แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. หลักปฏิบัติในอิสลาม

หลักปฏิบัติในอิสลาม

3. ซะกาต (ทานบังคับ)
หมายถึงการบริจาคทานบังคับ เพื่อความโปรดปรานของเอกองค์อัลลอฮฺ เป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญทางเศรษฐกิจของสังคมมุสลิม ความสำคัญของการบริจาคทานบังคับจะเห็นว่า อัล-กุรอานกล่าวไว้เคียงคู่กับนมาซเสมอ อันเป็นเครื่องหมายที่ยืนยันถึงการมีศรัทธามั่นคง และความสัจจริง
รายงานจำนวนมากมายจากอิมามผู้บริสุทธิ์ (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) รายงานว่า “บุคคลใดหลีกเลี่ยงการบริจาคทานบังคับเท่ากับได้ออกนอกศาสนา”
ซะกาต หรือทานบังคับมีกำหนดแน่นอน ซึ่งนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของภาษีที่ประกันร่างกายและชีวิตให้สะอาดบริสุทธิ์ ทุกปีจะต้องบริจาคทานบังคับหนึ่งครั้ง และเป็นข้อบังคับสำหรับผู้ที่มีความสามารถในการบริจาคเท่านั้น
ทานบังคับอันเป็นทรัพย์สิน แต่ไม่ได้หมายความว่าทรัพย์สินทุกประเภทต้องบริจาคทานบังคับ เฉพาะ 9 ประเภทเท่านั้นที่กำหนดว่าต้องบริจาคทานบังคับ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้
1.     พืชผลเกษตรกรรม ได้แก่ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ อินทผลัม และผลองุ่นแห้ง
2.     สัตว์เลี้ยง ได้แก่อูฐ วัว และแกะ
3.     แร่ธาตุ ได้แก่ทองคำ และเงิน
ปริมาณที่จำเป็น
ซะกาต เป็นสิ่งของจะเป็นข้อบังคับเมื่อถึงปริมาณที่กำหนดไว้แน่นอน หมายถึง ถ้าปีนั้นได้ผลผลิตไม่ถึงขั้นที่กำหนด หรือสัตว์เลี้ยงมีจำนวนน้อยกว่าปริมาณ ไม่จำเป็นต้องบริจาคทานบังคับ (ซะกาต)
ขั้นกำหนดของพืชผล
พืชผลทั้ง 4 ประเภทที่กล่าวมามีปริมาณกำหนดเหมือนกัน คือ ประมาณ 850 กิโลกรัม ด้วยเหตุนี้ ถ้าผลผลิตได้น้อยกว่าปริมาณกำหนดไม่ต้องบริจาคทานบังคับ (ขั้นกำหนดที่ละเอียดคือ 847/207 ก.ก.)
ขั้นกำหนดของสัตว์เลี้ยง
1.     แกะ ขั้นกำหนดแรกของแกะ คือ 40 ตัว ต้องบริจาค 1 ตัว ถ้าแกะมีจำนวนไม่ถึง 40 ตัว ไม่ต้องบริจาค
2.     วัว ขั้นกำหนดแรกของวัวคือ 30 ตัว ต้องบริจาคเป็นลูกวัวที่มีอายุครบ 1 ขวบบริบูรณ์อย่างเข้าขวบที่สอง 1 ตัว
3.     อูฐ ขั้นกำหนดแรกของอูฐคือ 5 ตัว ต้องบริจาคเป็นแกะ 1 ตัว ถ้ามีอูฐไม่ถึง 26 ตัว ทุก ๆ 5 ตัวต้องบริจาคเป็นแกะ 1 ตัว แต่ถ้ามีอูฐครบ 26 ตัว ต้องจ่ายบริจาคเป็นอูฐ 1 ตัว
ขั้นกำหนดของทองคำและเงิน
ขั้นกำหนดของทองคำ คือ 15 มิซกอล ส่วนเงิน คือ 105 มิซกอล และปริมาณที่ต้องบริจาคของทั้งสองคือ 1/40 จำนวน 16 มิซกอล มีน้ำหนักประมาณ 75 กรัม
เงื่อนไขของทานบังคับ
ขั้นกำหนดของทานบังคับที่เป็นพืชผล ต้องคำนวณก่อนที่จะหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด ดังนั้น ถ้าผลผลิตก่อนหักค่าใช้จ่ายถึงขั้นที่กำหนดไว้ เป็นข้อบังคับต้องบริจาคทาน
ส่วนทานบังคับที่เป็นสัตว์เลี้ยงจะเป็นข้อบังคับเมื่อ
1. เป็นเจ้าของสัตว์เหล่านั้นนาน ๑ ปี ดังนั้น ถ้าเลี้ยงสัตว์นานเพียง 9 เดือนไม่ต้องบริจาค
2.  สัตว์ที่เลี้ยงไว้ต้องว่างงาน 1 ปีเต็ม ดังนั้น ถ้าวัว หรือ อูฐที่เลี้ยงไว้ใช้งานและมีรายได้ให้เจ้าของไม่ต้องบริจาคทาน
3. สัตว์ที่เลี้ยงไว้ตลอดทั้งปีได้กินหญ้าตามทุ่งหญ้า ดังนั้น ถ้าสัตว์ได้กินหญ้าที่เจ้าของซื้อมา หรือหามาจากที่อื่น หรือกินหญ้าที่เจ้าของปลูกไว้ ไม่ต้องบริจาค
ทานบังคับที่เป็นทองคำหรือเงิน
1. ทานบังคับที่เป็นทองคำหรือเงิน คือประเภททองแท่ง หรือเหรียญทองที่นำมาเป็นอัตราแลกเปลี่ยนในการซื้อขาย สำหรับทองคำรูปพรรณที่ใช้เป็นเครื่องประดับไม่ต้องบริจาค
2. ทานบังคับที่เป็นทองคำหรือเงิน  เป็นข้อบังคับต้องบริจาค เมื่อเป็นเจ้าของขั้นกำหนดประมาณ ๑๑ เดือนเศษ ดังนั้น ระหว่าง ๑๑ เดือน ถ้าหากจำนวนทองคำหรือเงินได้ลดน้อยไปว่าขึ้นกำหนดที่ตั้งไว้ ไม่ต้องบริจาคทาน
ผู้มีสิทธิ์รับทานบังคับ
ผู้ที่มีสิทธิ์รับทานบังคับมี 8 จำพวก ดังนี้
1.     คนยากจน หมายถึงผู้ที่มีรายได้ประจำปีไม่สมดุลกับค่าใช้จ่าย หรือครอบครัวมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ
2.     คนอนาถา
3.     เจ้าหน้าที่ หมายถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้เก็บ ผู้รวบรวม ผู้แจกจ่าย
4.      ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมถ้าหากได้ช่วยเหลือพวกเขา จะเป็นสาเหตุทำให้พวกเขาเบี่ยงเบนมาสู่อิสลาม หรือช่วยเหลือมุสลิมทำสงคราม หรือมุสลิมโดยสมัคร
5.     เพื่อปลดปล่อยทาสมุสลิม
6.     ผู้ที่มีหนี้สินมากและไม่สามารถชำระหนี้สินของตนได้
7.     การรณรงค์เพื่อศาสนาอิสลาม หรือบริจาคในวิถีทางของอัลลอฮฺ อันก่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมส่วนรวม และเป็นที่พึ่งพอพระทัยของพระองค์ เช่น การสร้างถนนหนทาง สะพาน หรือมัสญิด
8.     ผู้เดินทางที่ขาดทุนทรัพย์ แม้ว่าจะไม่ใช่คนยากจนเมื่ออยู่ที่บ้านตน
4. คุมซ์ การจ่ายค่าธรรมเนียมทางศาสนา
คุมซ์ หมายถึง การจ่ายค่าธรรมเนียมทางศาสนาด้วย 1 ใน 5 ของรายได้สุทธิประจำปี ภายหลังที่เหลือจากการใช้จ่ายอันชอบด้วยพระบัญญัติแล้วในแต่ละปี แก่ผู้ปกครองอิสลาม (ถ้าสมัยปรากฏกายของอิมามมะฮฺดีย์ ต้องจ่ายให้กับอิมาม แต่ในปัจจุบันต้องจ่ายให้กับตัวแทนของอิมาม หรือบรรดามัรญิอฺที่ตนปฏิบัติตาม
สิ่งของ 7 ประเภทเป็นข้อบังคับต้องจ่ายค่มซ์
1.     รายได้สุทธิที่เหลือประจำปี
2.     แร่ธาตุ
3.     ขุมทรัพย์
4.     ทรัพย์สงคราม
5.     เครื่องประดับที่นำขึ้นมาจากท้องทะเล
6.     ทรัพย์สินอนุมัติที่ผสมกับทรัพย์สินไม่อนุมัติ
7.     พื้นดินที่ผู้ปฏิเสธได้ซื้อจากมุสลิม
การจ่ายค่มซฺเป็นข้อบังเหมือนกับนมาซ และการถือศีลอด ซึ่งบุคคลที่บรรลุศาสนภาวะ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และมีหนึ่งในทรัพย์สินตามกล่าวมา ต้องจ่ายค่มซ์
อิสลามให้เกียรติต่ออาชีพการงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกอบอาชีพสุจริต และยังถือว่ารายจ่ายส่วนตัวมีความสำคัญยิ่งต่อการจ่ายค่มซฺ ด้วยเหตุนี้ ตลอดทั้งปีสามารถนำรายรับทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายของตนได้ และเมื่อถึงสิ้นปีถ้าไม่มีสิ่งใดเพิ่มขึ้น ไม่เป็นวาญิบต้องจ่ายค่มซฺ์ แต่หลังจากได้หักค่าใช้จ่ายเรียบร้อยแล้วยังเหลือรายรับ ดังนั้น จำเป็นต้องจ่าย 1/5 ในฐานะของค่มซฺ และส่วนที่เหลือถือเป็นเงินสะสมของตน
คำว่ารายรับประจำปี หมายถึงของทุกสิ่งที่ตน และครอบครัวมีความต้องการ ดังตัวอย่าง
1.     อาหารและเครื่องนุ่งห่ม
2.     ของใช้ภายในครัวเรือน เช่น หม้อ และภาชนะที่จำเป็น
3.     พาหนะที่ใช้ขนส่งสิ่งของ ที่ไม่ได้ใช้เฉพาะการทำมาหากินหรืองานเท่านั้น
4.     ค่าใช้จ่ายสำหรับแขกที่มาเยี่ยม
5.     ค่าใช้จ่ายเรื่องแต่งงาน
6.     ตำราที่เป็นความต้องการ
7.     และค่าใช้จ่ายที่จัดเตรียมไว้เพื่อเดินทางไปหัจญ์ หรือเยี่ยมหลุมศพศาสดา หรืออิมาม
8.     รางวัลและของกำนัลที่ได้จัดเตรียมให้คนอื่น
9.     เงินบริจาค บนบาน หรือเตรียมไว้เพื่อจ่ายกัฟฟาเราะฮฺ
ทรัพย์สินที่ได้มาด้วยวิการดังต่อไปนี้ไม่ต้องจ่ายค่มซ์มรดกที่ได้รับมา
1.     สิ่งของที่ให้ในฐานะของ ๆ กำนัลหรือที่ระลึก
2.     รางวัลที่ได้รับ
3.     สิ่งที่ได้รับในฐานะของเป็นของสิริมงคล
4.     ทรัพย์สินที่ให้บุคคลอื่นในฐานะของคมซ์ หรือทานบังคับ
ผลของการไม่จ่ายค่มซฺ
1.     ทรัพย์สินที่ยังไม่ได้จ่ายค่มซ์ไม่มีสิทธิ์ใช่จ่าย อาหารที่ยังไม่ได้จ่ายค่มซ์ ไม่สามารถรับประทานได้ หรือสตางค์ที่ยังไม่ได้จ่ายค่มซ์ ไม่สามารถนำไปซื้อของใช้อย่างอื่นได้
2.     ถ้าใช้สตางค์ที่ยังไม่ได้จ่ายค่มซ์ซื้อข้าวของเครื่องใช้ 1 ใน 5 ของการซื้อขายนั้นโมฆะ
3.     ถ้าใช้สตางค์ที่ยังไม่ได้จ่ายค่มซ์เป็นค่าเช่าที่พักอาศัย และนมาซในนั้น นมาซโมฆะ
4.     ถ้าใช้สตางค์ที่ยังไม่ได้จ่ายค่มซ์ซื้อบ้าน และนมาซในบ้านนั้น นมาซโมฆะ
เงื่อนไขของค่มซ์
1.     ถ้าได้ออมทรัพย์ เมื่อสิ้นปีหักค่าใช้จ่ายแล้ว เหลือเป็นรายได้สุทธิ ต้องจ่ายค่มซ์
2.     ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านที่ซื้อเก็บไว้ หรือซื้อมาแต่ปัจจุบันไม่ยังไม่ได้ใช้ หรือไม่ต้องการแล้ว ต้องจ่ายค่มซฺ เช่น ซื้อตู้เย็นเครื่องใหม่มา ตู้เย็นเครื่องเก่าไม่ได้ใช้ ดังนั้นต้องจ่ายค่มซ์
3.     การนำเงินที่หามาได้ซื้อข้าวของเครื่องใช้ เช่น ข้าวสาร น้ำมัน ใบชา และอื่น ๆ ถ้าสิ้นปีใช้ไม่หมดส่วนที่เหลือ ต้องจ่ายค่มซ์
4.     ถ้าเด็กที่ยังไม่บบรรลุศาสนภาวะได้ลงทุนด้วยเงินก้อนหนึ่ง และมีกำไรจากการลงทุนนั้น หลังจากบาบรรลุศาสนภาวะแล้ว ต้องจ่ายค่มซ์
การใช้จ่ายค่มซ์
โดยหลักการแล้ว เงินค่มซฺ ต้องแบ่งออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งเป็นของอิมามมะฮฺดียฺ (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ซึ่งต้องจ่ายให้กับมัรญิอฺตักลีด หรือวิลายะตุลฟะกีฮฺ หรือตัวแทนของท่าน
ส่วนอีกครึ่งต้องจ่ายให้กับมัรญิอฺหรือวิลายะตุลฟะกีฮฺ หรือขออนุญาตท่านจ่ายให้กับบรรดาซัยยิดที่มีสิทธิ์รับเงินค่มซ์
ซัยยิด หมายถึงบรรดาผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากท่านศาสดา เป็นบุคคลในชั้นเหลนโหลนของบุตรหลานของท่านศาสดา ซึ่งเป็นบุตรหลานของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์อีกชั้นหนึ่ง เช่น ตระกูลของท่านอิมามโคมัยนี คือ มูซาวีย์ นั่นหมายถึงเมื่อนับย้อนขึ้นจากบิดาปู่ ปู่ทวดเพียงไม่กี่รุ่นจะไปถึงอิมามมูซา (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) ซึ่งบรรดาผู้ที่เป็นลูกหลานของท่านศาสดาส่วนใหญ่จะมีสายตระกูลเป็นมรดกสืบทอดกันต่อ ๆ มา ว่าตนสืบเชื้อสายมาจากอิมามท่านใด แต่เป็นไปได้ที่บางครอบครัวอาจจะไม่มีสายตระกูลเนื่องจากสูญหายหรือเหตุผลอื่น ๆ
เงื่อนไขของซัยยิดที่สามารถรับค่มซ์ได้
1.     ยากจน หรืออนาถาจากการเดินทาง แม้ว่าเมื่ออยู่ในเมืองของตนจะไม่ใช่คนจนก็ตาม
2.     เป็นชีอะฮฺ 12 อิมาม
3.     ไม่ทำบาปอย่างเปิดเผย การจ่ายค่มซ์ต้องไม่เป็นการสนับสนุนการทำบาปของเขา
4.     ต้องเป็นคนที่ค่าใช้จ่ายของพวกเขาอยู่ในความรับผิดชอบของตน เช่น ต้องไม่ใช่ภรรยา และบุตร
5. การบำเพ็ญหัจญ์
หมายถึงการเดินทางไปแสวงบุญยังนครมักกะฮฺ เพื่อทำพิธีดังกล่าวสำหรับผู้ที่มีความสามารถ ซึ่งเป็นข้อบังคับเพียงครั้งเดียวในชีวิต เป็นการเดินทางมาพบกันของพี่น้องมุสลิมจากส่วนต่าง ๆ ของโลก อยู่ร่วมกัน มีการกระทำเหมือนกัน ในสถานที่เดียวกัน ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นเท่าเทียมกันทั้งหมด โดยมีจุดมุ่งหมายสู่พระเจ้าผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน แม้จะแตกต่างกันในด้านภาษา วัฒนธรรม เชื้อชาติ ฐานะ ประเพณี แต่เขามิได้แตกต่างกันในฐานะที่เป็นบ่าวเมื่ออยู่ ณ พระพักตร์ของอัลลออฺ ณ บัดนี้เขาได้เข้าสู่สถานที่ ๆ มีความปลอดภัยที่สุดในโลก ณ ที่นั้นห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแม้แต่ยุงหรือแมลง และห้ามถอนแม้แต่ต้นหญ้าสักต้นหนึ่ง
จุดมุ่งหมายของหัจญ์
เพื่อการพบปะสังสรรค์ของชาวมุสลิมทั่วโลก เป็นการสร้างสัมพันธ์ภาพและภราดรภาพดังวจนะที่ว่า มุสลิมทุกคนเป็นพี่น้องกัน เป็นการชุมนุมสมัชชาแห่งโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ยังไม่ประชาชาติใดทำได้เหมือน
เพื่อแสดงความเป็นเอกภาพและพลังของมุสลิมที่มาจากส่วนต่าง ๆ
เพื่อแสดงให้เห็นความเท่าเทียมกันแม้ว่าจะมีฐานันดรทางสังคมต่างกัน มาจากต่างเชื้อชาติ ต่างผิวพรรณ ต่างฐานะ ไม่ว่าจะเป็นราชาหรือยาจก ต่างอยู่ในเครื่องแต่งกายด้วยผ้าสีขาวสองชิ้น ปราศจากเครื่องประดับใด ๆ ทั้งสิ้น มีสภาพเหมือนกันหมดเมื่อมาอยู่ต่อหน้าพิธีของพระเจ้า ไม่ใครมีอภิสิทธิ์ใด ๆ
เพื่อเป็นการทดสอบการเสียสละเนื่องจากผู้คนจำนวน 2 – 3 ล้านคนต้องมาอยู่ในสถานที่เดียวกัน
เพื่อฝึกและทดสอบความอดทนทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นการเตรียมพร้อมตนเองไว้ปกป้องศาสนา
เพื่อฝึกการสำรวมตน และทิ้งอภิสิทธิ์ต่าง ๆ เนื่องจากเมื่อสวมใส่ชุดประกอบพิธีหัจญ์แล้ว สิ่งที่เคยอนุมัติสำหรับตนจะไม่ถูกอนุมัติอีกต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดพิธี
เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงประวัติศาสตร์อิสลาม เพื่อเป็นการเพิ่มศรัทธาให้มั่นคง
เพื่อแสดงความเป็นเอกภาพของพระเจ้า การที่มุสลิมจากส่วนต่าง ๆ ของโลกเดินทางไปรวมที่เดียวกัน พร้อมใจกันประกอบพิธีอย่างสงบเรียบร้อย
คุณสมบัติของผู้ที่จะไปประกอบพิธีหัจญ์
ต้องเป็นมุสลิม
ต้องบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ
ต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
ต้องมีความสามารถในการเดินทาง หมายถึง มีสุขภาพดี มีทรัพย์เพียงพอทั้งไปและกลับและครอบครัวมีค่าใช้จ่ายโดยไม่เดือดร้อน และมีความสมารถในการปฏิบัติพิธี
ลำดับขั้นตอนในการประกอบพิธีหัจญ์
ขั้นตอนในการประกอบพิธีหัจญ์มี 13 ขั้นตอน คือ
การครองอิฮฺรอม โดยนุ่งขาวห่มขาว สำหรับผู้ชายต้องเปลื้องเสื้อผ้าทุกตัวบนร่างกายที่มีรอยเย็บ แม้แต่กางเกงชั้นใน และแทนที่ด้วยผ้า ๒ ผืนสีขาวบริสุทธิ์ที่ไม่มีรอยเย็บ ผืนหนึ่งใช้สำหรับนุ่ง ส่วนอีกผืนใช้ปิดหัวไหล่ทั้งสองข้าง โดยปณิธานว่า ข้าพเจ้าครองอิฮฺรอมสำหรับหัจญะตุลอิสลาม กุรบะตันอิลัลลออฺ หลังจากนั้นให้กล่าว ลับบัยกะ อัลลอฮุมมะ ลับบัยก์ ลับบัยกะ ลาชะรีกะละกะลับบัยก์
การวุกูฟในอาเราะฟะฮ์ หมายถึงการชุมนุมร่วมกัน ณ ทุ่งอาเราะฟะฮ์ตั้งแต่บ่ายของวันที่ 9
การวุกูฟในมัชอะรุลฮะรอม หมายถึงการแรมคืนที่มุซดะละฟะฮ์จนถึงตะวันขึ้น
รัมยฺ ญุมเราะฮฺ อะเกาะบะฮฺในมินา หมายถึงการขว้างเสาหินต้นสุดท้ายที่มีนาในเช้าของวันที่ 10
การกุรบาน การเชือดสัตว์พลี
ฮัลกฺหรือตักซีร หมายถึงการโกนหรือขลิบเส้นผม สำหรับหญิงให้ขลิบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เฏาะวาฟหัจญ์ หมายถึง การเดินเวียนซ้ายรอบบัยตุลลอฮฺ
นมาซเฏาะวาฟหัจญ์ หลังจากเดินเวียนครบ 7 รอบแล้ว ให้นมาซเฏาะวาฟ 2 เราะกะอัต
ซะอียฺระหว่างเขาเซาะฟากับมัรวะฮฺ หมายถึง การเดินวกวนไปมาระหว่างเนินเขาเซาะฟา กับเนินเขามัรวะฮฺ 7 เที่ยว
การเฏาะวาฟนิซาอ์ หมายถึง การเดินเวียนซ้ายรอบบัยตุลลอฮฺอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้หญิงและชายเป็นที่อนุมัติแก่กันและกัน
นมาซเฏาะวาฟนิซาอฺ
บัยตูตะฮฺในมินา หมายถึง การนอนค้างแรมในทุ่งมินา ระหว่างคืนที่ 11 – 12 – 13
รัมยฺญุมะรอต ทั้งสาม ขณะที่นอนค้างแรมในทุ่งมินา ในตอนเช้าต้องไปขว้างเสาหินทั้งสามต้น
สิ่งที่ไม่อนุมัติขณะครองชุดอิฮฺรอม
บรรดาผู้แสวงบุญทุกท่าน หลังจากครองอิฮฺรอม ตั้งปณิธาน และกล่าวลับบัยก์แล้ว ถือว่ามุฮฺริม หมายถึงอยู่ระหว่างการครองอิฮฺรอม ดังนั้น ต้องหลีกเลี่ยงภารกิจต่าง ๆ ที่ต้องห้ามสำหรับผู้ครองอิฮฺรอม ซึ่งมีทั้งสิ้น 24 ชนิด 4 ชนิด ต้องห้ามสำหรับผู้ชาย และ 2 ชนิด ต้องห้ามสำหรบผู้หญิง ส่วนที่เหลือเป็นสิ่งต้องห้ามร่วมกันทั้งผู้ชายและผู้หญิง
สิ่งต้องห้ามร่วมกันทั้งผู้ชายและผู้หญิง
การล่าสัตว์
อ่านอักด์ (หมายถึงอ่านข้อผูกมัดในการแต่งงานของมุสลิม) และทำสัญญาต่าง ๆ
การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง (อิสติมนาอ์)
ร่วมเพศ หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศ
การใส่น้ำหอม ตลอดจนการใช้สบู่ และแชมพูที่มีกลิ่นหอม
การเขียนตา
การส่องกระจก
กล่าวคำหยาบ หรือแสดงตนเป็นผู้ฝ่าฝืน เช่น พูดโกหก ด่าทอ
ทำการโต้เถียงและพิพาทกันโดยกล่าวว่า ”ลาวัลลอฮ” “บะลาวัลลอฮ”
ฆ่าสิ่งมีชีวิต เช่น แมลงที่เกาะอยู่ตามตัว
สวมแหวนโดยมีเจตนาว่าเป็นเครื่องประดับ
ทาน้ำมันตามร่างกาย
ทำให้เลือดออกจากร่างกาย
การตัดเล็บ
การถอนฟัน
การถอนต้นหญ้าที่ขึ้นอยู่ในเขตมัสญิดฮะรอม
ถอนขน ผมบนร่างกาย
การพกพาอาวุธ
สิ่งที่เป็นฮะรอมสำหรับผู้ชาย
การสวมใส่ผ้าที่มีรอยเย็บ
การสวมใส่รองเท้าที่ปิดหลังเท้าจนมิดชิด
การปกปิดศีรษะ
การทำให้เกิดเงาเหนือศีรษะ
สิ่งที่เป็นฮะรอมสำหรับผู้หญิง
การสวมใส่เครื่องประดับ
การปกปิดหน้า
6. ญิฮาด
ญิฮาด หมายถึง การกระทำสงครามอันศักดิ์สิทธิ์ อิสลามมิได้มีเจตนาที่จะกำจัดหรือทำลายผู้ประพฤติผิด แต่มีเจตนาที่จะแก้ไขให้ดีขึ้น การประกอบกรรมชั่วเปรียบเสมือนกับโรคร้ายชนิดหนึ่ง ซึงต้องการการเยียวยารักษา และแพทย์ทุกคนก็ต้องการรักษาโรคนั้นให้หายไปจากคนไข้ ด้วยยาขนานต่าง ๆ  เท่าที่จะสามารถทำการรักษาได้ แต่ในบางครั้งโรคร้ายก็ลุกลามไปถึงขั้นที่ไม่อาจรักษาให้หายปกติได้ เมื่อมาถึงขั้นนี้ การศัลยกรรมเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยชีวิตคนไข้ให้คงรอดอยู่ได้ แพทย์ผู้รักษาก็จะตัดสินใจอย่างไม่เป็นสุขใจนักที่จะต้องทำการผ่าตัดเอาอวัยวะที่ถูกโรร้ายคุกคามนั้นออกไปจากเรือนร่าง มันจากจะนำความปวดร้าวแสนสาหัสมาสู่คนไข้ แต่นั่นก็มิใช่การทรมานแต่อย่างใด มันคือความเมตตาปรานีของแพทย์
ในทำนองเดียวกันสมมุติว่ามนุษย์คือเรือนร่าง ซึ่งหัวใจของเราเกิดโรคร้ายขึ้น และยาทุกขนานไม่ว่าจะเป็นการเชิญชวนด้วยความอ่อนโยน หรือไมตรีจิตอันมีเหตุมีผล ก็ไม่บังเกิดผลดีใด ๆ ต่อโรคร้ายนั้น และโรคร้ายนี้มีอันตรายอย่างยิ่ง ประกอบกับมีแนวโน้มว่าจะแพร่ขยายความร้ายกาจลามไปยังส่วนอื่นของร่างกาย ดังนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญผู้มีความชำนาญต่อโรคร้ายทางจิตใจ ซึ่งหมายถึงท่านศาสดาหรือบรรดาอิมามผู้เป็นตัวแทนของท่านศาสดา ผู้ซึ่งได้รับการชี้นำจากพระเจ้ามีความเชื่อว่า บัดนี้ศัลยกรรมผ่าตัด คือสิ่งจำเป้นอย่างยิ่งที่จะช่วยขจัดโรคร้ายส่วนนั้น และช่วยหยุดยั้งมิให้ลามไปยังส่วนอื่น ๆ อันเป็นสาเหตุทำให้มวลมนุษย์ต้้องประสบกับความทุกข์ยากทรมาน อันเนื่องมาจากโรคร้ายนี้
ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ การที่พระเจ้าจะทรงบัญชาให้ทำสงครามศักดิ์สิทธิ์อันมีขอบเขตจำกัดเฉพาะส่วนนั้น เพื่อกำจัดมิให้โรคร้ายลุกลามต่อไป
การศัลยกรรมผ่าตัดถึงแม้ว่าจะเป็นหนทางสุดท้ายที่เหลือ แต่ท่านก็ไม่อาจไว้ใจให้แพทย์ผู้ไม่มีคุณวุฒิหรือไม่มีความชำนาญทำงานชิ้นนี้เด็ดขาดเพราะเป็นการเสียงต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น เป็นการสอดคล้องต่อหลักการของอิสลาม ที่สงครามศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่อาจถูกกระทำได้เว้นเสียแต่ผู้ทรงอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านศาสดา หรือบรรดาอิมาม ซึ่งท่านจะบัญชาในขอบเขตที่ท่านเป็นผู้กำหนดเท่านั้น เนื่องจากมนุษย์ทุกคนถูกอุบัติขึ้นโดยพระเจ้า ดังนั้น ชีวิตมนุษย์จะไม่ถูกทำลายโดยไร้เหตุผลเด็ดขาด เว้นเสียแต่ได้รับอนุญาตให้กระทำโดยตัวแทนของพระองค์
ท่านศาสดามุฮัมมัด (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่าน) ไม่เคยก่อสงครามขึ้นก่อน ฉะนั้น การรบพุ่งในแต่ละครั้งท่านกระทำลงไปเพื่อปกป้องตนเองและสังคมมุสลิมในสมัยนั้น ที่ถูกโจมตีโดยศัตรู
สงครามในสมัยท่านศาสดามุฮัมมัด
1. สงครามบะดัร
สงครามแรกที่เกิดขึ้นระหว่างมุสลิมกับพวกผู้ปฏิเสธชาวมักกะฮ คือ “สงครามบะดัร” (มันเป็นทางผ่านระหว่างไปมักกะฮกับมะดีนะฮ) ซึ่งเกิดขึ้นในปีที่สองของการอพยพ สงครามครั้งนี้บรรดาผู้ปฏิเสธได้ยกทัพมาเต็มอัตราศึกถึง 1,000 คนและมีอาวุธอย่างครบครัน ส่วนฝ่ายมุสลิมมีกำลังแค่ 1/3 ของพวกเขา อีกทั้งยังมีอาวุธไม่ครบมืออีกต่างหาก แต่ด้วยประสงค์ของอัลลอฮฺ มุสลิมสามารถเอาชนะพวกปฏิเสธได้อย่างราบคาบ
2. สงครามอุฮุด
สงครามนี้เกิดขึ้นในปีที่สามของการอพยพ พวกปฏิเสธชาวมักกะฮ ซึ่งนำทัพโดย “อบูซุฟยาน” ได้ยกพลจำนวน 3,000 คน  มาประชิดนครมะดีนะฮ โดยวางกองกำลังอยู่แถบหุบเขา “อุฮุด” ฝ่ายมุสลิมนำทัพโดยท่านศาสดามีกองกำลังเพียงแค่ 700 คน มุสลิมเป็นฝ่ายเพรียงพล้ำเพราะไม่เชื่อฟังท่านศาสดา
สงครามครั้งนี้มุสลิมเป็นฝ่ายได้รับการสูญเสียมากมาย “ท่านฮัมซะฮ” ลุงของท่านศาสดาและพวกอันซอรจำนวน 80 คนได้รับชะฮีด ท่านศาสดาได้รับบาดเจ็บถูกฟันที่หน้าผากจนเป็นแผล และฟันซี่หนึ่งของท่านได้หัก ภายหลังจากสงครามอุฮุดสิ้นสุดลง บรรดามุสลิมรู้จักการเตรียมพร้อมมากขึ้น มีการพัฒนาและขยายอาณาจักร และศาสนจักรของตนออกไป
3. สงครามคอนดัก
สงครามสุดท้ายระหว่างมุสลิมกับบรรดามุชริกีน ที่ได้ถูกนำทัพโดยชาวมักกะฮซึ่งถือว่าเป็นสงครามสงครามที่ยากลำบากมาก เพราะพวกมุชริกีนได้ให้ชนทุกเผ่าเป็นอาสาสมัครในการทำสงคราม พวกเขาได้เชิญชวนอาหรับเผ่าต่าง ๆ ให้เข้าร่วมสงคราม ซึ่งมีพวกยิวแอบเข้าร่วมด้วย พวกยิวไม่กล้าเผยตัว เพราะมีสัญญาต่อมุสลิมว่าจะไม่รุกรานกันและกัน สุดท้ายพวกเขาก็เป็นผู้ทำลายสัญญาเสียเอง และพวกเขาได้สัญญากับพวกมุชริกีนว่าจะร่วมมือด้วย ในปีที่ห้าของการอพยพนั้นเองกองทัพมหึมาที่รวบรวมพลจากชาวกุรอยช์ อาหรับเผ่าต่าง ๆ และพวกยะฮูดี ได้เคลื่อนทัพไปยังนครมะดีนะฮ เพื่อทำสงครามกับพวกมุสลิม
เนื่องจากทหารฝ่ายยิวที่เข้าร่วมทัพมาด้วย เกิดความขัดแย้งกับทหารฝ่ายอาหรบทำให้กองทัพแตก และส่งผลทำให้พวกเขาพ่ายแพ้กลับไปอีก
4.สงครามคอยบัร
หลังจากสงครามคอนดักสิ้นสุดลงซึ่งในสงครามนั้นมีพวกยิวทรยศเข้าร่วมด้วย อัลลอฮฺ จึงมีพระบัญชาให้ศาสดาโจมตีกองกำลังของพวกยะฮูดีที่ตั้งมั่นอยู่แถบมะดีนะฮ เนื่องจากพวกเจาบิดพลิ้วสัญญาและเป็นฝ่ายโจมตีมุสลิมก่อน คอยบัร เป็นสงครามที่มีความสำคัญที่สุดระหว่างยิวกับมุสลิม ซึ่งยิวเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ท่านอิมามอะลี หนึ่งในแม่ทัพได้นำกำลังผ่ายมุสลิมบุกเข้าไปในป้อมปราการ หลังจากนั้นท่านได้ปลดธงสัญลักษณ์ของพวกเขาลง อันถือว่าเป็นการขุดรากถอนโคนพวกยิวที่อยู่แถบมะดีนะฮฺฮิญาซให้สิ้นซาก
5.  สงครามฮุนัยน
สงครามฮุนัยน”  ซึ่งถือว่าเป็นสงครามที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับโลกอิสลาม  เกิดขึ้นบนดินแดนที่มีนามว่า “วาดีหุนัยน” เป็นการรบกันระหว่างมุสลิมกับเผ่า “ฮะวาซัน” ในช่วงแรกของสงคราม  มุสลิมเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเกือบจะพ่ายแพ้ ทหารมุสลิมได้แตกกระเจิงออกไป  เหลือเพียงท่านอิมามอะลี เท่านั้นที่ยังชูธงอิสลามต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยว  เคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) แต่หลังจากนั้นไม่นานนักพวกอันซอร และมุสลิมกลุ่มอื่นที่ได้วิ่งหนีไป  ได้ย้อนกลับมาอีกครั้งและได้ร่วมกับท่านอิมามอะลี (อ.) ทำสงครามต่อจนได้รับชัยชนะ
6. สงครามตะบูก
ปีฮิจเราะฮที่ 9 ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้เป็นผู้นำทัพออกไปเพื่อทำสงครามกับพวกโรม  ซึ่งรู้จักกันในนามของ “สงครามตะบูก”  เพราะมีข่าวแพร่สะพัดออกมาว่า  กษัตริย์กัยศัรแห่งกรุงโรม ได้ยกทัพมาอยู่ที่ชายแดนร่วมกับกองทัพอาหรับเพื่อทำสงครามกับมุสลิม  ซึ่งก่อนที่จะเกิดสงครามตะบูก ได้เคยมีการรบพุ่งกันระหว่างมุสลิมกับพวกโรมในแถบชายแดนมาแล้วครั้งหนึ่ง  และเป็นเหตุทำให้มุสลิมต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลชั้นดีไป  เช่น ท่านญะอฟัรบิน อะบีฏอลิบ  ซัยดบินฮาริษ และอับดุลลอฮบิน ระวาฮะฮ
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ยกทัพจำนวน 30,000 คน  ออกไปประจันหน้ากับพวกโรม  และเมื่อกองทัพอิสลามได้ไปถึง  พวกเขาก็ได้แตกแยกกันออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว  ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กับกองทัพได้ค้างอยู่ที่ตะบูกเป็นเวลาสามวันเพื่อทำการกวาดล้างและปรับปรุงบริเวณนั้น  หลังจากนั้นท่านได้เดินทางกลับมะดีนะฮ
มีใครบ้างที่สามารถกล่าวได้ว่าท่านศาสดาจะต้องไม่ทำการต่อสู้แม้แต่เพื่อปกป้องตนเอง ด้วยเหตุนี้ โองการแรกของอัล-กุรอานได้อนุญาตให้ทำสงครามได้ ภายหลังจากระยะเวลาสิบสี่ปีแห่งกดขี่ทีมีติดต่อกันเรื่อยมา อัล-กุรอาน กล่าวว่า สำหรับบรรดาผู้ถูกโจมตี ได้รับอนุญาตให้ต่อสู้ป้องกันตนเองได้ เนื่องด้วยพวกเขาถูกกดขี่ข่มเหง (อัล-กุรอาน บทอัลหัจญ์ โองการที่ 39)
การสงครามที่เกิดขึ้นภายหลังจากท่านศาสดามุฮัมมัดจากไป ที่ฝ่ายปกครองมุสลิมได้กระทำเพื่อปกครองประเทศเพื่อนบ้านนั้น ทุกคนทราบดีว่าบรรดาอิมามสิบสองท่านผู้เป็นตัวแทนของท่านศาสดามิได้รู้เห็นแต่อย่างใด อิมาม คือ ผู้มีอำนาจอันชอบธรรมในการที่จะอนุญาตให้กระทำสงคราม แต่เนื่องจากสาเหตุของการเมืองฝ่ายปกครองได้ก่อสงคราม ตามหลักการอิสลามจึงไม่นับว่านั่นเป็นสงครามศักดิ์ทางศาสนา ยกเว้นสงครามบางช่วงที่ศัตรูได้กรีฑาทัพมาโจมตีมุสิลม ดังนั้น สงครามที่มุสลิมเป็นฝ่ายบุกไปโจมตีไม่เรียกว่าเป็นการญิฮาด และอิสลามก็มิได้มีส่วนรับผิดชอบต่อการกระทำของพวกเขาแต่อย่างใด
อิสลามจึงมีกฎเกณฑ์การสงครามไว้ว่า
ห้ามมิให้มุสลิมเป็นฝ่ายก่อสงครามก่อน หรือเป็นฝ่ายบุกไปโจมตี
มุสลิมต้องไม่นิ่งเฉยหรือยอมจำนนเมื่อเป็นฝ่ายถูกโจมตี สามารถปกป้องตนเองได้ตลอดเวลา
ต้องได้รับอนุญาตจากท่านศาสดา หรือบรรดาอิมาม หรือตัวแทนของอิมามในการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา (ญิฮาด)
สงครามศักดิ์มิอาจถูกก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ทางโลกหรือทางการเมืองเด็ดขาด
มุสลิมต้องไม่ไล่ล่าทหารฝ่ายศัตรู หรือฟันศัตรูจากทางด้านหลัง
สตรี เด็ก และคนชร คือ ผู้ได้รับการยกเว้นในสงคราม
ท่านศาสดา หรือบรรดาอิมามเป็นผู้จัดการกับทรัพย์สงครามอันเป็นกรรมสิทธิ์อันชอบธรรม
มุสลิมต้องดูแลเชลยศึกอย่างดีตามสถานภาพความเป็นอยู่ของมุสลิม
แม้ว่าอิสลามจะมีคำสั่งให้ต่อสู้หรือทำสงครามศักดิ์สิทธิ์แห่งศาสนา แต่ก็มิได้หมายความว่ามุสลิมจะกระทำได้ตามอำเภอใจ เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับเงื่อนไข และคำสั่งจากบรรดาอิมามหรือตัวแทนของอิมาม ซึ่งท่านเหล่านั้นเท่านั้นจะเป็นผู้สั่งการให้ญิฮาด มิใช่ว่ามุสลิมทุกคนจะปฏิบัติหลักการดังกล่าวได้ด้วยการตัดสินใจของตนเอง
อิสลามเป็นศาสนาแห่งความสันติ มิได้ถูกประทานลงมาเพื่อการล้างแค้นหรือสังหารคร่าชีวิตผู้คน หลักการอิสลามสอนว่า การสังหารชีวิตผู้คนอย่างไร้มนุษยธรรมถือว่า ไม่อนุญาตและเป็นบาปอันใหญ่หลวงยิ่ง การกระทำดังกล่าวขัดแย้งกับบทบัญญัติของอิสลาม ด้วยเหตุนี้ ถ้ามีบุคคลหนึ่งอ้างว่าต้องการการพิทักษ์รักษาอิสลามขึ้นอยู่กับการสังหารหรือนองเลือดบริสุทธิ์ของคนอื่น จึงไม่ถูกต้องและไม่มีความหมายอันใดทั้งสิ้น
7 – 8. เผยแพร่และชักชวนให้ประกอบกรรมดี ห้ามปรามและตักเตือนจากการประกอบกรรมชั่ว
โดยพื้นฐานอันเป็นธรรมชาติของปุถุชนโดยทั่วไปจะเห็นว่า การว่ากล่าวตักเตือนในเรื่องคุณงามความดีเป็นหน้าที่ของพลเมืองดีทุกคน ตามหลักคำสอนของอิสลามถือว่า เผยแพร่และชักชวนให้ประกอบกรรมดี เป็นข้อบังคับสำหรับมุสลิม (วาญิบ) โดยถือว่าการหลีกเลี่ยงไม่กระทำสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นบาป
ตามหลักการอิสลามถือว่า ถ้าหากมีบางคนกระทำการชักชวนให้ประกรรมดีและห้ามปรามจากกรรมชั่วแล้ว อาจไม่เป็นข้อบังคับสำหรับอีกบางคนก็ได้ แต่ถ้าการยืนหยัดในการชักชวนให้ประกอบกรรมดีของสังคมสามารถหยุดยั้งการประกอบกรรมชั่วได้ อิสลามถือว่า เป็นข้อบังสำหรับทุกคนในสังคม เนื่องจากจุดประสงค์ของหลักการดังกล่าวต้องการหยุดยั้งการประกอบกรรมชั่วทั้งหลาย
เงื่อนไขการของการชักชวนให้ประกอบกรรมดีและห้ามปรามจากกรรมชั่ว
มีองค์ประกอบหลายประการในข้อบังคับของการเชิญชวนให้ประกอบกรรมดี และห้ามปรามกรรมชั่ว เช่น
1.     ผู้ที่ต้องการปฏิบัติหลักการดังกล่าว เป็นข้อบังคับสำหรับตนที่ต้องกระทำในสิ่งที่ ผู้ที่เราต้องการตักเตือนเขา ๆ ละเว้นสิ่งนั้น และในสิ่งที่เขากระทำเราต้องละเว้น ขณะเดียวกันไม่เป็นข้อบังคับสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้เรืองการตักเตือนให้ประกอบกรรมดี และห้ามปรามจากกรรมชั่ว
2.     ผู้ที่จะทำการตักเตือนต้องรู้ว่าสิ่งที่ตนกำลังจะกระทำนั้นมีมรรคผล ดังนั้น ถ้ารู้ว่าไม่มีมรรคผลไม่เป็นข้อบังคับต้องกระทำการตักเตือน
3.     ผู้ที่จะทำการตักเตือนต้องรู้ว่า ผู้ที่เราจะทำการตักเตือนนั้นกำลังจะกระทำความผิดซ้ำอีก ดังนั้น ถ้ารู้หรือคาดการว่าเขาจะไม่กระทำผิดอีก ไม่เป็นข้อบังคับต้องกระทำการตักเตือน
4.     ผู้ที่จะทำการตักเตือนต้องรู้ว่า สิ่งที่ตนกำลังจะกระทำไม่มีผลเสียแต่อย่างใด ดังนั้น ถ้ารู้ว่าการตักเตือนจะก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเอง และทรัพย์สิน หรือทำให้ตนต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ไม่เป็นข้อบังคับต้องกระทำการตักเตือน หรือคาดว่าหากทำการตักเตือนแล้ว อาจเกิดอันตรายกับผู้ศรัทธาคนอื่น ไม่เป็นข้อบังคับต้องกระทำการตักเตือน ทว่าในบางกรณีถ้ากระทำถือว่าเป็นบาปด้วยซ้ำไป
ขั้นตอนของการชักชวนให้ประกอบกรรมดีและห้ามปรามจากกรรมชั่ว
1.     ต้องกระทำให้ผู้ประพฤติรู้สึกตัวเองว่า เนื่องจากเขาได้ประพฤติผิดจึงมีปฏิกิริยาดังกล่าวกับเขา เช่น ไม่มองหน้าเขา หรือมองด้วยใบหน้าบึ่งตึง หรือไม่ไปมาหาสู่กับเขา หรือท้วงติงเขา หรือจะกระทำการใดก็ได้เพื่อให้เขาละเว้นความประพฤติที่ไม่ดี
2.     ขั้นที่สองหลังจากขั้นตอนแรกไม่เป็นผล ต้องกระทำด้วยการบอกกล่าวโดยตรงเพื่อให้เขาละเว้นความประพฤติไม่ดี หรือตักเตือนให้เขาปฏิบัติตามข้อบังคับที่ได้ละเว้นไป
3.     ถ้าทั้งสองกรณีไม่เป็นผลจำเป็นต้องใช้มาตรการบังคบ ดังนั้น ถ้าคิดว่าเขาไม่เลิกราการกระทำความผิดแน่นอน หรือไม่ปฏิบัติสิ่งที่เป็นข้อบังคับ เว้นเสียแต่ว่าต้องใช้วิธีบังคับ ฉะนั้น เป็นข้อบังคับสำหรับตนต้องบังคับเขา แต่ต้องไม่เกินขอบเขตความสามารถ
9 – 10. รักท่านศาสดามุฮัมมัดพร้อมทั้งลูกหลาน และเกลียดชังผู้ที่เป็นศัตรูกับพวกท่าน
อิสลามถือว่าหลักการดังกล่าวเป็นพื้นฐานโดยทั่วไป เนื่องจากเป็นธรรมดาของมนุษย์ต้องมีความรักกับผู้ที่มีบุญคุณกับตนเอง และต้องออกห่างจากเหล่าบรรดาผู้ที่เป็นศัตรูกับผู้ที่มีบุญคุณกับเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าบุคคลดังกล่าวเป็นศาสดาที่มาสั่งสอนและเผยแพร่คำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าด้วยแล้ว เป็นข้อบังคับสำหรับเราด้วยซ้ำไปที่ต้องรัก พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน กล่าวว่า โอ้มุฮัมมัดจงประกาศซิว่า การที่ท่านมาประกาศเผยแผ่มิได้มุ่งหวังรางวัลใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากความรักที่มีต่อลูกหลานชั้นใกล้ชิดของฉันเท่านั้น หมายถึงว่า เป็นหน้าที่ของมุสลิมทั้งหลายที่ต้องให้ความรักแก่ลูกหลานของท่านศาสดามุฮัมมัด ในทางตรงกันข้ามต้องเกลียดชังผู้ที่เป็นศัตรูไปโดยปริยาย