แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. อัลลามะฮฺ ชะรัฟฟุดดีน

อัลลามะฮฺ ชะรัฟฟุดดีน

อัลลามะฮฺ ชะรัฟฟุดดีน อามิลี ในยุคสมัยของการต่อสู้และต่อต้านจักรวรรดินิยม ขณะที่สังคมส่วนใหญ่แปลกแยกทางความคิดกันอย่างกว้างขวาง แต่ท่านกับเน้นย้ำและสำทับเรื่องความเอกภาพทางสำนักคิดโดยเฉพาะอย่างสำนักคิดของชีอะฮฺและซุนนียฺ
«فَرَّقَتْهُما السیاسة، فَلْتَجْمَعْهما السیاسة»
ท่านอัลลามะฮฺ กล่าวว่า ทั้งชีอะฮฺและซุนนียฺนับตั้งแต่วันแรกการเมืองและความคิดของทั้งสองแตกต่างกันอย่างไกลโพ้น แต่ปัจจุบันจำเป็นต้องทำให้การเมืองและความคิดของทั้งสองใกล้เคียงกัน หมายถึงสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นระหว่างทั้งสอง
ท่านอัลลามะฮฺ ซัยยิดชะรัฟฟุดดีน ถือกำเกิดเนิดเมื่อปี  ฮ.ศ. 1290 ณ เมืองการซิมัยนฺ บิดา มารดาของท่านเป็นซัยยิด (ลูกหลานศาสดา) ทั้งคู่ บิดาของท่าน นามว่า ซัยยิดยูซูฟ ชะรัฟฟุดดีน มารดาของท่านนามว่า บานูซะฮฺรอ เป็นบุตรีของท่าน อายะตุลลอฮฺ ซัยยิด ฮาดียฺ ซ็อดรฺ ถ้าพิจารณาจะเห็นว่าบิดาของท่านมาจากสายตระกูลของท่านอิมามที่ 7 ของชีอะฮฺ (อิมามมูซาการซิม อ.) ท่านอัลลามะฮฺนับตั้งแต่กำเนิดท่านได้อาศัยอยู่ในอิรักจนกระทั่งอายุได้ 7 ปี แต่หลังจากนั้นเนื่องจากบิดาของท่านจบการศึกษาระดับสูงจึงได้เดินทางกลับไปยังถิ่นกำเนิดของท่าน ท่านอัลลามะฮฺชะรัฟฟุดดีนจึงได้เดินทางกลับไปพร้อมกับครอบครัวของท่านยัง ญะบัลอามิล ประเทศเลบานอน ซึ่งถือว่าเป็นถิ่นฐานกำเนิดของสายตระกูลของท่าน ท่านอัลลามะฮฺ ได้เริ่มต้นศึกษาศาสนาที่ ญะบัลอามิลกับบิดาของท่านโดยเริ่มต้นการศึกษาระต้นในวิชาอิลมุล ซะรอฟ วิชาที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงคำ รูปแบบหรือโครงสร้างของลำดับคำในประโยคและวะลี
อิลมุลนะฮฺวุ การศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของประโยคที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ของภาษา
อิลมุลมะอานี ศิลปะการใช้ถ้อยคำสำนวนโวหารได้อย่างถูกต้อง (วาทศาสตร์) หรือบางครั้งก็เรียก วาทศิลป์ เหมือนกัน
อิลมุลลุเฆาะฮฺ การเข้าใจความหมายของคำอย่างถูกต้องไวยากรณ์ภาษาอาหรับ
อิลมุล มันติก วิชาที่สอนให้คิดอย่างถูกต้อง (ตรรกศาสตร์)
อิลมุลอุซูล  หลักการ หรือกฎที่ใช้เป็นมูลพื้นฐานในการอธิบายปรากฏการณ์ หรือแนวคิด หรือกฎที่ใช้พิสูจน์อะฮฺกามชัรอียฺ และท่านได้เริ่มต้นศึกษาฟิกฮฺ (หลักนิติศาสตร์อิสลาม)
หลังจากนั้นเมื่อท่านมีอายุได้ 17 ปี ท่านได้เดินทางไปศึกษาต่อ ณ สถาบันการศึกษาศาสนานะญัฟอัชรอฟ ประเทศอิรัก ท่านได้ศึกษาอยู่ที่นะญัฟนานหลายปีโดยศึกษาวิชาฟิกฮฺ อุซูล ฮิกมะฮฺ (ปรัชญา) ตัฟซีรกุรอาน ฮะดีซ อย่างต่อเนื่องกับอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในสมัยของท่าน เช่น ชัยคฺฮุซัยนฺ กัรบะลาอียฺ ชัยคฺ มุฮัมมัด ฏอฮา นะญัฟ ท่านอาคูน มุลลาอฺ มุฮัมมัด กาซิม โคราซอนนี ซัยยิดมูฮัมมัด กาซิม ยัซดี ซัยยิดอิสมาอีล ซ็อดรฺ ชัยคฺอัชชะรีอะฮฺ เอสฟะฮานียฺ และซัยยิดฮะซัน ซ็อดรฺ
ท่านอัลลามะฮฺ มิได้ศึกษาแค่สถาบันนะญัฟเพียงอย่างเดียว ทว่าท่านได้เดินทางไปศึกษาศาสนา ณ เมืองกัรบะลา กาซิมัยนฺ และสะมะรอ เพื่อศึกษากับอาจารย์หลากหลายในสถาบันศาสนา หลังจากได้ศึกษา ณ สถาบันสอนศาสนาที่นะญัฟผ่านไป 15 ปี ท่านได้ยกระดับตนเองไปถึงระดับมุจญฺตะฮิด และในช่วงเวลานั้นท่านได้เริ่มต้นเขียนหนังสือเกี่ยวกับวิชาฟิกฮฺ (นิติศาสตร์) เมื่ออายุได้ 32 ปี ท่านได้เดินทางกลับไปยังบ้านเกิด ณ ยะบัล อามิล ขณะนั้นท่านคือมุจญฺตะฮิดคนหนึ่ง หมายถึงท่านสามารถนำเอากฎเกณฑ์ทางศาสนบัญญัติมาวิเคราะห์ เพื่อวินิจฉัยความออกมาบนพื้นฐานของความรู้ ความสามารถ และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ หรืออีกนัยหนึ่งคือผู้ที่สามารถวิเคราะห์วิจัยปัญหาศาสนาได้นั่นเอง การวิจัยของท่านเป็นที่ยอมรับของสังคมในสมัยนั้น เนื่องจากอุละมาอฺ (ผู้รู้) ที่แท้จริง แม้ว่าจะศึกษาไปถึงระดับสูงแล้วก็ตาม แต่เขาก็จะไม่ยอมหยุดนิ่งเขายังคงมุมานะและศึกษาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เขาไม่คิดว่าหลักฐานการศึกษาที่ได้รับคือจุดสิ้นสุดหรือจุดอิ่มตัวของความรู้ ทว่าเขายังเสาะแสวงหาแหล่งแห่งความรู้ต่อไป ซึ่งหนึ่งในผู้รู้ที่ประพฤติปฏิบัติเช่นนั้นคือ ท่านอัลลามะฮฺชะรัฟฟุดดีน สิ่งนี้ได้ทำให้ท่านอัลลามะฮฺ มีความโดดเด่นในเรื่องความรู้ขึ้นมาทันที ซึ่งส่งผลให้ท่านมีความสันทัดความรู้ด้านปรัชญา อิมามโลยี และการเมือง ขณะเดียวกันท่านยังทำให้โลกบังเกิดความกระจ่างชัดถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างชีอะฮฺ และซุนนียฺ ท่านชัยค์ออกอโบโซรก เตหะรานได้กล่าวถึง อัลลอามะฮฺ ชะรัฟฟุดดีนว่า
ชะรัฟฟุดดีน ได้อ่านฮะดีซทั้งหมดที่มาจากศาสดา (ซ็อล ฯ) เซาะฮาบะฮฺ และอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) โดยไม่คำนึงว่าสายสืบของฮะดีซเหล่านั้นจะถูกรายงานมาจากชีอะฮฺ หรือซุนนะฮฺ ซึ่งเขาได้ศึกษาในลักษณะของการค้นคว้าและวิจัยอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนสามารถกล่าวได้ว่าเขาได้เรียนรู้ฮะดีซทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เขาได้รับความสำเร็จจากพระเจ้าในการเปิดเผยความจริง ซึ่งกล่าวได้ว่า ณ ตอนนั้นแม้ว่าจะมีนักพูดนักปราศรัยจำนวนมากมายแต่ไม่มีผู้ใดเคยมีความรู้เหล่านั้นมาก่อนเลย [1]
หนึ่งในประเด็นหลักที่อัลลามะฮฺค้นคว้าและวิจัยคือ ประวัติศาสตร์อิสลาม ท่านได้เริ่มศึกษาประวัติศาสตร์จากหลักฐานที่ถูกบันทึกเอาไว้อย่างละเอียด จนสามารถแยกแยะได้ว่าประวัติศาสตร์เล่มใดเชื่อถือได้และเชื่อถือไม่ได้ ตลอดจนท่านได้จำแนกระหว่างประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นบนความเพ้อฝัน และประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
อัลลามะฮฺชะรัฟฟุดดีน มีความสันทัดความรู้ด้านฮะดีซและวิชาวิพากษ์วิทยาอย่างดีเลิศ ดังที่จะเห็นได้จากตำราที่ท่านได้เขียนและบันทึกเอาไว้อย่างมากมาย ซึ่งตำราเหล่านั้นท่านได้พิสูจน์ด้วยหลักการทางสติปัญญา นอกจากนั้นท่านอัลลามะฮฺยังสามารถนำเสนอบทกวี และเทคนิคการพูด โดยเฉพาะเทคนิคการพูดนั้นจะเห็นว่าท่านมีศิลปะการใช้ถ้อยสำนวนโวหารได้อย่างถูกต้อง ท่านได้บรรจงใช้ภาษาและสำนวนในรูปคำที่มีความสละสลวยและมีความสูงส่งยิ่ง ลีลาของภาษาที่ท่านใช้นั้นมีความไพเราะประหนึ่งว่าท่านมีความสันทัดพิเศษ ในทุกจุดของไวยากรณ์และโวหาร กล่าวกันว่าในสังคมประเทศอียิปต์ เมื่อได้ยินคำปราศรัยของท่านอัลลามะฮฺ ชะรัฟฟุดดีน นักเขียนสตรีที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งนามว่า มัย ซิยาดะฮฺ ได้นำคำปราศรัยของท่านไปตีพิมพ์ในวารสาร [2]
อัลลามะฮฺ ซัยยิดชะรัฟฟุดดีนหลังจากกลับไปเลบานอนแล้วท่านได้เริ่มต่อสู้ใน 2 ลักษณะ กล่าวคือท่านได้เริ่มต่อสู้กับลัทธิทุนนิยม  กับลัทธิจักรวรรดินิยม  ซึ่งตรงนี้สามารถกล่าวได้ว่าอัลลามะฮฺ ชะรัฟฟุดดีนคือผู้รู้คนแรกที่เริ่มต่อสู้กับลัทธิจักรวรรดินิยม ดังจะเห็นว่าสมัยที่ฝรั่งเศสได้เข้ายึดตรองเลบานอนและซีเรีย ท่านอัลลามะฮฺเป็นบุคคลแรกที่ยืนหยัดต่อต้านพวกเขา อีกทั้งได้ออกคำสั่ง (ฟัตวา) ให้ญิฮาด (สงคราม) กับพวกเขา ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงถูกพิพากษาให้แขวนคอ
ท่านอัลลามะฮฺได้เดินทางไปอียิปต์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งแรกท่านเดินทางไปก่อนที่จะถูกตัดสินประหารชีวิต ซึ่งการเดินทางครั้งที่สองของท่านเนื่องจากว่า พวกฝรั่งเห็นว่าการที่ท่านอัลลามะฮฺอยู่ในเลบานอนนั้นเป็นอันตรายสำหรับพวกเขาอย่างยิ่ง จึงสั่งประหารชีวิต ด้วยเหตุนี้ การเดินทางไปอียิปต์ครั้งที่สองของท่าน เสมือนเป็นการลี้ภัยการเมือง ขณะที่ท่านอัลลามะฮฺลี้ภัยอยู่ที่อียิปต์นั้น ท่านได้เชิญชวนประชาชนทุกกลุ่มและทุกสำนักคิดให้มีความเอกภาพ และสมัคคสมานสามัคคีกัน และที่อียิปต์นั่นเองท่านอัลลามะฮฺ ได้กล่าวประโยคทีรู้จักกันเป็นอย่างดีว่า
فَرَّقَتْهُما السیاسة، فَلْتَجْمَعْهُما السیاسة
หมายถึง ทั้งชีอะฮฺและซุนนียฺนับตั้งแต่วันแรกการเมืองและความคิดของทั้งสองแตกต่างกันอย่างไกลโพ้น แต่ปัจจุบันจำเป็นต้องทำให้การเมืองและความคิดของทั้งสองใกล้เคียงกัน หมายถึงสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นระหว่างทั้งสอง  คำพูดของท่านอัลลามะฮฺ  ได้ทำให้นักวิชาการและนักเขียนที่มีชื่อเสียงฝ่ายซุนนะฮฺนามว่า เราะชีด ริฎอ นำคำปราศรัยของท่านไปตีพิมพ์ในวารสารนามว่า  อัลมินาร
ท่านอัลลามะฮฺ หลังจากเดินทางกลับจากอียิปต์ท่านได้ยื้นหยัดต่อสู้กับลัทธิจักรวรรคินิยมและทุนนิยมต่อไป จนกระทั่งว่าสฝรั่งได้มอบหมายให้สายลับคนหนึ่งลอบไปยังบ้านท่านอัลลามะฮฺ เพื่อจับตัวท่านและนำหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านจักรวรรดินิยมและฝรั่งเศสมาด้วย ทว่าสายลับที่ฝรั่งเศสส่งไปนั้นไม่อาจทำอะไรได้แผนการณ์ของพวกเขาล้มเหลว แต่พวกเขาไม่เลิกล้มความพยายามครั้งนี้พวกเขาส่งเจ้าหน้าที่ไปเผาบ้านท่านอัลลามะฮฺ เป็นเหตุทำให้หนังสือที่ท่านประพันธ์ไว้จำนวนหลายฉบับ แต่ยังไม่ได้จัดพิมพ์ต้องถูกไปไหม้ไปจนหมดสิ้น
ท่านอัลลามะฮฺได้เดินทางออกจากอียิปต์เมื่อปลายปี ฮ.ศ. ที่ 1338 และเพื่อต้องการเข้าไปให้ใกล้บ้านเกิดของท่านมากที่สุด ท่านจึงได้เดินทางเข้าไปในปาเลสไตน์ ขณะที่อยู่ในปาเลสไตน์ และซีเรียท่านอัลลามะฮฺ ก็ไม่เคยว่างเว้นจากการทำกิจกรรมด้านสังคม ขณะที่ท่านลี้ภัยการเมืองอยู่นั้นท่านไม่เคยพลาดข่าวการเคลื่อนไหวในสังคมเลบานอนเลย ขณะนั้นปาเลสไตน์ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของอังกฤษ ลูกชายของน้าชายท่านคนหนึ่งได้ร่วมมือกับรัฐบาลอังกฤษ จึงเป็นสาเหตุทำให้ฝรั่งเศสเกรงใจประเทศอังกฤษ พวกเขาจึงได้เพิกถอนคำสั่งประหารชีวิต ทำให้ท่านอัลลามะฮฺมีโอกาสเดินทางกลับบ้านเกิดอีกครั้งหนึ่ง
ในปี ฮ.ศ.ที่ 1340 ท่านอัลลามะฮฺ ได้เตรียมตัวพร้อมที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญฺ ซึ่งได้เดินทางโดยเรือจากนครเบรุตร่วมกับสหายอีก 2-3 คน มุ่งหน้าไปยังนครมักกะฮฺ เมื่อถึงนครมักกะฮฺ ท่านได้รับการต้อนรับอย่างดีเป็นพิเศษจากเจ้าหน้าฝ่ายรัฐบาลและตัวแทนของกษัตริย์ประเทศซาอุดีอารเบีย (มาลิกฮุซัยนฺ)  พิธีฮัจญ์ในปีนั้นถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เนื่องจากการเข้าร่วมพิธีของท่านอัลลามะฮฺ ชะรัฟฟุดดีน ซึ่งนับว่าเป็นความทรงจำอันยอดเยี่ยมของนครมักกะฮฺ ท่านอัลลามะฮฺได้รับเกียรติจาก กษัตริย์ฮุซัยนฺ เดินเวียนรอบวิหารกะอฺบะฮฺด้วยกัน และได้รับเกียรติให้เป็นอิมามนำนมาซในมัสญิด อัลฮะรอม ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกของผู้รู้ฝ่ายชีอะฮฺที่ได้เป็นอิมามนำนมาซในมัสญิด อัลฮะรอม โดยมีมุสลิมทั้งฝ่ายชีอะฮฺและซุนนียฺนมาซตาม [3] สิ่งนี้นับว่าเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของท่านอัลลามะฮฺ ซึ่งท่านได้ตั้งความหวังมาอย่างช้านานว่าวันหนึ่งซุนนียฺและชีอะฮฺต้องร่วมมือกันผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวกัน หันหน้าไปทางกิบละฮฺเดียวกัน โดยไม่ต้องอำพรางตน  (ตะกียะฮฺ) ทั้งหมดเป็นพี่น้องกันปฏิบัตินมาซร่วมกันโดยมีอิมามญะมาอะฮฺเป็นผู้ปฏิบัติตามแนวทางอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.)
หนึ่งในภารกิจสำคัญของอัลลามะฮฺ ชะรัฟฟุดดีน คือการสร้างความเป็นเอกภาพในสังคมอิสลามระหว่างซุนนียฺและชีอะฮฺ ในวันที่ 12 เราะบีอุลเอาวัล เป็นวันประสูติของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ตายรายงานของซูนนียฺ ในวันนั้นท่านได้จัดพิธีเฉลิมฉลองภายในบ้านของท่าน เมื่อเสร็จพิธีที่บ้านของท่านแล้ว ท่านจึงได้ออกไปร่วมพิธีเฉลิมฉลองวันวิลาดะฮฺของท่านศาสดากับพี่น้องซุนนียฺ [4]
หนึ่งในภารกิจอันใหญ่หลวงของซัยยิด ชะรัฟฟุดดีน ในเลบานอนคือ การยืนหยัดต่อสู้กับบรรดาจักรวรรดินิยมและทุนนิยม ท่านเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนอิสลาม และเปิดให้นักเรียนทั้งหญิงและชายเข้าเรียนฟรี โดยสอนวิชาการอิสลามสมัยใหม่แก่พวกเขา โรงเรียนหลังดังกล่าวได้กลายเป็นโรงเรียนที่เติบโตเคียงคู่กับโรงเรียน ตับชีรียฺ ซึ่งเป็นโรงเรียนของรัฐบาลที่เปิดสอนโดยใช้หลักสูตรตะวันตก [5]
อัลลามะฮฺ ซัยยิด ชะรัฟฟุดดีน ในฐานะที่เป็นผู้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมุสลิม และผู้นำการเมืองฝ่ายมุสลิมชีอะฮฺ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า มุสลิมเลบานอนไม่อาจเฉยเมยต่อพิธีกรรมและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของมุสลิมทั่วโลกได้เลย ท่านอัลลามะฮฺได้ร่วมมือกับกลุ่มการเคลื่อนไหวอิสระเพื่อการปฏิวัติอิสลามทั่วโลก ท่านเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มนักสู้อาหรับอียิปต์ ในปี ค.ศ. ที่ 1956
อุตสาหกรรมน้ำมันอิหร่านได้ก่อตั้งมาอย่างช้านาน แต่ในปี ฮ.ศ. ที่ 1370 ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมแห่งชาติ ท่านซัยยิดชะรัฟฟุดดีน ในฐานะที่เป็นหัวหน้าได้ส่งข้อมูลดังกล่าวแก่ประชาชน และสมาชิกในกลุ่มให้รับรู้รายละเอียดวัตถุประสงค์ และเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างถ้วนหน้า และเปิดโอกาสให้ประชาชนเลบานอนได้รับรู้ด้วยเช่นกัน ถึงขนาดว่าครั้งที่ท่านอายะตุลลอฮฺ กาชานียฺ เดินทางไปเลบานอน ในปี 1331 สุริยะคติ และได้มีโอกาสพบปะกับท่านอัลลามะฮฺ ชะรัฟฟุดดีน ซึ่งประชาชนชาวเลบานอนได้ให้การต้อนรับท่านอย่างดี ซึ่งท่านอายะตุลลอฮฺ กาชานี แสดงความประหลาดใจต่อความรอบรู้ขาวสารข้อมูลเกี่ยวกับอิหร่านของประชาชน
ชะฮีด นะวอบ เซาะฟะวียฺ ในปี 1332 สุริยคติ ซึ่งอยู่ในช่วงการต่อสู้อย่างรุนแรงกับผู้ต่อต้านอิสลาม และในฐานะของหัวหน้ากลุ่มต่อสู้เพื่อความเสรีของอิสลาม ท่านได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศอาหรับหลายประเทศ ระหว่างทางได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุม กุดสฺ และในคืนหนึ่งท่านได้มีโอกาสเป็นแขกของท่านอัลลามะฮ ชะรัฟฟุดดีน ทั้งสองได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนและพูดคุยกันปัญหาถึงสำคัญทางการเมืองและสังคมอิสลามของประเทศมุสลิมทั้งหลาย
ซัยยิดชะรัฟฟุดดีน ตลอดอายุขัยของท่านได้ต่อสู้กับระบบจักรวรรดินิยมและทุนนิยมมาโดยตลอด นอกจากนั้นท่านยังได้ใช้ความพยายามอย่างสูงเพื่อสร้างเอกภาพให้เกิดให้หมู่มุสลิม และได้ทุ่มเทเวลาเพื่อประพันธ์ตำรับตำราต่างๆ มากมายเกี่ยวกับการรู้จักชีอะฮฺ โดยวางอยู่บนพื้นฐานของการมีเอกภาพ ในที่สุดประมาณปี ฮ.ศ. ที่ 1377 วาระของท่านก็ได้สิ้นสุดลงอย่างสงบในประเทศเลบานอน แต่เรือนร่างของท่านได้ถูกนำไปฝังที่นครนะญัฟอัชรอฟ ใกล้กับพระศพของปู่ทวดของท่านคือ ทานอะลี (อ.)
หลังจากได้พิจารณาโดยรวมถึงชีวประวัติและแนวคิดของท่านอัลลามะฮฺ ซัยยิด ชะรัฟฟุดดีน แล้ว จะเห็นว่าตลอดอายุขัยของท่านท่านได้ใช้ความพยายามเพื่อสร้างเอกภาพในสังคมมุสลิม
อัลลามะฮฺ ชะรัฟฟุดดีน อามิลี นักต่อสู้เพื่อเอกภาพ ได้กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับสร้างความสามัคคีในอิสลาม ในความคิดของตนไว้ในบทนำของหนังสือ อัลมุรอญิอาต ท่านกล่าวว่า ฉันคิดเกี่ยวกับการเขียนหนังสือเล่มนี้ก่อนที่จะเขียน (จดหมาย) ซึ่งมันเกิดในความคิดของฉันมายาวนานแล้ว แนวความคิดนี้เริ่มต้นพบในตัวฉันตั้งแต่ฉันยังเด็กอยู่
หลังจากได้ศึกษาชีวประวัติส่วนตัวโดยรวมของอัลลามะฮฺ ชะรัฟฟุดดีนแล้ว หลังจากนี้จะกล่าวถึงผลงานด้านการเขียนของท่านบ้าง ดังที่ทราบกับดีโดยทั่วไปว่าความพยายามทั้งหมดของท่านอัลลามะฮฺ เพื่อสร้างเอกภาพในหมู่มุสลิม[6] สำหรับต่อสู้กับบรรดาจักรวรรดินิยม และนักล่าอาณานิคมบนโลกนี้ ท่านอัลลามะฮฺหลังจากศึกษาจนพบความจริงแล้วท่านได้เขี้ยนหนังสือเล่มหนึ่งนามว่า “อัลฟุซูล อัลมุฮิมมะฮฺ” หนังสือเล่มดังกล่าวเป็นหนึ่งในตำราเล่มแรกๆ ของท่านอัลลามะฮฺ ซึ่งในความเป็นจริงท่านต้องการสร้างความเป็นเอกภาพในสังคมอิสลาม เนื่องจากเนื้อความในหนังสืออธิบายเพื่อแจ้งให้บรรดามุสลิมทั้งชีอะฮฺ และซุนนี้ย์ได้รับรู้ความอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อัลลามะฮฺเชื่อว่าการสร้างความเข้าใจทำนองนี้จะช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างชีอะฮฺ และซุนนียฺแนบแน่นยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดผลด้านความรักในความเป็นพี่น้องมากยิ่งขึ้น อัลลามะฮฺได้สาธยายไว้ในบทนำของหนังสือ “ความสามัคคีและความเป็นเอกภาพในอิสลามเท่านั้นที่ก่อให้เกิดการขยายและความก้าวหน้า ทำให้เกิดเครื่องสื่อสาร จิตวิญญามีความสงบเรียบร้อย เป็นรากเหง้าของความสงบมั่น และสิ่งสำคัญอื่นใดคือทำให้สังคมรอดพ้นจากความเป็นทาส[7]
ท่านอัลลามะฮฺได้เขียนหนังสือดังกล่าวเมื่อปี ฮ.ศ. 1327  หนังสืออันทรงคุณค่าอีกเล่มหนึ่งของท่านอัลลามะฮฺคือ อัลมุรอญิอาต ซึ่งเปรียบเสมือนจดหมายเหตุของท่านที่ท่านได้เขียนขณะเดินทางไปอียิปต์ ท่านอัลลามะฮฺคาดการว่าการเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางทางความรู้ของอะฮฺลิลซุนนะฮฺ ในที่สุดท่านอัลลามะฮฺได้เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยดังกล่าวเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดกับ ท่านชัยคฺสลีม บะชะรี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รู้และเป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิของอะฮฺซุนนะฮฺ ชัยคฺสลีมยอมรับนับถือท่านอัลลามะฮฺด้วยจิคบริสุทธิ์ และยอมรับในความรู้และเหตุผลของท่าน
เชคสลีม รักอัลลามะฮด้วยหัวใจและจิตวิญญาณอย่างแท้จริง เขาล่วงรู้ในองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และหลักการพิสูจน์ของอัลลามะฮฺ อัลลามะฮฺชะรัฟฟุดดีน เองยอมรับว่าเชคสลีมคือนักวิชาการและเป็นคนที่มีเกียรติสูง พวกเขาต่างยึดปฏิบัติตามหลักจริยธรรมในการสนทนาทางวิชาการโดยความเคร่งครัด การสนทนาธรรมระหว่างทั้งสองได้เริ่มขึ้นในรูปของจดหมาย 112 ฉบับ ซึ่งบันทึกอยู่ในหนังสืออ้างอิงชื่อว่า อัลมุรอญิอาต จดหมายของเชคสลีมจะมีลายเซ็นด้วยตัวอักษร ซีน อันหมายถึงตัวแทนคำว่า สลีม หรือ ซินนี  ส่วนของอัลลามะฮฺชะรัฟฟุดดีนจะเซ็นด้วยอักษร ชีน อันหมายถึง ฉายานาม และสัญลักษณ์นิกายของพวกเขา ชีอะฮฺ[8]
นักวิชาทั้งสองท่านนี้ได้อธิบาย ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอิสลามไว้หลายประเด็น และหนังสือเล่มนี้มีขั้นตอนที่ยาวโดยตระหนักถึงข้อเท็จจริงความสามัคคีและความเข้าใจในศาสนาอิสลามเป็นหลักสำคัญ
หนังสือ อัลมุรอญิอาต ได้พิมพ์เผยแพร่หลายครั้งในประเทศต่างๆ และยังแปลเป็นเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาอุรดู และภาษาไทยอีกด้วย
อัลลามะฮฺ ชรัฟฟุดดีน ได้กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับสร้างความสามัคคีในอิสลาม ในความคิดของตนไว้ในบทนำของหนังสือ อัลมุรอญิอาต ท่านกล่าวว่า ฉันคิดเกี่ยวกับการเขียนหนังสือเล่มนี้ก่อนที่จะเขียน (จดหมาย) ซึ่งมันเกิดในความคิดของฉันมายาวนานแล้ว แนวความคิดนี้เริ่มต้นพบในตัวฉันตั้งแต่ฉันยังเด็กอยู่ และมันได้เคลื่อนไปกับฉันตลอดเวลาและในทุกที่ฉันได้ไป ประหนึ่งประกายไฟฟ้าจากมวลเมฆที่ได้แลบส่องประกายในชีวิตของฉัน ทำให้เลือดของฉันมันเดือดพล่านขึ้นมาทันที … และแจ้งให้ฉันมองเห็นหนทางเที่ยงตรงเสมอ, ซึ่งได้ย้ำเตือนให้ฉันทำลายล้างความชั่วร้ายเหล่านี้ ที่ฝังแน่นอยู่ในหมู่มุสลิมตลอดเรื่อยมาชนิดขุดรากถอนโคน มันได้สำทับเตือนให้ฉันเปิดผ้าม่านของอวิชชาและความเกลียดชังที่ปิดบังสายตาของพวกเขาออกไปให้หมดสิ้น เพื่อชีวิตของเขาจะได้พบกับความจริง และเพื่อเขาจะได้ย้อนกลับไปยังหลักการทางศาสนาของพวกเขา ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นภาระจำเป็นเหนือมวลมุสลิมทุกคน และเพื่อให้ทุกคนได้ยึดมันสายเชือกแห่งความเป็นเอกภาพทางศาสนาไว้ด้วยความมั่นคง เพื่อจะได้รีบเร่งไปสู่วิชาการความรู้และการปฏิบัติภายใต้ธงชัยแห่งสัจธรรม เพื่อเป็นตัวอย่าง เป็นผู้ช่วย และเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน ซึ่งแต่ละคนจะได้สนับสนุนและส่งเสริมกันและกัน …เมื่อได้เห็นสภาพน่าเวทนาของชาวมุสลิม (ชีอะฮฺและซุนนียฺ) ที่ขัดแย้งกันในเรื่องไร้สาระ สร้างความแปลกแยกให้เกิดขึ้นระหว่างพี่น้องด้วยกัน, เป็นความเศร้าใจ สร้างความหม่นหมอง และเป็นภาระที่หนักอึ้งวางอยู่บนไหล่ทั้งสองของฉัน จนถึงปี 1329 (ฮ.ศ.) ฉันได้เดินทางไปอียิปต์ด้วยความหวังที่ว่า ต้องการไปให้ถึงยังความฝันของฉัน เพื่อฉันจะได้สามารถสรรหาวิธีการสร้างความสมัครสมานสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวมุสลิม และโน้มนำปลายปากกาของพวกเขาให้โอนเอียงมาทางนี้ เหมือนมีแรงบันดาลใจบอกกับฉันว่า ฉันจะไปถึงความฝันบางประการของฉันในไม่ช้านี้ จะกระทั่งฉันได้พบกับบางคนและได้ปรึกษากับเขาถึงวิธีการของฉัน เพื่อฉันจะได้ค้นหาแนวทางที่เข้ากันได้กับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้และสิ่งนั้นก็คือ (ความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิม) [9]
หนึ่งในนักวิจัยอียิปต์, ดร.ฮะมีด ฮะนะฟี ดาวูด (Hamed Hanafi Daud) เป็นนักวิชาการและเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย อันนุลชัมส์ ในไคโร เขาได้เขียนบทนำให้หนังสืออัลมุรอญิอาตว่า :
ความสำคัญของหนังสืออัลมุรอญิอาต จะเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนเมื่อเราได้ได้ย้อนกับไปยังสำนักพิมพ์ และเมื่อหนังสือได้ตกมาถึงมือของพี่น้องซุนนีย์และชีอะฮฺ เพื่อพวกเขาจะได้อ่าน ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้อยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 14 และหนังสือดิ้พิมพ์เผยแพร่ในช่วงทศวรรษที่สามและสี่ของศตวรรษนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่อสิลามอยู่วิกฤติอันตรายที่สุดเนื่องจากลัทธิล่าอาณานิคมกำลังล้อเล่นกับชะตากรรมของชาวมุสลิม และเพื่อไปให้ถึงยังจุดหมายปลายทางอันเลวร้ายของพวกเขา ไม่มีวิธีการใดจะดีเลิศประเสริฐไปกว่าการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในความคิด ระหว่างมุสลิมด้วยกัน และพวกเขาได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการสร้างความแตกต่างทางนิกาย ซึ่งพวกเขาได้พยายามยิ่งที่จะใช้ความยิ่งใหญ่ของโลกอาหรับและอิสลามเป็นเครื่องมือและเป็นอาวุธร้าย ที่ใช้เข้าโจมตีสังคมอิสลาม ฉะนั้น ความแตกแยกทางนิกายและความคิดได้เริ่มในตอนต้นของศตวรรษนี้เองและได้ถึงจุดสูงสุดของความแตกแยก[10]
ผลของอื่น ๆ ที่มีชื่อเสียงของอัลลามะฮฺชรัฟฟุดดีนคือ หนังสือ อันนัซวัชญิฮาด  ได้ถูกแปลเป็นภาษาเปอร์เซียภายใต้ชื่อ อิจญฺติฮาด ดัร มุกอบิลนัซ  หนังสือเล่มนี้เป็นผลสรุปจากความเชื่อในเรื่อง รอซิค อัลลามะฮฺได้เขียนเป็นหนังสือขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญในอิสลามในฐานะที่เป็นข้อความ (อัล-กุรอานและฮะดีซที่เชื่อถือได้ของนบี) หนังสือ อิจญฺติฮาด ดัร มุกอบิลนัซ   ครอบคลุมการกระทำ บทบัญญัติ (อะฮฺกาม) และการวินิจฉัยของสาวก (เซาะฮบะฮฺ) ของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ที่ยิ่งใหญ่บางคน ซึ่งได้วินิจฉัยออกมาในช่วงที่ท่านศาสดายังมีชีวิตอยู่ และหลังจากท่านได้สิ้นชีพไปแล้ว ซึ่งบางคนได้ฟัตวาขัดแย้งกับคัมภีร์อัล-กุรอานและซุนนะฮฺของท่านศาดา (ซ็อล ฯ)[11]
ปัญหาดังกล่าวคือ การทดแทนการอิจญฺติฮาดและนัซ ตามความเชื่อของอัลลามะฮฺชรัฟฟุดดีน กล่าวคือ ต้องไม่ละเลยโองการอัล-กุรอานและฮะดีซ เนื่องจากที่มาของความเข้าใจหลักศาสนาคือ อัล-กุรอานและฮะดีซ ซึ่งบทวิภาษเกี่ยวกับอิมามมะฮฺและการเมือง เป็นมุมมองที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ รายละเอียดของศาสนาอิสลามในทางการเมืองและปรัชญาพื้นฐานของอิสลาม การอธิบายพื้นฐานหลักของอิมาม ไม่มีเหตุผลทางสติปัญญาและปรัชญาหรือเทววิทยาใดจะน่าเชื่อถือเกินไปจากอัล-กุรอานหรือฮะดีซของท่านศาสดา
ความเชื่อเช่นนี้เป็นหนึ่งในแนวทางที่สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่มุสลิม แม้ว่าจะเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนหนังสือ อัลนัซ วัล อิจญฺติฮาด ชาวมุสลิมทุกคนต่างปฏิบัติตามคัมภีร์และศาสดาคนเดียวกัน ส่วนประเด็นโต้แย้งและข้อวิภาษต่างๆ ควรย้อนกลับไปยังอัล-อานและฮะดีซของท่านศาสดา และพิจารณาดูว่าสิ่งที่กำลังโต้แย้งกัน หรือหัวข้ออภิปรายมีอยู่ในกุรอานและฮะดีซหรือไม่ ซึ่งการบ่งชี้ของอัล-กุรอานและฮะดีซนั้น ถือว่าเป็นข้อพิสูจน์และเหตุผล เพื่อความขัดแย้งจะได้หมดไป[12]
หนังสืออื่น ๆ ของอัลลามะฮฺ ซัยยิดชรัฟฟุดดีน ที่ยังเหลืออยู่คือ
อัลกะลิมะฮฺ อัลฆัรรออ์ ฟี ตัฟซีล อัซซะฮฺรออ์ ในเกียรติยศของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.)
อบูฮุร็อยเราะฮฺ หนสือวิจัยความรู้เกี่ยวกับประวัติของอบูฮุร็อยเราะฮ ความน่าเชื่อถือ และฮะดีซที่รายงานจากเขา
อัลมะญาลิส อัลฟาคิร ฟี มะอ์ตะมุล อิรเราะฮฺ อัฏฏอเฮเราะฮฺ บทนำหนังสือซึ่งเขียนด้วยนามดังกล่าว มีสี่เล่มแต่สูญหายไปแล้ว คงเหลือเฉพาะบทนำเท่านั้น เป็นการอธิบายรายละเอียดของการเคลื่อนไหวอาชูรอ และการคงอยู่รอดของอิสลาม ปรัชญา การเมือง สังคม และพิธีกรรมของฮุซัยนฺ (อ.)
ปรัชญาอัลมีซาก วัลวิลายะฮฺ ข้อกติกาเกี่ยวกับพระเจ้าและความเป็นนิรันดร และคำอธิบายโองการ (ข้าไม่ใช่พระผู้อภิบาลของเจ้าดอกหรือ)
อัจญฺวียะฮฺ มะซาอิล ญารุลลอฮฺ คำตอบทางวิชาการและเอกสารต่อยี่สิบคำถาม  (มูซาญารุลลอฮฺ) โดยนักปราชญ์ฝ่ายชีอะฮฺ ผู้เขียนหนังสือในบทนำของหนังสือ ได้เชิญชวนให้มุสลิมรวมกัน และสุดท้ายได้แสดงให้เห็นว่า มูซาญรุลลอฮฺ และนักเขียนซุนนีย์บางท่าน ไม่ทราบหนังสือและทรัพยากรแหล่งอ้างอิงของชีอะฮฺ
มะซาอิลฟิกฮี ปัญหาด้านฟิกฮฺ ซึ่งรวมถึงการอภิปรายรายละเอียดของหลักกฎหมายในเรื่องที่เข้ากัน ในการอธิบายนี้ ได้อภิปรายปัญหาตามลักกฎหมาย ของนิกายทั้ง 5 ในอิสลาม
กะลิมะฮฺ เฮาละ อัรรุยะฮฺ ริซาละฮฺที่สนทนารายละเอียดทางวิชาการ และความเชื่อทางศาสนาที่ลุ่มลึก
อิลา อัลมัจญฺมะฮฺ อัลอิลมียฺ อัลอาเราะบี บิดะมิชก์ : การการอภิปรายเกี่ยวกับข้อกล่าวหาต่างๆ ในเชิงวิชาการที่ดามัสกัสในช่วงเวลานั้น ที่ซึ่งกี่ยวข้องกับชีอะฮฺ และเขาได้เชิญความสามัตตีในอิสลาม
ซะบะตุล อิซบาตร ฟี ซิลซะละฮฺ อัรรุวาต กล่าวถึงบรรดาอาจารย์ และนักเขียนนักวิชาการศาสนาอิสลาม
มุอัลลิฟ อัชชีอะฮฺ ฟี ซ็อดรุลอิสลาม หนังสือเกี่ยวกับนักเขียน และผู้เขียนฝ่ายชะฮฺในยุคแรกของอิสลาม จนถึงยุคของอิมามฮาดี (อ.) (เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มนี้เป็นการอ้างอิงมาจากเอกสารที่ได้รับจากซุนนียฺ)
ซัยนับอัลกุบรอ บทความเกี่ยวกับการเสนอข่าวสาร การปฏิวัติของท่านหญิงซัยนับ (อ.) ในกัรบะลาอ์
บะอียะตุล รอฆิบีน ฟี อะฮฺวาลิ อาลิ ชะรัฟฟุดดีน หนังสือวรรณคดีประวัติศาสตร์, ซึ่งอธิบายถึงสภาพนครอบครัวของนักวิชาการครอบครัวชรัฟฟุดดีน และครอบครัวของซ็อดร์ พร้อมกับกล่าวถึงผลงาน สภาพ ของอาจารย์และลูกศิษย์[13]
แหล่งที่มา นิตยาสารอันดีเชะฮฺ ตักรีบ ฉบับที่ 1

[1] นุกบาอฺ อัลบะชัร ชัยคฺออกอ โบโซรก เตหะรานี เล่ม 3 หน้า 1083 คัดลอกมาจากชะรัฟฟุดดีน มุฮัมมัดระฎอ ฮะกีมี พิมพ์ที่ ฟัรฮังอิสลาม พิมพ์ครั้งที่ 10 ปีก 1375 หน้า 55
[2] นักเขียนบทกวีชาวเลบานอน เจ้าของตำราจำนวนมากมายอาทิเช่น บาฮะซะตุลบาดียะฮฺ อัลมาซาวาตและ ฯลฯ
[3] มุก็อดดิมะฮฺนัศ  วัล อิจญฺติฮาด หน้า 14 คัดลอกมาจากชะรัฟฟุดดีน ญาวูช วะฮฺดัต กัลป์บีซอเดะฮฺ พิมพ์ที่ศูนย์การพิมพ์ของ ซอเซมอนตับลีฆฆอต อิสลาม พิมพ์ครั้งแรก ปี 1372 หน้า 144
[4] ตามความเชื่อของชีอะฮฺ มีลาดดุนนบี ตรงกับวันที่ 17 เราะบีอุลเอาวัล ส่วนวันที่ 12 เราะบีอุลเอาวัล เป็นเมาลุดดุนนบีตามความเชื่อของซุนนียฺ ซึ่งต่อมาระหว่างวันที่ 12-17 เราะบีอุลเอาวัลได้ถูกจัดให้เป็นสัปดาห์แห่งเอกภาพระหว่างซุนนียฺและชีอะฮฺ
[5] โรงเรียนตับชีรียฺ และโรงเรียนที่เปิดสอนเพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสต์
[6] จุดประสงค์ของคำว่าเอกภาพหมายความอะไร หมายถึงการเลือกสำนักคิดหนึ่งให้เหมือนกันและปฏิบัติตัวเช่นเดียวกันกระนั้นหรือ หรือว่าจุดประสงค์ของเอกภาพหมายถึงการแสวงหาจุดร่วมที่เหมือนกัน และปล่อยวางจุดที่มีความแตกต่างกันโดยกำหนดแนวทางใหม่ขึ้นมาโดยให้ต่างไปจากสำนักคิดที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือว่าเอกภาพในอิสลามหมายถึง ความเป็นเอกภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับสำนักคิดต่างๆ ทว่าจุดประสงค์คือการสร้างความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิมโดยไม่คำนึงถึงสำนักคิดของพวกเขา แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันก็ต่าง เพื่อนำเอาความเป็นเอกภาพเป็นพลังต่อสู้กับอำนาจของศัตรู
ชะฮีดมุรตะฏอ มุเฏาะฮะรียฺ จดหมายเหตุของท่านอัลลามะฮฺ อะมีนี บทความอัลเฆาะดีร และวะฮฺดัตอิสลาม หน้า 231-242 คัดลอกมาจากชะรัฟฟุดดีน มุฮัมมัด ริฏอ ฮะกีมมี หน้า 128
[7]  ชรัฟฟุดดีน มุฮัมมัด ริฎอ ฮะกีม หน้า 123
[8] อัลลามะฮฺ ชรัฟฟุดดีน ฌอลูช วะฮฺดัต มุซเฏาะฟา กุลีซอเดะฮฺ หน้า 80,85 , ชรัฟฟุดดีน มุฮัมมัด ริฎอ ฮะกีม หน้า 136, 138
[9] อัลมุรอญิอาต บทนำ หน้า 25 คัดลอกมาจากชรัฟฟุดดีน ฌอลูช วะฮฺดัต มุซเฏาะฟา กุลี ซอเดะ หน้า 84-85
[10] อัลมุรอญิอาต บทนำ หน้า 7-8 คัดลอกมาจากชรัฟฟุดดีน มุฮัมมัดริฎอ ฮะกีม หน้า 208
[11] บทนำ ซัยยิดมุฮัมมัด ตะกีฮะกีม ในการอิจญฺติฮาดและนัซ แปลโอยเชคอะลี ดะวานี หน้า 30
[12] สิ่งจำเป็นต้องกล่าวถึงคือ การย้อนกลับไปยังหลักฐานเหล่านี้สิ่งจำเป็นคือ ตราบที่โองการและฮะดีซสามรถพิสูจน์ได้ ก็เป็นที่ยอมรับได้เช่นกัน กล่าวคือผู้ที่ย้อนกลับไปนั้นต้องมีองค์ความรู้ที่เพียงพอต่อการสร้างความเข้มใจด้วย ต้องมีความรู้ริญาล ดิรอยะฮฺ และฟิกฮฺฮะดีซอย่างเพียงพอด้วย นอกจากนั้นแล้วต้องมีความเข้าใจที่ลึกซึ้ง และละเอียดอ่อน และมีความรู้รอบตัวนอกจากโองการและฮะดีซด้วย ชรัฟฟุดดีน มุฮัมมัดริฎอ หน้า 151-152
[13] สำหรับการรู้จักผลงานของซัยยิดชรัฟฟุดดีนให้มากยิ่งขึ้น โปรดศึกษาหนังสือ ฌอลูช วะฮฺดัต มุซเฏาะฟา กุลีซอเดะฮฺ หน้า 189- 192, ชรัฟฟุดดีน มุฮัมมัด เรซา ฮะกีม