แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages

อะชาอิเราะฮฺ คือ นามชื่อใช้เรียกกลุ่มชนที่ปฏิบัติตามสำนักคิดด้านเทววิทยาของอบุลฮะซัน อิบนุ อิสมาอีล อัชอะรีย์ ซึ่งถือว่าเป็นหลักการหลักในการรู้จักแนวคิดของอัชอะรียฺ โดยมุอฺตะซิละฮฺ บนพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงในค้นหาความจริงโดยมุอฺตะซิละฮฺ
ทำนองเดียวกันความขัดแย้งของพวกเขากับบรรดาฟุเกาะฮา และนักรายงานฮะดีซคือที่มาของความขัดแย้งที่มีต่อกัน ซึ่งความขัดแย้งที่มีต่อมุอฺตะซิละฮฺโดยบรรดาฟุเกาะฮา (นักปราชญ์) นั้น ได้รับแรงกระตุ้นจาก มุตะวักกิล จนในที่สุดสิ่งได้นำไปสู่การจัดตั้งสำนักคิดสายกลางของอะชาอิเราะฮฺ
อะชาอิเราะฮฺ นั้นยอมรับเหตุผลทางสติปัญญา ในการพิสูจน์หลักการศรัทธาตามซุนนะตียฺ จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 3 มีนักปราชญ์ 3 ท่านได้เจริญรอยตามแนวคิดดังกล่าว หนึ่งในนั้นคือ อบุลฮะซัน อัชอะรียฺ ในแบกแดด เฏาะฮาวียฺ (เสียชีวิตเมือ ฮ.ศ. 331) อยู่ในอียิปต์ และอบุมันซูร มาตุรีดียฺ (เสียชีวิต 333) อยู่ใน ซามาร์คันด์ (เป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งในเอเชียกลาง ตั้งอยู่ในประเทศอุซเบกิสถาน เป็นโอเอซิสซึ่งได้รับน้ำมาจากคลองที่ขุดมาจากแม่น้ำซารัฟชาน ชื่อเดิมของเมืองซามาร์คันด์ คือ เมืองมาระกันดะ) ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีความขัดแย้งกันก็ตาม แต่พวกเขาก็มีจุดร่วมกันคือ การแข็งขันในการต่อต้านแนวคิดของมุอฺตะซิละฮฺ
บุลฮะซัน อิบนุ อิสมาอีล อัชอะรีย์ เกิดเมื่อปี ฮ.ศ. ที่ 260 ณ เมื่องบัศเราะฮฺ ประเทศอีรัก ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากอบูมูซา อัชอะรียฺ เซาะฮาบะฮฺที่มีชื่อเสียงของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)  เขาเป็นลูกศิษย์ของ อบูอะลี ญุบาอียฺ เขาได้เรียนรู้วิชาฟิกฮฺและเทววิทยาจากสำนักคิดมุอฺตะซิละฮฺอย่างมาก เช่น หลักศรัทธาก่อนหน้านั้นไม่ว่าจะเป็น อัล-กุรอานคือสิ่งถูกสร้าง การมองไม่เห็นอัลลอฮฺ หรือหลีกเลี่ยงการโยนความชั่วร้ายให้กับอัลลอฮฺ หนังสือ อัลอะบานะฮฺ เป็นหนึ่งในตำราของอัชอะรียฺ ที่พินิจพิเคราะห์และหักล้างแนวคิดของมอฺตะซิละฮฺ ซึ่งในหนังสือดังกล่าวยังกล่าวถึงว่า มุอฺตะซิละฮฺ คือสำนักคิดที่ตะอฺวีลกุรอาน และประกาศว่าเจริญรอยตามแนวคิดของ อะฮฺมัด ฮันบัล อิบนุอะซากีร ได้บรรจุรายชื่อหนังสือ 98 เล่ม จนถึงปี ฮ.ศ. 32 ที่อัชอะรียฺได้ประพันธ์ขึ้นไว้ในตำราของตน ซึ่งผลงานโดดเด่นและมีชื่อเสียงของเขาคือหนังสือ 4 เล่มต่อไปนี้
1) اللمع في الردعلي اهل الزيغ و البدع
2) الابانه في اصول الديانه
3) استحسان الخوض في علم الکلام
4) مقالات الاسلاميين و اختلاف مصلين
หนังสือ 3 เล่มแรกมีเนื้อหาเกี่ยวกับวิชาการด้านเทววิทยา ส่วนเล่มที่ 4 เนื้อหากล่าวถึงสำนักคิดต่างๆ ในอิสลาม
แน่นอน อัชอะรีย์ ได้ใช้แนวทางด้านสติปัญญาและตัวบทในฐานะที่เป็นแนวทางสายกลาง เช่น เชื่อเรื่องซิฟัตเป็นสิ่งเพิ่มเติมไปจากซาต (อาตมัน) ของพระองค์ในเรื่องเอกภาพ หรือความคิดสายกลาง ดังนั้น สรุปได้ว่าอะชาอิเราะฮฺพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าด้วยกัน 3 วิธี กล่าวคือ วิธีการอ้างอิงเหตุผลจากตัวบท สติปัญญา และผ่านกระแสจิตโดยยึดถือรูปแบบของซูฟียฺ เช่น (เฆาะซาลียฺ และฟัครุดดีน รอซียฺ) ซึ่งตามแนวคิดของฟัครุดดีน รอซียฺนั้น จะมี 2 เหตุผลในแง่ของปรัชญากล่าวคือ เหตุผลในความเป็นไปได้ของเรือนร่าง (ซาต) และเหตุผลในความเป็นได้ของสิ่งเสริมเติมแต่ง (ซิฟัต) และมี 2 เหตุผลในแง่ของเทววิทยา กล่าวคือ เหตุผลในการเกิดร่างใหม่ กับเหตุผลในการเกิดซิฟัต ซึ่งอะชาอิเราะฮฺจะใช้เหตุผลทั้งสองไปในการพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้า และในเรื่องความเป็นไปได้ในการรู้จักพระเจ้า มุอฺตะซิละฮฺบางคนเชื่อว่าสิ่งนี้ไม่อาจเป็นไปได้ (เช่น เฆาะซาลีย และญุวัยนียฺ) แต่บางคนเช่น บากิลานียฺ เชื่อว่ามีความเป็นไปได้
พระลักษณะของพระเจ้า (ซิฟัต) กล่าวว่า พระเจ้ามีซิฟัตอยู่สองลักษณะคือ ซิฟัตที่มีอยู่จริงกับไม่มีอยู่จริงหรือที่เรียกว่าเป็นคุณลักษณะของมนุษย์ เช่น ตา หู และมือเป็นต้น) อัชอะรียฺเชื่อว่าพระลักษณะกลุ่มสุดท้ายนั้น ต้องยอมรับว่าไม่มีสิ่งคล้ายเหมือน เนื่องจากตัวตนของสิ่งเหล่านั้นไมชัดเจนสำหรับเรา
การบังคับกับเจตนารมณ์เสรี
ปัญหาดังกล่าวอัชอะรีย์ พิจารณาทั้งสองด้านทั้งด้านการกำหนด และเจตนารมณ์เสรีของมนุษย์ อัชอะรีย์ อธิบายว่า อำนาจนั้นมี 2 ประเภท กล่าวคือ อำนาจเก่าเป็นอำนาจมาจากพระเจ้า ซึ่งมีผลต่อการอุบัติการณ์ กับอีกอำนาจหนึ่งคือ อำนาจใหม่อันมาจากมนุษย์ ซึ่งจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเจ้าของมีความรู้สึกว่าตนมีอิสระ ด้วยเหตุนี้ การเกิดกระทำคือ การเกิดขึ้นพร้อมกันของการอุบัติการณ์และการอุบัติอำนาจในตัวมนุษย์ ขณะเดียวกันอัชอะรีย์เชื่อว่า การกระทำก็เป็นสิ่งถูกสร้างของพระเจ้าเช่นกัน โดยเชื่อว่าบุคคลที่กำลังกระทำ คือ สถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงปล่อยให้การกระทำของพระองค์อุบัติขึ้น ส่วนผู้กระทำมีบทบาทเป็นเพียงส่วนประกอบที่ก่อให้เกิดการกระทำ
การงานดีและไม่ดี
อัชอะรีย์ กล่าวถึงความหมาย 3 ประการ ของสิ่งดีและไม่ดีไว้ ซึ่งเน้นย้ำว่าเฉพาะความหมายที่ 3 เท่านั้นถูกต้อง ซึ่งความหมาย 3 ประการประกอบด้วย (1) ความสมบูรณ์และบกพร่อง (2)  ความถูกต้องและความเสื่อมเสีย (3) สิทธิในการสรรเสริญและประณาม อัชอะรีย์ เชื่อว่าไม่มีการกระทำใดที่จะได้รับการสรรเสริญและถูกประณาม เฉพาะคำสั่งห้ามและคำสั่งใช้ของพระเจ้าเท่านั้นที่จะก่อให้เกิดคุณลักษณะอันเฉพาะดังกล่าว
การรู้จักมนุษย์
การรู้จักมนุษย์ครอบคลุมอยู่บน 2 ทัศนะ กล่าวคือ  (1) ธาตุแท้ของมนุษย์คือ แก่นแท้ของเรือนร่าง –ญุวัยนียฺ- (2) ความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงคือ จิตวิญญาณ –บากิลานีย์-
ผู้อาวุโสของสำนักคิดอัชอะรีย์ คือ อบูบักร์ บากิบานีย์ เจ้าของหนังสือ อัตตัมฮีด เฆาะลาลีย์ อิมามุลฮะรัมมัยนฺ ญุวัยนีย์ ฟัรรุรรอซีย์ บัยฎอวีย์ ซัยยิดชรีฟ ญัรญานีย์ ซึ่งทั้งหมดคือผู้อาวุโสแห่งสำนักคิด อัชอะรีย์ ด้านเทววิทยา
ท้ายสุดสิ่งที่จะกล่าวฝากไว้คือ สำนักคิดอัชอะรีย์ ถือว่าเป็นหนึ่งในสำนักคิดสำคัญที่มีผลต่อมวลมุสลิมไม่น้อย แม้ว่าในยุคสมัยของตนจะถูกตอบรับไม่มากนัก และเกือบจะสิ้นหวังอย่างสิ้นเชิงเมื่อเผชิญหน้านักฮะดีซ แต่หลังจากนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก อิมามุลฮะรัมมัยนฺญุวัยนียฺ และการสนับสนุนจาก ซัลญูกียาน ในสมัยของคอเญะฮฺ นิซอม อัลมุลก์ ฏูซียฺ มุสลิมซุนนียฺส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนไปยึดถือสำนักคิดอัชอะรีย์ด้านเทววิทยา และในถึงปัจจุบันมุสลิมซุนนีย์ส่วนใหญ่บนโลกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ยึดถือสำนักคิดชาฟิอียฺ และฮะนะฟีย์ ด้านเทววิทยาจะยึดถือแนวคิดของ อัชอะรีย์เป็นหลัก