แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages

ความว่า : แท้จริงเราได้สร้างมนุษย์จากน้ำเชื้อผสมหยดหนึ่ง (อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัล-อินซาน 76/2)
أَمْشَاجٍ หมายถึง สิ่งที่ถูกผสมระหว่างกัน อิบนุอับบาส ได้กล่าวว่า ในคำตรัสของอัลลอฮฺ مِن نُّطْفَةٍ أَمْشَاجٍ หมายถึงน้ำของฝ่ายชายกับน้ำของฝ่ายหญิงเมื่อมีการพบกันและผสมกัน แล้วจะเปลี่ยนจากลักษณะหนึ่งไปสู่อีกลักษณะหนึ่งเป็นขั้นๆ
อิบนุ มะรฺดะวียะฮฺ กล่าวว่า จากรายงานของอิบนุอับบาส ว่า  คือการผสมกัน ได้กระดูก ประสาท และเส้นจากน้ำฝ่ายชาย และเลือด เนื้อ และเส้นผม จากน้ำฝ่ายหญิงรายงานจากหะดีษ..
ความว่า : ยิวคนหนึ่งได้ผ่านหน้านบีซึ่งกำลังคุยอยู่กับสหายของท่าน คนกุรอยช์ก็ได้กล่าวแก่ยิวคนนั้นว่า “นี่ยิว คนๆนี้เขาอุปโลกน์ตัวเองว่าเป็นนบี (ศาสนทูต)” ยิวก็ตอบว่า “ฉันจะถามเขาสิ่งหนึ่ง สิ่งนี้ไม่มีผู้ใดตอบได้นอกจากนบี” และเขาก็ได้ถามนบีว่า “โอ้ มุฮำหมัด .. มนุษย์ถูกสร้างขึ้นจากสิ่งใด” ท่านนบี(ศอลฯ) ก็ตอบว่า “โอ้ ยิว .. มาจากหยดน้ำของผู้ชายและหยดน้ำของผู้หญิง หยดน้ำของผู้ชายเป็นหยดน้ำที่หยาบจะเป็นกระดูกและประสาท ส่วนหยดน้ำของผู้หญิงเป็นหยดน้ำที่ละเอียด จะเป็นเนื้อและเลือด ” ยิวก็ลุกขึ้นกล่าวว่า เช่นนี้แหละที่บุคคลก่อนหน้าเจ้า (นบีคนก่อนๆ)ได้บอกไว้. (รายงานโดย อิมามอะห์หมัด)
เป็นที่แน่ชัดและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่า ทารกที่คลอดออกมานั้นเป็นผลผลิตจากมนุษย์ทั้งสองเพศ ชายและหญิง ดังที่อัลกุรอานได้บอกไว้ในอายัต 13 สูเราะฮฺ อัล-ฮุญะรอต  ว่า
ความว่า : โอ้มนุษย์.. แท้จริงเรา(อัลลอฮฺ)ได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชายและเพศหญิง (อัลกุรอาน 49/13)
อิมาม อิบนุก็อยยิม อัลเญาซี ได้กล่าวว่า “น้ำอสุจิจากฝ่ายชายไม่สามารถที่จะทำให้กำเนิดบุตรได้ และเช่นเดียวกันถ้าไปผสมกับส่วนอื่นของฝ่ายหญิง”
ชีวิตไม่พึ่งอสุจิ
การสืบพันธ์ของคนหรือสัตว์โดยปกติต้องอาศัย การผสมกันระหว่างตัวอสุจิกับไข่ เมื่อผสมกันแล้วก็จะเป็นเซลล์ร่างกายและจะแบ่งตัวแบบไมโทซีสจนเติบใหญ่เป็นมนุษย์หรือสัตว์ แต่ในประวัติการบังเกิดมนุษย์มีอยู่หลายครั้งที่มนุษย์ไม่ได้ถูกกำเนิดโดยอาศัยเซลล์สืบพันธุ์ อย่างกรณีของนบีอาดัม ที่ถูกสร้างขึ้นจากดิน(طين)  และฮาวาสร้างมาจากกระดูกซี่โครง(ضلع)ของอาดันตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น บางกรณีอัลลอฮฺสร้างมนุษย์โดยไม่ได้ใช้ทั้งดินหรืออวัยวะใดๆของมนุษย์เพศชาย อยางกรณีของนบีอีซา(อะลัยฮิสสาลาม – ขอความสันติจงมีแด่ท่าน)
อัลลอฮฺตรัสว่า : จงรำลึกถึงขณะที่มะลาอิกะฮ์กล่าวว่า มัรยัมเอ๋ย ! แท้จริงอัลลอฮ์ทรงแจ้งข่าวดีแก่เธอด้วยคำ(กะลิมะฮฺ)คำหนึ่ง(บุตร)จากพระองค์ ชื่อของเขาคือ อัลมะซีห์ อีซาบุตรของมัรยัม โดยที่เขาจะเป็นผู้มีเกียรติในโลกนี้และปรโลก และจะอยู่ในกลุ่มคนใกล้ชิด(อัลลอฮฺ) และเขาจะพูดกับผู้คนขณะอยู่ในเปล และในวัยกลางคน และจะอยู่ในหมู่คนดี นางกล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จะมีบุตรได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่มิได้มีบุรุษใดแตะต้องข้าพระองค์  พระองค์ตรัสว่า กระนั้นก็ตาม อัลลอฮ์จะทรงบังเกิดสิ่งที่พระองค์ประสงค์ เมื่อพระองค์ทรงชี้ขาดงานใดแล้ว? พระองค์ก็เพียงประกาศิตแก่สิ่งนั้นว่า จงเป็นขึ้นเถิด แล้วมันก็จะเป็นขึ้น (อัลกุรอาน สูเราะห์ อาลิอิมรอน 3/45-47)
มัรยัม มารดาของนบีอีซา ไม่เคยมีชายใดมาแตะต้อง นั่นหมายถึงนางตั้งครรภ์โดยไม่มีการปฏิสนธิระหว่างเซลล์ไข่ของนางกับเซลล์อสุจิของฝ่ายชาย แต่นางมีบุตรชายชื่อ อีซา เป็นชายที่สร้างความมหัศจรรย์แก่ชาวโลก เป็นผู้มีเกียรติ เป็นคนดี และเป็นผู้ใกล้ชิดอัลลอฮฺ
นบีอีซา ได้บังเกิดขึ้น เช่นเดียวกับ นบีอาดัม อัลลอฮฺได้ตรัสในสูเราะฮฺ เดียวกัน อายัติที่ 59 ว่า …

ความว่า : แท้จริงอุปมาของอีซานั้น ดั่งอุปมัยของอาดัม พระองค์ทรงบังเกิดเขาจากดิน และได้ทรงประกาศิตแก่เขาว่าจงเป็นขึ้นเถิด แล้วเขาก็เป็นขึ้น ขึ้น (อัลกุรอาน สูเราะห์ อาลิอิมรอน 3/59)
อาดัม เกิดมาไม่มีพ่อและแม่ ไม่อาศัยทั้งอสุจิและไข่
ฮาวา เกิดมาไม่แม่ แต่เกิดจากอาดัมที่เป็นชาย ไม่ได้เกิดจากอสุจิและไข่ แต่เกิดอวัยวะส่วนที่เป็นกระดูกซี่โครงของอาดัมที่เต็มไปด้วยเซลล์ร่างกายที่มีโครโมโซมเต็มรูป
อีซา เกิดมาไม่มีพ่อแต่มีแม่ ผ่านกระบวนการตั้งครรภ์เหมือนคนอื่นๆ แต่ไม่มีอสุจิมาเป็นต้นกำเนิดของการสืบพันธุ์ เซลล์ร่างกายของนางมัรยัมไม่มีโครโมโซม Y ซึ่งตามปกติแล้วผลผลิตที่ได้จากฝ่ายหญิงโดยไม่ผสมกับฝ่ายชายนั้นจะไม่เกิดเพศชาย แต่อีซาเป็นเพศชาย ดังนั้น อัลลอฮฺจึงยืนยันการบังเกิดอีซาก็เสมือนกับการบังเกิดอาดัม คือ เมื่ออัลลอฮฺต้องการสิ่งใดแล้ว จะบอกสิ่งนั้นให้เกิดก็จะเกิดขึ้น(فَإِنَّمَا يَقُولُ لَهُ كُن فَيَكُونُ  )
ปัจจุบันมนุษย์สามารถเกิดขึ้นโดยไม่อาศัยอสุจิได้หรือไม่ ..?
ด้วยความฉลาดและความสามารถของมนุษย์ที่อัลลอฮฺได้ประทานให้ มนุษย์สามารถดัดแปลงเซลล์ที่อยู่ในสิ่งมีชีวิต จนสามารถควบคุมการสร้างชีวิตใหม่โดยไม่ผ่านตามขั้นตอนปกติ เช่น สามารถควบคุมการเกิดชีวิตใหม่ของสัตว์อย่างแกะโดยไม่อาศัยอสุจิ หรือ ที่เราเรียกว่า โคลนนิ่ง
โคลนนิ่ง (Cloning) หมายถึงการคัดลอกหรือทำซ้ำ (copy) สำหรับทางการแพทย์ หมายถึงการสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ ซึ่งมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนของเดิมทุกประการ การโคลนนิ่งเกิดอยู่เสมอในธรรมชาติ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนได้แก่ การเกิดฝาแฝดเพศเดียวกันและหน้าตาเหมือนกัน นั่นเอง กระบวนการโคลนนิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น ได้นำมาใช้เป็นเวลานานแล้วโดยเราไม่รู้ตัว ได้แก่การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช และตัวอ่อนสัตว์ โดยการแยกเซลล์ ซึ่งทำกันทั่วไปในวงการเกษตร
การโคลนนิ่ง ทำได้โดยการเอาเซลล์ที่มีนิวเคลียสจากของสัตว์ (ไม่ใช่เซลล์สืบพันธ์) ที่เราต้องการโคลนไปวางใกล้ชิดกับเซลล์ไข่ของสัตว์ตัวเมีย ที่ได้ดูดเอานิวเคลียส (ที่มีสารพันธุกรรมออกทิ้งแล้ว) เสร็จแล้วเขาจะเอาเซลล์นั้นไปผ่านกระบวนการเชื่อม หรือหลอมส่วนทั้งสองเข้าด้วยกันโดยใช้กระแสไฟฟ้า (electric pulse) หลังจากนั้นก็เอาเซลล์นั้นไปพัก ให้มันแบ่งตัวจนได้เซลล์หลายเซลล์ ซึ่งแต่ละเซลล์ต่างมีโครโมโซมครบ 46 แท่งและมีศักยภาพที่จะเจริญพัฒนาไปเป็นตัวอ่อน เป็นทารกในมดลูกของสัตว์ตัวเมีย ที่เราเอาตัวอ่อนไปฝากไว้ให้ตั้งครรภ์ (surrogate mother) เมื่อตั้งครรภ์ครบกำหนดแล้วก็คลอดออกมาเป็นลูก
นักวิทยาศาสตร์ชาวสก๊อต ชื่อ เอียน วิลมุต ได้โคลนแกะ ดอลลี โดยใช้เซลล์จากเต้านมของแกะหน้าขาวตัวหนึ่งซึ่งเจริญเต็มที่ ดูดเอานิวเคลียสของเซลล์ออกมา แล้วนำไปใส่ในไข่ที่ดูดมาจากรังไข่ของแกะหน้าดำ ซึ่งได้ดูดเอานิวเคลียสทิ้งไป เมื่อนำไปใส่แล้ว ก็นำเซลล์ที่ได้ ไปใส่ในโพรงมดลูกของแกะหน้าดำตัวเดิม ให้เกิดการฝังตัวและตั้งครรภ์ได้ เมื่อครบกำหนด ออกมาลูกของแกะหน้าดำที่คลอดออกมากลับกลายเป็นแกะหน้าขาว ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกับแกะหน้าขาว เจ้าของเซลล์เต้านมทุกประการ
การโคลนนิ่งมนุษย์นั้น ยังไม่มีรายงานว่าได้มีการทดลองและประสบผลสำเร็จแล้ว ในทางทฤษฎีสามารถที่จะโคลนนิ่งมนุษย์ได้ แต่อาจทำให้เกิดปัญหาด้านจริยธรรมมากมาย…
ภาพแสดงการโคลนนิ่งมนุษย์ อาศัยเซลล์ร่างกายอาจจะได้จากผิวหนัง ผม  กล้ามเนื้อ ฯลฯ
โดยดึงเอานิวเคลียสออกแล้วไปวางไว้ในไข่ที่ได้ดึงนิวเคลียสออกก่อนแล้ว
ได้เซลล์ตัวอ่อนที่มีโครโมโซมครบ 23 คู่ แล้วเกิดกระบวนการแบ่งเซลล์จนเติบใหญ่เป็นทารกต่อไป
เรื่องการโคลนนิ่งนี้เป็นเรื่องใหม่ ในอิสลามไม่มีบทบัญญัติที่ชัดเจนมาแต่ต้นว่าทำได้หรือไม่ได้ แต่อุลามาอฺและนักวิชาการมุสลิมได้มีความเห็นในเรื่องนี้อย่างชัดเจนและเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นสิ่งต้องห้ามดร.ยูซุฟ กอรฎอวี ได้ให้ความเห็นว่าอิสลามไม่เคยกีดกั้นวิทยาการใหม่ๆ แต่วิชาการหรือการงานต่างๆจะแยกออกจากศาสนาและจริยธรรมไม่ได้ อย่างที่บางกลุ่มพยายามเรียกร้องให้ ระบบต่างๆ เช่นระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมืองการปกครอง รวมถึงระบบการศึกษาและวิชาการให้เป็นอิสระแยกออกจากศาสนา โดยอ้างว่าศาสนาเป็นตัวการขัดขวางความก้าวหน้า
อิสลามไม่เคยแยกชีวิตออกจากศาสนา ทุกการงานและทุกเวลาจะต้องอยู่ภายใต้กรอบและขอบเขตของศาสนา การโคลนิ่งมนุษย์แม้จะเป็นเรื่องที่ประโยชน์อยู่บ้างในวงการแพทย์ แต่อันตรายและปัญหาด้านจริยธรรมจะตามมามีมากว่าประโยชน์ที่ได้
ส่วนการโคลนนิ่งสัตว์ สามารถทำได้แต่มีข้อแม้ดังนี้
1.       ต้องเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เพื่อมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของใครบางคนหรือกลุ่มคนเท่านั้น
2.       ประโยชน์ต้องมีมากกว่ากว่าโทษหรือผลเสีย
3.       ไม่เป็นการทำร้ายสัตว์ ทั้งในระยะสั้นหรือระยะยาว
คณะทำงานจาก วิทยาลัยแพทย์เวลส์ (Wales College of Medicine) ของมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ (Cardiff University) นำโดยคาร์ล สวานน์ (Karl Swann) เปิดเผยผ่าน นิว ไซแอนตีส ว่า เขาและทีมงานค้นพบวิธีการที่ทำให้ไข่ของฝ่ายหญิงสุกได้ โดยไม่ต้องผ่านการปฏิสนธิจากอสุจิของฝ่ายชาย และได้กล่าวอีกว่า ตัวอ่อนที่ได้จากการวิจัยนี้นี้ไม่เกี่ยวข้องกับโครโมโซมเพศชายแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่สามารถพัฒนาตัวเป็นทารกได้[4]
การผสมระหว่างน้ำฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงนี้ ซัยยิด กุฏุบ ได้กล่าวว่า เป็นไปได้ทั้งหมายถึงการผสมระหว่างเซลล์อสุจิจากฝ่ายชายและเซลล์ไข่จากฝ่ายหญิงหลังจากที่ทั้งสองเซลล์ได้เจอและปฏิสนธิกัน และเป็นการผสมระหว่างสารพันธุกรรมที่มีอยู่อย่างสมบูรณ์ในหยดน้ำ(ทั้งอสุจิและไข่) ที่รู้จักกันในชื่อยีน (Gene) สารพันธุกรรมที่ถ่ายทอดลักษณะต่างๆที่แตกต่างกันระหว่างมนุษย์ และลักษณะเดียวกันระหว่างบุคคลในครอบครัวเดียวกัน[5]
ร่างกายของมนุษย์จะประกอบเซลล์ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุด เซลล์ในร่างกายมนุษย์จะมี 2 ประเภท คือ เซลล์ร่างกาย (Somatic Cell) และเซลล์สืบพันธุ์ (Sex Cell)
เซลล์ร่างกาย หมายถึงที่เสริมสร้างส่วนต่างๆของร่างกาย มีหลายชนิด ได้แก่ เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ผิวหนัง เซลล์กระดูก เซลล์ประสาท เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว เป็นต้น เซลล์เหล่านี้จะเจริญเติบโตจากเซลล์แรกเพียงเซลล์เดียวที่เกิดขึ้นจากการปฏิสนธิ(أمشاج)ระหว่างอสุจิและไข่ แล้วจะมีการแบ่งแบบไมโทซีส(Mitosis) จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ จากสี่เป็นแปด… ในนิวเคลียสของเซลล์จะมีโครโมโซม ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งๆ จับคู่จำนวน 46 แถบหรือ 23 คู่ จะเป็นโครโมโซมที่มียีนกำหนดลักษณะทั่วๆ จำนวน 22 คู่ และยีนที่กำหนดลักษณะเพศชายหรือหญิงจำนวน 1 คู่เรียกว่า โครโมโซมเพศ

ภาพแสดงการแบ่งเซลล์แบบไมโทซีส (Mitosis)
โครโมโซมเพศจะกำหนดเป็นสัญลักษณ์ X กับ Y ถ้าคู่สุดท้าย (คู่ที่ 23) เป็น XX จะเพศผู้หญิง และถ้าเป็น XY ก็จะเป็นเพศชาย
เซลล์อีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า เซลเพศหรือเซลล์สืบพันธุ์ มีลักษณะเหมือนเซลล์ทั่วไปแต่มีการแบ่งแบบไมโอซีส(Meiosis) จะทำให้เซลล์เหล่านี้ (เซลล์อสุจิและเซลล์ไข่) จะมีจำนวนโครโมโซมเพียงครึ่งหนึ่ง คือ 23 แถบ แถบสุดจะกำหนดเป็นลักษณะ X หรือ Y
ถ้าเป็นเซลล์อสุจิจะมีโครโมโสมแถบสุดท้าย มีทั้ง X และ Y
ถ้าเป็นเซลล์ไข่จะมีโครโมโสมแถบสุดท้ายเป็น X เท่านั้น
เมื่อมีการปฏิสนธิ ระหว่างเซลล์อสุจิและเซลล์ไข่ ( نُّطْفَةٍ أَمْشَاجٍ  ) จำนวนโครโมโซมของทั้งสองก็จะมารวมกัน จะเป็น 46 แถบ หรือ 23 คู่ ถ้าคู่สุดท้ายเป็น XY เด็กที่คลอดออกมาก็จะเป็นชาย และถ้าเป็น XX เด็กที่คลอดออกมาก็จะเป็นหญิง[6]

ภาพแสดงขั้นตอนการผสมตามปกติระหว่าง ไข่กับอสุจิ เป็น Zygote (نطفة أمشاج)
แล้วมีการแบ่งตัวจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี…เป็น Embryo … จนคลอดออกมาเป็นเด็ก

[1] อักริมะฮฺ มุญาฮิด ฮะซัน และอัรรอบีอฺ อิบนุ อะนาส ก็มีความเห็นเช่นเดียวกับนี้ ،    ابن كثير، ج4 ص582
[2] الدر منشور ، للشيوطي ، ج8 ص368
[3] التبيان في أقسام القرآن ، لابن قيم الجوزية ،
[4] http://women.sanook.com/health/tips/tips_07446.php
[5] في ظلال القرآن ، للسيد قطب ، ج6 ص
[6] Biology,by Claude A. Villee,  CBS college publishing, NY. 1985,  p.220