แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. หลักศรัทธาเทววิทยาอิสมาอีลียะฮฺ

หลักศรัทธาเทววิทยาอิสมาอีลียะฮฺ

อิสมาอีลียะฮฺมีความเชื่อว่า อาตมันสากลของพระเจ้านั้นดีกว่าทุกสิ่งที่สติปัญญาของเรา คิดและจินตนาการถึง อัลลอฮฺ ทรงสูงส่งกว่าบรรดาคุณลักษณะที่มนุษย์กล่าวถึง บรรดาคุณลักษณะและคำพูดใดๆ ไร้ความสามารถในการอธิบายถึงขอบข่ายทั้งในทางบวก และในทางลบของพระองค์ พระองค์ไม่ได้อยู่ในสภาพไร้สถานะ หรือไร้ขอบเขต หรือมีขอบเขตไม่สามารถอธิบายคุณลักษณะได้ หรืออธิบายด้วยคุณลักษณะได้ พระองค์ไม่ได้สถิตอยู่ในสถานที่อันจำกัด หรือไร้สถานที่ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงไร้และปราศจากคุณลักษณะที่มนุษย์พรรณนาถึง[1] อิสมาอีล เชื่อว่าพระบัญชาของพระเจ้าที่เริ่มต้นการสร้างสรรค์
อิสมาอีล กล่าวว่า เราไม่ได้พูดว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง พระองค์ไม่ได้ทรงปรีชาญาณ หรือทรงปรีชาญาณ พระองค์ทรงพลานุภาพ หรือไม่ได้ทรงพลานุภาพ เนื่องจากการอธิบายเช่นนี้เท่ากับนำพระองค์ไปเทียบเคียงกับบรรดาสรรพสิ่งอื่นที่มีอยู่ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการเปรียบเทียบเห็นได้อย่างชัดเจน เหมือนกับการกล่าวของบางคนที่ว่า พระเจ้าไม่ใช่สิ่งมีอยู่เก่าแก่ดั้งเดิม หรือไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด ทว่าความเก่าแก่คือพระบัญชาของพระองค์ ส่วนการสร้างสรรค์คือความใหม่สำหรับพระองค์[2]
บรรดานักปราชญ์ฝ่ายอิสมาอีลไม่ยอมรับทัศนะบางทัศนะของฝ่ายปรัชญาที่กล่าวว่า ความดั้งเดิม (มีอยู่ก่อนแล้ว) 5 ประการของพระเจ้ากล่าวคือ ฝ่ายปรัชญายอมรับว่าพระเจ้านั้นมีความดั้งเดิมเป็นหลักอยู่ 5 ประการ ได้แก่ความเป็นพระเจ้า ชีวิต เวลา สถานที่ พลานุภาพ ซึ่งฝ่ายอิสมาอีลได้คัดค้านอย่างรุนแรง และได้พิสูจน์ให้เห็นว่า 4 ประการหลังนั้นไม่ใช่ความดั้งเดิมของพระเจ้า เนื่องจากถ้าเป็นเช่นนั้นจำนวนความดั้งเดิมของพระเจ้าจะไม่มีที่สิ้นสุด อีกอย่างถ้าทัศนะที่กล่าว่าถึงความดั้งเดิม 5 ประการเป็นสิ่งถูกต้องแล้ว สิ่งใดคือสาเหตุของการกำเนิดสิ่งใหม่บนโลกนี้[3]
ตามความเชื่อของอิสมาอีล แหล่งกำเนิดของสติปัญญาสมบูรณ์บนโลกนี้คือ การมีอยู่ของสรรพสิ่งที่พูดได้ ซึ่งสรรพสิ่งที่พูดได้ในที่นี้หมายถึง บรรดาศาสดาผู้ถือบทบัญญัติ หรือศาสดาที่เป็นอุลุลอัซมินั่นเอง ซึ่งมีอยู่ 7 ท่านด้วยกันได้แก่ ศาสดาอาดัม (อ.) ศาสดานูฮฺ (อ.) ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ศาสดามูซา (อ.) ศาสดาอีซา (อ.) ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) และอิสมาอีล บุตรของญะอฺฟัร[4]  และศาสดาทุกท่านนั้นมีตัวแทนอันเฉพาะของตนขณะที่มีชีวิตอยู่ และเป็นตัวแทนด้านวิชาการของท่าน ดังนั้น ศาสดาทุกท่านจึงมีอิมามในฐานะตัวแทนอีก 7 ท่านด้วยกัน ระยะเวลาการเผยแผ่ของศาสดาแต่ละท่านคือ 1000 ปี เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของศาสดาท่านหนึ่ง ศาสดาอีกท่านหนึ่งจะปรากฏตัวออกมา และประกาศยกเลิกพระบัญญัติของศาสดาก่อนหน้านั้น ศาสดาท่านแรกของโลกนี้คือ ท่านศาสดาอาดัม (อ.) ซึ่งตัวแทนของท่านคือ เชส ศาสดาท่านที่สองคือ ศาสดานูฮฺ (อ.)  ตัวแทนของท่านคือ ซาม ศาสดาท่านที่สามคือ ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ตัวแทนของท่านคืออิสมาอีล ศาสดาท่านที่สี่คือ มูซา (อ.) ตัวแทนของท่านคือ ฮารูน (ยูเชะอ์) ศาสดาท่านที่ห้าคือ ศาสดาอีซา (อ.) ตัวแทนของท่านคือ ชัมอูน อัซเซาะฟา (พะเฎาะรูซ) ศาสดาท่านที่หกคือ ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ตัวแทนของท่านคือ อะลี ศาสดาท่านที่เจ็ดคือ อิสมาอีล เนื่องจากศาสดมุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ได้ตั้งตัวแทนไว้ 7 ท่านได้แก่ท่านอะลี ท่านฮะซัน ท่านฮุซัยนฺ ท่านซัยนุลอาบิดีน ท่านมุฮัมมัดบากิร ท่านญะอฺฟัรอัซซอดิก และท่านอิสมาอีลคือตัวแทนท่านที่ 7 ท่านเป็นตัวแทนและเป็นอิมามในยุคของการยืนหยัดต่อสู้ บรรดาศาสดาทั้งหลายมีหน้าที่ในการกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่และยกเลิกกฎเกณฑ์เก่าๆ บรรดาตัวแทนของศาสดาต่างเป็นผู้รู้และความรอบรู้ในเรื่องการตะอฺวีลกฎเกณฑ์ และยังมีหน้าที่ในอธิบายความเร้นลับ (รหัสยะ) ของกฎเกณฑ์อีกต่างหาก[5]
บรรดานักปราชญ์ฝ่ายอิสมาอีลไม่ยอมรับทัศนะบางทัศนะของฝ่ายปรัชญาที่กล่าวว่า ความดั้งเดิม (มีอยู่ก่อนแล้ว) 5 ประการของพระเจ้ากล่าวคือ ฝ่ายปรัชญายอมรับว่าพระเจ้านั้นมีความดั้งเดิมเป็นหลักอยู่ 5 ประการ ได้แก่ความเป็นพระเจ้า ชีวิต เวลา สถานที่ พลานุภาพ พวกเขาได้คัดค้านอย่างรุนแรงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว กล่าวว่า กาลเวลาไม่อาจเป็นความดั้งเดิมได้เด็ดขาด เนื่องจากกาลเวลานั้นเกิดจากการโคจรของระบบสุริยจักรวาล การขึ้นและตกของดวงตะวัน ดังนั้น จึงสามารถคำนวณนับและมีขอบเขตจำกัด เมื่อมีขอบเขตจำกัดก็ไม่อาจเป็นความดั้งเดิมได้นั่นเอง เช่นเดียวกัน สถานที่ก็ไม่อาจเป็นความดั้งเดิมได้เหมือนกัน เนื่องจากถ้าสถานที่เป็นความดั้งเดิมแล้วละก็ จุดต่าง สภาพแวดล้อมและสถานที่ก็ต้องเป็นสิ่งเก่าแก่ด้วย เนื่องจากสถานที่ไม่อาจปราศจากจุดได้ ดังนั้น จำนวนเก่าแก่ก็จะกลายเป็นสิ่งไร้ขอบเขตจำกัดทันที นอกจากนั้นแล้วถ้าหากความดั้งเดิม 5 ประการเป็นสิ่งเก่าแก่ทั้งหมด ปัญหาที่จะตามมาคือสิ่งใดเป็นสาเหตุของการเกิดโลกและจักรวาล[6]
อิสมาอีล ทำการตะอฺวีลอัล-กุรอาน ฮะดีซ และอะฮฺกามชัรอียฺเหมือนกับพวกซูฟียฺ  และไม่ยอมรับภายนอกของเหล่านั้นว่าถูกต้องทั้งหมด ทว่าพวกเขาพยายามหาแก่นด้านในของสิ่งเหล่านั้น ซึ่งข้อพิสูจน์ของพวกเขาส่วนใหญ่วางอยู่บนพื้นฐานของอักษรของอัล-กุรอาน ฮะดีซ และรหัสของสิ่งเหล่านั้น ผู้พูดคือผู้ที่ล่วงรู้ในความหมายที่เป็นรหัสยของสิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสล่วงรู้สิ่งเหล่านั้น ดังนั้น จำเป็นต้องมีอิมามเพื่อตีความ
ผู้พูดกล่าวว่าประชาชนบางกลุ่มล่วงรู้รหัสยเหล่านั้นบ้างไม่มากก็น้อยไปตามลำดับ ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าพวกอิสมาอีลถือว่าพวกตนเป็นพวกมีระเบียบและขั้นตอน พวกเขาเชื่อว่าขั้นตอนทั้งหมดแบ่งออกเป็น 7 ขั้นด้วยกัน กล่าวคือ มุสตะญีบ มาซูน ดาอียฺ ฮุจญัติ อิมาม อะซาซ และนาฎิก
บุคคลที่เพิ่งเข้ารับอิสมาอีลใหม่เรียกว่า มุสตะญีบ ส่วนบุคคลที่เข้าสู่แนวทางแล้วและดำเนินชีวิตบนแนวทางดังกล่าวเรียกว่า มาซูน เมื่อชนกลุ่มนี้เข้าสู่ชั้นที่สามารถเชิญชวนผู้อื่นได้เรียกว่า ดาอียฺ และเมื่อชนชั้นดาอียฺก้าวไปอีกระดับหนึ่งจนถึงชั้นของ หัวหน้าดาอียฺทั้งหลายจะเรียกว่าเป็น ฮุจญัติ หมายถึง คำพูดของพวกเขาเป็นเหตุผลและเป็นข้อพิสูจน์ของพระเจ้า แต่ถ้าฮุจญัติ ก้วยไปถึงอีกระดับชั้นหนึ่งหรือที่รู้จักกันในชั้นของ วิลายะฮฺ ซึ่งคนในชั้นนี้ไม่มีความต้องการในวิชาการอีกต่อไปเรียกว่า อิมาม เมื่อเลยระดับอิมามไปแล้วก็ก้าวไปสู่ตำแหน่งตัวแทนและอะซาซต่อไป ซึ่งระดับตำแหน่งขั้นสุดท้ายของอิสมาอีลคือ นาฎิก[7]
มาซูนและดาอียฺเป็น 2 ตำแหน่งสำคัญที่มี ขอบเขตจำกัดและมีอำนาจสมบูรณ์ บางครั้งระหว่างขั้นของฮุจญัติและอิมามก็จะถูกเรียกเป็นอย่างอื่นว่า บาบ บางครั้งขั้นของ ดาอียฺ จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ ดาอียฺบะลาฆ, ดาอียฺมุฏลัก และดาอียฺมะดูด
อิมามแต่ละท่านนั้นจะมีฮุจญัติ 12 คน ซึ่ง 4 คนจะเป็นผู้ร่วมทางและคอยปรนนิบัติอิมาม ส่วนอีก 7 คน จะมีหน้าที่คอยตรวจตราดูแล ส่วนฮุกของดาอียฺแต่ละท่านจะมี มาซูน อยู่ภายใต้คำสั่ง ซึ่งแต่ละท่านมีหน้าที่เชิญชวนประชาชนไปสู่ อิสมาอีล มาซูนและดาอียฺจะเป็นผู้ตรวจตราและคอยระมัดระวังระบบการเรียนการสอน ดังนั้น ถ้าหลักการเรียนในระดับต้นยังไม่ผ่านจะไม่มีการเลื่อนชั้นไปเรียนในชั้นต่อไปเด็ดขาด[8]
อบูมันซูร อับดุลกอเฮร แบกแดดี ได้กล่าวถึงบุคคลที่เพิ่งเข้ารับอิสมาอีลใหม่ๆ ตามขั้นตอนเช่นนี้ว่า ตะก็อรรุส ตานีส ตัชกีล ตะอฺลีก รับฎ์ ตัดลีส ตะอฺซีซ อะฮฺ เคาะละฮ[9]
นักเผยแผ่และดาอียฺของอิสมาอีล จำเป็นต้องล่วงสภาพของประชาชนและต้องรู้ว่าตนกำลังอยู่กับใคร ถ้าหากผู้เชิญชวนมีความมุ่งมานะอยู่กับอิบาดะฮฺอย่างเดียว เขาก็จะเชิญชวนบุคคลอื่นหรือพูดคุยกับบุคคลนั้นด้วย ตักวา และสุดท้ายเขาก็จะกล่าวกับบุคคลที่เขาพูดด้วยนั้นว่า บัญญัติของพระเจ้ามีทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งจุดประสงค์ของพระเจ้าคือ บัญญัติด้านใน ไม่ใช่ด้านนอก ดังนั้นเขาจะขอสัญญามั่นจากบุคคลนั้นโดยให้สาบานอย่างหนัก แต่เขาจะไม่บออกพันธสัญญานั้นแก่ผู้ใด แต่ถ้าบุคคลใดทำลายสัญญานั้นเขาต้องหย่าภรรยาทันที และต้องปล่อยทาสให้เป็นอิสระ พร้อมกับคืนทรัพย์สินให้[10]
อิสมาอีลไม่เชื่อเรื่องสวรรค์และนรกที่เป็นรูปร่าง แต่สำหรับบุคคลที่เพิ่งเข้ารับอิสมาอีลใหม่คำๆ นี้จะถูกตัฟซีรว่าหมายถึง มะอฺมูล (ผลของการกระทำ) อิสมาอีล เชื่อว่าสวรรค์คือแก่แท้ของสติปัญญา ส่วนสวรรค์ของเราะซูลคือ ช่วงเวลาแห่งยุคสมัยของท่าน ตัวแทนของท่านเราะซูลก็อยู่ในชั้นของท่าน อิมามก็อยู่ในสมัยของท่านเช่นกัน ส่วนกุญแจสวรรค์คือคำพูดและคำสอนของท่านเราะซูล พวกอีกมาอีลจะไม่เชื่อเรื่อง มะอาดที่เป็นรูปร่าง และไม่เชื่อเรื่องการรวมตัวกัน[11]
นาซิรโคสโร เขียนไว้ในหนังสือ เคาะวานุลอิควาน ซิฟัตที่ 41 และ 55 ปฏิเสธเรื่องสวรรค์และนรกทางวิชาการ ผลบุญและการลงโทษ ถูกตีความว่าเป็นความร้อนระอุและความยากลำบากในวันกิยามะฮฺ เขากล่าวว่า เนื่องจากในวันกิยามะฮฺไม่มีความต้องการ ไม่มีความรู้สึกหมายถึงวันนั้นไม่มีเรือนร่าง ด้วยเหตุนี้ความสุขและความทุกข์ทางเรือนร่างจึงไม่เกิดขึ้น[12] การที่ท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า สำหรับผู้ศรัทธาที่ประกอบคุณงามความดี เขาจะได้พำนักในสรวงสวรรค์ซึ่งเบื้องใต้มีลำธารน้ำหลายสายไหลผ่าน และได้พำนักในปราสาทราชวังแห่งสวรรค์ อีกทั้งได้รับประโยชน์จากผลไม้หลากหลายนานาชนิด ส่วนผู้ประกอบกรรมชั่วเขาจะได้รับโทษกรรมในไฟนรก และจะพำนักอยู่ในนั้นและจะถูกราดลดด้วยเหล็กลอมเป็นไฟ พิษงู และดื่มน้ำร้อนที่เดือดพล่าน สิ่งเหล่านี้ท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) กล่าวมาเพื่อให้เห็นโลกแห่งตนตัวต้องเกิดขึ้นแน่นอน ฉะนั้น จึงเชื่อฟังปฏิบัติตามเถิด[13]
พวกเขาได้พยายามรวมรวมวิชาการต่างๆ ที่ได้รับการรู้จักแล้วตลอดกาลเวลา ด้วยวิธีการที่ง่ายดายที่สุดซึ่งประชาชนเองก็ได้เริ่มเขียนเรื่อวิชาการในเชิงของนวนิยาย พวกเขายังได้รวบรวมบทความทั้งหมดในนามของ เราะซาอิล อิควานุลเซาะฟา ซึ่งรวบรวมเอาทัศนะ หลักศรัทธา ปรัชญากรีก และอินเดีย ด้วยการจัดพิมพ์ที่ง่ายที่สุด
งานของพวกเขาคล้ายคลึงกับงานของมุอฺตะซิละฮฺ เพียงแต่ว่าเป้าหมายของนักเขียนอิสมาอีล ต้องการสร้างบรรยากาศของการคิดเพื่อการยืนหยัดในอนาคตกาล ซึ่งส่วนใหญ่นักเขียนเหล่านี้จะปิดบังตัวเองไม่เปิดเผยให้ใครได้รู้จัก ขณะเดียวกันเขาได้แจกจ่ายฉบับที่เขียนไว้ตามมัสญิดต่างๆ แต่นั่นก็เป็นไปในช่วงเวลาที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว โดยปราศจากการเอาใจใส่ของประชาชน ทำให้คิดได้ว่าบทความต่างๆ เหล่านั้นล้วนอยู่ภายใต้การชี้นำของอิมามอะฮฺมัด ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกหลานของท่านอิมามญะอฺฟัร อัซซอดิก (อ.) เป็นผู้รวบรวมและเขียนขึ้นมา[14]
อัลเกาะฟะฎียฺ เป็นนักเขียน ประวัติของนักปรัชญา เขาได้เขียนถึงพวกอิควานุลเซาะฟาว่า พวกเขาได้จัดตั้งสมาคมเพื่อพิทักษ์ความบริสุทธิ์ ความยำเกรง และสัจธรรม พวกเขายอมรับการเรียนการสอนโดยหวังว่าพระเจ้าทรงยอมรับสิ่งเหล่านั้นด้วย
ตามหลักความเชื่อของพวกเขา ระบบของศาสนาได้ถูกทำลายล้างโดยความโง่เขลา ความผิดพลาด และคนชั่วร้าย ซึ่งไม่มีสิ่งใดสามารถเยียวยาหรือขัดเกลาให้สิ่งเหล่านั้นบริสุทธิ์ได้อีก นอกจากวิธีทางของปรัชญา ซึ่งปรัชญาได้แนะนำความศรัทธาและมรดกทางอารยธรรมอันเป็นผลที่เกิดจากสติปัญญา ให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน พวกเขาเชื่อว่าถ้าหากปรัชญาของกรีกและศาสนาของอาหรับได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน จะสร้างความพึ่งพอใจและได้รับผลอันสมบูรณ์ยิ่ง บนพื้นฐานความเชื่อนั้นพวกเขาได้เขียนบทความถึง 50 บทความ ซึงนักเป็นการรวบรวมทัศนะของนักปรัชญาชีอะฮฺแต่ละท่านทั้งภาคทฤษฏีและวิชาการ พร้อมกับได้จัดสารบัญแยกต่างหาก ในเวลาต่อมาพวกเขาได้ออกในนามของ เราะซาอิลอิควานุซเซาะฟา
นักเขียนหนังสือเหล่านั้น มิได้เปิดเผยชื่อของตน แต่ทว่าพวกเขาได้เผยแพร่สาส์นของพวกเขาท่ามกลางหนังสือที่วางขายและประชาชนโดยทั่วไป
อิควานุซเซาะฟา ได้จัดทำหน้าหนังสือของพวกเขาด้วยคำสุภาษิตสั้นๆ เรื่องเล่าทางศาสนา โคลงกลอน และคำพังเพยสุภาษิตสอนใจต่างๆ
พวกอิสมาอีลแม้ในปัจจุบัน (อีวานุฟ) ผู้เชี่ยวชาญอิสมาอีล และนักคิดที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งยังถือว่า หนังสือเราะซาอิลอิควานุซเซาะฟา คือแหล่งอ้างอิงสำคัญและเขาได้ใช้อ้างอิงเสมอ ถึงขนาดที่ว่าได้ตั้งชื่อ เราะซาอิลอิควานุซเซาะฟา เป็นกุรอานซานี (กุรอานฉบับที่สอง) หรือบางครั้งเรียกว่า กุรอานอิลมฺ เพื่อเทียบเคียงกับอัล-กุรอานวะฮฺยูแห่งพระเจ้า ดังนั้น เราะซาอิลอิควานุซเซาะฟา ถูกนับว่าเป็นกุรอานอีกฉบับหนึ่งหลังจากกุรอาน อีกนัยหนึ่งพวกเขาถือว่า กุรอานอิลม์ ก็คล้ายคลึงกับกุรอานวะฮฺยู เราะซาอิล กุรอานอิมามะฮฺ และกุรอานนบูวัต นั่นเอง[15]
นักวิชาการเขียนว่า พวกอิสมาอีลมีความเชื่อเรื่อง การเวียนว่ายตายเกิด การสถิต การโยกย้ายจิตวิญญาณจากร่างหนึ่งไปยังอีกร่างหนึ่ง บางที่แนวคิดนี้อาจจะไม่ได้รับมาจาก ฟีซาฆูรซิยาน โดยตรง แต่อีวานุฟ กล่าวว่า พวกอิสมาอีลจะไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดอย่างเด็ดขาด[16] ด้วยเหตุนี้ นักเขียนที่เป็นอิสมาอีลบางท่านได้เขียนบทวิเคราะห์เพื่อหักล้างทัศนะดังกล่าว ดังที่ฮะกีมนาซิร โคสโร ฟัซลี ได้เขียนไว้ในหนังสือที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่ง (ซาดุ อัลมุซาฟิรีน) เพื่อหักล้างทัศนะที่กล่าวว่า อิสมาอีลมีความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และฮะมีดุดดีน เกรมานี ก็ได้เขียนหนังสือหักล้างทัศนะดังกล่าวด้วยเช่นกัน และกล่าวว่าความเชื่อดังกล่าวไม่ถูกต้องและเป็นความเสียหายด้วย[17]
ตามความเชื่อของอิสมาอีลผลงานของคริสต์ ตลอดจนเอรฟานของคริสต์อาจพบเห็นได้โดยทั่วไป แต่ก็ยังมีอิทธิพลน้อยกว่าความเชื่อของอิสมาอีล เนื่องจากพวกเขามีจิตใจไม่ดีอีกทั้งยังมองข้ามบรรดานักบวช ซึ่งมีพื้นฐานความเชื่ออยู่บนหลักของ มานูยาน ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้เป็นหลักประกันได้ว่า หลักปรัชญาของอิสมาอีลและความเชื่อด้านปรัชญาของพวกเขามีเหตุผลทางสติปัญญามากกว่า
อิสมาอีลกล่าวว่า มนุษย์ผู้สมบูรณ์ประหนึ่งใยแมงมุมที่ถักทอเหนือมนุษย์ชาติทั้งหลาย ตามความเชื่อของพวกเขาการกำเนิดมนุษย์ คือการปรากฏโฉมของวิญญาณมนุษย์เพื่อไปสู่ความสมบูรณ์นั่นเอง  ภาพของสติปัญญาสมบูรณ์สูงสุดที่ปรากฏบนโลกนี้ก็คือ มนุษย์ผู้สมบูรณ์ ซึ่งได้แก่ศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) นั่นเอง ตามนิยามของอิสมาอีลคือ นาฎิก (ผู้พูด) ซึ่งถือว่าเป็นการปรากฏภาพชีวิตทั้งหมดบนโลกนี้ และเป็นตัวแทนของท่านศาสดาด้วย ตามนิยามของพวกเขาเรียกว่า ซอมิต (หมายถึงเงียบ) ส่วนอีกนามหนึ่งคือ อะซาซ ภารกิจหน้าที่ของท่านคือ การพูดหรือถ่ายทอดหรือตีความสาส์นให้แก่ประชาชน ถ้าพิจารณาด้านปรัชญาแล้วจะพบว่า พวกอิสมาอีลตกอยู่ภายใต้อิทธิตามแนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺ ซึ่งพวกเขาได้เรียนรู้ปัญหาต่างๆ มาจากมุอฺตะซิละฮ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวปัญหาเรื่อง การบังคับ และการเลือกสรร[18] และนี่คือความหมายของการเรียนรู้ศาสนา และปรัชญาของพวกเขา ซึ่งพวกเขาได้ให้ความสนใจพิเศษแก่ศาสนา และยึดมั่นอยู่กับปรัชญาในการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน[19]
มีผู้กล่าวว่า การจัดตั้งของอิสมาอีลทั้งหมดนั้น วางอยู่บนพื้นฐานของการซ่อนเร้นอำพรางไม่เปิดเผย ซึ่งการอำพรางของอิสมาอีลนั้นได้มีมุสลิมทั่วไปกล่าวอ้างว่า เป็นหลักความเชื่อของชีอะฮฺ เนื่องจากในตอนเริ่มแรกพวกเขาจะมีการจัดพิธีอันเฉพาะเจาะจงในการยอมรับอิสมาอีล หลังจากนั้นจะมีการสาบานตนว่าจะไม่ถ่ายทอดวิชาการ ความรู้และสมาชิกของอิสมาอีลในสังคมให้ผู้อื่นได้รับทราบ ซึ่งตามหลักการของอิสมาอีลจะนำเสนอความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นด้านในของอัลกุรอาน บางครั้งเราก็จะเห็นว่ามีชีอะฮฺบางคนไม่รู้จักสาระแน่นอนของโองการอัลกุรอาน หรือไม่อาจตีความโองการนั้นได้ก็จะกล่าวว่า นั้นเป็นหน้าที่ของอิมามผู้บริสุทธิ์ผู้ซื่อสัตย์ต่อศาสนา
อะฮฺกามและฟิกฮฺของอิสมาอีล
การศึกษาภายนอกของอิสมาอีลไม่มีความแตกต่างกับ การสอนของอิมามียะฮฺเท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นหลักปฏิบัติทางชัรอียฺทั่วๆ ไปของอิสลาม เช่น นมาซ ศีลอด ค่มซ์ ซะกาต และอื่นๆ ซึ่งฟิกฮฺที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขาคือ กอฎี อบูฮะนีฟะฮฺ นุอฺมานี บิน มุฮัมมัด ตะมีมี มัฆริบบียฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 363) เขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งนามว่า ดะอาอิม อัลอิสลาม ฟี ซิกรฺ อัลฮะลาล วัลฮะรอม วัลเกาะฎอยา วัลอะฮฺกาม ซึ่งถือเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญยิ่งสำหรับสำนักคิดของอิสมาอีล หนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือฟัตวาที่แข็งแรงที่สุดของอิสมาอีล นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งกฎหมายและแหล่งอ้างอิงสำคัญ ในการจัดตั้งรัฐบาลฟาฎิมียะฮฺ แห่งอียิปต์อีกด้วย หนังสือดังกล่าวประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ส่วนที่หนึ่งอยู่ ณ อิสมาอีลในนามของ ดะอาอิม อัลอิสลาม อัสสับอะฮฺ ซึ่งประกอบไปด้วยหนังสือ 7 เล่มต่อไปนี้ (1) หนังสืออัลวิลายะฮฺ (2) กิตาบอัฎเฎาะฮาเราะฮฺ (3) กิตาบอัซเซาะลาฮฺ (4) กิตาบอัซซะกาต (5) กิตาบอัซเซาม์วัลอิอฺติกาบ (6) กิตาบอัลฮัจญฺ และ (7) กิตาบอัลญิฮาด
ส่วนที่ 2 นั้นครอบคลุมหนังสือีอ 26 เล่ม ได้แก่
(1) กิตาบอัลบุยูอ์ วัลอะฮฺกามฟีฮา (2) กิตาบอัลอีมานวันนะซูร (3) กิตาบอัลอัฎเฎาะอะมะฮฺ (4) กิตาบอัลอัชรียะฮฺ (5) กิตาบอัฎฎิบ (6) กิตาบ อัลลาบาซ วัฎฎิบ (7) กิตาบอัซซัยดฺ (8) กิตาบอัซซุบาอิฮฺ (9) กิตาบอัฏฏุฮายา วัลอะกออิก (10) กิตาบอันนิกาฮฺ (11) กิตาบอัฎเฎาะลาก (12) กิตาบอัลอิตก์ (13) กิตาบอัลอะฎอยา (14) กิตาบ อัลวะซอยา (15) กิตาบอัลฟะรออิฏ (16) กิตาบอัดดิยาต (17) กิตาบอัลฮุดูด (18) กิตาบ อัซซิรอก วัลมะฮาริบีน (19) กิตาบอัรร็อดดุฮฺ วัลบิดอะฮฺ (20) กิตาบอัลฆ้ฏบ์ วัตตะอฺดีย (21) กิตาบอัลอารียะฮฺ วัลวะดีอะฮฺ (22) กิตาบอัลลุฎเฎาะฮฺ วัลละกีเฎาะฮฺ วัลอิบกิ (23) กิตาบอัลกิสมะฮฺวัลบะนียาน (24) กิตาบอัชชะฮาดาต (25) กิตาบอัดดะอฺวา วัลบัยยินาต (26) กิตาบอาดาบ อัลเกาะฏอ
หนังสือเล่มนี้ปัจจุบันในหมู่อิสมาอีลยังใช้ประโยชน์จากหนังสือดังกล่าว ซึ่งได้รับการเชีอถือและยังเป็นของใหม่สำหรับพวกเขาเสมอ มาตรฐานของหนังสือดังกล่าวนั้นใกล้เคียงกับอะฮฺกามคำสอนของชีอะฮฺอิมามมียะฮฺพอสมควร ซึ่งบางคนถึงกับคิดว่า หนังสือ ดะอาอิม อัลอสลาม ถูกประพันธ์โดยเชคซะดูก เสียด้วยซ้ำไป[20]
แต่บรรดาวิชาการฝ่ายชีอะฮอิมามมียะฮฺต่างเห็นพร้องต้องกันว่า หนังสือดะอาอิม อัลอิสลาม เขียนโดย กอฎี นุอฺมานียฺ ในยุคของฟาฏิมียีน กอฎี อัลเกาะฏอ เป็นชาวอียิปต์ กล่าวกันว่ากอฎี นุอฺมาน ตอนแรกนั้นเป็นมาลิกี หลังจากนั้นได้รับทางนำเป็นชีอะฮฺอิมามี และเขาได้เขียนหนังดะอาอิม อัลอิสลาม ในสมัยนั้นเอง ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่ารายงานส่วนใหญ่ของหนังสือจะตรงกับหนังสือที่มีชื่อเสียงของอิมามียะฮฺ แต่จะมีความแตกต่างกับหนังสือของอิมามียะฮฺอยู่บ้างในบางประเด็นปัญหา เช่น เนื่องจากการตะกียะฮฺ (อำพราง) และความหวั่นกลัวบรรดาเคาะลิฟะฮฺฟาฎิมียะฮฺแห่งอียิปต์ เขาจึงไม่ได้รายงานฮะดีซจากอิมามภายหลังจากอิมามซอดิก (อ.)[21] ด้วยเหตุนี้ นักปราชญ์ส่วนใหญ่ฝ่ายชีอะฮฺอิมามียะฮฺ ถือว่า กอฎีนุอฺมาน เป็นอิมามียะฮฺ เขาจึงอ้างอิงฮะดีซของนุอฺมานียฺไว้ในหนังสือของตน และกล่าวว่า นุอฺมานี นอกจากหนังสือดะอาอิม แล้วเขายังได้เขียนหนังสืออื่นอีกเกี่ยวกับการสรรเสริญเกียรติคุณและความประเสริฐของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ เช่น หนังสือ ชัรฮฺอัคบาร ฟี ฟะฎออิล อัลอะอิมมะติล อับรอร
มุฮัมมัด นูรีได้ค้นคว้าในเชิงวิชาการเกี่ยวกับหนังสือดะอาอิม อัลอิสลาม ซึ่งงานค้นคว้าของเขาทำให้รู้จักหนังสือดะอาอิมมากยิ่งขึ้น ซึ่งนูรียฺ เชื่อว่าหนังสือดังกล่าวเขียนโดย กอฎียฺ นุอฺมาน และเขายังได้พิสูจน์ให้เห็นด้วยหลักฐานต่างๆ อีกว่า นุอฺมานียฺ เป็นอิมามียะฮฺ แต่เนื่องจากการตะกียะฮฺ และความกลัวที่มีต่อเคาะละฟะฮฺแห่งราชวงศ์ฟาฏิมียะฮฺ ทำให้เขาปิดบังนิกายของตนและแสดงตนว่าเป็นอิสมาอีล ขณะเดียวกันเขาไม่เคยพูดสิ่งที่ขัดแย้งกันนิกายของตนเลยแม้แต่น้อย[22]
แน่นอน ถ้าหากจะตัดสินกอฎี นุอฺมานี ด้วยหนังสือดะอาอิม อัลอิสลาม เพียงเล่มเดียว บางทีอาจเป็นไปได้ว่าทัศนะของเขาอาจถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือ ชัรฮ์ อัคบาร และหนังสือ อัลอัรญูซะตุล มุคตาเราะฮฺ ได้สนับสนุนทัศนะดังกล่าวอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่ประหลาดมากคือ มุฮักกกินูรียฺ ไม่ได้เอ่ยชื่อหนังสือ ตะอฺวีล อัดดะอาอิม เลยแม้แต่นิดเดียว แต่อาจเป็นเพราะว่าเขาไม่มีหนังสือเล่มดังกล่าวอยู่ในมือก็ได้ ซึ่งล่าสุดได้ถูกพิมพ์ในนามของ ดารุลมะอาริฟอิยิปต์ โดยการวิจัยของ มุฮัมมัด ฮะซัน อะอฺซอมมี หนังสือเล่มดังกล่าว ได้ตะอฺวีล (ตีความ) อะอะฮฺกามทั้งหมดและคำสอนที่มีอยู่อยู่ ดะอาอิม อัลอิสลาม ตามความเชื่อของอิสมาอีล ดังนั้น ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่า ตะอฺวีลดะอาอิม เขียนโดยกอฎียนุอฺมานีแล้วละก็ คำอธิบายและคำกล่าวอ้างของมัรฮูม มุฮักกิก นูรียฺ ก็จะหมดความหมายลงทันที
สรุปก็คือว่า กอฎี นุอฺมานียคือบุคคลที่นักปราชญ์ฝ่ายชีอะฮฺส่วนหนึ่งยอมรับว่าเขา เป็นอิมามียะฮฺเช่นกัน และเป็นชีอะฮฺสิบสองอิมามด้วย อีกทั้งยอมรับหนังสือ ดะอาอิม อัลอิสลาม และชัรฮฺ อัลอัคบาร ว่าเป็นหนังสือที่เชื่อถือได้ ด้วยเหตุนี้ หนังสือทั้ง 2 เล่มดังกล่าวจึงเป็นที่เชื่อถือในหมู่ชีอะฮฺ และถูกใช้ประโยชน์ในการอ้างอิง
แน่นอน อิสมาอีลและอิมามมียะฮฺ ได้ให้ความสำคัญแก่หนังสือ ดะอาอิม อัลอิสลาม มากถ้าหากว่าหนังสือดังกล่าวจะกล่าวถึงหรือให้น้ำหนักแก่อิสมาอีลมากเป็นพิเศษ ก็เนื่องจากว่ากอฎี นุอฺมานี และหนังสือของเขาในหมู่ของอิสมาอีล มีชื่อเสียงมากกว่าชีอะฮฺอิมามมียะฮฺนั่นเอง และผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางอิสมาอีลได้ยกย่องเกียรติยศของเขาไว้อย่างสูง ซึ่งยังไม่เคยมีผู้ใดยกย่องเขาถึงขนาดนั้น เช่น กล่าวว่า ซัยยิดุนา อัลเอาฮัด  และ กอฏี อัลอะญัล และ ซัยยิดุนา อัลกอฎี
ดร.มุสเฎาะฟา ฆอลิบ นักเขียนคนหนึ่งของอิสมาอีลในยุคปัจจุบันได้กล่าวถึงกอฎีว่า กอฏี นุอฺมานได้รับใช้นิกายอิสมาอีลไว้มากมาย เขามีบทบาทสำคัญต่อการสร้างเครือข่ายเชิญชวนผู้คนมาสู่แนวทางอิสมาอีล ดังนั้น หากจะกล่าวยกย่องแล้วละก็เขาคือ อิมามท่านหนึ่ง และคู่ควรต่อการนั่งบนบัลลังก์ในการเชิญชวนด้านวิชาการ ซึ่งการเป็นผู้นำของเขาบรรดาบุตรหลานของเขาได้สืบทอดกันต่อมา
นักเขียนอิสมาอีลอีกท่านหนึ่งยอมรับว่า หนังสือดะอาอิม อัลอิสลามกับหนังสือตะอฺวีล อัดดะอาอิม เป็นหนังสือของกอฏี นุอฺมานี ถือเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญที่สุด และเชื่อถือได้มากที่สุดสำหรับแนวทางอิสมาอีล เขากล่าวว่า แหล่งอ้างอิงทางวิชาการที่เชื่อถือได้ก่อนหน้าฟาฏิมียะฮฺมีอยู่ด้วยกัน 5 เล่ม ได้แก่
1) ดะอาอิม อัลอิสลาม เขียนโดย นุอฺมาน บิน มุฮัมมัด อัตตะมีมี หรือถูกรู้จักกันในนามของ กอฎี อบูฮะนีฟะฮฺ
2) ตะอฺวีล อัดดะอาอิม เขียนโดย นุอฺมาน บิน มุฮัมมัด กอฎี เกาะฎอตุ อัลมุอิซซิ ลิดดีนิลลาฮฺ ฟาฎิมีย
3) รอฮะตุลอักล์ ถือว่าเป็นแหล่งอ้างอิงใหญ่สุดสำหรับฟาฎิมียีน อะฮฺมัด มุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮฺ เกรมานี อยู่ในยุคปกครองของ ฮากิม บิอัมริลลาฮฺ เจ้าของหนังสือ อัลอักวาล อัซซะฮะบียะฮฺ
4) อัลอันวาร อัลละฎีฟะฮฺ ฟี อัลฮะกีเกาะฮฺ (ปรัชญาของอัลมับดะฮฺ วัลมะอาด) เป็นดาอียของเยน ฏอเฮร บิน อิบรอฮีม ฮาริซซีย์
5) อัลมะญาลิซ อัลมุอัยยิดียะฮฺ และบทสรุปของหนังสือ ญามิอุลอัลฮะกออิก ดาอียฺ ดุอาต ฟาฏิมียีน ฮับบะตุลลอฮฺ บิน มูซา อัลมุฮัยยิด ในยุคสมัยเคาะลิฟะฮฺ อันมุสตันซิร บิลลาฮฺ
ความแตกต่างโดยทั่วไประหว่างอิสมาอีลกับชีอะฮฺอิมามียะฮฺ คือ อิสมาอีลเชื่อว่าอิมามะฮฺ จะวนอยู่บน 7  นบูวัติสิ้นสุดลงที่ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) การตีความอะฮฺกามชะรีอะฮฺ ทว่าการยกย่องหน้าที่อันเฉพาะพิเศษตามคำกล่าวคือการตีความของด้านในถือว่าอนุญาต ไม่เป็นไร จะแตกต่างกันชีอะฮฺอิมามียะฮฺ ยอมรับว่าศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) คือศาสดาองค์สุดท้าย และก่อนจากไปท่านได้แต่งตั้งอิมามให้เป็นตัวแทนท่านไว้ 12 คน และยอมรับภายนอกของชะรีอะฮฺว่าเป็นจริง ไม่สามารถยกเลิกได้ และอัลกุรอานนั้นสามารถพิสูจน์ได้ทั้งความหมายภายนอกและภายใน

แหล่งอ้างอิง วารสารกะลามอิสลาม ฉบับที่ 19

[1] อบูยะอฺกูบ สะญิซตานียฺ กัชฟุลมะฮฺญูบ เขียบบทนำโดย ฮุนารียฺ กัรบุน สำนักพิมพ์ ซุฮูรียฺ หน้า 5-6
[2] อบูฮาตัม รอซียฺ อิอฺลามุลนบูวะฮฺ บทที่ 2 เรื่องพระเจ้า สำนักพิมพ์ สถาบันปรัชญาแห่งอิหร่าน
[3] ชะฮฺริสตานียฺ อัลมะลัลวันนิฮัล เล่ม 1 หน้า 193
[4] บักดาด อัลฟิร็อกบัยนัลฟิร็อก หน้า 179-188 พิมพ์ที่อียิปต์ 1948, นาซิร โคสโร วัจญฺดีน หน้า 50-51, เราะชีดียฺ ญามิอฺตะวารีค หน้า 14-15 ,เราเฏาะตุลตัสลีม ตะเซาวุรที่ 26
[5] อบูฮาตัมรอซียฺ อิอฺลามุลนะบูวัต หน้า 10-14 พิมพ์ที่สถาบันปรัชญาแห่งอิหร่าน เชาวาล ปี ฮ.ศ. 1397
[6] เราะชีด ญามิอุตตารีค หมวดอิสมาอีลียาน หน้า 10
[7] คำแปลหนังสือ อัลฟิร็อกบัยนัลฟิร็อก 313-323
[8] แบกแดดี อัลฟิร็อก บัยนัลฟิร็อก หน้า 179
[9] ตันบีฮาต อัลญันบียะฮฺ ฟี กัชฟุ อัสรอร อัลบาฎินียะฮฺ หน้า 248 พิมพ์ที่นะญัฟ
[10]  นาซิร โคสโร ฐานะภาพของศาสนา หน้า 3334 ฟิร็อกอิสมาอีล บทนำโดย ฟะรีดูน หน้า 1424
[11] นาซิร โคสโร อิควานุลอิควาน ด้วยบทนำของฮะวาชี และคำแปลต่างๆ ทั้ง  4 ฉบับดั้งเดิม หน้า 128-165
[12]  7 บาบ บอบอซัยยินา หน้า 36 พิมพ์ที่ เยเมนี 1933 , 1372 ฮ.ศ.
[13] อับบาส ฮัมดานียฺ รัฐบาลฟาฎิมียะฮฺ หมวดที่ 3 จากหนังสืออิสมาอีล ในประวัติศาสตร์ หน้า 163
[14]  อิบนุ อัลเกาะฟะตียฺ ตารีค อัลฮุกามา หน้า 83
[15]  จากการบันทึกของ ดร. ซอฮิบุซซะมาน หน้า 355
[16]  อีวานุฟ นาซิรโคสโร และอิสมาอีลลียาน จากหนังสือ อิสมาอีลลียาน ใน ประวัติศาสตร์ หน้า 456
[17]  ฮะมีดุดดีน เกรมานียฺ อัลอักวาล อัซซะฮะบียะฮฺ บทนำ หน้า 19
[18]  ตารีคอะดะบี อิหร่าน 1/574, ดร. กามิลฮุซัยนฺ ฏออิฟะตุล อิสมาอีลลียะฮฺ หน้า 147,179
[19]  ยูฮะนา เกาะมีซ อิควานุซเซาะฟา แปลโดย ซัจญาดี หน้า 33
[20]  รัฐบาลอิสมาอีลลียะฮฺ หมวดที่ 4 จากหนังสืออิสมาอีลลียาน ในประวัติศาสตร์ หน้า 262
[21]  นูรียฺ ฮัจญฺมีรซาฮุซัยนฺ มุสตัดร็อกวะซาอิล 3/313 พิมพ์เตหะราน
[22]  กอฎีย นุอฺมานี ดะอาอิม อัลอิสลาม ดารุลมะอาริฟ อียิปต์ 1385