถถอดชุดเอี๊ยะฮรอมได้และสิ่งที่ฮะหร่ามสำหรับผู้ทำฮัจญ์ สำหรับเขาคือว่าฮาหล้าน เช่นการหลับนอนระหว่างสามีและภรรยา และเขาสามารถใส่ชุดเอี๊ยะฮรอมได้อีกครั้งเมื่อวันที่ 8 หรือ 9 อีกครั้ง และยังมีกฏเกณท์อื่นๆอีกมากมาย
ครั้งเมื่อบทบัญญัติเรื่องมุตอะฮได้ถูกอนุมัติมา มีศอฮาบะฮมากมายได้แสดงการคัดค้านและไม่เห็นด้วย ต่างก็วิพากวิจารณ์กัน บ้างก็กล่าวว่าเป็นหลักการที่เหมาะสมหรือเป็นสิ่งที่น่า
รังเกียจ และในเรื่องการทำฮัจญ์ตะมัตตุก็เช่นเดียวกัน บรรดาศอฮาบะฮได้แสดงการคัดค้านและกล่าวว่าเป็นหลักการที่ไม่เหมาะสมและน่ารังเกียจ
อุมัรคือบุคคลหนึ่งได้แสดงการคัดค้านต่อเรื่องนี้ เขากล่าวว่า” บทบัญญัติว่าด้วยเรื่อง
มุตอะฮอะตุลนิซาและฮัจญ์ตะมัตตุ ในสมัยของท่านรอซูลมีการปฏิบัติกัน แต่ฉันได้สั่งห้ามสิ่งทั้งสองดังนั้นใครก็ตามได้ปฏิบัติ ฉันจะนำเขาไปลงโทษ” (1)
4. วันป่วยหนักของท่านรอซูล (ศ)
อีกเหตุการณ์หนึ่งทางประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้คือเหตุการณ์วันป่วยหนักของท่านรอซูล(ศ) ซึ่งถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่หน้าเศร้าอีกเหตุการณ์หนึ่ง เพราะว่าเป็นวันที่ท่านรอซูล ได้รับสั่งให้นำปากกาแลกกระดาษมาเพื่อที่จะบอกสิ่งที่สำคัญ แต่ทว่ามีศอฮาบะฮบางท่านได้แสดงการคัดค้านและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านรอซูล
วันนั้นเป็นวันที่ท่านรอซูลป่วยหนัก ณ บ้านของท่านรอซูลมีศอฮาบะฮมารวมตัวกัน
ท่านได้มีคำสั่งหนึ่งว่า…
” พวกเจ้าจงนำกระดาษและน้ำหมึกมา เพื่อที่ฉันจะบันทึกสิ่งที่สำคัญ พวกท่านจะได้ไม่หลงทางภายหลังจากฉัน “ดังนั้นหนึ่งจากศอฮาบะฮคืออุมัรได้กล่าวว่า “แท้จริงท่านรอซูลได้เพ้อไปแล้วเนื่องจากอาการของไข้ ดังนั้นเรามีอัลกุรอานเพียงพอแล้ว”
เมื่อท่านรอซูลได้ยิน ท่านรู้สึกโกรธและโมโหมาก ดังนั้นท่านก็กล่าวว่า “จงออกไปจากฉันเดี๋ยวนี้ และอย่าได้ถกเถียงกันเด็ดขาด ” (2)
ท่านอิบนิอับบาซกล่าวว่า” นั่นคือความน่าเศร้าที่เกิดขึ้นท่ามกลางท่านรอซูล เป็นเหตุให้ไม่ถูกบันทึกสิ่งสำคัญจากท่านรอซูล ” (3)
5. เหตุการณ์แต่งตั้งอุซามะฮ บินเซดในการเป็นแม่
ช่วงปลายชีวิตของท่านรอซูล(ศ)เหตุการณ์หนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ได้ถูกบันทึกไว้ว่าท่าน(ศ)ได้แต่งตั้งอุซามะฮ บินเซดเป็นแม่ทัพ ณ เมืองชาม ถึงกับประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าท่านรอซูลได้นำธงแห่งกองทัพมอบให้อุซามะฮด้วยมือของท่านเอง หลังจากนั้นชาวอันศอรและชาวมุฮายิรีนได้เตรียมพร้อมที่จะร่วมเดินทางไปกับท่านอุซามะฮ แต่กองทัพเดินออกไปไม่ไกลนัก ท่านรอซูลได้ล้มป่วยอย่างหนัก ดังนั้นบรรดาศอฮาบะฮได้เดินทางกลับโดยอ้างว่า”เราต้องกลับไปเข้าเฝ้าท่านรอซูลจนกว่าท่านจะหายจากไข้ บ้างกล่าวว่า ไม่ได้เราต้องเดินทางต่อไปเพราะท่านรอซูลได้สั่งให้เราร่วมเดินทางรบกับท่านอุวามะฮ ”
บางกลุ่มจากศอฮาบะฮได้กล่าวว่าการแต่งตั้งอุซามะฮ เป็นแม่ทัพถือว่าไม่เป็นการเหมาะสมทีเดียว เพราะอุซามะฮยังเด็กเยาวัย ควรที่จะแต่งตั้งศอฮาบะฮท่านอื่นๆที่เหมาะสมกว่านี้
ความขัดแย้งเกิดขึ้น ความสามัคคีเริ่มสลาย ความวุ่นวายย่อมตามมา ดังนั้นจึงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งไม่ยอมกลับหลังไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะท่านรอซูลได้รับสั่งให้ปฏิบัติตาม
อุซามะฮ อีกกลุ่มหนึ่งกล่าวว่าเราจะกลับไปดูอาการป่วยของท่านรอซูล
ท่านรอซูลได้รับทราบถึงความขัดแย้งและความแตกแยกที่เกิดขึ้น ดังนั้นท่านรอซูลมีความโกรธอย่างมากก็ได้มุ่งหน้ามายังมัสยิด แล้วท่านกล่าวกับศอฮาบะฮเหล่านั้นว่า….
“พวกเจ้าทั้งหลายจงเตรียมพร้อมในการเดินทางไปกับแม่ทัพอุซามะฮ บินเซดเดี๋ยวนี้”
“และขอต่อพระองค์อัลลอฮทรงสาปแช่งต่อผู้ที่คัดค้านและไม่เห็นด้วยการเป็นแม่ทัพของเขา” (1)
นี่คือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์บางตอนที่ถูกบันทึกไว้ ซึ่งแท้จริงแล้วมีอีกมากมาย ถ้าต้องการที่จะรู้ถึงรายละเอียด ให้ย้อนกลับไปดูตำราประวัติศาสตร์
สาเหตุการกำเนิดสำนักคิดต่างๆในอิสลาม
นักเขียนมากมายพยายามที่จะหาสาเหตุ ของการกำเนิดสำนักคิดต่างๆ บางคนกล่าวว่า สาเหตุใหญ่คือ เหตุผลทางการเมือง หรือบางคนกล่าวว่าสาเหตุมาจากความอยากละโมบ ต้องการเป็นใหญ่เป็นโต หรือบางท่านกล่าวว่าสาเหตุคือ
1) การแข่งขันกันเพื่อเป็นผู้นำในระหว่างกลุ่มต่างๆ
2) ความแตกต่างในเรื่องความคิดเห็นในการอธิบายอัล-กุรอาน
3) การย้อนกลับไปหาแหล่งความรู้ที่แตกต่าง
4) ความพยายามที่จะยกเหตุผลมาอ้างในเรื่องศาสนา
5) การนำเอาความคิดต่างชาติเข้ามา
6) ตัวตนของนักปราชญ์มุสลิมบางท่าน

และยังมีอีกหลายสาเหตุที่นักวิชาการได้กล่าวอ้างถึง แต่สาเหตุสำคัญส่วนใหญ่สามารถกล่าวได้ว่า
1) การแข่งขันกันเพื่อเป็นผู้นำในระหว่างเผ่าต่างๆ
2) การตีความหลักการของศาสนาอย่างผิดๆ และไม่ตรงกัน
3) การห้ามบันทึกฮะดิซของท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ)
4) อิทธิพลทางความคิดของต่างชาติ
5) อิทธิพลของแนวคิดทางปรัชญา
การแข่งขันกันเป็นผู้นำในเผ่าต่างๆ
หนึ่งในปัญหาที่ถือว่าสำคัญและมีความขัดแย้งกันมากที่สุด หลังจากท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ได้ดับขันธ์ไปคือเรื่องตำแหน่งการเป็นผู้นำ ตำแหน่งการเป็นเคาะลีฟะฮ กล่าวคือหลังจากท่านเราะซูลได้อำลาจากโลกไปบรรดาเซาะฮาบะฮได้แตกออก 2 กลุ่มใหญ่กล่าวคือกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าตำแหน่งผู้นำหลังจากท่านเราะซูลคือ ท่านอะลี บุตรของอบีฏอเล็บได้ถูกแต่งตั้งไว้แล้ว ก่อนที่ท่านเราะซูลจะจากไป อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าตำแหน่งผู้นำนั้น ท่านเราะซูลมิเคยแต่งตั้งผู้ใดเอาไว้ ดังนั้น ถือว่าเป็นวาญิบที่บรรดามุสลิมทั้งหลายต้องไปคัดเลือกผู้นำด้วยตัวเอง
ความขัดแย้งได้เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น จนกระทั่งชาวอันซอรได้ชุมนุมกัน ณ สะกีฟะฮบะนีสะอีดะฮโดยการนำของสะอัด บุตรของ อิบาดะฮ โดยได้เรียกร้องถึงความเป็นชาวอันซอร และความดีงามของชาวอันซอร เพื่อเป็นข้ออ้างในการเป็นผู้นำ ในขณะนั้นชาวมุฮาญิรีนก็เข้าร่วมประชุมด้วยแต่เป็นกลุ่มน้อย โดยการนำของอบูบักร กลุ่มมุฮาญิรีนก็เหมือนกับกลุ่มอันซอรคือได้กล่าวถึงความดีงามและความประเสริฐของพวกตน เพื่อเป็นข้ออ้างในการเป็นผู้นำดังที่เรื่องราวได้ถูกบันทึกไว้ดังนี้
สะอัด บุตร อิบาดะอ กล่าวว่า ในฐานะหัวหน้าชาวอันซอรได้กล่าวต่อ เซาะฮาบะฮที่ได้มาชุมนุม ณ บนีสะกีฟะฮว่า…โอ้ ชาวอันซอรทั้งหลายพวกท่านคือ กลุ่มแรกที่ได้ช่วยเหลืออิสลาม ดังนั้น นี่คือความประเสริฐของพวกท่าน ซึ่งชาวอาหรับเผ่าอื่นนั้นไม่ได้กระทำฉกเช่นพวกท่าน แท้จริงมุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ได้ใช้เวลาสิบกว่าปีในการเรียกร้องประชาชาติสู่การอิบาดะฮต่อพระองค์อัลลอฮ และต่อสู้กับพวกบูชาเจว็ด แต่ผู้ศรัทธามีจำนวนน้อยนิด และพวกเขาก็ไม่สามารถปกป้องท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ให้รอดพ้นจากการกลั่นแกล้งของพวกมุชริกได้ อันเป็นสาเหตุทำให้ท่านเราะซูล ต้องอพยพจากมักกะฮฺมาสู่มะดีนะฮ ในที่สุดพวกท่านก็ยอมรับอิสลามและช่วยเหลือท่าเราะซูลทุกประการ (ยอมที่จะเอาชีวิตเข้าแลก) และพวกท่านยังได้ปกป้องท่านเราะซูล(ซ็อล ฯ) ร่วมต่อสู้กับศัตรู ซึ่งเป็นงานที่หนักอึ้งแต่พวกท่านก็ยังเสียสละ ชาวอาหรับได้พบกับความปราชัยก็เนื่องจากคมดาบของพวกท่านที่ได้ต่อสู้ จนกระทั่งท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ได้อำลาจากโลกไป ท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) มีความพอใจพวกท่าน ดังนั้น พวกท่านจงเร่งรีบในการเลือกผู้นำโดยเร็วเถิด ซึ่งไม่มีใครเหมาะสมนอกจากพวกท่านเท่านั้น
สะอัด บุตรของ อิบาดะฮ กล่าวถึงเรื่องการเลือกผู้นำที่ต้องมาจากพวกอันซอร เพียงแต่เขาไม่ได้กล่าวชื่อของเขาหลังจากนั้น เขากล่าวต่ออีกว่า ลุกขึ้นเถิด จงเลือกอิมามผู้นำของพวกท่านซึ่งเป็นอิมาม ที่มาจากพวกท่าน และถ้ามีใครที่เหมาะสมกว่าฉัน ฉันก็จะเลือกผู้นั้น ”
นี่คือคำพูดส่วนหนึ่งของสะอัด บุตรของ อิบาดะฮซึ่งทำให้ชาวอันซอรที่อยู่ในทีนั้น ต้องคล้อยตามและเห็นด้วย อันเนื่องจากวาทศิลป์ของเขานั้นเฉียบคมมากนัก
คำพูดของอบูบักร
หลังจากที่สะอัด บุตรของ อิบาดะฮกล่าวจบ ท่านอบูบักรในนามของชาวมุฮาญิรีนกล่าว โต้ตอบว่า… พระองค์อัลลอฮได้ทรงส่งท่านมุฮัมมัดมาเพื่อเป็นศาสดา นำทางประชาชาติ และเพื่อให้ประชาชาติอิบาดะอต่อพระองค์อัลลอฮ องค์เดียวแต่ทว่าชาวอาหรับส่วนใหญ่ไม่ตอบรับ มิหนำซ้ำยังต่อต้านอีกต่างหาก
ชาวมุฮาญิรีนเป็นกลุ่มแรกที่ศรัทธาต่อเราะซูลและอิสลาม ยอมรับอิสลามและช่วยเหลือท่านเราะซูล อีกทั้งยอมร่วมทุกข์ร่วมสุขกับท่านอย่างไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นชนกลุ่มน้อย แต่พวกเขาเป็นกลุ่มแรกที่ได้ศรัทธาต่อท่านรอซูลและได้อิบาดะฮต่อพระองค์อัลลอฮ และถ้าจะพูดความประเสริฐกันแล้ว อะฮฺลุลบัยต ลูกหลานของท่านเราะซูลมีสิทธิมากกว่าใครในการเป็นผู้นำ
ท่านอบูบักร กล่าวอีกว่า ความประเสริฐและความดีงามของพวกท่าน (ชาวอันซอร) ที่มีต่ออิสลามเป็นสิ่งที่ชัดเจน ไม่มีใครปฏิเสธ แต่ทว่าถ้าไม่มีชาวมุฮาญิรีนได้อพยพมา จะไม่มีใครสักคนจากพวกท่านมีจะมีฐานะภาพเช่นนี้หรอก ดังนั้น ไม่เป็นการเหมาะสมหรือที่จะให้ตำแหน่งอิมามเป็นของชาวมุฮาญิรีน และตำแหน่งรองอิมามเป็นของพวกท่าน”
เมื่ออบูบักรกล่าวจบ ชาวอันซอรคนหนึ่งยืนขึ้นและกล่าวขึ้นว่า” เราจะเลือกผู้นำของเราเอง และพวกท่านก็จงเลือกผู้นำของท่าน”
หลังจากนั้นได้เกิดความวุ่นวาย และมีการถกเถียงกันอย่างรุนแรง ท่านอุมัร บุตรของ ค็อดต็อบได้โอกาสก็กล่าวขึ้นว่า เป็นไปไม่ได้ อูฐตัวเดียวที่จะมีเชือกสองเส้น แน่นอนชาวอาหรับไม่มีวันอยู่ภายใต้ผู้นำของท่าน และไม่ยอมรับการเป็นผู้นำของพวกท่าน ดังนั้น ตำแหน่งผู้นำคือผู้ที่อยู่ในครอบครัวของนบีต่างหาก
ทันทีทันใดนั้น ท่านอุมัร ได้เข้ามาบัยอะฮ (ให้สัตยาบัน) ต่อท่านอบูบักร หลังจากนั้นทุกคนก็ได้เข้ามาบัยอะฮโดยพร้อมเพรียงกัน
นี่คือเหตุการณ์แรกที่ได้เกิดขึ้นหลังจากที่ท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ได้จากไปซึ่งถือว่าเป็นความขัดแย้งที่ไม่ได้ยืนอยู่บนหลักการ ในที่สุดเหตุการณ์นั้นได้กลายเป็นสาเหตุ และที่มาของการกำเนิดสำนักคิดในอิสลามกล่าวคือปัญหาในเรื่องตำแหน่งอิมามผู้นำหลังจากท่านเราะซูล (ซ็อลฯ) ถือว่าเป็นปัญหาที่มีความขัดแย้งกันมากที่สุด และนับจากเหตุการณ์ในวันนั้นสะกีฟะฮ เซาะฮาบะฮได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าตำแหน่งผู้นำนั้นมาจากการเลือกตั้ง คือท่านอบูบักร ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าตำแหน่งอิมามนั้นท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ได้แต่งตั้งเอาไว้แล้วคือท่านอะลี บุตรของอบีฏอเล็บ
หลังจากเวลาได้ผ่านไปความขัดแย้งในเรื่องตำแหน่งผู้นำ ระหว่างทั้งสองกลุ่มก็เด่นชัดยิ่งจนกระทั่งทั้ง 2 กลุ่มได้แยกตัวออกจากกัน กลายเป็นสำนักคิดในอิสลาม กลุ่มแรกเรียกว่า” สำนักคิดอะลิซซุนนะฮ ” ส่วนอีกกลุ่มเรียกกว่า สำนักคิดชีอะฮ
วิเคราะห์ปัญหาในเรื่องตำแหน่งผู้นำ
ตำแหน่งอิมามผู้นำหลังจากท่านรอซูล(ศ)ถือว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความเห็นแตกต่างและขัดแย้งกัน กล่าวคือหลังจากที่ท่านรอซูล(ศ)ได้วะฟาต บรรดาศอฮาบะฮได้มีความเชื่อต่อเรื่องนี้แตก ต่างกัน บางกลุ่มกล่าวว่าตำแหน่งอิมามหลังจากท่านรอซูลถือว่าจำเป็นต้องมี โดยมาจากการเลือกตั้ง เพราะว่าท่านรอซูล(ศ)ไม่ได้แต่งตั้งคนหนึ่งคนใดไว้ อีกกลุ่มหนึ่งกล่าวว่าตำแหน่งอิมามผู้นำหลังจากท่านรอซูล(ศ)ถือว่าเป็นวาญิบต้องมี เพราะว่าพระองค์อัลลอฮ (ซ.บ.)และท่านรอซูลได้แต่งตั้งไว้ นั่นก็คือท่านอะลี อิบนิอะบีฏอเล็บ จากความขัดแย้งในเรื่องตำแหน่งอิมามหลังจากท่านรอซูล(ศ)สามารถวิเคราะห์ได้หลายประเด็นดังนี้.
1.ตำแหน่งอิมามผู้นำหลังจากท่านรอซูล(ศ)ถือว่าเป็นวาญิบหรือไม่ ?
2.หลักฐานในเรื่องอิมามผู้นำ
3.ตำแหน่งอิมามหลังจากท่านรอซูล(ศ)มาจากการเลือกตั้งหรือมาจากการแต่งตั้ง
4.ใครคือผู้มีสิทธิต่อตำแหน่งอิมามที่แท้จริงหลังจากท่านรอซูล(ศ)
วิเคราะห์ประเด็นที่หนึ่ง
ตำแหน่งอิมามผู้นำหลังจากท่านรอซูล(ศ)ถือว่าจำเป็นหรือไม่?
ประเด็นในเรื่องตำแหน่งผู้นำในมุมมองของสำนักคิดต่างๆ จะเห็นไว้ว่าส่วนมากเป็นเอกฉันและมีทัศนะที่เหมือนกันว่าถือว่าเป็นวาญิบต้องมี เพียงแต่มีความแตกต่างที่ว่าตำแหน่งอิมามวาญิบในด้านชัรอียหรือด้านอักลียเท่านั้น เพราะว่าถ้าเราได้ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่าบรรดาศอฮาบะฮทุกคนต่างก็มีความเห็นพ้องต้องกันในเรื่องการมีอิมาม แต่มีความขัดแย้งในเรื่องว่อิมามนั้นมาจากการแต่งตั้งจากท่านรอซูล หรือมาจากการเลือกตั้ง(รายละเอียดในเรื่องนี้จะนำมาวิเคราะห์ในประเด็นข้างหน้านี้)เมื่อเรารู้แล้วว่าตำแหน่งอิมามจำเป็นต้องมี ดังนั้นลองมาดูอัลกุรอานและฮาดิษซิว่าได้กล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างไร??
อัล-กุรอานกับเรื่องอิมาม
ถ้าย้อนกลับไปดูอัล-กุรอานจะเห็นได้ว่าพระองค์อัลลอฮได้กล่าวถึงความจำเป็นในการมีอิมามไว้หลายอายะฮ เพราะว่าการเป็นอิมามนั้นทำให้ประชาชาติภัคดีเชื่อฟังต่อพระเจ้า และอยู่ในหลักการของชะรีอัตอย่างถูกต้อง ในตรงนี้เราจะนำอัลกุรอานบางอายะฮมากล่าวพอสังเขป ดังนี
พระองค์อัลลอฮทรงตรัสว่า….
“โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเชื่อฟังต่ออัลลอฮและรอซูลของพระองค์ และผู้ปกครอง(ผู้นำ)ในหมู่ของพวกเจ้า”
พระองค์อัลลอฮทรงตรัสว่า…
“และข้าจะแต่งตั้งเจ้า(โอ้อิบรอฮีม)ให้เป็นผู้นำแก่ประชาชาติ ท่านนบีอิบรอฮีมกล่าวต่อพระองค์ว่า และจงประทานสิ่งนี้ต่อลูกหลานของฉันด้วย พระองค์ตรัสว่า สัญญาของข้า(ในเรื่องอิมาม)จะไม่ไปถึงผู้ที่ฉ้อฉนอย่างเด็ดขาด”
จากสองอายะฮชี้ให้เห็นแล้วว่าตำแหน่งอิมามจะต้องได้รับการแต่งตั้งจากอัลลอฮฺ และต้องไม่เป็นผู้อธรรมเด็ดขาด