แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. สิ่งทำความสะอาดนะยิส

สิ่งทำความสะอาดนะยิส

. แสงแดด
แสงแดดสามารถทำความสะอาดสิ่งของที่เปื้อนนะญิซเหล่านี้ให้สะอาดได้
– พื้นดิน
– อาคารและอุปกรณ์ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาคาร เช่น หน้าต่าง ประตู
– ต้นไม้และพืชต่าง ๆ[1]
เงื่อนไขการทำความสะอาดของแสงแดด
1. สิ่งของที่เปื้อนนะญิซต้องเปียกในลักษณะที่ว่าถ้ามีสิ่งอื่นไปโดนจะเปียกไปด้วย
2. ต้องแห้งด้วยแสงแดดที่ส่องลงไปโดน ดังนั้น ถ้ายังชื้นอยู่ถือว่าไม่สะอาด
3. จะต้องไม่มีสิ่งกีดขวางแสงแดดขณะส่อง เช่น เมฆ หรือผ้าม่าน นอกเสียจากเป็นกลุ่มเมฆที่ไม่หนาทึบ หรือผ้าม่านบาง ๆ ซึ่งไม่สามารถกีดขวางแสงแดด
4. เฉพาะแสงแดดเท่านั้นที่ทำให้แห้ง เช่น ลมไม่ได้ช่วยพัดให้แห้ง
5. ขณะแสงแดดส่องต้องไม่มีนะญิซติดค้างอยู่ ดังนั้น ต้องขจัดนะญิซก่อนที่แสงแดดจะส่อง
6. ด้านนอกกับด้านในของฝาผนังหรือพื้นต้องแห้งพร้อม ๆ กัน ดังนั้น ถ้าวันนี้ด้านนอกแห้ง และวันรุ่งขึ้นด้านในเพิ่งจะแห้ง เฉพาะด้านนอกเท่านั้นที่สะอาด
สองสามประเด็นสำคัญ
1. ถ้าพื้นดินและสิ่งอื่น ๆ ที่คล้ายกันเปื้อนนะญิซ แต่ไม่เปียกให้เอาน้ำหรือสิ่งอื่นราดเล็กน้อยให้พื้นเปียก หลังจากแสงแดดส่องจนแห้งแล้ว ถือว่าสะอาด[2]
2. ก้อนกรวด ดิน โคลน และหินตราบที่ยังอยู่บนพื้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นดิน แสงแดดสามารถสะอาดได้ แต่ถ้าแยกจากพื้นดินแล้วแสงแดดไม่สามารถทำความสะอาดได้ เช่นเดียวกันตะปู ไม้ และสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ตราบที่ยังอยู่บนฝาผนังถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฝาผนัง และอยู่ในกฎของอาคาร แต่ถ้าแยกออกเมื่อใดกฎก็จะหมดสภาพลง และแสงแดดไม่สามารถทำความสะอาดได้อีกต่อไป[3]
4. การแปรสภาพ
1. ถ้าสิ่งที่เปื้อนนะญิซ ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ออกมาในสภาพกลายที่สะอาด (ไม่เข้าใจ) ถือว่าสะอาด ซึ่งเรียกว่า การแปรสภาพ เช่น
– ซากศพเปลี่ยนสภาพเป็นดิน
– เมล็ดที่เปื้อนนะญิซงอกกลายเป็นต้นขึ้นมา
– ไม้ที่เปื้อนนะญิซกลายเป็นถ่านหรือขี้เถ้า
– เชื้อเพลิงที่เผาไหม้กลายเป็นควัน
– ของเหลวที่นะญิซระเหยกลายเป็นไอ
– เหล้ากลายเป็นน้ำส้มสายชู[4]
2. ถ้าสิ่งที่นะญิซไม่ได้กลายสภาพ เพียงแค่เปลี่ยนรูปทรงอย่างเดียว ไม่ถือว่าสะอาด เช่น
– เมล็ดข้าวสาลีที่เปื้อนนะญิซนำมาโม่เป็นแป้ง
– องุ่นที่เปื้อนนะญิซนำมาทำเป็นน้ำส้มสายชู[5]
3. สิ่งเปื้อนนะญิซ แต่ไม่รู้ว่าได้กลายสภาพไปแล้วหรือยัง เป็นนะญิซ[6]
5. การย้าย
1. การย้าย หมายถึงบางส่วนจากร่างกายของสัตว์ที่มีเลือดไหลพุ่ง ย้ายไปอยู่ในร่างกายของสัตว์ที่ไม่มีเลือดไหลพุ่ง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างไปแล้ว ถือว่าสะอาด ทำนองเดียวกันถ้าย้ายไปอยู่ในร่างของสัตว์ที่ยังมีชีวิตและไม่ได้เป็นนะญิซแต่กำเนิด (นะยะซุลอัยนฺ) ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างไปแล้ว เช่น
– หรือเลือดของคนย้ายไปอยู่ในยุง ริ้น หรือแมลงที่กินเลือด
– อวัยวะบางส่วนของสัตว์ (เช่นดวงตา) ถูกตัดขาดและไปอยู่ในร่างกายมนุษย์
– ตัดเนื้อบางส่วนของร่างกายไปเสริมอีกที่หนึ่ง[7]
2. ถ้ายุงได้เกาะอยู่บนตัวและได้ตบยุงตายพร้อมกับมีเลือดออกมา แต่ที่ไม่รู้ว่าเป็นเลือดของตนที่ยุงกินเข้าไป หรือเป็นเลือดของยุง ถือว่าสะอาด แต่ถ้าไม่รู้ว่าเป็นเลือดของยุงหรือว่าเลือดของตน เป็นนะญิซ[8]
3. ถ้ารู้ว่าเป็นเลือดของยุง แต่ไม่รู้ว่าเป็นเลือดที่กินไปจากตนหรือว่ามีอยู่ก่อนแล้ว ถือว่าสะอาด หรือถ้ารู้ว่ากินไปจากตนแต่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุงไปแล้ว แต่ถ้าสงสัยว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุงหรือไม่ ถือว่า เป็นนะญิซ[9]
6. การเข้ารับอิสลาม
1. ถ้าผู้ปฏิเสธกล่าว ชะฮะดะตัยนฺ ถือเป็นมุสลิมและร่างกายทั้งหมด (ตลอดจนเหงื่อและน้ำลาย) ถือว่าสะอาด คำกล่าว ชะฮะดะตัยนฺคือ อัชฮะดุอันลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วะอัชฮะดุอันนะมุฮัมมะดัรเราะซูลุลลอฮฺ[10]
2. ถ้ากาฟิร กล่าวชะฮะดะตัยนฺ โดยไม่รู้ว่าจิตใจของเขายอมรับอิสลามจริงหรือไม่ ถือว่าร่างกายเขาสะอาด  แต่ถ้ารู้แน่ชัดภายหลังว่าจิตใจของเขาไม่ได้ยอมรับ  อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้ออกห่างจากเขา[11]
4. ถ้าร่างกายของกาฟิรนะญิซเพราะเปื้อนนะญิซอื่น เช่น อาจเป็นแผลและมีเลือดไหลออกมา ฉะนั้น นะญิซดังกล่าวไม่สามารถใช้อิสลามทำความสะอาดได้[12]
5. ถ้าเสื้อผ้าที่สวมใส่ก่อนที่จะรับอิสลามเปียกชื้นเหงื่อของการฟิร ถือว่าไม่สะอาดเพราะการเข้ารับอิสลาม ทว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่ขณะเข้ารับอิสลามนะญิซเพราะเปียกเหงื่อบนร่างกาย  อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้หลีกเลี่ยง[13]
7.  การตาม
1. การตาม หมายถึงสิ่งที่เปื้อนนะญิซสะอาดเพราะความสะอาดของสิ่งอื่น
2. ประเด็นต่อไปนี้สิ่งที่เปื้อนนะญิซจะสะอาดเพราะการตาม
– ถ้าเหล้าเปลี่ยนเป็นน้ำส้มภาชนะที่ใส่เหล้าต้มจะสะอาดตามไปด้วย แม้แต่บริเวณรอยเดือดขณะต้มเหล้า หรือฝาด้านหลังที่เปื้อนนะญิซ
– หลังจากอาบน้ำมัยยิตครบ 3 น้ำแล้ว อุปกรณ์เครื่องใช้ที่ใช้ในการอาบน้ำมัยยิต เตียงรอง มือของคนอาบน้ำ ผ้าที่ใช้ปิดร่างมัยยิต ถือว่าสะอาดตามไปด้วย
– ผู้ที่ทำความสะอาดสิ่งเปื้อนนะญิซ ถ้าได้ราดน้ำไปบนของสิ่งนั้นและมือพร้อมกัน ถือว่ามือของเขาสะอาดตามไปด้วย โดยไม่ต้องล้างใหม่อีกครั้ง
– หลังจากบิดผ้าหรือสิ่งที่คล้ายคลึงกันแล้ว น้ำที่ตกค้างอยู่ในผ้าเล็กน้อย ถือว่าสะอาด
– ถ้าล้างภาชนะหรือสิ่งที่คล้ายคลึงกันด้วยน้ำน้อย หยดน้ำที่ยังคงเหลืออยู่บนภาชนะ ถือว่าสะอาด[14]
8. การสลายตัวของนะญิซ
มีอยู่ 2 กรณี ถ้านะญิซถูกขจัดออกหมดแล้ว สิ่งที่เปื้อนนะญิซ ถือว่าสะอาดโดยไม่ต้องใช้น้ำล้างอีก ได้แก่
1. ตัวสัตว์ เช่น ปากไก่ที่เปื้อนนะญิซ ถ้านะญิซสลายตัวไปปากไก่จะสะอาดโดยไม่ต้องใช้น้ำล้างอีก
2. ภายในร่างกายของมนุษย์ เช่น ภายในปาก จมูก และหู
ด้วยเหตุนี้ ถ้ามีเลือดออกตามไรฟัน หรือรับประทานอาหารนะญิซเข้าไปถ้าในปากไม่มีอาหารนะญิซหรือเลือดอยู่ หรือมีเพียงเล็กน้อยเมื่อผสมกับน้ำลายแล้วเจือจางหายไป ถือว่าไม่เป็นนะยิส[15]
9. การกักขังสัตว์ที่กินนะญิซ (อิสติบรออฺ)
การอิสติบรออฺฮัยวาน หมายถึงการกักขังสัตว์ที่กินนะญิซเข้าไป ในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่านะญิซได้กลายสภาพไปแล้ว และช่วงระหว่างการทำอิสติบรออฺนั้นเนื้อสัตว์ฮะรอม ไม่อนุญาตให้รับประทานจนกว่าจะครบกำหนด
1. ปัสสาวะและอุจจาระของสัตว์ที่เคยชินกับการกินนะญิซ เป็นนะญิซ ถึงแม้ว่าจะเป็นสัตว์เนื้อฮะลาลก็ตาม
2. ถ้าต้องการให้ปัสสาวะและอุจจาระของสัตว์ประเภทนี้สะอาด ต้องทำอิสติบรออฺ หมายถึงงดเว้นไม่ให้สัตว์กินนะญิซ  โดยให้อาหารที่สะอาดแก่สัตว์
3. สำหรับการอิสติบรออฺสัตว์ อิฮฺติยาฏวาญิบ ต้องปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังต่อไปนี้
– ถ้าเป็นอูฐ ต้องกักไว้  40 วัน
– ถ้าเป็นวัว ต้องกักไว้ 20 วัน
– ถ้าเป็นแพะ แกะ ต้องกักไว้ 10 วัน
– ถ้าเป็นนกเป็ดน้ำ ต้องกักไว้ 5 วัน
– ถ้าเป็นไก่บ้าน ต้องกักไว้ 3 วัน[16]
10. การหายตัวไปของมุสลิม*
*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี ถ้ามั่นใจว่าร่างกายเสื้อผ้า หรือของใช้อย่างใดอย่างหนึ่งของมุสลิมนะญิซ และระยะเวลาหนึ่งไม่เห็นเขา มาพบเขาอีกทีหนึ่งเขาได้ใช้สิ่งของที่เคยเปื้อนนะญิซ เช่น นะมาซกับเสื้อตัวนั้น ดังนั้น ของใช้ของเขาจะสะอาดขึ้นอยู่กับว่า เจ้าของรู้เรื่องนะญิซก่อนหน้านั้น และรู้เรื่องบทบัญญัติของสิ่งที่เปื้อนนะญิซ
ถ้าร่างกาย เสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัวประเภทอื่น ๆ เปื้อนนะญิซ  (เช่น ถ้วยจาน พรม เป็นต้น) ต่อมามุสลิมคนนั้นได้หายตัวไป ถ้าคิดว่าเขาได้ทำความสะอาดสิ่งเหล่านั้นเรียบแล้ว ถือว่าสะอาดและไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง[17]

[1] อัล  อุรวะตุลวุซกอ เล่ม 1 หน้า 129 , ตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ เล่ม 1 หน้า 130
[2] อ้างแล้ว หน้า 129 ถึง 131, ตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ เล่ม 1 หน้า 130
[3] ตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ เล่ม 1 หน้า 130 ข้อที่ 10
[4] ตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ เล่ม 1 หน้า 131 เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 197
[5] เตาฏีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 197
[6] เล่มเดิม
[7] ตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 132
[8] เล่มเดิม
[9] เล่มเดิม
[10] ตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 132
[11] เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 209
[12] อัล อุรวะตุลวุซกอ เล่ม 1 หน้า 141
[13] เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 208
[14] ตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ เล่ม 1 หน้า 131, เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่  211, 215
[15] เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 216 – 217
[16] ตะฮรีรุลวะซีละฮฺ เล่มที่ 1 หน้าที 132
[17] เตาฎีฮุลมะซาอิล ข้อที่ 221 , ตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 132