แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. อัครสาวกของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)

อัครสาวกของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)

คำสำคัญ : เซาะฮาบะฮฺ มุอ์มิน ฟาซิก ตาบิอีน
ดัชนี : อัครสาวกทุกคนล้วนเป็นผู้ทรงเกียรติ
คำถาม : อัลกุรอานมีทัศนะอย่างไรเกี่ยวกับอัตรสาวก
เซาะฮาบะฮฺ สหายหรือสาวกของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิ วะอาลิฮฺ) ที่มีความศรัทธาอย่างมั่นคงต่อท่านในขณะที่ท่านยังมีชีวิต
และได้รับการชี้นำ อบรมขัดเกลาจากท่าน ล้วนเป็นผู้ที่มีเกียรติคุณสูงส่งในทัศนะของชาวชีอะฮฺทั้งสิ้น ทั้งบรรดาผู้ที่ได้ลิ้มรสชาติอันหวานชื่นแห่งการเป็นชะฮาดะฮฺ (การพลีชีพในหนทางแห่ง สัจธรรม) ในสมรภูมิบะดัรฺ อุหุด อะหฺซาบ หรือหุนัยนฺ ตลอดจนบรรดาผู้ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ภายหลังการจากไปของท่าน (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) ก็ตาม พวกเขาทั้งหมดล้วน คู่ควรต่อการได้รับการสรรเสริญและเทิดเกียรติในฐานะผู้ศรัทธาที่มีความซื่อสัตย์และจงรัก ภักดีต่อท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ทั้งสิ้น และไม่มีมุสลิมคนใดที่จะกล้าล่วงละเมิด ใส่ร้าย และประณาม เซาะฮาบะฮฺของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) ทั้งนี้ บนบรรทัดฐาน ที่พวกเขายังคงสามารถดำรงความศรัทธา ความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อท่าน (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) ตราบวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของพวกเขา และใครก็ตามที่กล่าวหาว่า มุสลิม คนหนึ่งบังอาจล่วงละเมิด ประณามหรือใส่ร้ายต่อเซาะฮาบะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อลลัลลอ ฮุอลัยฮิวะอาลิฮฺ) นับเป็นการกล่าวหาที่ปราศจากหลักฐานและข้อพิสูจน์อย่างสิ้นเชิง
อนึ่ง ยังมีประเด็นที่จำเป็นจะต้องพิจารณาอย่างพิถีพิถันโดยต้องละทิ้งโมหะคติ (ตะอัศศุฟ) ความรักชอบหรือเกลียดชังส่วนตัว กล่าวคือ
บรรดาเซาะฮาบะฮฺล้วนเป็นผู้ที่ทรงคุณธรรม สำรวมตน และบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน และความผิดบาปทุกคนกระนั้นหรือ
หรือว่าพวกเขาไม่ได้มีฐานภาพที่แตกต่างกับบรรดาตาบิอีน (ชนยุคหลังเซาะฮาบะฮฺ) ซึ่งไม่อาจจะถือได้ว่าตาบิอีนทุกคนล้วนเป็นผู้ที่ทรงคุณธรรม มีความยำเกรง และปราศจาก ความผิดบาป
ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าการมีโอกาสได้พบปะและอยู่ใกล้ชิดกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) นั้น ถือเป็นเกียรติและเป็นความภาคภูมิใจอย่างหาที่เปรียบมิได้ แต่ทว่า หาใช่บรรทัดฐาน และเป็นเครื่องค้ำประกันว่าพวกเขาเหล่านั้นจะได้รับการพิทักษ์ให้ รอดพ้นไปจากความผิดพลาดและประพฤติเสื่อมเสียผิดทำนองคลองธรรมแต่อย่างใดไม่ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่อาจจะนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานว่าพวกเขาทั้งมวลล้วนมีคุณธรรมที่สูงส่ง และสามารถขัดเกลาตนเองให้บรรลุสู่ความเป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากมลทินและความผิดบาป ทั้งนี้เนื่องจากประจักษ์พยานจากคัมภีร์อัลกุรฺอานที่ได้จำแนกสถานะแห่งความเป็น เซาะฮาบะฮฺเอาไว้ระหว่างอีมาน  (ความศรัทธา) กับนิฟาก (การสับปลับ กลับกลอก) อิฏออะฮฺ (การยอมจำนนโดยดุษฎี) กับอิศยาน (การฝ่าฝืนและดื้อด้าน) ที่พวกเขามีต่ออัลลอฮฺ และเราะสูลของพระองค์ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อพิจารณาจาก ข้อจำแนกดังกล่าวแล้ว ย่อมไม่อาจจะกล่าวได้ว่าเซาะฮาบะฮฺทั้งมวลล้วนมีสถานภาพที่ เท่าเทียมกัน โดยพวกเขาทุกคนเป็นผู้ที่ทรงคุณธรรมและสำรวมตนจากความชั่วช้าทั้งปวง
ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าคัมภีร์อัลกุรฺอานได้เทิดเกียรติคุณและสรรเสริญเหล่าเซาะฮาบะฮฺ ของท่านศาสดา (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) อย่างมากมายในต่างกรรมต่างวาระกัน  (อัตเตาบะฮฺ 9 100 – อัลฟัตหฺ 48 18 และ 29 – อัลหัชรฺ 59 – 8 และ 9) ตัวอย่างเช่น เมื่อครั้งที่พวกเขาได้ให้สัตยาบันต่อศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) ในการทำ “สนธิสัญญาหุดัยบียะฮฺ” กับพวกตั้งภาคีแห่งมักกะฮฺ หรือที่เรียกว่า “บัยอะตุรฺ ริฎวาน” ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า
“โดยแน่นอนยิ่ง อัลลอฮฺทรงโปรดปรานบรรดาผู้ศรัทธา ในขณะที่พวกเขาได้ให้ สัตยาบันแก่เจ้าใต้ต้นไม้ (ที่หุดัยบียะฮฺ)”[1]
เป็นการฉายภาพลักษณ์ให้ประจักษ์ถึงความพึงพอพระทัยของพระองค์ที่ทรงมีต่อ พวกเขา แต่ทว่า พระองค์ได้ตรัสด้วยถ้อยคำและรูปประโยคที่เป็น “ปัจจุบันกาล” ว่า “ในขณะ ที่พวกเขากำลังให้สัตยาบันต่อเจ้า” (พิมพ์ภาษาอรับด้วย) ซึ่งบ่งบอกถึงการไม่ได้ให้ หลักค้ำประกันถึงคุณธรรมความดีงาม และการประสบความสำเร็จตราบถึงบั้นปลายชีวิตของ พวกเขาอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าหากบุคคลหรือกลุ่มชนใดในหมู่พวกเขาได้ล่วงละเมิด หรือสร้างความอธรรมภายหลังจากที่เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ผันผ่านไปแล้ว ย่อมเป็นที่ ชัดเจนว่าความพึงพอพระทัยของพระองค์เมื่อครั้งกระนั้นจะไม่ค้ำประกันคุณธรรมความดีงาม ของพวกเขาอีกต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากฐานภาพและเกียรติคุณของเหล่าเซาะฮาบะฮฺที่จะได้รับ ความโปรดปราน และความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮฺนั้น หาได้มีสิทธิเหนือกว่า ศาสนทูต ของพระองค์ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) แต่อย่างใดไม่ เพราะแม้แต่ท่าน (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) เองก็ยังได้รับการเตือนสำทับจากพระองค์ว่า
“ถ้าหากเจ้าตั้งภาคี (กับอัลลอฮฺ) แล้วไซร้ แน่นอน การงานของเจ้าจะโมฆะสิ้น และเจ้าจะต้องอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน”[2]
อายะฮฺที่ตรัสในทำนองนี้ ได้บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ที่ชนกลุ่มหนึ่งได้รับใน ยุคสมัยนั้น ซึ่งถ้าหากพวกเขาได้ยืนหยัดรักษาความสมบูรณ์ดังกล่าวตราบถึงวาระสุดท้าย แห่งอายุขัยแล้วไซร้ แน่นอน พวกเขาจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
จากที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น เมื่อใดที่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนจากคัมภีร์อัลกุรฺอาน ฮะดีซ หรือบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ได้เปิดเผยและยืนยันถึงความหลงผิดของ บุคคลหรือกลุ่มชนหนึ่ง จึงไม่อาจจะละเลยหรือปฏิเสธต่อประจักษ์พยานเหล่านั้น ด้วยการยึดมั่นอย่างหลับหูหลับตาแค่เพียงว่าครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงโปรดปรานพวกเขามาแล้ว
กรณีตัวอย่างที่คัมภีร์อัลกุรฺอานได้ตรัสถึงเซาะฮาบะฮฺบางคนว่าพวกเขาอยู่ในฐานะของ “ฟาซิก” (คนพาล)  ดังนี้
“หากฟาซิกนำข่าวใด ๆ มาแจ้งแก่พวกเจ้า ก็จงสอบสวนให้แน่ชัดเสียก่อน”[3]
อีกครั้งหนึ่งที่พระองค์ได้ทรงตรัสถึงฟาซิกผู้นี้ว่า
“มุอ์มินจะมีฐานภาพเท่าเทียมกับฟาซิกกระนั้นหรือ  หามิได้ พวกเขาย่อมไม่ เท่าเทียมกันอย่างแน่นอน”[4]
และจากพยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนได้ยืนยันว่าฟาซิกคนดังกล่าวก็คือ “วะลีด อิบนิอุกบะฮฺ อิบนิอบีมุอีฏ” ผู้เป็นเซาะฮาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) นั่นเอง ซึ่งเขาไม่สามารถจะดำรงฐานภาพและเกียรติยศอันสูงส่งทั้งสอง กล่าวคือ ความเป็นเซาะฮาบะฮฺและการฮิจญฺเราะฮฺ (อพยพจากมักกะฮฺสู่มะดีนะฮฺ) เอาไว้ได้ ด้วยการบิดเบือน สร้างข่าวเท็จขึ้นมาปรักปรำชนเผ่าบนีมุศเฏาะลัก จนกระทั่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่งได้เรียกขานเขาว่า “ฟาซิก” ในที่สุด (โปรดดูตำราตัฟสีรฺจาก 2 อายะฮฺดังกล่าว ประกอบ)
เมื่อพิจารณาจากอายะฮฺข้างต้นและอายะฮฺอื่น ๆ (อาลิอิมรอน 3 : 153 – 154, อัลอะหฺซาบ 33 : 12,  อัตเตาบะฮฺ 9 : 45 – 47) ไปพร้อม ๆ กับฮะดีซในตำราฮะดีซ ที่ได้ตำหนิติเตียนเซาะฮาบะฮฺบางส่วน (ญามิอุลอุศูล เล่ม 11 กิตาบุลเหาฎฺ ฮะดีซที่ 7972)  หรือเมื่อได้ศึกษาจากชีวประวัติของพวกเขา  (เซาะฮีย์บุคอรีย์ เล่ม 5 ตัฟสีรฺอันนูรฺ หน้า 118 – 119) จึงไม่อาจจะทำให้เราเชื่อได้อย่างสนิทใจและพูดได้อย่างเต็มปากว่าบรรดา เซาะฮาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) (ซึ่งมีจำนวนเกินกว่า หนึ่งแสนคน) ล้วนเป็นผู้ทรงคุณธรรมและความดีงามทั้งสิ้น
ประเด็นที่ได้นำมาพิจารณาและกล่าวถึง ณ ที่นี้ก็คือ “คุณธรรมของเซาะฮาบะฮฺ ทั้งหมด” หาใช่ “การใส่ร้าย กล่าวประณาม หรือปรักปรำพวกเขา” แต่อย่างใดไม่ แต่เป็นที่น่าเศร้าสลดใจที่ชนบางกลุ่มไม่ต้องการที่จะจำแนกข้อแตกต่างระหว่างประเด็นทั้งสอง โดยพวกเขาพยายามหยิบยกประเด็นที่หนึ่งขึ้นมาปกปิดประเด็นที่สอง ทั้งนี้เพียงเพื่อต้องการ จะใส่ร้ายป้ายสีและทำลายชีอะฮฺนั่นเอง
เราขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าชีอะฮฺอิมามียะฮฺถือว่าการยกย่องให้เกียรติเซาะฮาบะฮฺของ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) นั้น มิได้มีอุปสรรคต่อการจำแนกพฤติกรรม ของเซาะฮาบะฮฺบางส่วนที่ได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งอิสลามด้วยการพิจารณาพวกเขา ไปตามหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนแต่อย่างใด และเราขอย้ำด้วยว่า ลำพังแค่เพียงการได้มี โอกาสใช้ชีวิตร่วมกับท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) นั้น หาได้เป็น เครื่องค้ำประกันว่าพวกเขาเหล่านั้นจะต้องเป็นผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากความผิดบาป ตราบถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตไม่ โดยชีอะฮฺได้ยึดโองการจากคัมภีร์อัลกุรฺอาน บรรดา ฮะดีซที่เซาะฮีย์ และบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้มาเป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ ในการตัดสินดังกล่าว
ความรัก ความผูกพัน และความปรารถนาดีที่ประชาชาตินี้จำเป็นจะต้องมอบให้ แก่ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) และอะฮฺลุลบัยตฺ (อลัยฮิมุสลาม) ของท่านนั้น ถือเป็นหลักศรัทธาข้อหนึ่งในอิสลามที่คัมภีร์อัลกุรฺอานและซุนนะฮฺของท่าน (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) ได้กล่าวย้ำไว้อย่างมากมาย ดังที่พระองค์ได้ทรงตรัส ไว้ในโองการหนึ่งความว่า
“(โอ้มุฮัมมัด) จงกล่าวเถิด หากบรรดาบิดาของพวกเจ้า และลูก ๆ ของพวกเจ้า และพี่น้องของพวกเจ้า และบรรดาคู่ครองของพวกเจ้า และเครือญาติของพวกเจ้า และทรัพย์ศฤงคารที่พวกเจ้าขวนขวายไว้ และการค้าที่พวกเจ้ากลัวการซบเซา และเคหสถาน ที่พวกเจ้าพึงพอใจมันนั้น เป็นที่รักสำหรับพวกเจ้ายิ่งกว่าอัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ และการดิ้นรนต่อสู้ในวิถีทางของพระองค์แล้วไซร้ ดังนั้น จงรอคอยเถิด จนกว่าอัลลอฮฺ จะทรงนำมาด้วยบัญชา (การลงโทษ) ของพระองค์ และอัลลอฮฺมิทรงชี้นำกลุ่มชนผู้ฝ่าฝืน”[5]
อีกโองการหนึ่งที่พระองค์ทรงตรัสว่า
“บรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อเขา (มุฮัมมัด) และเทิดเกียรติคุณเขา และให้การช่วยเหลือเขา และดำเนินตามรัศมี (อัลกุรฺอาน) ที่ได้ถูกประทานแก่เขา พวกเขาคือผู้ประสบความสำเร็จ (อย่างแท้จริง)”[6]
อัลลอฮฺทรงจำแนกคุณสมบัติพิเศษ 4 ประการของผู้ที่ประสบความสำเร็จในอายะฮฺ ดังกล่าว คือ
1. ศรัทธาในศาสนทูต
2. ยกย่องและเทิดเกียรติท่าน
3. ให้ความช่วยเหลือท่าน
4. ดำเนินตามแสงสว่าง (อัลกุรฺอาน) ที่ถูกประทานแก่ท่าน
เมื่อพิจารณาถึงการให้ความช่วยเหลือท่านศาสนทูต (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 3 ย่อมประจักษ์ได้อย่างชัดเจนว่าเจตนารมณ์ของคำบัญชาในลำดับที่ 2 กล่าวคือการยกย่องและเทิดเกียรติท่านศาสดา (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) นั้น มิได้จำเพาะ แค่เพียงเมื่อครั้งที่ท่าน (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) ยังมีชีวิตเท่านั้น เช่นเดียวกับคำบัญชา ที่ให้ศรัทธาต่อท่านซึ่งมิได้มีข้อจำกัดอยู่แค่เพียงเมื่อครั้งที่ท่านยังดำรงชีวิตอยู่แต่อย่างใด
ส่วนการมอบความรักต่อครอบครัวของท่านศาสนทูต (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) นั้น ย่อมถือเป็นการเพียงพอแล้วที่คัมภีร์อัลกุรฺอานได้ตรัสในเชิงของภาพลักษณ์แห่ง “รางวัล ตอบแทนในการนำสาสน์มาสู่ประชาชาติ” (เจตนารมณ์ของรางวัล ณ ที่นี้ หมายถึงสิ่งที่เป็น นามธรรม) ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า
“(โอ้มุฮัมมัด) จงประกาศเถิดว่า ฉันไม่ปรารถนารางวัลตอบแทนใด ๆ จากพวกท่าน (ในการประกาศสัจธรรมของอัลลอฮฺ) นอกจากให้พวกท่านมอบความรักแก่เครือญาติ ผู้ใกล้ชิดของฉันเท่านั้น”[7]
การมอบความรักและเทิดเกียรติต่อท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) นั้นมิได้ถูกบัญญัติเฉพาะในคัมภีร์อัลกุรฺอานเท่านั้น แต่ทว่ายังมีรายงานฮะดีซมากมายที่ได้ ตอกย้ำให้ประชาชาตินี้ได้ใส่ใจและให้ความสำคัญต่อทายาทของท่าน ซึ่ง ณ ที่นี้เราจะนำเสนอ เพียง 2 ตัวอย่าง ดังต่อไปนี้
1. ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) ได้วจนะไว้ว่า
“ไม่มีใครในหมู่พวกท่านจะเป็นผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง จนกว่าฉันจะเป็นที่รักของเขา ยิ่งกว่าลูก ๆ ของเขา และมนุษย์ทั้งมวล”[8]
2. ท่าน (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) ได้วจนะอีกว่า
“บุคคลใดมีคุณสมบัติ 3 ประการนี้ เขาจะได้ลิ้มรสชาติแห่งศรัทธา
1. บุคคลที่ถวายความจงรักภักดีต่ออัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด ทั้งมวล
2. บุคคลที่ยินยอมให้ไฟเผาไหม้ร่างกายให้เป็นจุลยังจะดีกว่าที่จะยอมหันหลังออก จากศาสนาอันเป็นที่รักของเขา (มุรฺตัด)
3. บุคคลที่ความรักของเขาเพื่ออัลลอฮฺ และความเป็นศัตรูของเขาก็เพื่ออัลลอฮฺ  (อ้างแล้ว)
ส่วนการมอบความรักต่อเครือญาติสนิทของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อล ฯ) นั้น ก็ได้ มีฮะดีซเซาะฮีย์มากมายที่ท่านได้สั่งเสียเอาไว้ ซึ่งเราจะขอนำมาเสนอบางฮะดีซดังต่อไปนี้
1. ท่าน (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) ได้วจนะไว้ว่า
“บ่าวคนหนึ่งจะยังไม่เป็นผู้ที่ศรัทธาจนกว่าฉันจะเป็นที่รักยิ่งกว่าตัวเขาเอง และ “อิตเราะตีย์” ทายาทของฉันจะเป็นที่รักยิ่งกว่าทายาทของเขา และ “อะฮฺลีย์” ครอบครัว ของฉันจะเป็นที่รักยิ่งกว่าครอบครัวของเขา[9]
2. อีกฮะดีซหนึ่งที่ท่านนบี (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) ได้กล่าวถึง “อิตเราะฮฺ” ของท่านว่า
“บุคคลใดที่รักพวกเขา เท่ากับเขารักอัลลอฮฺ และบุคคลใดที่เป็นศัตรูกับพวกเขา เท่ากับเขาเป็นศัตรูกับอัลลอฮฺ”  (อ้างแล้ว)
บัดนี้ เราได้ทำความรู้จักถึงพื้นฐานของความรักที่มีต่อศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อล ฯ) และทายาทของท่านจากพยานหลักฐานแห่งคัมภีร์อัลกุรฺอานและฮะดีซแล้ว ต่อไปนี้มีคำถาม อยู่ 2 ประการคือ
1. ประชาชาตินี้จะได้รับรางวัลตอบแทนอันใดจากการทุ่มเทความรักต่อศาสนทูต แห่งอัลลอฮฺ (ซ็อล ฯ) และทายาทของท่าน ?
2. แบบฉบับที่จะทุ่มเทความรักต่อท่าน (ซ็อล ฯ) และครอบครัวของท่านนั้นเป็นเช่นไร
คำตอบจากคำถามแรก โดยสารัตถะแล้ว การมอบความรักต่อมนุษย์ผู้มี                ความสมบูรณ์และเปี่ยมไปด้วยเกียรติคุณอันสูงส่งนั้น คือขั้นบันไดที่จะไต่ขึ้นไปสู่ ความสมบูรณ์ของมนุษย์นั่นเอง เมื่อมนุษย์ได้ทุ่มเทความรักความภักดีจากก้นบึ้ง แห่งหัวใจของเขาต่อบุคคลหนึ่ง เขาจะใช้ความเพียรพยายามทุกอย่างเพื่อปฏิบัติตาม และจะทุ่มเททุกอย่างที่จะสร้างความพึงพอใจให้แก่คนที่เขารักและทำให้คนรักของเขา             มีความสุข และจะละทิ้งทุกสิ่งที่ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของผู้ที่ตนรัก
สิ่งที่ไม่อาจจะละเลยที่จะกล่าวในที่นี้ก็คือ บุคคลใดที่มีอุดมคติเช่นนี้ ย่อมจะวิวัฒนาการจิตวิญญาณของเขาให้ยอมจำนนต่อแบบฉบับที่งดงามนั้นโดยดุษฎี และหลีกห่างจากการประพฤติที่เสื่อมเสียในที่สุด ส่วนผู้ที่สำแดงความรักออกมา แค่เพียงลบปากและปลายลิ้น ในขณะที่พฤติกรรมภายนอกยังคงขัดแย้งกับแบบฉบับ ของผู้เป็นสุดที่รักของเขาอย่างสิ้นเชิงนั้น ย่อมเป็นที่ชัดเจนว่ามันเป็นความรักจอมปลอม หาใช่ความรักที่เที่ยงแท้ไม่ ซึ่งสอดรับกับบทกวีที่ท่านอิมามญะอฺฟัรฺ อัศศอดิก (อลัยฮิสลาม) ได้กล่าวว่า
ขณะที่เจ้ายังคงฝ่าฝืนพระบัญชาพระผู้เป็นเจ้า
เจ้ายังกล้าบังอาจสำแดงความรักต่อพระองค์
ขอสาบานด้วยชีวิตของฉัน ช่างน่าอัศจรรย์เสียนี่กระไร
มาตรแม้นว่าความรักของเจ้าสัตย์จริงแล้วไซร้
เจ้าจะต้องจำนนต่อพระบัญชาของพระองค์อย่างมิต้องสงสัย
“แท้จริง ผู้ที่มีรัก ย่อมจงรักภักดีต่อผู้ที่เขารัก”[10]
บัดนี้ ผลลัพธ์ในการทุ่มเทและมอบความรักต่อศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อล ฯ) และอะฮฺลุลบัยตฺ (อลัยฮิสลาม) ของท่านเริ่มเด่นชัดขึ้นแล้ว
ต่อไปนี้ ขอให้เราพิจารณาถึงแบบฉบับในการมอบความรักต่อพวกเขากันเถิด
แน่นอน ความรักที่เรากำลังกล่าวถึง ณ ที่นี้หาใช่สิ่งที่เป็นนามธรรมล้วน ๆ โดย ปราศจากการสำแดงให้ปรากฏเป็นรูปธรรมไม่ แต่ทว่า เจตนารมณ์ที่แท้จริงในการมอบ ความรักในที่นี้ก็คือ การสำแดงให้ปรากฏทางด้านวาจาควบคู่กับการกระทำที่เหมาะสมนั่นเอง
ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า ส่วนหนึ่งของการสำแดงความรักที่เหมาะสมต่อท่าน (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) และอะฮฺลุลบัยตฺ (อลัยฮิมุสลาม) ของท่านก็คือการดำเนิน ตามแบบฉบับของพวกเขา ดังที่เราได้นำเสนอไปแล้ว และในทุก ๆ คำพูดและการกระทำที่ เป็นการให้เกียรติ และยกย่องพวกเขาภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นสิ่งต้องห้ามตามศาสนบัญญัติ ย่อมอยู่ในกฎเกณฑ์แห่งการสำแดงความรักทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้เอง การจัดมัจญฺลิสเพื่อเทิดเกียรติท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) และอะฮฺลุลบัยตฺ (อลัยฮิมุสลาม) ของท่านในทุก ๆ วโรกาสสำคัญ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง เนื่องในวโรกาสแห่งวันประสูติ (วิลาดะฮฺ) หรือวันชะฮาดะฮฺ ถือเป็นแบบฉบับใน การแสดงความรักและเทิดเกียรติแก่พวกเขา และการประดับประดาธง แสง สี ในมัจญฺลิส เพื่อกล่าวรำลึกและเทิดเกียรติคุณและความประเสริฐของท่าน (ซ็อล ฯ) และอะฮฺลุลบัยตฺ (อลัยฮิมุสลาม) ของท่าน จึงถือเป็นการสำแดงออกซึ่งความรักที่มีต่อพวกเขาอย่างหนึ่ง ดังนั้น การจัดมัจญฺลิสในเดือนประสูติของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อล ฯ) จึงถือเป็นซุนนะฮฺ หนึ่งซึ่งได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเนิ่นนานในท่ามกลางประชาชาติมุสลิม
“ดัยยารฺ บักรีย์” ได้กล่าวไว้ใน “ตารีคุลเคาะมีส” ของเขาว่า “ประชาชาติมุสลิม ได้รำลึกถึงเกียรติประวัติของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ซ็อล ฯ) เนื่องในเดือนประสูติของ ท่านมาเป็นเวลายาวนาน พวกเขาจะกล่าวรำลึกถึงเกียรติคุณและชีวประวัติของท่าน (ซ็อล ฯ) จะจัดงานรื่นเริง เลี้ยงอาหาร บริจาคทานแก่ผู้ยากไร้ เพื่อสำแดงถึงความสุข ความปิติยินดีที่วโรกาสอันมีเกียรติยิ่งนี้ได้เวียนมาบรรจบครบรอบเป็นการกระทำที่ จะส่งผลให้พวกเขาได้รับความโปรดปรานจากพระองค์”
ท่านอิบนิหะญัรฺ กิสฏิลานีย์ นักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งก็ได้กล่าวในทำนองนี้ เช่นกัน ในตำราที่มีชื่อ อัลมะวาฮิบุลละดุนนียะฮฺ เล่ม 21 หน้า 27 – ตารีคุลเคาะมีส เล่ม 1 หน้า 223
จากที่ได้กล่าวข้างต้น ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดถึงปรัชญาแห่งการแสดง ความเศร้าโศกเสียใจ ทั้งนี้เนื่องจากทุก ๆ การจัดมัจญฺลิสเพื่อรำลึกถึงความระทมทุกข์ อุปสรรคในการยืนหยัดสาสน์ของอัลลอฮฺที่พวกเขาต้องเผชิญในอดีตนั้น ถือเป็น การสำแดงความรัก ความผูกพันทั้งสิ้น
มาตรแม้นว่าสารัตถะของการหลั่งน้ำตาร่ำไห้ของท่านศาสดายะอฺกูบ (อลัยฮิสลาม) ปิ่มว่าดวงใจจะขาดต่อการพลัดพรากกับยูสุฟ (อลัยฮิสลาม) ผู้เป็นบุตรชายเป็นเวลา อันเนิ่นนานนั้น (ยูสุฟ 12 : 184) จะหมายถึงความรัก ความอาลัย ความห่วงใย และความผูกพันที่ท่านมีต่อบุตรสุดที่รักแล้วไซร้ ดังนั้น เมื่อบรรดาผู้ที่มีความรัก ความอาลัย ความผูกพันต่อครอบครัวแห่งริสาละฮฺได้จัดมัจญฺลิสขึ้นในช่วงวันเวลาแห่งการเป็นชะฮาดะฮฺ ของพวกเขา และได้หลั่งน้ำตาร่ำไห้ต่อชะตากรรมของลูกหลานแห่งท่านศาสดา โดยสารัตถะ ก็คือการดำเนินตามแบบฉบับของท่านศาสดายะอฺกูบ (อลัยฮิสลาม) นั่นเอง
การจัดมัจญลิสเพื่อรำลึกถึงการสูญเสียของผู้เป็นสุดที่รักนั้น เป็นแบบฉบับ ที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) ได้เคยถือปฏิบัติเป็นแบบฉบับให้ ประชาชาติของท่านได้ดำเนินรอยตาม กล่าวคือเมื่อสงครามอุหุดได้ยุติลงบรรดาสตรีชาว อันซอรต่างร้องไห้ คร่ำครวญต่อการสูญเสียวีรชนในสมรภูมอุหุด ทำให้ท่าน (ซ็อล ฯ) มีความอาลัย ต่อลุงของท่าน ด้วยการกล่าวรำพึงขึ้นว่า
“ไม่มีใครที่ (แสดงความเศร้าโศกเสียใจและ) ร้องไห้ให้กับหัมซะฮฺ (ผู้เป็นลุงของฉัน)”  [11]
เมื่อเซาะฮาบะฮฺได้ยินถ้อยคำของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ซ็อล ฯ) เช่นนั้น พวกเขาจึงได้ ตระหนักว่าท่าน (ซ็อล ฯ) มีความอาลัยอาวรณ์ต่อการสูญเสียท่านหัมซะฮฺ จึงได้สั่งให้เหล่าสตรีจัด มัจญฺลิสเพื่อรำลึกและแสดงความเศร้าโศกต่อการสูญเสียครั้งนั้น หลังจากนั้น ท่าน (ซ็อล ฯ) ได้แสดงความขอบคุณในความเอื้ออาทรของพวกเขาด้วยการขอพรจากพระองค์ว่า
“ขออัลลอฮฺได้ทรงโปรดประทานความเมตตาแก่ชาวอันซอรด้วยเทอญ”
และแล้วท่าน (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวกับหัวหน้าชาวอันซอรให้อนุญาตให้บรรดาสตรีกลับสู่ บ้านเรือนของตน  (อ้างแล้ว และมักรีซีย์ อิมตาอุลอัสมาอ์ 11 / 164)
นอกจากนี้ การแสดงความโศกเศร้าเสียใจต่อบรรดาชุฮะดาอ์ผู้พลีชีพใน หนทางของอัลลอฮฺ ยังถือเป็นปรัชญาอย่างหนึ่ง กล่าวคือ
เพื่อพิทักษ์วิถีทางอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาให้ชนรุ่นหลังได้ดำเนินรอยตาม อุดมการณ์แห่งการเสียสละเพื่อปกป้องสารธรรมคำสอนอันบริสุทธิ์ โดยไม่ยอมจำนน อยู่ภายใต้แอกของผู้ปกครองที่ฉ้อฉล ด้วยการยึดมั่นต่อตรรกะที่ว่า
“ความตายที่มีเกียรติ ดีกว่าการมีชีวิตอยู่อย่างผู้อัปยศ”
ซึ่งมันได้ถูกสำแดงให้เป็นที่ประจักษ์ในทุก ๆ วันอาชูรอแห่งเดือนมุหัรฺรอมของทุกปี เพราะประชาชาตินี้ได้ลิ้มรสบทเรียนจากขบวนการต่อสู้อันศักดิ์สิทธิ์ของอบาอับดิลลาฮฺอัลฮุซัยนฺ (อลัยฮิสลาม) นั่นเอง
นักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงของโลกต่างใช้ความพยายามที่จะช่วยกันรักษาร่อยรอยและผลงาน ของบรรดาวีรบุรุษหรือกัลยาณชนของตนด้วยการจัดตั้งองค์กร “มรดกทางวัฒนธรรม” ขึ้นมา และยอมทุ่มเทงบประมาณเพื่อที่จะธำรงไว้ในสิ่งที่พวกเขาเรียกว่ามรดกของชาติ หรือมีความภาคภูมิใจต่อบรรพชนผู้เสียสละของพวกเขาให้สืบทอดต่อไปเพื่ออนุชนรุ่นหลัง ทั้งนี้เนื่องจากผลงานและการเสียสละของบรรพชนถือเป็นสิ่งที่จะสืบสานสายสัมพันธ์ระหว่าง วีรชนในอดีตกับคนรุ่นใหม่ และยังเป็นพลังกระตุ้นให้ประชาชาติของตนได้นำบทเรียนเหล่านั้น มาสาธยายถึงวิถีแห่งเกียรติยศ และความก้าวหน้าให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชนรุ่นหลังอีกด้วย และยิ่งมรดกและร่องรอยของชนในอดีตมีส่วนสัมพันธ์กับบรรดาศาสดาและเอาลิยาอ์ของ อัลลอฮฺด้วยแล้ว นอกเหนือจากผลลัพธ์ดังกล่าวแล้ว ยังจะสามารถเสริมสร้างศรัทธา และสืบสานความเชื่อของประชาชนที่มีต่อบรรดาผู้ทรงเกียรติคุณเหล่านั้นอีกด้วย แต่ในทางตรงกันข้าม การพยายามทำลายล้างมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าเหล่านี้ จะสร้างความสงสัยคลางแคลงใจต่อการดำเนินรอยตามแบบฉบับของพวกเขาภายหลัง จากระยะเวลาได้ล่วงเลยไป และในที่สุด หากมีชนกลุ่มใดพยายามที่จะฟื้นฟูแบบฉบับ อันงดงามเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ พวกเขาจะถูกต่อต้านและจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
กรณีตัวอย่างของชาวตะวันตกซึ่งโดยพื้นฐานแห่งวิถีชีวิต วัฒนธรรมและอารยธรรม ของพวกเขา ล้วนดำเนินไปตามรูปแบบและเอกลักษณ์พิเศษตามกลิ่นอายของตะวันตกทั้งสิ้น ในขณะที่พวกเขาได้ยึดหลักความเชื่อถือศรัทธาไปจากชาวตะวันออกด้วยการยอมจำนนใน ศาสนาของศาสดาอีซา (อ) และได้ดำเนินตามแนวทางอันบริสุทธิ์ของท่านช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อสภาพการณ์ได้แปรเปลี่ยนไป ประกอบกับการแสวงหาความทันสมัยของคนหนุ่ม           คนสาวชาวตะวันตกได้เข้ามาแทนที่ความศรัทธา พวกเขาจึงเริ่มมีความคลางแคลงใจ และตั้งข้อสงสัยในศาสดาอีซา (อลัยฮิสลาม) ทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุด เมื่อแบบฉบับ และร่องรอยที่สามารถสัมผัสได้ของท่าน (อลัยฮิสลาม) ได้สูญสลายไป พวกเขาจึงเริ่ม ฉงนสนเท่ห์ ไขว้เขว และกล่าวหาว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นตำนานและนิทานปรัมปราทั้งสิ้น
ในขณะที่มวลมุสลิมต่างมีความรู้สึกภาคภูมิใจและรู้สึกเป็นเกียรติที่มรดก และร่องรอยของศาสนทูตแห่งอิสลาม (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) และบรรดาทายาท ผู้บริสุทธิ์ของท่าน (อลัยฮิมุสลาม) ได้รับการพิทักษ์รักษาไว้ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ และยังมีความภาคภูมิใจในวีรบุรุษแห่งพระผู้เป็นเจ้าผู้ได้รับการเลือกสรรให้แบกรับภารกิจ ของท่านศาสนทูตของพระองค์มาเป็นเวลากว่า 14 ศตวรรษ โดยได้ฟื้นฟูประชาชาติ อิสลามด้วยหมาย กำหนดการที่มีความก้าวหน้าอย่างเป็นลำดับขั้นตอนเรื่อยมาจนกระทั่ง ประชาคมโลกต่างได้รับอานิสงค์ดังกล่าวตราบถึงปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องจากสถานที่ประสูติของ ท่านก็คือสถานที่อิบาดะฮฺและวิงวอนของท่าน สถานที่ซึ่งท่านได้รับการสถาปนาให้ เป็นศาสดาของพระองค์ สถานที่ซึ่งท่านได้ใช้เป็นสนามและเวทีในการเชิญชวนประชาชาติ มาสู่ร่มเงาแห่งสัจธรรม สถานที่ซึ่งท่านได้ลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อพิทักษ์ดีนอันบริสุทธิ์ สถานที่ซึ่งท่านได้จารึกสาสน์เพื่อเชิญชวนผู้นำผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกในยุคสมัยนั้น ในขณะที่เครื่องหมาย สัญลักษณ์ ตลอดทั้งร่องรอยทางประวัติศาสตร์อีกมากมาย ต่างได้รับการพิทักษ์รักษาให้อยู่ในสภาพดั้งเดิมเพื่อชาวโลกจะได้เดินทางไปเยือน และสัมผัส ให้ประจักษ์กับสายตาสืบไป
บนพื้นฐานดังกล่าว จึงถือเป็นภารกิจของมุสลิมทุกคนที่จะต้องร่วมกันพิทักษ์รักษา สัญลักษณ์และร่องรอยเหล่านี้ให้ธำรงคงอยู่สืบไปตราบชั่วกาลนาน
คำอธิบายข้างต้นสามารถที่จะสร้างความกระจ่างชัดต่อการให้ความสำคัญในการรักษา มรดกจากทัศนะและมุมมองทางสังคม ยิ่งไปกว่านั้น หลักฐานจากคัมภีร์อัลกุรฺอาน              ตลอดจนวิถีแห่งประชาชาติมุสลิมก็ยังได้ตอกย้ำถึงประเด็นดังกล่าวอีกด้วย ในบางโองการ คัมภีร์อัลกุรฺอานได้กล่าวว่าอัลลอฮฺจะทรงเทิดเกียรติและเชิดชูฐานะของบรรดาเคหสถาน ทั้งหลายที่สมาชิกแห่งนั้นได้กล่าวถ้อยคำสรรเสริญพระองค์ทั้งยามเช้าและยามเย็นว่า
“บรรดาบ้านทั้งหลายที่อัลลอฮฺทรงอนุญาต (และประสงค์) ให้เทิดพระเกียรติ และให้พระนามของพระองค์ถูกรำลึกอยู่เสมอ เพื่อที่จะแซ่ซ้องสดุดีพระองค์ในนั้น ทั้งในยามเข้าและยามพลบค่ำ บรรดาบุรุษที่กิจการค้ามิได้ทำให้พวกเขาหันห่างจากการรำลึก ถึงอัลลอฮฺ และการดำรงนมาซ และการจ่ายซะกาต เพราะพวกเขาหวาดกลัวในวันที่หัวใจ และสายตาจะเถลือกถลน” [12]
จึงเป็นที่ชัดเจนว่า “บุยูต” (พหุพจน์ของ “บัยตฺ” ซึ่งให้ความหมายว่าบ้านทั้งหลาย) ในอายะฮฺดังกล่าว มิได้หมายถึง “บรรดามัสญิด” อย่างแน่นอน ทั้งนี้เนื่องจากคัมภีร์ อัลกุรฺอานจะใช้คำ “บุยูต” ในความหมายที่นอกเหนือจาก “มะสาญิด” (พหุพจน์ของ “มัสญิด”) จากประจักษ์พยานที่พระองค์ทรงตรัสถึง “มัสญิดุลหะรอม” ซึ่งนอกเหนือจาก “บัยตุลลอฮฺ อัลหะรอม” และจากหลักฐานฮะดีซที่กล่าวว่าเจตนารมณ์ของ “บุยูต” ก็คือบ้านทั้งหลาย ของบรรดาศาสดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บ้านของศาสนทูตแห่งอิสลาม (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะ อาลิฮฺ) และทายาทผู้บริสุทธิ์ของท่าน (อลัยฮิมุสลาม) ซึ่งสุยูฏีย์ได้บันทึก ฮะดีซจากอบูบักรฺว่า ในขณะที่อายะฮฺนี้ถูกประทานมายังท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) นั้น พวกเรากำลังนั่งอยู่ในมัสญิด และแล้วได้มีชายคนหนึ่งลุกขึ้นถามว่า บ้านเหล่านั้นหมายถึงบ้าน ของใครเล่า ? ท่าน (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) จึงตอบว่า
“คือบรรดาบ้านของเหล่าศาสดา”
ฉัน (อบูบักรฺ) จึงได้ลุกขึ้นถามว่า
“บ้านของอะลีกับซะฮฺรอถือเป็นหนึ่งในนั้นด้วยหรือ?”
ท่าน (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) จึงตอบว่า
“ใช่แล้ว และถือเป็นบ้านที่มีเกียรติที่สุดในบรรดาบ้านทั้งหลาย” (อัดดุรฺรุลมันษูรฺ เล่ม 5 หน้า 203)
จึงเป็นที่กระจ่างแจ้งแล้วว่าเจตนารมณ์ของ “บุยูต” หมายถึงอะไร ต่อไปนี้เราจะ ขออธิบายคำว่า “ตัรฺฟีอฺบุยูต” (การเชิดชูและเทิดเกียรติฐานะของบ้านทั้งหลาย) ซึ่งในที่นี้มี ความน่าจะเป็นไปได้อยู่ 2 ประการด้วยกันคือ
1. “ตัรฺฟีอฺ” อาจหมายถึงการสร้างและทำนุบำรุงบ้านทั้งหลาย ดังที่อายะฮฺหนึ่ง ได้กล่าวว่า
“และจงรำลึกถึง (เมื่อครั้งที่) อิบรอฮีม พร้อมทั้งอิสมาอีลได้วางรากฐานบ้านหลังนั้น (บัยตุลลออฺ) ให้สูงขึ้น” (อัลบะเกาะเราะฮฺ 2 : 127) หรือ
2. “ตัรฺฟีอฺ” อาจหมายถึงการพิทักษ์รักษาให้พ้นจากความชำรุดทรุดโทรม และความสกปรกโสมม
ในความหมายแรก เนื่องจากบรรดาบ้านของเหล่าศาสดาต่างได้ถูกสร้างมา ก่อนแล้วทั้งสิ้น จึงไม่ถือว่าเป็นเจตนารมณ์ของคำว่า “บุยูต” ในที่นี้ แต่เจตนารมณ์ที่แท้จริง ก็คือการพิทักษ์รักษาบ้านเหล่านั้นมิให้ชำรุดทรุดโทรมและเสียหายต่างหาก ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากความหมายที่สอง นอกเหนือจากการทำนุบำรุงมิให้ชำรุดทรุดโทรมแล้ว ยังจะต้องระวังรักษามิให้แปดเปื้อนจากมลทินและความสกปรกโสมมทั้งปวงอีกด้วย เพราะสิ่งดังกล่าวมิอาจจะอยู่ร่วมกันได้กับฐานภาพของบ้านที่บริสุทธิ์
ด้วยเหตุนี้เอง จึงถือเป็นภารกิจของมุสลิมทุกคนที่จะต้องพยายามพิทักษ์รักษา และเทิดเกียรติบ้านทั้งหลายที่มีความเกี่ยวพันกับศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) ซึ่งย่อมหมายรวมถึงการพิทักษ์รักษาและเทิดเกียรติบ้านของบรรดาทายาท ผู้ใกล้ชิดของท่านด้วยนั่นเอง และถือว่าภารกิจดังกล่าวเป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งความใกล้ชิดต่อ อัลลอฮฺ
เราได้รับบทเรียนจากอายะฮฺที่ตรัสถึงชาวถ้ำ (อัศหาบุลกะฮฺฟฺ) ที่ประชาชนในยุค ต่อมาได้ค้นพบสุสานของพวกเขา จนกระทั่งได้มีการถกเถียงกันถึงวิธีการที่จะเทิดเกียรติ และรำลึกถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของพวกเขา โดยกลุ่มหนึ่งมีความเห็นว่าสมควรจะ สร้างอนุสรณ์สถานบนหลุมฝังศพของพวกเขา ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งกลับมีทัศนะว่า สมควรอย่างยิ่งที่จะสร้างมัสญิดบนนั้น แต่ในที่สุดคัมภีร์อัลกุรฺอานได้ตัดสินชี้ขาดด้วย การยอมรับทัศนะของชนทั้งสองกลุ่ม ซึ่งถ้าหากทัศนะทั้งสองมีความขัดแย้งกับหลักศรัทธา และความเชื่อขั้นพื้นฐานของอิสลามแล้ว พระองค์จะต้องตรัสเป็นอย่างอื่นแน่นอน หรือมิฉะนั้นก็จะต้องคัดค้านทัศนะทั้งสองนั้น ดังที่พระองค์ได้ทรงตรัสว่า
“(และจงรำลึกถึง) เมื่อครั้งที่พวกเขา (ชาวเมือง) ได้ถกเถียงกัน (เกี่ยวกับกุบูรฺ ของชาวถ้ำว่าจะเทิดเกียรติเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของพวกเขาอย่างไร) กลุ่มหนึ่งได้กล่าวว่า จงสร้างอาคาร (เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน) บน (หลุมฝังศพของ) พวกเขา พระผู้อภิบาลของ พวกเขาทรงรอบรู้ดียิ่งใน (สิ่งที่) พวกเขา (ถกเถียงกัน) ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเคยพิชิตชัยชนะ เหนือกลุ่มแรก (ชาวคริสเตียนที่เคยได้รับชัยชนะเหนือกลุ่มชนที่เคารพบูชาเจว็ด) ได้กล่าวว่า เราจะสร้างมัสญิดเหนือ (สุสานของ) พวกเขา”[13]
จากโองการทั้งสอง (เมื่อพิจารณาถึงวิถีแห่งประชาชาติมุสลิมที่ได้เพียรพยายาม พิทักษ์รักษามรดกอันล้ำค่าทางประวัติศาสตร์และบรรดาเคหสถานที่มีความผูกพันกับ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) แลอะฮฺลุลบัยตฺของท่าน (อลัยฮิมุสลาม) ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับจากยุคสมัยของท่าน (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) เป็นต้นมาตราบถึงยุคปัจจุบัน) ย่อมเป็นประจักษ์พยานที่ชัดเจนว่าความเชื่อดังกล่าววาง อยู่บนพื้นฐานแห่งหลักคำสอนของอิสลามอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ การทำนุบำรุงกุบูรฺ ของบรรดาศาสดาและอนุสรณ์สถานที่มีความเกี่ยวพันกับท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) และทายาทผู้บริสุทธิ์ของท่าน (อลัยฮิมุสลาม) ตลอดจนการก่อสร้าง มัสญิดบนสุสาน หรือใกล้เคียงกับสุสาน ล้วนแล้วแต่วางอยู่บนหลักธรรมคำสอนของ อิสลามทั้งสิ้น
การซิยาเราะฮฺกุบูรฺ (เยี่ยมเยียนสุสาน) ของบรรดามุอ์มิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การซิยาเราะฮฺเครือญาติผู้ใกล้ชิดและบุคคลที่เคยเป็นที่รู้จักมักคุ้นมาก่อน ถือเป็นสารธรรม คำสอนขั้นพื้นฐานของอิสลามอย่างหนึ่งที่มีผลต่อการพัฒนาจิตวิญญาณของมนุษย์ ทั้งนี้เนื่องจากการเพ่งพินิจพิจารณาหรือรำลึกถึงความเงียบสงบ ของสุสานที่ดวงประทีป แห่งการดำเนินชีวิตของพวกเขาได้ดับมอดไปแล้วนั้น จะทำให้หัวใจของผู้ที่ไปเยี่ยมเยียน ได้หวนรำลึกถึงความตายและจะกลายเป็นบทเรียนในการดำเนินชีวิตที่ดีงามต่อไป บางครั้งเขาอาจจะกล่าวรำพึงรำพันกับตัวเองว่า “การดำรงชีวิตเพียงชั่วคราวในโลกนี้ ซึ่งจุด อวสานของมันก็คือการต้องถูกแผ่นดินกลบหน้านั้น ความเพียรพยายามที่ไร้แก่นสาร ทั้งหลายหาได้มีผลลัพธ์บั้นปลายและคุณค่าที่คู่ควรต่อการสรรเสริญใด ๆ ไม่” และในที่สุด เขาจะเริ่มเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพยายามพัฒนาจิตวิญญาณของเขาให้สูงส่ง ดังที่ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ซ็อล ฯ) ได้วจนะเอาไว้ว่า
“ท่านทั้งหลาย จงไปเยี่ยมเยียนสุสานเถิด เพราะแท้จริง จะทำให้ท่านได้หวนรำลึก ถึงปรโลก”[14]
นอกจากนี้ การเยี่ยมเยียนบรรดาผู้มีคุณูปการต่อศาสนา ยังจะเป็นการเผยแผ่ ศาสนาและส่งเสริมคุณธรรมความดีงามในอีกรูปแบบหนึ่ง กล่าวคือ การที่ประชาชนให้ ความสำคัญต่อสุสานของบรรดาผู้มีคุณูปการต่อศาสนานั้น จะช่วยเสริมสร้างความคิดที่ว่า คุณธรรมความดีงามของบุคคลเหล่านั้นคือปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดความสนใจและการให้ ความสำคัญดังกล่าว  ในขณะที่ผู้มีอำนาจและอิทธิพลแต่ไร้ซึ่งคุณธรรมความดีงามตั้งมากมาย แล้วที่ถูกฝังอยู่ใต้พื้นดินโดยไม่มีผู้ใครแยแสและให้ความใส่ใจแม้แต่น้อย
ในวาระสุดท้ายแห่งอายุขัยของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) นั้น ท่านมักจะไปเยี่ยมเยียนสุสาน “บากิอฺ” เสมอ โดยท่านจะขออภัยโทษจากอัลลอฮฺให้ชาวกุบูรฺ เหล่านั้นด้วยถ้อยคำเหล่านี้
“พระผู้อภิบาลของฉันได้บัญชาให้ฉันมาเยือนสุสาน “บะกีอฺ” เพื่อขออภัยโทษให้ แก่พวกเขา” แล้วท่านยังได้สอนสั่งผู้ที่มาเยือนกุบูรฺว่า ทุกครั้งที่พวกท่านเยี่ยมเยียนชาวกุบูรฺ จงกล่าวถ้อยคำต่อไปนี้เถิด
ความว่า “ขอความสันติจากอัลลอฮฺจงประสบแด่ชาวสุสานทั้งมุอ์มินีน (บรรดา ผู้ศรัทธา) และมุสลิมีน (บรรดามุสลิม) ขออัลลอฮฺทรงโปรดประทานความเมตตา แก่ผู้ที่ได้ล่วงลับไปก่อนหน้าเรา และผู้ที่จะติดตามมาภายหลังจากเรา และแน่นอนยิ่ง เราจะเป็นผู้ที่ติดตามพวกท่านไปด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ”[15]
ในตำราฮะดีซ ยังได้กล่าวถึงการซิยาเราะฮฺกุบูรฺของบรรดาเอาลิยาอ์ของอัลลอฮฺ และบรรดาผู้นำทางศาสนาว่าเป็น “มุสตะหับมุอักกั๊ด” (สิ่งที่ศาสนาส่งเสริมให้กระทำเป็น กรณีพิเศษ) ซึ่งบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ (อลัยฮิมุสลาม) มักจะไปซิยาเราะฮฺกุบูรฺ ของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ซ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) และบรรดาอิมามผู้ที่ได้ล่วงลับไป ก่อนหน้าพวกเขาเสมอ นอกจากนี้ พวกเขายังได้เรียกร้องเชิญชวนให้ผู้ที่ดำเนินตามวิถีทาง ของพวกเขาได้ปฏิบัติตามวิถีทางอันงดงามนี้ด้วย

[1] อัลฟัตหฺ 48 :18
[2] อัซซุมัรฺ 39 : 65
[3] อัลหุญุรอต 49 : 6
[4] อัสสัจญฺดะฮฺ 32 : 18
[5] อัตเตาบะฮฺ 9 : 24
[6] อัลอะอฺรอฟ 7 : 157
[7] อัชชูรอ 42 : 23
[8] กังซุลอุมมาล เล่ม 1 ฮะดีซที่ 70 และ 72 – ญามิอุลอุศูล เล่ม 1 หน้า 238
[9] มะนากิบุลอิมามอมีรุลมุอ์มินีน หาฟิซ มุฮัมมัด อิบนิสุลัยมาน กูฟีย์ เล่ม 2 ฮะดีซที่ 619 และ 700 – บิหารุลอันวารฺ เล่ม 17 หน้า 13 – อิละลุชชะรออิอฺ บาบที่ 117 ฮะดีซที่ 3
[10] สะฟีนะตุนบิหารฺ 1 / 199
[11] ซิเราะฮฺอิบนิฮิชาม 1 / 99
[12] อันนูรฺ 24 : 36 – 37
[13] อัลกะฮฺฟฺ 18 : 21
[14] สุนันอิบนิมาญะฮฺ เล่ม 1 บาบมาญาอะ ฟีย์ซิยาเราะติลกุบูรฺ หน้า 113
[15] เซาะฮีย์มุสลิม เล่ม 3 บาบมายุกอลุ อินดะดุคูลิลกุบูรฺ หน้า 64