แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. สำนักคิด อิสมาอีลียะฮฺ 

สำนักคิด อิสมาอีลียะฮฺ 

สำนักคิด อิสมาอีลียะฮฺ  ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสำนักคิดชีอะฮฺ ที่มาของสำนักคิดนี้เกิดจากความขัดแย้งในประเด็นอิมามะฮระหว่างอิสมาอีลียะฮฺกับน้องชายของท่านคือ ท่านอิมามมูซา บุตร ญะอฺฟัร อัลกาซิม (อ.) พวกเขาเชื่อว่าหลังจากท่านอิมามญะอฺฟัร อัซซอดิก (อ.) แล้ว อิสมาอีลบุตรชายของท่านซึ่งเสียชีวิคไปก่อนท่านอิมามซอดิก (อ.) แต่ก่อนที่จะเสียชีวิตนั้นตำแหน่งอิมามะฮฺได้ถูกถ่ายทอดไปสู่ท่านแล้ว และท่านได้เป็นอิมามอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งถือเป็นการครบรอบที่ 7 ซึ่งลงตัวที่ท่านพอดี
ตามความเชื่อของพวกเขาประวัติศาสตร์มนุษย์แบ่งออกเป็นหลายช่วงด้วยกัน และทุกๆ ช่วงต้องเริ่มต้นด้วยศาสดานาฏิก (พูดได้) อิมาม และกฎหมาย คำว่านาฏิกอน ก็คือบรรดาศาสดาผู้เป็นเจ้าของบทบัญญัติมีจำนวนทั้งสิ้น 7 ท่าน หลังจากศาสดา 7 ท่านแล้ว มีอิมามอีก 7 ท่านเป็นผู้สืบทอด แต่ละยุคสมัยของศาสดาจะมีช่วงระยะห่างกันประมาณ 1000 ปี เมื่อครบวาระหนึ่งพันปีแล้วจะมีศาสดาองค์ใหม่ขึ้นมาแทนซึ่งท่านจะปรากฏมาพร้อมกับบัญญัติฉบับใหม่ นั่นหมายความว่าศาสดาคนปัจจุบันเป็นผู้ยกเลิกบทบัญญัติของศาสดาก่อนหน้านั้น อิมาม (หมายถึงบทบัญญัติหรือตัวแทน) คือผู้รู้เรื่องการตะอฺวีลหลักชะรีอะฮฺ
ตามทัศนะของอิสมาอีลียะฮฺประชาชาติแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มกล่าวคือ ชนชั้นพิเศษกับชนชั้น ซึ่งชนชั้นนี้ถ้าหากสามารถผ่านขั้นตอนการพัฒนาต่างๆ ไปได้แล้ว พวกเขาก็อาจเข้าถึงด้านในหรือด้านลึกของหลักชะรีอะฮฺได้ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือชนชั้นนักปราชญ์หรือผู้รู้ หรือบุคคลส่วนมากที่ไม่ใช่อิสมาอีลียะฮฺ ซึ่งสามารถเข้าใจความหมายภายนอกของแนวทางได้ ทำนองเดียวกันการวางรากฐานสำนักคิดอิสมาอีลียะฮฺนั้น วางอยู่บนพื้นฐานของฐานันดรและบรรดาศักดิ์ ซึ่งเริ่มจากด้านล่างไปสู่ด้านบนอันประกอบไปด้วยชนที่เป็น มุสตะญีบ (หมายถึงผู้ที่เริ่มเข้ารับแนวทางใหม่) มาซูน ดาอี ฮุจญัติ บาบ และอิมาม
อิมามนั้นในบางช่วงเร้นกายและบางช่วงเปิดเผย ตามความเชื่อของอิสมาอีลียะฮฺ ถ้ายุคใดอิมามเร้นกายหน้าที่สำคัญที่สุดสำหรับมุสลิมคือ การเผยแพร่เชิญชวนซึ่งต้องประกาศคำสอนออกไป ในยุคนี้เฉพาะชนที่เป็นชนชั้นพิเศษ และบาบเท่านั้นที่สามารถเห็นอิมามได้ พวกเขาเชื่อว่าช่วงเวลาแห่งการเร้นกายคือช่วงเวลาตั้งแต่ มุฮัมมัดอิสมาอีล จนกระทั่งถึงการลุกขึ้นยืนของอุบัยดิลลาฮฺ อัลมะฮฺดียฺ ซึ่งจะลุกขึ้นยืนหยัดที่เมือง กีระวอน ส่วนดาอียฺ ที่มีชื่อเสียงที่สุดของอิสมาอีลียฺในยุคสมัยนี้คือ อบูดับดิลลาฮฺ ฮะซัน บิน อะฮฺมัด ซะกะรูวียะฮฺ (รู้จักกันในนามของ อบูอับดิลลาฮฺ ชีอียฺ) รากเดิมเป็นคนอิหร่าน
ในปี ฮ.ศ. ที่ 297 อบูอับดิลลาฮฺ อัชชีอียฺ เริ่มประกาศเผยแผ่สำนักคิดอิสมาอีลียฺท่ามกลางหมู่ชนของเผ่า กะนามะฮฺ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทางตอนเหนือของแอฟริกา อับดุลลอฮฺ อัลมะฮฺดียฺได้ประกาศเผยแผ่สำนักคิดอิสมาอีลียฺอย่างเป็นทางการ หลังจากได้วางรากฐานอย่างมั่นคงในกีระวอนแล้ว เขาก็ได้ประกาศตัวว่าเป็นเคาะลิฟะฮฺ และเป็นอิมามแห่งอิสลาม นามของผู้เชิญชวนอิสมาอีลียาน ด้วยเหตุผลที่ว่ามีสายเลือดสืบไปถึงท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) บุตรีของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงเรียกว่า ฟาฏิมะฮฺ การเผยแพร่ชวนเชิญได้เติบโตอย่างรวดเร็วในตอนเหนือของแอฟริกา เยเมน บาหฺเรน ซีเรีย ปาเลสไตน์ และอิหร่าน
ช่วงเวลาสั้นๆ นั้นเองเคาะลิฟะฮฺชีอียฺ อิสมาอีลียะฮฺ ก็สามารถเผชิญหน้ากับเคาะลิฟะฮฺอับบาซซียานแห่งแบกแดดได้  เขาสามารถสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอันเป็นเส้นทางไปสู่ยุโรป และสามารถปล้นสะดมอาคารบ้านเรือนในฝรั่งเศสได้มากมาย แถมยังครอบครองเมืองท่านาม ญันวา ได้อีก ญูฮาร ซีซีลียฺ ในสมัยการปกครองของอัลมุอฺซะลิดดีนุลลอฮฺ (ฮ.ศ.ที่ 341- 365) สามารถยึดครองประเทศอียิปต์ได้ และพวกเขาได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรในอียิปต์ปัจจุบัน ซึ่งชื่อนั้นเป็นสมญานามของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ  ซะฮฺรออัซฮัร (อ.)
ในยุคสมัยการปกครองของ อะซีซ เคาะลิฟะฮฺคนที่ 5 (ฮ.ศ. ที่ 365 – 385)  ถือว่าเป็นยุคสมัยที่อำนาจของรัฐบาลฟาฎิมียีนเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ได้ขยายอาณาจักไปนับตั้งแต่คาบมหาสมุทรแอตแลนติก จนกระทั้งถึงทะเลแดง เยเมน มักกะฮฺ และซีเรีย แม้กระทั่งในเมืองมูซิล แห่งอิรักตอนหนึ่งของการกล่าวคำเทศนาวันศุกร์ได้เอ่ยนามของ เคาะลิฟะฮฺฟาฏิมียะฮฺ นั่นบ่งบอกให้เห็นว่าอำนาจของแบกแดดถูกลบลู่ลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับอำนาจของฟาฏิมียะฮฺ
ดาอียฺ ของสำนักคิดอิสมาอีลียะฮฺ ได้เริ่มประกาศเผยแพร่สำนักคิดอิสมาอีลที่ประเทศอิหร่านก่อนเป็นอันดับแรกจากเมือง เดลีมาน วัลเมาตฺ กะฮิซตอน ดอมะฆอน ซีซตอน (ซึ่งปัจจุบันในเมืองซีซตอนก็ยังมีการผสมผสานวัฒนธรรมระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่น กับวัฒนธรรมของพวกชีอียฺเร่ร่อน) ซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้คนโดยทั่วไป บุคคลที่มีชื่อเสียงในหมู่พวกเขาคือ อบูฮาตัม รอซียฺ (เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. ที่ 322) ในเมือง เดลัม  อับดุลมาลิก  เกากะบียฺ อิสฮาก (อบูยะอฺกูบ) ในเมืองเรย์ และฮุเซน บิน มุรวะรูดี ในเมืองโคราซาน
อบูฮาตัม รอซียฺ ได้นำกลุ่มชนหนึ่งมาจากเมือง เดลัมมียาน เช่น อัสฟาร ชีรูวียะฮฺ มัรดฺออวีจ ซิยารียฺ ยูซุฟ อบีซซาจญ์ (ผู้ปกครองเมืองเรย์) มาเป็นสมัครพรรคพวกของตน มุฮัมมัด นัคชียฺ คือผู้ติดตามและเป็นผู้ประสานงานมุรวะรูดีในเมืองโครอซาน ซึ่งมีชายหนุ่มภายใต้การปกครองของซอมอนียฺ ตอบรับคำเชิญของเขามากมาย แต่บั้นปลายสุดท้ายเนื่องจากการเข้าแทรกแซงผู้นำการปกครอง และฝ่ายทหาร ทหารจากตุรกฺ และซามอนนียฺได้สังหาร พวกอิสอีลียฺตายเป็นจำนวนมากมาย รวมทั้งมุฮัมมัด นัคชียฺ ก็ถูกสังหารด้วย อบูยะอฺกูบ ได้ถูก ค็อลฟะ อิบนิ อะฮฺมัด ซะฟารียฺ (เสียชีวิตเมือปี ฮ.ศ. ที่ 399) ถูกสังหารเสียชีวิตด้วย
หลังจากซามานียาน การไล่ล่าสังหารพวกอิสมาอีลียานก็ตกอยู่ในกำมือของซุลต่านมะฮฺมูด ฆัซนะวียฺ ซึ่งเขาได้สังหารพวกอิสมาอีลแถบฏอละกอน และโครอซานเสียชีวิตไปอย่างมากมาย ในเหตุการณ์นั้น อบูอะลี ซีมจูรียฺ ได้ยืนหยัดต่อสู้กับมะฮฺมูดแต่ถุกสังหารเสียชีวิตในที่สุด บรรดาอิสมาอีลได้ถูกเนรเทศไปจนถึงประเทศอินเดีย การไล่ล่าสังหารไม่ว่าจะแผ่ขยายออกไปมากเท่าใด ก็ไม่สามารถปราบปราบพวกดาอียฺของอิสมาอีลียฺได้หมด พวกเขากับแผ่ขยายการเชิญชวนไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฮิจญฺเราะฮฺศตวรรษที่ 4 และที่ 5
ผู้ประกาศเผยแผ่สำนักคิดอิสมาอีลียะฮฺที่สำคัญในปีฮิจญฺเราะฮฺศักราชที่ 5 คือ นาซิร โคสโร โกบาดิยานียฺ เขาได้เริ่มต้นประกาศเผยแผ่ตั้งแต่สมัยการปกครองของ ซัลญูกียฺ โดยเริ่มต้นที่เมือง มอซันดะรอน และโคราซอน ซึ่งการที่โคซโรเป็นผู้เริ่มต้นประกาศสำนักคิดอิสมาอีลใหม่นั่นเอง เป็นสาเหตุให้แตกสำนักคิดย่อยออกไปอีกนามว่า นาซิรียะฮฺ
ในเขตพื้นที่แถบญิบาลก็มี ดุออต ของฟาฏิมียะฮฺมุ่งมั่นการประกาศเผยแพร่อย่างหนัก บุคคลที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในการประกาศคือ อับดุลมาลิก อะฏอช และบุตรชายของเขานามว่า อะฮฺมัด ซึ่งก่อนที่อะฮฺมัด จะถุกจับกุมและเสียชิวิตด้วยโรคหัวใจนั้น ได้แนะนำให้ฮะซัน บิน อะลี บินมุฮัมมัด ซิบาฮฺ (ซึ่งเขาได้รับแนวทางอิสมาอีลลียะฮฺโดยการแนะนำของ ฏิรอบ และบุนญุมซิรอจญฺ) ว่าให้เดินทางไปประเทศอียิปต์ และในปี ฮ.ศ.ที่ 465 เขาก็ได้เดินทางไป ฮะซันได้พยายามทำทุกวิถีทาง แต่ในที่สุดเขาก็ไม่อาจเข้าพบ อัลมุสตันซิรบิลลาอฮฺ (เคาะลิฟะฮฺคนที่ 7 แห่งฟาฏิมียะฮฺ) ได้ ฮะซันได้พำนักอยู่ในอียิปต์นานประมาณ 1 ปีครึ่ง หลังจากนั้นในปี ฮ.ศ. 473 เขาก็ได้เดินทางเข้าอิหร่าน
ฮะซันได้ใช้เวลา 10 ปี ท่องไปในประเทศอิหร่านตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก เพื่อจัดหาสถานที่เหมาะสมในการจัดตั้งสำนักคิด ในทีสุดในปี ฮ.ศ. ที่ 483 เขาได้สถานที่เหมาะสมที่จะจัดตั้งสำนักคิดโดยได้รับความช่วยเหลือจาก กอฎียฺ ฮุซัยนฺ กอยันนียฺ (ผู้ปกครองคนก่อนของตุรชีซ) และเป็นอิสมาอีลยะฮจากเมือง เดลัมมี เขาได้เข้าครอบครองกัลอะตุลเมาต์ (ป้อมปราการหนึ่ง) ซึ่งป้อมปราการนี้ได้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ฮ.ศ. 246 โดยผู้ปกครองคนหนึ่งของ มุลูกญิซตานียฺ เดลัมมี หลังจากฮะซันได้ซ่อมป้อมปราการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เอาป้อมปราการนั้นเป็นสถานที่มั่นสำหรับการเผยแผ่แห่งใหม่ ในปี ฮ.ศ. ที่ 484 ฮะซัน ได้ส่งกอฎียฺ ฮุซัยนฺ กอยันนียฺ ไปยังเมืองกะฮิซตอน และโครอซาน เขาได้รับความร่วมมือจากบรรดาอิสมาอีลียะฮฺ ทำให้สามารถแผ่ขยายอาณาจักรกะฮิซตอน กว้างออกไปอีกประมาณ 150 กิโลเมตร ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง บีรญัน พร้อมกับได้ครอบครองเมืองซิซตานีย์บางส่วน
การครอบครอง อัลเมาตฺ ในเมืองเดลัม และดัรเระฮฺ ในเมืองกะฮิซตอน ทำให้รัฐบาล ซัลญูกียฺ รู้สึกถึงอันตรายในการเผยแผ่ของอิสมาอีลียะฮฺ พวกเขาจึงแสดงปฏิกิริยาต่อต้านทันที อะมีร ยูรูนนิตอช ในอัลเมาต์ และกะซัลซารูฆ ได้ร่วมมือกับซิซตานียฺ (บะฮาอุดดีนเดาละฮฺ) โจมตีพวกอิสมาอีลียะฮฺ แต่ได้รับการต่อต้านจาก มะฮฺซูรอน ประกอบกับ มุลกุชาฮฺ เสียชีวิตทำให้การโจมตีอิสมาอีลียะฮฺครั้งนั้นประสบความล้มเหลว ในเวลาเดียวกัน อบูฏอเฮร อิรอนี เดลัมมี ซึ่งปกครองโคราซอนอยู่ก็สิ้นสุดลงพอดี
ประหนึ่งเป็นเสมือนพรหมลิขิตไม่ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด พวกอิสมาอีลียะฮฺ ได้หยิบฉวยโอกาสขณะที่ซุลฏ็อลเสียชีวิตลง พวกเขาได้กลับมามีอำนาจอีกครั้ง และในปี ฮ.ศ. ที่ 486 ระหว่างบุตรชายทั้งสองของเขาคือ อัลมุซเฏาะฟา ละดัยนุลลอฮฺ หรือรู้จักกันในนามของ นิซอร และวัลมุสตะอี บิลลาฮฺ อะฮฺมัด ซึ่งทั้งสองต่างกล่าวอ้างว่าเป็นตัวแทนของบิดาของตนจึงทะเลาะวิวาทกัน ในที่สุดสำนักคิดอิสมาอีลียะฮฺได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กล่าวคือกลุ่มนิซารีและ มุสตะอฺละวี ซึ่งบรรดาอิสมาอีลีในประเทศอิหร่านและซีเรียนั้นอยู่กับฝ่าย นิซอรียฺ ส่วนอิสมาอีลีในประเทศอียิปต์ และมอรอคโคได้ยอมรับมุสตะอฺลีเป็นอิมาม อิสมาอีลีในอิหร่านได้รับเสรีภาพหลังจากแยกตัวออกจากอิยิปตฺและหันไปยึดมั่นอยู่กับนิซารียาน
นิซารียาน ได้เข้าครอบครอง ลัมซัร เมื่อปี ฮ.ศ. ที่ 489 และยึด ดุรุลเมาต์ พร้อมกับซ่อมแซมใหม่ ความเสื่อมเสียภายในรัฐบาลของ ซัลญูกียฺและระบบการปกครอง หลังจากกองกำลังของอิสมาอีลีได้ยึดครองแล้วได้ปรับปรุงใหม่กลายเป็นกำลังสนับสนุน จนกระทั่งว่า มุเนาวัร ซีมญูรียฺ (ทายาทที่หลงเหลือจากสายตระกูลเก่าแก่ ซีมญูร) ได้ปล่อยให้ป้อมปราการ ตะบัซมะซีนอน ซึ่งเคยอยู่ภายใต้อาณัติของผู้ปกครอง ซัลญูกียฺ อยู่ภายใต้การดูแลของอิสมาอีลี เช่นกัน อะมีด มัสอูด ซูร ออบอดียฺ (หัวหน้าเขตพื้นที่ตุรชีซ) ได้หนีการกดขี่ของพวกเติร์กไปพึ่งพาพวกอิสมาอีลี หลังจากเพียรพยายามอยู่นานพอประมาณ บุตรชายของอะลาอุดดีน มัสอูด ซูร ออบอดียฺ ได้กล่าวคำเทศนาโดยไม่ได้เอ่ยนามของอับบาซียฺ และคนอื่นๆ ทำให้อิสมาอีลีและผู้ติดตามโกรธแค้นมาก
เมื่ออิสมาอีลีได้สร้างฐานมั่นคงในดุรูลเมาต์และกะฮิซตานียฺแล้ว พวกเขาก็ได้เตรียมตัวขยายอาณาจักรไปสู่เขตแดนอื่นอีก ในปี ฮ.ศ. ที่ 493 ป้อมปราการแห่งหนึ่งนามว่า โกรเดกูฮฺ ซึ่งอยู่สูงขึ้นไปประมาณ 15 กิโลเมตรทางตอนเหนือของดามะฆอน ได้ถูกหัวหน้านามว่า มุซ็อฟฟัร มุซเตาฟีย์ เอสฟาฮานียฺ (ผู้เป็นตัวแทนของอิสมาอีลีมาก่อน) ยึดครอง และในปีนั้นเองป้อมปรากการชาฮฺในเอสฟาฮานได้ถูก อะฮฺมัด บิน อับดุลมะลิก อะฏ็อชยึดครอง
อิสมาอีลียานและประชาชนของเขาได้เข้ายึดครอง อุสโตนาวัน เอรดิฮัน และลอญูวัรดียฺ ระหว่างทางเมืองเรย์ที่จะเดินทางต่อไปโคราซอน โดยได้ขอความช่วยเหลือจากกลุ่มต่างๆ ของบอจญฺ และเคาะรอจญฺ
รัฐบาลซัลญูกียฺ จากเมืองเรย์ และอาลิบอวันจากเมืองตะบัรริซตาน ได้โจมตีอย่างต่อเนื่องแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ขณะอิสมาอีลีได้แผ่ขยายดินแดนออกไปเรื่อยๆ และในตอนปลายศตวรรษที่ 5 แห่งฮิจญฺเราะฮฺศักราชอิสมาอีลียานที่อยู่ในกะฮิชตาน ได้แผ่ขยายอิทธิพลในยังหมู่บ้านต่างๆ ในแถบตอนใต้ และเขตพื้นที่ใกล้เคียงและหมู่บ้านเล็กที่อยู่ระหว่างเมืองเรย์และโคราซอน ได้ถูกอิสมาอีลียึดครองทั้งหมด พวกเขายังไม่ได้แผ่อิทธิพลไปจนถึง คูซิซตาน อัรญอน ชะมันกู และอับฮัร
ปลายปี ฮ.ศ. ที่ 518 ฮะซัน ซะบาฮฺ ได้แต่งตั้งให้ กิยอ โบโซร์ก อุมีด รูดบารียฺเป็นตัวแทน และกำชับให้เขาปรึกษาหารือกับผู้ทรงคุณวุฒิและวัยวุฒิของอิสมาอีลีอีกหลายคน หลังจากนั้นเขาก็ได้อำลาจากโลกไป การตายของฮะซัน ซะบาฮฺ ทำให้ศัตรูของอิสมาอีลีลุกขึ้นต่อต้าน ซัลญูกียฺ ตะบัรริซตาน และซิซตานีย์ได้โจมตี อัลเมาต์และกะฮิซตานอีก ในเวลานั้นอิสมาอีลียฺ ได้สังหารผู้คนจำนวนมากมาย กิยอ โบโซร์ก อุมีด รูดบารียฺ ได้ทำลายแผนการของศัตรูที่คิดกำจัดพวกอิสมาอีลีลงอย่างราบคาบ และในไม่นานพวกอิสมาอีลนิซารียฺ ก็สามารถยึดครอง บานิยอซ กุดมูว และมิซยาฟ ในซีเรียไว้ได้ ต่อมาพวกเขาได้เผาอบูอาชิม ซัยดียฺ ในเขตพื้นที่ เดลัม และทำการปราบปรามพวกชีอะฮฺ ซัยดียฺที่เหิมเกริมขึ้นจนราบคาบ พวกเขาได้เข้ายึดครอง ตุกอมญอน มุรกิลีม และญากิล ในเขตอิชเกวัร เดลัม อำนาจของอิสมาอีลีในการสังหารผู้คนนั้นมีมากจนกระทั่ง อัลมุสตัรชิด เคาะลิฟะฮฺแห่งราชวงศ์อับบาซียฺ ก็ไม่ได้มีชีวิตรอดกลับไป
กิยอ โบโซร์ก อุมีด รูดบารียฺ เสียชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ. ที่ 521 ซึ่งมุฮัมมัด บุตรชายของเขาได้สืบทอดตำแหน่งแทน ในช่วงสมัยการปกครองของมุฮัมมัดนี้เอง รัฐบาลซัลญูกียฺ ได้เริ่มโจมตีพวกอิสมาอีลีอีกครั้ง ในช่วงเวลานั้นเจ้าเมืองเรย์ เอซพะฮีด อลี บิน ชะฮฺริยอร บาวันดีย์ ได้เข้า รูดบอร อัลเมาต์ ติดต่อกันหลายครั้ง จนกระทั่งว่าสามารถนำเอาศีรษะมนุษย์มาสร้างเป็นหอคอยได้เลย ส่วนในกะฮิซตาน พี่น้องของสะนัจญิรได้ทำลายบ้านเมืองจนเสียหายเกือบหมด ขณะที่อิสมาอีลียานได้ปกครองเมืองเรย์ และสังหารบุตรชายของอัสพะฮีด บาวันดียฺเสียชีวิต
ในปีฮ.ศ. ที่ 557 มุฮัมมัด ได้เสียชีวิตลงและฮะซันบุตรชายของเขาได้สืบทอดตำแหน่งแทน ผลประโยชน์ของอิสมาอีลียาน ฮะซันบุตรบุญธรรมของอิมามอิสมาอีล ที่ถือว่าตนเป็น นิซาร มุนตันซิร ซึ่ง อาศัยอยู่ในบ้านของมุฮัมมัดในฐานะบุตรและได้ดำรงตำแหน่งอิมามัตอีกต่างหาก ในช่วงปลายยุคสมัยการปกครองของมุฮัมมัด กิยอ โบโซร์ก อุมีด บรรดาชายหนุ่มแห่งอิสมาอีลียฺ ได้ย้อนยุคไปสู่ยุคแห่งความเรียบง่ายในสมัยของฮะซัน ซะบาฮฺ และได้ฟื้นฟูยุคสมัยนั้นขึ้นมาใหม่
พวกเขาได้พยายามดำเนินชีวิตตามแนวคิดของจิตด้านใน (เอรฟาน) และให้ความสำคัญต่อสิ่งนั้นอย่างดี ฉะนั้น สำหรับบุคคลที่ไม่สามารถรับรู้ด้านในของหลักชะรีอัตได้ เขาก็สามารถอดทนต่อความยากลำบากภายนอกของชะรีอัตได้อย่างสบาย เนื่องจากเงื่อนไขของมันถูกลดหย่อนลงไป แต่อย่างไรก็ตามความต้องการของพวกเขาได้ถูกมุฮัมมัด ขัดขวาง แต่หลังจากมุฮัมมัด ตายจากไปทำให้ผู้คนที่หนีไปเป็นจำนวนมาก และผู้ที่ถูกเนรเทศได้กลับคืนสู่ อัลเมาต์ อีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้น 2 ปี ในเดือนเราะมะฏอน ปี ฮ.ศ. 559 ดุรูลเมาต์ และกะฮิซตานียฺ ได้แสดงพิธีกรรม อีดกิยามะฮฺ ในรูปแบบของอิสมาอีล และเขายังได้สั่งลดเงื่อนไขทางชะรีอะฮฺแก่บรรดามุอฺมินของอิสมาอีล และปล่อยให้พวกเขามีอิสระในการกระทำ
ทว่าคำสั่งนี้กับสร้างปัญหาอย่างยิ่งแก่ฮะซัน และทำให้บรรดาผู้ศรัทธาได้หนีออกจากหลักชะรีอะฮฺของอิสมาอีล หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี ครึ่ง ฮะซันได้ถูกน้องชาย และบรรดาผู้ที่เคร่งครัดในหลักชะรีอัตของอิสมาอีลสังหารจนเสียชีวิต
หลังจากฮะซัน มุฮัมมัด (บุตรชาย) ซึ่งเป็นชายหนุ่มมุอฺมิน มีความประเสริฐ เป็นคนเรียนหนังสือและมีความรู้เกี่ยวกับปรัชญาบ้างพอสมควร ได้สืบทอดตำแหน่งแทน ผู้รู้ร่วมสมัยกับมุฮัมมัดคือ อิมามฟัครุรรอซียฺ
อิสมาอีลียาน ต้องการโน้มน้าวฟัรรุรรอซีย์ เขาจึงได้ส่งของกำนัลไปให้ หลังจากนั้นต่อมาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองก็ดีขึ้น มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า อิมามฟัรรุรรอซียฺ ได้เห็นเหตุผลสมบูรณ์ของฝ่ายอิสมาอีล ในยุคสมัยของมุฮัมมัด รัฐบาลซัลญูกียฺ ได้โจมตีอิสมาอีลอีก พวกอิสมาอีลได้โต้ตอบด้วยการสร้างป้อมปราการตรงข้ามกับเมืองกัซวีน ซึ่งเมืองนี้ก่อนหน้านั้นได้รับการดูถูกไว้มาก
ในซีเรียบรรดานิซารียานต่างได้รับผลประโยชน์จากการต่อสู้ของ เซาะลาฮุดดีน อัยยูบียฺกับพวกคริสเตียน ซึ่งทำให้พวกเขามีโอกาสสร้างความเข็มแข็งแก่ตัวเอง
ปลายปี ฮ.ศ. ที่ 586 รัฐบาลฆูรียาน ซึ่งจัดการปกครองขึ้นที่โครอซาน และถือว่าตนเป็นรัฐบาลแทน ซัลญูกียฺ พวกเขาได้บุกโจมตีกะฮิซตาน ซึ่งการโจมตีครั้งนี้ทำให้เมืองกะฮิซตานได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ทางตอนเหนือและภาคกลางของอิหร่านรัฐบาลของคอรัซมฺชาฮฺ ได้ขึ้นปกครองแทนรัฐบาลของซัลญูกียฺ และอ้างตนว่าเป็นผู้ปกป้องผลประโยชน์เพื่อประชาชน แต่ทว่าพวกเขายังมีความทรงจำว่าเสมออิสมาอีลคือนักสังหารอยู่ในความคิดของเขา บรรดาอิสมาอีลียานได้ใช้ประโยชน์จากความอิสระสังหารผู้คน บุคคลที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นที่ถูกสังหารได้แก่ อะตอบัก มุฮัมมัด กะซัล อุรสะลาน อีลิด กัซ เขาถูกสังหารเมื่อปี ฮ.ศ. ที่ 587 แถบเมืองฮัมเมดานโดยน้ำมือของบุคคล 3 คน จากกะฮิซตานเนื่องจากเขาได้โจมตีอิสมาอีลก่อน
หลังจากมุฮัมมัดเสียชีวิตในปี ฮ.ศ. ที่ 607 บุตรชายของเขานามว่า ญะลาลุดดีน ฮะซัน (มุสลิมใหม่) ได้สืบทอดตำแหน่งแทน ยุคสมัยของญะลาลุดดีนฮะซัน เป็นยุคแห่งการหยุดนิ่งการแผ่ขยายอิสมาอีลียฺ วิถีชีวิตอันเรียบง่ายได้เริ่มต้นโดยการมอบตำแหน่งของเขาแก่บรรดาชนชั้นรุ่นใหม่ เขาต้องการใช้ความเมตตาและคุณธรรมสรรสร้างผลประโยชน์ และสามารถอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านได้อย่างสงบสุข
เขามีทัศนะคติในการบริหารแตกต่างไปจากผู้บริหารเก่าๆ เขาถอดถอนตัวเองออกจากหลักความเชื่อของตน และประกาศสิ่งนี้ให้บรรดาผู้ปกครองและเคาะลิฟะฮฺ (นาซิรุดดีนนุลลอฮฺ) ในแบกแดดได้รับทราบ บรรดาชนชั้นผู้ปกครองเหล่านั้น ซึ่งไม่เคยใช้ดาบปราบปรามอิสมาอีลียฺได้สำเร็จเลย ต่างแสดงความดีใจกันอย่างถ้วนหน้าถึงแนวการเมืองใหม่ของอิสมาอีลียฺ พวกเขาเปิดประตูให้การต้อนรับ และยอมรับอิสมาอีลียฺอย่างเป็นทางการ ถึงกับครั้งหนึ่ง มูกับ มารดาของฮะซันเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญฺได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการจากผู้ปกครองแบกแดด ในดุรูลเมาต์ ฮะซันอนุญาตให้นักปราชญ์ฝ่ายอะฮฺลิซุนนะฮฺที่มีความคิดรุนแรงเข้าใช้ประโยชน์และตรวจตราหนังสือจากห้องสมุดอัลเมาต์ หนังเล่มใดไม่มีประโยชน์ได้ถูกทำลายทิ้งจนหมดสิ้น ฮะซันได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทุกจุดของอิสมาอีลียฺ เขาหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เนื่องจากตามหลักคำสอนของอิสมาอีลียฺ อิมาม คือศูนย์กลางของทั้งหมด ฮะซันกลายเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาทางตะวันตกของอิหร่าน และเขาเป็นหนึ่งในผู้วางแผนการกำจัดพวกมองโกล และหลังจากกำจัดมองโกลได้แล้ว อับฮัร และซันญอนก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของฮะซัน
ฮะซันได้เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. ที่ 618 มฺฮัมมัดที่ 3 หรือที่รู้จักกันในนามของ อะลาอุดดีน มุฮัมมัด ได้สืบทอดตำแหน่งและเป็นอิมามอิสมาอีลี อัลเมาต์ในที่สุด ในช่วงการปกครองของเขา มองโกลได้บุกโจมตีรัฐบาลโครัซมฺชาฮฺ หลังจากได้เข่นฆ่าสังหารประชาชนไปเป็นจำนวนมาก เมืองโครอซอนได้ตกอยู่ในกำมือของมองโกล และต่อมาอิทธิพลของมองโกลได้แผ่ขยายออกไป จนถึงเขตการปกครองของพวกอิสมาอีลียฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบกะฮิซตาน ในช่วงเวลาดังกล่าวอิสมาอีลียฺ ได้ใช้กลยุทธ์การเจรจาต่อรองกับพวกมองโกลจนตกลงกันได้ และช่วงเวลาดังกล่าวแขกผู้มีเกียรติและมีชือเสียงอย่างยิ่งคือ เชคนะซีรุดดีน ฏูซียฺ ท่านได้ใช้เวลาที่พำนักอยู่ในกะฮิซตานเขียนตำราขึ้นมากมาย เช่น หนังสือ จริยธรรมของนาซิรียฺ และริซาละฮฺ มะอีนียะฮฺ โดยเขียนในนามของ มุฮฺตะชัม กะฮิซตานียฺ (นาซิรุดดีน มุฮฺตะชัม กะฮิซตานียฺ) มุฮฺตะชัมมาน กะฮิซตานียฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุฮฺตะชัม ชะฮาบุดดีน อบูมันซูร กะฮิซตานียฺ เป็นคนใจเติบในการต้อนรับแขก จนกระทั่งว่าอัลเมาต์ของพวกเขาได้ถูกวิจารณ์ว่าเป็น สถานที่สุลุ่ยสุหร่าย
ช่วงการทะเลาะกันระหว่างเคาะลิฟะฮฺแห่งแบกแดดกับพวกโครัซมฺชาฮฺ ผู้ปกครองอิสมาอีลียฺได้หยิบฉวยโอกาสช่วงที่อำนาจแห่งแบกแดดอ่อนแอเข้ายึดครอง ดามะฆอน และเขตพื้นที่ทางทิศตะวันตก หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ของเขาได้ปกครองอยู่ที่นั่น จนกระทั่งว่าโครัซมฺชาฮฺแผ่อิทธิพลออกไป และกลุ่มผู้เสียสละที่ได้ทำงานรับใช้ ญะลาลุดดีน โครัซมฺชาฮฺ และชะรัฟฟุดดีน ฟัรรุดดีน อลี ได้แฝงตัวเข้าไปรับใช้ แต่ต่อมาถูกจับได้ พวกเขาจึงถูกลงโทษโดยการนำไปเผาทั้งเป็นแต่จนถึงช่วงนาทีสุดท้าย พวกเขาก็ตะโกนว่า ขอให้อะลาอุดดีน จงเจริญ
ความตายของญะลาลุดดีน โครัซมฺชาฮฺ ได้กลายเป็นความหวังใหม่สำหรับพวกอิสมาอีลียฺขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาเตรียมกลับมามีอำนาจอีก โดยหยิบฉวยโอกาสตอนที่ประชาชนสิ้นหวัง แต่บรรดาอิสมาอีลในยุคก่อนหน้านั้นไม่ได้เข้าร่วมยึดครองทางทะเลตอนใต้ของมอซันดะรอน และอินเดีย ขณะที่ฮะลากู ได้สนับสนุนให้กอฎียฺ อัลกุฎอต ชัมซุดดีน แกซวีนนียฺ เดินทางเข้าอิหร่านเพื่อปราบปรามพวกอิสมาอีลียฺ อะลาอุดดีน ได้ส่งสารถึงเคาะลิฟะฮฺแบกแดดว่า จุดหมายแรกของเขาคือข้าฯ และหลังจากจัดการข้าฯได้แล้วก็คือท่าน แต่ระหว่างนั้นอะลาอุดดีนได้ถูกลอบสังหารเสียชีวิตเสียก่อน ซึ่งบุตรชายของเขา รุกนุดดีน ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้นด้วย
ในปี ฮ.ศ. ที่ 653 รุกนุดดีน โครชาฮฺ ได้กลายเป็นผู้ปกครองอัลเมาต์ เขาได้ส่งทูตไปยังมองโกล และเพื่อนบ้านใกล้เคียง แต่ฮูลากู ไม่ยอมอ่อนข้อให้ แม้แต่ชนชั้นบรรดาศักดิ์ของอิสมาอีลียฺหลายคนต้องการที่จะอ่อนข้อให้ แต่สังคมของอิสมาอีลียฺในตอนนั้นไม่อาจยอมรับได้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นพวกเขามีความหวังในการต่อสู้ แต่ในที่สุดดูภายนอกแล้วแถบโรซอฆัร และกะฮิซตานได้ยอมอ่อนข้อให้พวกมองโกล แต่ภายในของพวกเขาขัดแย้งกันเอง ในที่สุดพวกเขาถูกปราบปรามจนเกือบสิ้นซาก บ้านเมืองเสียหายยับเยินมาก พวกที่มีชีวิตอยู่ถูกสังหารและบางส่วนที่เหลือถูกเนรเทศออกไป
หลังจากพวกมองโกลหยุดการโจมตี พวกอิสมาอีลได้พยายามเพื่อจะกลับมามีอำนาจเหนืออัลเมาต์และกะฮิซตานอีกครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
การหลงเหลืออยู่ของพวกอิสมาอีลียฺแทบไม่มีผู้ใดรู้จักอีก พวกเขาได้เก็บตัวอย่างเงียบเฉียบ จนกระทั่งถึงปลายยุคสมัยของซัยดียะฮฺ และเป็นยุดเริ่มต้นของ กอจอรีเยะฮฺ พวกเขาก็ได้เปิดเผยตัวขึ้นมาอีกครั้ง
แหล่งอ้างอิงที่มา :www.farhangsara.com