แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. หลักปฏิบัติ (สาขา) ของศาสนา

หลักปฏิบัติ (สาขา) ของศาสนา

ดังกล่าวไปแล้วข้างต้นว่าศาสนาอิสลามครอบคลุมอยู่บน 3 หมวดกล่าวคือ หลักการศรัทธา  หลักการปฏิบัติ และจริยธรรม เนื่องจากเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ว่าเมื่อถึงวัยตามที่ศาสนกำหนดแล้วเขาต้องปฏิบัติตามหลักคำสอนด้วยความเคร่งครัด อันเป็นการแสดงออกถึงการเชื่อฟังปฏิบัติตามบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าและการทำตนเป็นบ่าวที่ดี ณ พระองค์
ในศาสนาอิสลามมีหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวันที่สำคัญ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ประเภทดังนี้
1.วาญิบ  หมายถึงสิ่งจำเป็นต้องปฏิบัติ หากละเว้นถือว่ามีความผิด ต้องถูกลงโทษตามศาสนบัญญัติ เช่น นะมาซ การถือศีลอดและอื่น ๆ เป็นต้น
2. ฮะรอม หมายถึงสิ่งจำเป็นต้องละเว้น ถ้าหากฝ่าฝืนถือว่ามีความผิด ต้องถูกลงโทษ เช่น การพูดโกหก การลักขโมย, การนินทาว่าร้าย และอื่น ๆ
3. มุซตะฮับ หมายถึงสิ่งที่สมควรปฏิบัติ หรือสนับสนุนให้ปฏิบัติ ซึ่งมีกุศลบุญมากมาย แต่ถ้าไม่ปฏิบัติจะไม่ถูกลงโทษ เช่น การบริจาคทาน
4. มักรูฮฺ หมายถึงสิ่งที่ไม่สมควรปฏิบัติและไม่สนับสนุนให้ปฏิบัติ แต่ถ้าหากปฏิบัติจะไม่ถูกลงโทษ  เช่น การหัวเราะเสียงดัง
5. มุบาฮฺ   หมายถึงการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติมีผลเท่าเทียมกัน เช่น การเดิน การนั่งยามปกติทั่ว ๆ ไป
บุคคลที่บรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ
บุคคลที่บรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ ต้องมีสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง จาก 3 ประการดังต่อไปนี้
1.     อสุจิได้เคลื่อนออกมาไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม
2.     มีขนขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ
3.     มีอายุอยู่ในเกณฑ์บังคับทางศาสนบัญญัติ ถ้าเป็นผู้ชายต้องมีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์  ส่วนผู้หญิงต้องมีอายุครบ 9 ปีบริบูรณ์
การบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติไม่จำเป็นต้องมีสัญลักษณ์ครบทั้ง 3 ประการ แค่มีสัญลักษณ์อย่างหนึ่งอย่างใดก็เพียงพอ อย่างเช่น ถ้ามีน้ำอสุจิเคลื่อนออกมาตอนอายุ 13 ปี ให้เริ่มนับว่าเด็กคนนั้นบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติแล้วไม่จำเป็นต้องรอ จนอายุครบ 15 ปี
บุคคลผู้ที่จำเป็น (วาญิบ) ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สอดคล้องตามศาสนบัญญัติย่างครบสมบูรณ์ โดยมิให้ขาดตกบกพร่อง ซึ่งต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการดังต่อไปนี้
1.     ต้องมีอายุครบตามศาสนบัญญัติตามที่กล่าวมาข้างต้น
2.     ต้องมีสติสัมปชัญญะ มิใช่คนวิกลจริต
3.     ต้องมีความสามารถที่จะปฏิบัติในภารกิจนั้น ๆ
ดังนั้น บุคคลที่มีเงื่อนไขทั้ง 3 ประการดังกล่าวมา จำเป็น (วาญิบ)  ต้องปฏิบัติภารกิจของตนให้สอดคล้องตามศาสนบัญญัติอย่างเข้มงวด แต่ถ้าไม่ปฏิบัติถือว่าเป็นผู้ฝ่าฝืนคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า จะต้องถูกลงโทษไปตามบทบัญญัติ
หลักปฏิบัติในศาสนาอิสลามถูกขนานนามว่า อิบาดะฮ์ หมายถึง การแสดงความเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาล บรรดาสาขาที่เป็นข้อบังคับที่สำคัญที่สุดของศาสนามีอยู่ด้วยกัน 10 ประการ กล่าวคือ
1. เซาะลาฮฺ หรือนมาซ
หมายถึงการแสดงความเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า หรือการนมัสการต่อพระองค์วันละห้าเวลา นมาซ เป็นข้อบังคับประการแรกของหลักคำสอนของอิสลาม เป็นกิจวัตรที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างชาวมุสลิมกับพระเจ้า ทั้งเป็นการขอบคุณในความโปรดปราน ขออภัยในบาป และสรรเสริญพระองค์ ซึ่งมุสลิมทั้งชายและหญิงที่บรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติต้องปฏิบัติทุกวัน วันละ 5 เวลา ฉะนั้น นมาซ ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง  การละเว้นนมาซย่อมได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง  ดังที่อัล-กุรอาน กล่าวถึงชาวสวรรค์ที่พวกเขาได้ไต่ถามถึงชาวนรกว่า
ในสวนสวรรค์หลากหลายนั้น พวกเขาไต่ถามซึ่งกันและกัน เกี่ยวกับพวกที่กระทำความผิด อะไรคือสาเหตุนำพวกท่านเข้าสู่ไฟนรกที่เผาไหม้ พวกเขาพูดว่า เรามิได้อยู่ในหมู่ผู้ทำนมาซ
ท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและลูกหลานของท่าน) กล่าวว่า นมาซเป็นเสาหลักของศาสนา  ถ้านมาซถูกยอมรับ ณ องค์พระผู้อภิบาล การงานอื่น ๆ ก็จะถูกยอมรับไปด้วย  แต่ถ้านมาซถูกปฏิเสธ การงานอื่นจะถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง
นมาซเป็นการผ่อนปรนจากหนักให้เป็นเบา  เหมือนกับคนทำความสะอาดร่างกายวันละ 5 ครั้ง    ร่างกายของเขาจะสกปรกได้อย่างไร และถึงแม้ว่าจะมีความสกปรกอยู่บ้างแต่ก็เพียงน้อยนิด  คนที่นมาซวันละ 5 เวลา ความผิดบาปของเขาจะถูกลบล้าง
นมาซเป็นหลักการที่ละเอียดอ่อนจึงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ  ไม่ว่าผู้ทำนมาซจะอยู่ในสภาพใดก็ตาม แม้แต่ในสภาพใกล้ตายเป็นข้อบังคับสำหรับเขาต้องนมาซ  ถ้าหากผู้ทำนมาซไม่สามารถคำอ่านทางปากได้ ให้กล่าวในใจ ถ้าไม่สามารถยืนนมาซได้อนุญาตให้นั่งทำ  ถ้าไม่สามารถนั่งนมาซได้อนุญาตให้นอนทำ  หรือแม้แต่ในภาวะสงครามที่กำลังสู้รบเมื่อถึงเวลานมาซต้องนมาซก่อน
นมาซหรือการนมัสการพระเจ้าแบ่งออกเป็นภาคบังคับ เช่น นมาซประจำวัน 5 เวลา และนมาซสมัครใจซึ่งมีอยู่มากมาย
การนมัสการวันละ 5 เวลา ในวันหนึ่ง ๆ เป็นการยืนยันว่าบุคคลนั้นอยู่ในหลักศรัทธาอันเป็นกิจวัตรประจำวัน ช่วงเวลาของการนมัสการแบ่งออกเป็น 3 ช่วงคือ
1.     ตอนเช้าตรู่ ก่อนตะวันขึ้น 1 เวลา เรียกว่า นมาซซุบฮิ
2.     ตอนกลางวัน หลังจากเที่ยงวันไปแล้วจนถึงก่อนตะวันตกดิน 2 เวลา คือ นมาซซุฮ์ริ และอัซริ
3.     ตอนพลบค่ำ หลังจากตะวันตกดินจนถึงก่อนเที่ยงคืน 2 เวลา คือ นมาซมัฆริบ และนมาซอิชาอ์
สำหรับสตรีขณะมีรอบเดือน หรือมีโลหิตหลังการคลอดบุตรได้รับการยกเว้นไม่ต้องนมาซ
ปรัชญาของการนมัสการวันละ 5 เวลา คือ
1.     เพื่อเป็นการรำลึกถึงอัลลอฮฺ ดังที่ตรัสว่า “จงดำรงนมาซเพื่อการระลึกถึงฉัน” (บทฎอฮา โองการที่ 14)  เนื่องจากการระลึกถึงอัลลอฮฺทำให้เกิดความสงบแก่จิตใจ และความสงบของจิตใจ คือความสำเร็จในการกลับไปพบกับพระผู้อภิบาล  พระองค์ตรัสว่า โอ้ดวงจิตที่สงบ จงกลับคืนสู่พระผู้อภิบาลของเจ้าเถิด (อัล-ฟัจร์ โองการที่ 27 -28)
2.     เพื่อเป็นการขอบคุณต่อพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ตรัสว่า จงนมัสการต่อพระผู้อภิบาลของเจ้า (บทอันนิซาอฺ โองการที่ 17) ผู้ทรงบันดาลเจ้ามา หรือบางโองการกล่าวว่า ดังนั้นพวกเขาจงนมัสการพระผู้อภิบาลแห่งบ้านหลังนี้ (กะอฺบะฮฺ) พระผู้ซึ่งประทานอาหารแก่พวกเขาให้พ้นจากความหิวโหย และทรงประทานความปลอดภัยแก่พวกเขาให้พ้นจากความหวาดกลัว (บทอัลกุรอยช์ โองการ 3- 4)
3.     เพื่อยับยั้งความชั่วร้าย พระองค์ตรัสว่า แท้จริงนมาซจะยับยั้งความชั่วและสิ่งต้องห้ามอานาจารทั้งหลาย (บท อัล-อังกะบูต โองการที่ 45)
4.     เพื่อหวังการขออภัยโทษในความผิดบาปจากอัลลอฮฺ  เนื่องจากพระองค์ทรงเปิดโอกาสและให้ความหวังต่อผู้กระทำความผิดทั้งหลายว่า หากพวกเขาปรารถนาที่จะกลับตัวกลับใจ ก็จงดำรงนมาซ และแสดงความเคารพภักดีเถิด เพราะสิ่งนี้จะขจัดความชั่วร้าย และบาปกรรมให้พ้นไปจากพวกเจ้า
5.     ท่านอิมามอะลี (ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮฺ  ทรงกำหนดการระลึกมา เพื่อการขัดเกลาจิตวิญญาณ เพื่อให้บรรดาพวกหูทวนลม หูตึง ได้ยินได้ฟัง และให้พวกแสร้งทำตาบอดได้เห็น (หูหนวกตาบอดทั้งหลาย) (นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ คำเทศนาที่ 222)
6.     นมาซลบล้างบาปกรรม ดังที่อิมามอะลีกล่าวว่า “นมาซจะชำระล้างความผิดบาปประหนึ่งใบไม้ที่ล่วงหล่นจากต้น และจะทำให้มนุษย์เป็นอิสระจากพันธนาการของความผิดบาป” (อ้างแล้ว คำเทศนาที่ 199)
7.     ท่านศาสดามุฮัมมัด (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่าน) อุปมานมาซประหนึ่งธารน้ำว่า “นมาซเหมือนกับธารน้ำ ที่มนุษย์ลงไปอาบชำระล้างร่างกายวันละ 5 ครั้ง ฉะนั้น ร่างกายเขาจะมีความสกปรกตกค้างอยู่ได้อย่างไร
จุดมุ่งหมายของการมนัสการวันละ 5 เวลา คือ
1.     ให้เกิดความนอบน้อมถ่อมตน และไม่กระทำบาป
2.     ขัดเกลาและยกระดับจิตใจสอนให้รู้จักมารยาทในการแสดงความเคารพภักดี
3.     ให้รู้จักหน้าที่และตรงต่อเวลา
4.     ให้ตระหนักถึงความเสมอภาคกันในสังคม เนื่องจากไม่ว่าใครก็ตามต้องนมาซ
5.     ให้เกิดความสำรวมตนต่อพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเกรียงไกร
6.     ให้รักษาความสัตย์ซื่อ สัจจะวาจา ไม่โลภ และมีสำนึกต่อความเป็นธรรม
7.     ให้มีความเคร่งครัดต่อบทบัญญัติและคำสอนของศาสนา
8.     ให้มีการรักษาความสะอาดทั้งกาย วาจา ใจอยู่เสมอ
การนมัสการจะปฏิบัติคนเดียวหรือเป็นหมู่คณะก็ได้ ซึ่งการปฏิบัติเป็นหมู่คณะจะได้รับผลบุญและกุศลเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ปฏิบัติทุกคนต้องหันหน้าไปสู่ทิศทางเดียวกัน คือ วิหารกะอ์บะฮฺ ซึ่งตั้งอยู่ที่นครมักกะฮฺ ประเทศซาอุดีอาระเบีย การกระทำเช่นนี้มิได้หมายความว่ามุสลิมกราบไหว้วิหารกะอ์บะฮฺ หรือพระเจ้่าทรงสถิตอยู่แต่เฉพาะวิหารกะอ์บะฮฺ เนื่องจากหลักการอิสลามห้ามกราบไหว้สิ่งอื่นใดเด็ดขาดยกเว้นพระเจ้า และพระทรงอยู่ทุกแห่งหน การกระทำดังกล่าวเป็นการบ่งบอกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวมุสลิมทั่วโลก
2. เซาวม์ หมายถึงการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน
การถือศีลอด เป็นหลักมูลฐานของอิสลามข้อหนึ่งที่บรรดามุสลิมทุกคนต้อปฏิบัติ มีกำหนดเวลาขึ้นในทุก ๆ ปี ๆ ละ 1 เดือน คือกระทำในเดือนเราะมะฎอน อันเป็นเดือนที่หก แห่งอิสลาม ซึ่งนับแบบจันทรคติ
ข้อบังคับประการหนึ่งอันเป็นแนวทางการขัดเกลาจิตวิญญาณของมวลมุสลิม คือ การถือศีลอด หมายถึง การปฏิบัติตามคำบัญชาขอของ อัลลอฮฺ โดยหลีกเลี่ยงไม่กระทำในสิ่งที่เป็นสาเหตุให้ศีลอดเสีย ตั้งแต่ก่อนแสงรุ่งอรุณจับขอบฟ้า (อะซานซุบฮฺ) จนถึงยามพลบค่ำ (อะซานมัฆริบ)
ประเภทของศีลอด
1.     ศีลอดภาคบังคับ (วาญิบ)
2.     ศีลอดต้องห้าม (ฮะรอม)
3.     ศีลอดสมัครใจปฏิบัติ (มุซตะฮับ)
4.     ศีลอดสมควรหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติ (มักรูฮฺ)
ศีลอดภาคบังคับ (วาญิบ) ประกอบไปด้วย
1.     ศีลอดในเดือนเราะมะฎอนอันจำเริญ
2.     ศีลอดเกาะฎอ (ชดเชยศีลอดที่ไม่ได้ถือในเดือนเราะมะฎอน)
3.     ศีลอดกัฟฟาเราะฮฺ (การปรับโทษ) หมายถึงกระทำสิ่งต้องห้ามขณะถือศีลอด
4.     ศีลอดนะซัร (บนบาน) เช่น ถ้าหากหายจากอาการป่วยไข้จะถือศีลอด 3 ว้น เป็นต้น
5.     ศีลอดเกาะฎอแทนบิดามารดา   สำหรับบุตรชายคนโตกรณีที่ทั้งสองมิได้ถือ
ศีลอดต้องห้าม (ฮะรอม)
1.     ศีลอดในวันอีดทั้งสอง (อีดฟิฏรฺและอีดกุรบาน) วันแรกของเดือนเชาวาลและวันที่ ๑๐ ของเดือนซุลฮิจญะฮฺ
2.     ศีลอดมุซตะฮับของบุตรที่เป็นสาเหตุสร้างความยากลำบากให้บิดามารดา
3.     ศีลอดมุซตะฮับของบุตรที่บิดามารดาไม่อนุญาตให้ถือ
4.     ศีลอดวันสุดท้ายของเดือนชะอฺบาน โดยตั้งใจให้เป็นวันแรกของเดือนเราะมะฏอน
5.     ศีลอดมุซตะฮับของภรรยาที่สามีไม่อนุญาต
6.     ศีลอดระหว่างวันค้างแรมในทุ่งมินาขณะอยู่ในพิธีบำเพ็ญหัจญ์ คือ วันที่ 11 – 13 ของเดือนหัจญ์
ถือศีลอดสมัครใจ (มุซตะฮับ)
ถือศีลอดตลอดทั้งปี (ยกเว้นวันที่ต้องห้ามและวันที่เป็นมักรูฮฺ) เป็นมุซตะฮับ    แต่ศีลอดที่ถูกแนะนำและถูกเน้นไว้อย่างมากว่าให้ถือได้แก่
1.     ถือศีลอดทุก ๆ วันพฤหัสบดีและวันศุกร์
2.     ถือศีลอดวัน มับอัซ วันแต่งตั้งท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นศาสดา ตรงกับวันที่ 27 ของเดือนเราะญับ
3.     ถือศีลอดวันอีด เฆาะดีรคมวันแต่งตั้งท่านอิมามอะลีเป็นอิมาม ตรงกับวันที่ 18 เดือนซุลหิจญะฮ์
4.     ถือศีลอดในวันประสูติท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ)  ตรงกันวันที่ 17 เดือนเราะบิอุลเอาวัล
5.     ถือศีลอดวันอาเราะฟะฮฺ ตรงกับวันที่ 9 เดือนซุลหิจญะฮ์ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่เป็นสาเหตุทำให้ละทิ้งการดุอาอฺในวันนั้น
6.     ถือศีลอดวันที่ ๑-๙ เดือนซุลหิจญะฮ์
7.     ถือศีลอดทุกวันของเดือน เราะญับและชะอฺบาน
8.     ถือศีลอดวันแรก และวันที่สามของเดือนมุฮัรรอม
9.     ถือศีลอดทุกวันที่ 13, 14 และ 15 ของทุกเดือน
ศีลอดสมควรหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติ (มักรูฮฺ)
1.     ศีลอดมุสตะฮับของแขกที่มาเยือน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้าน
2.     ศีลอดมุซตะฮับของแขกที่เจ้าของบ้านได้ห้าม
3.     ศีลอดมุซตะฮับของบุตรที่ไม่ได้ขออนุญาตบิดา
4.     ศีลอดวัน อาชูรอ (๑๐ มุฮัรรอม)
5.     ศีลอดวันอะเราะฟะฮฺที่เป็นเหตุทำให้ไม่ได้อ่านดุอาอฺในวันนั้น
6.     ศีลอดวันที่ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นวัน อะเราะฟะฮฺหรืออีดกุรบาน
หลักเกณฑ์ในการถือศีลอด
1.     ต้องเป็นมุสลิม
2.     ต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
3.     ต้องมีอายุครบตามเกณฑ์ศาสนบัญญัติ
4.     ต้องมีความสามารถในการปฏิบัติ
เงื่อนไขเกี่ยวกับการถือศีลอด
นียะฮ์ถือศีลอด นียะฮ์หมายถึง การตั้งเจตนา ว่าตนจะถือศีลอดตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงเวลาค่ำ โดยจะไม่กระทำสิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้ศีลอดเสีย และปฏิบัติไปตามเงื่อนไขของการถือศีลอด ซึ่งไม่จำเป็นต้องกล่าวออกมาเป็นคำพูด เพียงแค่รู้ว่ากำลังปฏิบัติตามคำบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าโดยละเว้นจากการกิน ดื่มและสิ่งต้องห้ามทั้งหลาย ตั้งแต่ก่อนรุ่งอรุณจนถึงพลบค่ำ ถือว่าเพียงพอ
สิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้ศีลอดโมฆะ
ผู้ที่ถือศีลอด ต้องหลีกเลี่ยงการกระทำบางประเภทที่อนุญาต ตลอดจนการกินและการดื่มตั้งแต่อะซานซุบฮฺจนถึงเวลาค่ำคืน ดังนั้น ถ้าทำบางสิ่งบางอย่างดังต่อไปนี้ ศีลอดโมฆะ ซึ่งได้แก่
1.     การกินและดื่ม
2.     การทำให้ฝุ่นละออง เข้าไปในลำคอ
3.     การดำน้ำ
4.     การอาเจียน
5.     การร่วมประเวณี
6.     อิซติมนาอฺ (การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง)
7.     คงสภาพการมีมลทินหลังจากร่วมหลับนอนกับภรรยา รอบเดือน และโลหิตหลังการคลอดบุตร จนถึงอะซานซุบฮฺ
8.     การโกหกที่สัมพันธ์ไปยังอัลลอฮฺ ศาสดา และตัวแทนของท่าน
9.     การสวรทวารด้วยของเหลว
จุดประสงค์ของการถือศีลอด
1.     เพื่อทำให้จิตใจสงบ สร้างตนเองให้เป็นบ่าวที่ดี
2.     เพื่อให้รู้จักการควบคุมจิตใจและการตัดกิเลส มีความหวัง และขัดเกลาจิตใจตนเองเพื่อให้รอดพ้นจากอารมณ์ใฝ่ต่ำและตัณหาแห่งจิตใจ
3.     เพื่อให้รู้จักการมีขันติ ชำระล้างจิตวิญญาณให้สะอาดจากความโสมมของบาปกรรม
4.     เพื่อให้รู้จักสภาพของความหิวโหย ความยากจน คนอนาถา และความเมตตาที่มีต่อบุคคลเหล่านั้น
5.     เพื่อสร้างความใกล้ชิดต่อพระเจ้า และสร้างความสำรวมตน ณ พระองค์
บุคคลต่อไปนี้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องถือศีลอด
1.     ผู้ที่ไม่สามารถคือศีลอดได้เพราะความชรา หรือมีความกลัว แต่ในกรณีหลังต้องจ่ายอาหารแก่คนยากจนทุกวัน วันละประมาณ ๗ ขีดครึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หรือสิ่งที่คล้ายคลึงกัน
2.     คนป่วยเรื้อรังหรือมีสุขภาพไม่ปกติ แต่ถ้าหายป่วยเมื่อใดต้องถือศีลอด
3.     สตรีมีรอบเดือน หรือมีโลหิตหลังการคลอดบุตร สตรีมีครรภ์กรณีที่เกรงว่าศีลอดจะเป็นอันตรายต่อตัวเองและบุตรในครรภ์ แต่หลังจากคลอดแล้วต้องถือศีลอดชดใช้ภายหลัง
4.     บุคคลที่อยู่ระหว่างเดินทางไกล แต่ต้องถือศีลอดชดใช้ภายหลัง
เป็นการดีให้หลีกเลี่ยงการกระทำสิ่งที่เป็นสาเหตุให้ศีลอดโมฆะ
มีคนอยู่ 6 ประเภท ในเดือนเราะมะฎอน เป็นการดีให้หลีกเลี่ยงการกระทำสิ่งที่เป็นสาเหตุให้ศีลอดโมฆะ ถึงแม้ว่าตนจะไม่ได้ถือศีลอดก็ตาม คือผู้ที่เดินทางไกล และกระทำในสิ่งเป็นสาเหตุให้ศีลอดโมฆะระหว่างเดินทาง หรือเดินทางกลับถึงภูมิลำเนา หรือสถานที่ซึ่งต้องการพักที่นั้น 10 วัน หลังนมาซซุฮฺริ
1.     ผู้ที่เดินทางไกล ซึ่งเดินทางกลับถึงภูมิลำเนา หรือสถานที่ซึ่งต้องการพัก ๑๐ วันหลังซุฮฺริ
2.     ผู้ที่หายจากการเจ็บป่วยก่อนนมาซซุฮฺริ และได้กระทำในสิ่งที่เป็นสาเหตุให้ศีลอดโมฆะ
3.     หายจากการเจ็บป่วยหลังนมาซซุฮฺริ
4.     หญิงที่หมดรอบเดือนหรืโลหิตหลังการคลอดบุตรในระหว่างวัน
5.     ผู้ปฏิเสธได้เป็นมุสลิมในเวลากลางวันของเดือนเราะมะฎอน
จุดเริ่มต้นของการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนตามศาสนบัญญัติ คือ การดูดวงจันทร์ก่อนพลบค่ำของวันที่คาดว่าวันรุ่งขึ้นอาจจะเป็นวันต้นเดือนเราะมะฎอน หรือเมื่อสิ้น 30 วันของเดือนก่อนหน้านั้น
ช่วงเลาแห่งการถือศีลอดมีขึ้นเฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น นับตั้งแต่รุ่งอรุณของวันก่อนได้ยินเสียงบอกเวลานมาซซุบฮ์ในตอนเช้าตรู จนถึงเวลาพลบค่ำหลังตะวันตกดิน ส่วนกลางคืนเป็นช่วงเวลาปกติสามารถกินดื่มได้โดยเสรี
ดังกล่าวไปแล้วว่าข้อต่างอันมีส่วนทำให้ศีลอดไร้ผล หรือโมฆะมี 9 ข้อ และแต่ละข้อมีรายละเอียดของตัวเอง จึงมีความจำเป็นต้องชดใช้ในอัตราวันต่อวัน ยกเว้นบางกรณีบางกรณีต้องเสียค่าปรับ (กัฟฟาเราะฮฺ) ด้วย
กัฟฟาเราะฮฺ หมายถึงการปรับโทษสำหรับผู้ที่ตั้งใจทำให้ศีลอดโมฆะ ได้แก่
1.     การปล่อยทาสหนึ่งคนให้เป็นอิสระ
2.     ถือศีลอดสองเดือน โดยเดือนแรกต้องติดต่อกัน
3.     ให้อาหารจนอิ่มแก่คนยากจน 60 คน หรือจ่ายให้คนละ 1 มุด ประมาณ 7.5 ขีด
ถ้าบุคคลใดวาญิบต้องจ่ายกัฟฟาเราะฮฺ ต้องจ่ายหนึ่งในสามตามที่กล่าวมา แต่ปัจจุบันตามหลักการของบัญญัติอิสลามไม่อาจพบทาสได้ ดังนั้น ให้จ่ายกัฟฟาเราะฮฺประเภทที่สองและสาม แต่ถ้าไม่สามารถทำอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ให้จ่ายอาหารแก่คนจนตามความสามารถ แต่ถ้าทำไม่ได้อีก ให้ขอลุแก่โทษต่อพระค์อัลลอฮฺ