แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. หน้าที่ของเรากับสังคม

หน้าที่ของเรากับสังคม

เป็นที่ทราบกันดีว่า ทุกคนในสังคมจะต้องช่วยเหลือกันทำงาน เป็นเสมอนกิจกรรมแห่งชีวิต ซึ่งผลของการเพียรพยายามก็ คือ ผลประโยชน์ที่ได้รับร่วมกัน สังคมเปรียบเสมือนคนร่างใหญ่คนหนึ่ง และสมาชิกแต่ละคนก็ คือ อวัยวะของร่างนั้นซึ่งมีหน้าที่แตกต่างกันออกไปตามความสามารถ แต่มีความสอดคล้องและสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน อวัยวะแต่ละส่วนจะให้ประโยชน์ต่อตัวเองและให้ความสมบูรณ์แก่อวัยวะส่วนอื่น ดังนั้น ถ้าอวัยวะส่วนใดของร่างกายไม่ทำงาน ก็จะส่งผลกระทบไปถึงอวัยวะส่วนอื่นทันที
หน้าที่ของบุคลากรในสังคมก็เหมือนกับอวัยวะของร่างกาย กล่าวคือ ขณะที่ทำประโยชน์ให้ตนเองก็ต้องให้ประโยชน์กับสังคมด้วย ท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) กล่าวเสมอว่า “มุสลิมเป็นพี่น้องกัน อยู่ในฐานะเรือนร่างเดียวกัน มีจิตใจและเป้าหมายเดียวกัน”
ท่านศาสดากล่าวอีกว่า “มุสลิม คือบุคคลที่ให้ความปลอดภัยกับคนอื่นทั้งวาจาและการกระทำ”
และกล่าวอีกว่า “ใครก็ตามที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แต่ไม่สนใจต่อภารกิจของมุสลิมคนอื่น เขาไม่ใช่มุสลิม”
1. ความยุติธรรม
อัล-กุรอานและรายงานจากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (ขอความสันติพึงมีแด่ทาน) ได้กล่าวว่า “ ความยุติธรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ยุติธรรมกับตนเองและสังคม”
ความยุติธรรมกับตัวเอง หมายถึง การที่มนุษย์ไม่ทำบาป เช่น ไม่โกหก  ไม่นิทาว่าร้าย ไม่ทำบาปใหญ่และบาปเล็ก ดังนั้น ใครก็ตามที่มีคุณสมบัติดังกล่าวถือว่าเป็นผู้มีความ ยุติธรรม  และถ้าหากพิจารณาตามหลักการของอิสลามแล้ว  คนที่มีความยุติธรรมสามารถเป็นผู้พิพากษา  เป็นผู้ปกครอง  เป็นผู้นำ  เป็น ผู้วินิจฉัยศาสนา  และมีอาชีพอื่น ๆ ทางสังคมได้
ความยุติธรรมกับสังคม หมายถึง  การที่มนุษย์ได้เคารพในสิทธิของผู้อื่น และของสังคมโดยเสมอภาคกัน  และ ณ กฎหมายของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว  ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน  ไม่มีการเอาเปรียบและล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น  ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง อัลลอฮ ตรัสว่า “แท้จริง อัลลอฮทรงบัญชาให้มีความยุติธรรม” (อัล-กุรอาน บทอัน-นะหลิ โองการที 90)
ยังมิโองการและรายงานอีกจำนวนมาก  ได้มีบัญชาให้มนุษย์มีความยุติธรรม  ขณะเดียวกัน พระองค์ได้ทรงสาปแช่งผู้กดขี่และไร้ความยุติธรรม
จริยธรรมได้ให้ความหมายคำว่า “ยุติธรรม” หมายถึง การปฏิบัติตัวอยู่ในสายกลางอันเป็นคุณสมบัติและความเคยชินของจิตใจ  ซึ่งผู้ใดก็ตามที่มีคุณสมบัติดังกล่าว  เขาจะให้ความยุติธรรมกับตนเองและสังคมเสมอ
ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวถึงความยุติธรรมว่า
– ความหายนะของประเทศชาติคือ ผู้รู้ที่หลงใหลในโลกีย์และทรราชผู้กดขี่นั้นเป็นพิษภัยของความ
– ความยุติธรรมเป็นหลักการแกนนำสำคัญของประชาชน
– ความยุติธรรมย่อมทำให้มิตรภาพเพิ่มพูน
– ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้รัฐทั้งหลายเข้มแข็งได้ เท่ากับความยุติธรรม
– รูปแบบที่ดีที่สุดของความยุติธรรมคือ การช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ถูกกดขี่ทั้งหลาย
การเอาเปรียบหรือการกดขี่
อัลลอฮ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์) ตรัสถึงการเอาเปรียบไว้ในอัล-กุรอาน หลายโองการเพื่อเป็นการย้ำเตือนให้มนุษย์ได้ยับยั้งความคิดและออกห่างการเอารัดเอาเปรียบคนอื่น  เป็นที่ยอมรับกันถ้วนหน้าว่าการกดขี่และเอารัดเอาเปรียบ  เป็นการกระทำที่ไม่ดีและเป็นที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งสำหรับสังคม  ซึ่งประชาชนส่วนมากมักจะได้ลิ้มรส  หรืออย่างน้อยสุดก็ได้เห็นหรือได้สัมผัสด้วยตนเองว่าการกดขี่นั้น  มีผลเสียต่อสภาพจิตใจและสังคมอย่างรุนแรงการที่ประชาชนได้สูญเสียอิสรภาพ  สูญเสียผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง หรือชีวิตเลือดเนื้อ และมาตุภูมิของตนสิ่งเหล่านี้เป็นความเลวร้ายที่เกิดจากการกดขี่และการเอารัดเอาเปรียบของผู้มีอำนาจทั้งหลาย
อย่างไรก็ตามอิสลามเชื่อว่าวันหนึ่งผู้กดขี่ต้องพบกับความพินาศย่อยยับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  อัลลอฮ (มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์) ตรัสว่า “แท้จริงแล้วอัลลอฮ  ไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนที่กดขี่” (อัล-กุรอาน บท อัล-อันอาม โองการที่ 144)
บรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (ขอความสันติพึงมีแด่ทาน) กล่าวว่า  “บรรดาผู้ปกครองและกษัตริย์จะคงสภาพของผู้ปฏิเสธ  ส่วนผู้กดขี่จะไม่คงสภาพใดเหลือเลย”
ด้วยเหตุนี้ อิสลามจึงถือว่าการกดขี่เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจและผิดธรรมชาติของมนุษย์อย่างแท้จริง เป็นการอธรรมทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น การกดขี่นั้นถือว่ามิใช้คุณสมบัติของมนุษย์ทว่าเป็นคุณสมบัติของซาตานมารร้ายและของสัตว์ที่ดุร้าย
ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวถึง การทรราชและการกดขี่ไว้ว่า
1. ผู้ปกครองที่กดขี่ คือความหายนะของประเทศทั้งหลาย
2. อันตรายทั้งหลายติดตามทุกขณะในยามตื่นของผู้ปกครองที่กดขี่
3. ผู้ใดก็ตามที่ขึ้นขี่ความเป็นทรราช จะได้เห็นการคุมบังเหียนของเขาต้องคะมำลง
4. บรรดารัฐมนตรีที่ชั่วร้าย ย่อมเป็นผู้ช่วยเหลือของผู้ปกครองที่กดขี่และเป็นพี่น้องของบรรดาผู้กระทำชั่ว
5. ผู้ใดเริ่มการปกครองที่กดขี่ จะเสียใจในไม่ช้า
การกดขี่
1. สามกลุ่มของมนุษย์ที่ถูกตัดขาดจากพรแห่งความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้านั่นคือ บรรดาผู้กดขี่ กลุ่มบุคคลผู้ช่วยเหลือสนับสนุนการกดขี่ กลุ่มบุคคลผู้อดทนต่อการกดขี่
2. บุคคลสามารถจะนอนหลับได้ หลังจากการตายของบุตรของตนแต่นอนไม่หลับภายใต้การกดขี่
3. รูปแบบที่ดีที่สุดของความยุติธรรมคือ การช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ถูกกดขี่ทั้งหลาย
4. กษัตริย์ที่ดีที่สุดคือ ผู้ซึ่งขจัดการกดขี่และก่อให้เกิดความเป็นธรรมกลับคืนมาอีกครั้ง
5. สัตว์ป่าเถื่อนที่ฉีกเนื้อเถือหนังออกเป็นชิ้น ๆ และสวาปาม ย่อมเป็นที่พึงพอใจแก่ผู้ปกครองนครที่ชอบความรุนแรงและกดขี่ข่มเหงรังแก
6. ผู้ปกครองที่ทำการกดขี่ผู้อยู่ใต้การปกครองทั้งหลายของเขา ย่อมจะมีชีวิตอยู่ได้เห็นประชาชนเหล่านั้นปรารถนาที่จะเห็นเขาตาย
7. ชั่วโมงแห่งการแก้แค้นของผู้ถูกกดขี่นั้น น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าชั่วโมงของการกดขี่ของเผด็จการเสียอีก
8. จงหลีกเลี่ยงผู้กดขี่ ด้วยการขอความคุ้มครองจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งไม่มีใครปกป้องท่านได้นอกจากพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น
9. จงหลีกเลี่ยงการกดขี่ เพราะไม่มีผู้ปกครองที่กดขี่คนใดเลยจะได้สูดกลิ่นไอสวรรค์
10. เมื่อท่านพบผู้ที่ถูกกดขี่ ก็จงช่วยเขาต่อต้านผู้กดขี่
11. ผู้ใดก็ตามที่สงสารตัวเอง ก็จงอย่ากดขี่คนอื่น
12. เขากดขี่ความชอบธรรม ผู้ซึ่งช่วยเหลือสนับสนุนความอยุติธรรม
13. ผู้ใดก็ตามที่กดขี่ เขาจะถูกกดขี่
14. การกดขี่และเผด็จการทรราช เป็นสหายที่เลวร้ายสำหรับโลกหน้า
15. บุคคลที่เข้าถึงอำนาจมักละเมิด
16. เสบียงที่เลวที่สุดในวันฟื้นคืนชีพ คือ การกดขี่ปวงบ่าว
17. ผู้ละเมิดและผู้อธรรมเป็นผู้พ่ายแพ้