แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดีย

อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดีย

ความสมานฉันท์และการให้ความร่วมมือกัน เป็นประเด็นที่มีความสำคัญและเป็นความต้องการอย่างสูงของสังคมอิสลาม ในยุคปัจจุบัน ในยุคสมัยนี้บรรดาผู้ปฏิเสธต่างให้ความร่วมมือและประสานใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งหมดพร้อมใจกันเพื่อเผชิญหน้ากับอิสลาม ดังนั้น มุสลิมต้องรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกัน และต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษกับปัญหาที่เกิดขึ้น หนทางเดียวที่จะทำให้มุสลิมไม่เพี้ยงพล้ำและมีชัยชนะเหนือพวกล่าอาณานิคมตลอดไปคือ ความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิม
ประชาคมมุสลิมโลกถึงแม้วาจะแตกต่างกันที่สีผิว หรือแนวทางที่ยึดถือก็ตามนั่นเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่ไม่ใช่ปัญหา สิ่งสำคัญคือการร่วมมือกันต่อสู้กับแนวคิดที่แยกศาสนาออกจากการเมือง บรรดานักปราชญ์และนักวิชาการในอดีตไม่ว่าจะเป็นซุนนีย์หรือชีอะฮฺ ต่างได้ร่วมกันต่อสู้กับแนวคิดเช่นนี้มาแล้ว พวกเขาได้แสดงให้เห็นวิธีการต่อสู้ที่สวยงามที่สุดมาแล้วนั่นคือ ความเป็นเอกภาพและความสมานฉันท์ในหมู่มุสลิม ฉะนั้น บทความนี้จึงใคร่ขอนำเสนอนักปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่านแห่งโลกอิสลามแก่ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้แก่ ท่านอายะตุลลอฮฺ อัลอุซมา บุรูญิดดียฺ และท่านเชคมะฮฺมูดชัลตูต การที่นำเสนอชีวประวัติของนักปราชญ์ทั้ง 2 ท่านนี้ เนื่องจากทั้งสองมีจุดคล้ายเหมือนกัน และที่สำคัญท่านทั้งสองได้ต่อสู้เรื่องความเป็นเอกภาพด้านนิกายในหมู่มุสลิมมาอย่างช้านาน ผลงานที่เป็นมรดกอันล้ำค่าของสังคมที่ท่านทั้งสองได้แสดงไว้จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคู่คือ การสร้างความเป็นเอกภาพ
ประวัติสายตระกูลอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดีย
ท่านเป็นซัยยิดมาจากตระกูล เฏาะบาเฎาะบาอียฺ เมืองบุรูญิดดียฺ  สายตระกูลของท่านหากนับย้อนขึ้นไป 30 รุ่น จะสิ้นสุดที่ท่านอิมามฮะซัน มุจญฺตะบา (อ.) บิดามารดาของท่านมาจากตระกูลที่เป็นนักปราชญ์ทางศาสนา และเป็นที่รู้จักกันดีของสังคมในละแวกนั้นและสังคมทั่วไป เนื่องจากในสองสามศตวรรษที่ผ่านมาสายตระกูลของท่านถูกรู้จักในนามของมัรญิอฺ และผู้นำสังคมชีอะฮฺ คุณปู่ชั้นที่ห้าของท่านคือ ท่านอายะตุลลอฮฺ ซัยยิดมุฮัมมัด เฎาะบาเฎาะบาอียฺ บุรูญิดดียฺ เป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ของนะญัฟอัชรอฟ มีผลงานเขียนมากมาย อีกด้านหนึ่งท่านถือว่าเป็นที่น้องบุญธรรมกับท่านอัลลามะฮฺ มัจญฺลิซซียฺที่ 1 เช่นเดียวกันอัลลามะฮฺ บะฮฺริลอุลูม ซัยยิดมุฮัมมัด มะฮฺดียฺ เฏาะบาเฏาะบาอียฺ ลุงของปู่ชั้นที่สองท่านเป็นอุละมาอฺที่ยิ่งใหญ่ และเป็นลูกศิษย์ของท่านวะฮีด บะฮฺบะฮานียฺ น้องชายของท่านอายะตุลลอฮฺ บะฮฺริลอุลูมคือ ท่านอายะตุลลอฮฺ ซัยยิด ญะวาด เฏาะบาเฏาะบาอียฺ ซึ่งถือว่าเป็นคุณปู่ชั้นที่สาม ส่วนบุตรชายของท่านคือ ท่านมีรซาอะลี นะกียฺ เฏาะบาเฏาะบาอียฺคุณปู่ชั้นที่สอง และบุตรชายของท่านคือ ท่านมีรซาอะฮฺมัด เฎาะบาเฎาะบาอียฺ คุณปู่ชั้นที่หนึ่งของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นมุจญฺตะฮิดระดับสูงทั้งสิ้น
การถือกำเนิด
อายะตุลลอฮฺ ซัยยิด ฮุซัยนฺ บุรูญิดดียฺ ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อเดือนเซาะฟัร ปี ฮ.ศ. 1292 ณ เมืองบุรูญิดดียฺ บิดาของท่านนามว่า ฮัจญี ซัยยิดอะลี เฏาะบาเฏาะบาอียฺ เป็นนักปราชญ์ทียิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการฟูมฟักวิชาการแก่ท่านบุรูญิดดียฺอย่างมาก ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺได้เชื่อฟังคำสั่งของบิดาโดยเข้ารับการศึกษาศาสนาจากโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่ง ท่านได้ศึกษาบทกวีของ ฆุลเสลตอน สะอฺดียฺ หนังสือญามิอุลมุก็อดดิมาต[1] (ไวยากรณ์อาหรับขั้นพื้นฐาน) หนังสือซุยูฏียฺ[2] (หนังสือไวยากรณ์อาหรับระดับสูง) หนังสือมันฏิก[3] หลังจากนั้นท่านได้ไปศึกษาต่อในโรงเรียน นูรบัคชฺ ที่ตั้งอยู่ในเมืองนั้นเอง หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับพื้นฐานแล้ว ท่านก็ได้เข้าศึกษาวิชาฟิกฮฺและอุซูล ขณะที่ศึกษาอยู่นั้นท่านได้ทำการยกระดับจิตใจให้สูงส่ง และพัฒนาเรื่องจริยธรรมควบคู่ไปด้วย จนกระทั่งไปถึงจุดสูงสุดของชีวิต
เดินทางไปเมืองเอซฟาฮาน
ซัยยิดฮุซัยนฺ บุรูญิดดียฺ ในปี ฮ.ศ.ที่ 1310 ประมาณอายุ 18 ปี ท่านได้เดินทางไปศึกษาศาสนาต่อ ณ เมืองเอซฟาฮานในสถานบันศาสนาแห่งหนึ่งนามว่า ซ็อดรฺ ขณะนั้นเป็นช่วงรุ่งเรืองของสถาบันศาสนาในเมืองเอซฟาฮานพอดี ซึ่งซัยยิด บุรูญิดดียฺ ก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าไป ท่านได้ใช้โอกาสอย่างคุ้มค่าที่สุด ในระยะเพียง 4 ปี ท่านได้เข้าศึกษาระดับสูงกับท่านอายะตุลลอฮฺ มีรซา อบุลมะอาลี กัลป์บอซียฺ ซัยยิด มุฮัมมัด ตะกียฺ มุดัรริซ ซัยยิดมุฮัมมัด บากิร ดัรเฌะอียฺ ญะฮอนกีร คอน กิชฆออียฺ และมุลลามุฮัมมัด กาชานียฺ (วารสาร เฮาเซะฮฺ ฉบับที่ 53 หน้า 52-57)  มีอยู่วันหนึ่งขณะที่ท่านบุรูญิดดียฺได้ปฏิบัติเหมือนกับวันก่อนๆ คืออ่านและค้นคว้าตำรับตำรา ได้มีจดหมายจากบิดาของท่านส่งมาถึง และเรียกตัวท่านกลับเมืองบุรูญิดดียฺโดยด่วน ท่านบุรูญิดดียฺรีบกลับบ้านทันที เมื่อกลับไปถึงท่านถึงทราบว่าบิดาได้เรียกตัวกลับมา เพื่อให้ท่านสมรสกับสตรีที่ตระเตรียมไว้ให้ ในตอนแรกท่านเกรงว่าการสมรสจะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา ท่านจึงไม่ตอบตกลง แต่หลังจากได้ปรึกษากับบิดาประกอบกับคำขอร้องของท่านบิดา ท่านจึงได้ตอบตกลง หลังจากสมรสแล้วท่านได้อยู่ที่เมืองบุรูญิดดีย์ระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นท่านได้เดินทางไปเอซฟาฮานพร้อมกับครอบครัว เพื่อศึกษาต่อ ซึ่งในช่วงนี้ท่านได้ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าอยู่นานประมาณ 5 ปี ซึ่งรวมระยะเวลาทั้งสิ้นที่อยู่ในเมืองเอซฟาฮานประมาณ 9 ปีเศษ เมื่อถึงตอนนี้ระดับความรู้ของท่านได้ก้าวไปถึงระดับหนึ่งที่หน้าพอใจ (ดะวอนนี 1372 หน้า 95)
เดินทางสู่นะญัฟอัชรอฟ
ฮัจญีฮุซัยนฺ ได้เดินทางกลับบ้านเกิดอีกครั้งในปี ฮ.ศ 1319 หลังจากนั้นบิดาของท่านได้แนะนำว่าให้ไปศึกษาต่อที่นะญัฟอัชรอฟ ท่านได้ศึกษาที่นะญัฟอยู่นานถึง 9 ปี ได้รับการศึกษาวิชาริญาล ฟิกฮฺ และอุซูลระดับสูง จากท่านอายะตุลลอฮฺ อัลอุซมา ออคูน โครอซานียฺ ซัยยิดมุฮัมมัดกาซิม ยัซดียฺ และเชคอัชชะรีอะฮฺ เอซฟาฮานียฺ แนวทางศึกษาค้นคว้าของท่านในนะญัฟนั้น เหมือนกับเป็นการสร้างระบบการศึกษาใหม่ไปในตัว เนื่องจากท่านเป็นคนชาญฉลาด มีไหวพริบดี และมีความรวดเร็วในการรับและถ่ายข้อมูล สร้างความฉงนแก่คณาจารย์และนักศึกษาทั่วไป วิชาการของท่านได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากทาน อายะตุลลอฮฺ ออคูนโครอซานียฺ (วารสาร เฮาเซะฮฺ ฉบับที่ 43-44 หน้า 314) เนื่องจากการพัฒนาการด้านวิชาการของท่านเป็นไปอย่างมีระบบและรวดเร็ว จึงได้รับการผลักดันจากบรรดาคณาจารย์ให้สอนหนังสือในนะญัฟ ดังนั้น นอกจากท่านจะได้รับการศึกษาระดับสูงจากบรรดาคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ตัวท่านยังเป็นอาจารย์สอนอีกต่างหาก ในเวลานั้นท่านได้สอนหนังสือ ฟุซูล[4] แก่นักศึกษาในนะญัฟ การสอนของท่านมีวิธีการใหม่ที่แตกต่างไปจากคณาจารย์รุ่นก่อน  (วารสาร เฮาเซะฮฺ ฉบับที่ 43,44 หน้า 315)
กลับสู่มาตุภูมิ
อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ หลังจากศึกษาอยู่ที่นะญัฟนานเกือบ 10 ปี ท่านได้เดินทางกลับมาตุภูมิเมืองบุรูญิดดียฺอีกครั้ง ราวปี ฮ.ศ. 1328 เพื่อเยี่ยมเยือนครอบครัว แต่ในครั้งนี้ท่านได้รับการต้อนรับจากประชาชน และอุละมาอฺอย่างอุ่นหนาฝาคลั่งเป็นพิเศษกว่าครั้งก่อนๆ  แต่เวลาผ่านไปได้ไม่ถึง 6 เดือน ท่านต้องมาสูญเสียบิดาสุดที่รักคือ ท่านอายะตุลลอฮฺซัยยิด อะลี เฏาะบาเฏาะบาอียฺ ผู้เป็นนักปราชญ์ระดับสูงในเวลานั้นไป การจากไปของบิดาได้สร้างความรันทดใจแก่ท่านบุรูญิดดียฺเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าท่านได้สัญญากับอาจารย์คือ ท่านอายะตุลลอฮฺ โครอซานีย์ว่าจะกลับมาศึกษาต่อที่นะญัฟอีกครั้ง แต่การสูญเสียบิดาไปในครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของท่านไป ท่านจึงใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองบุรูญิดดียฺนั้นเอง แต่หลังจากนั้นไม่นานราวปี ฮ.ศ. ที่ 1329 ท่านต้องมาสูญเสียอาจารย์สุดที่รักซึ่งเปรียบเสมือนบิดาคนที่สองท่านคือ ท่านอายะตุลลอฮฺ โครอซานียฺ ไป ความโศกเศร้าได้ถาถมเข้ามาเป็นระรอกที่สอง มันได้ถอดถอนกำลังใจและความอดกลั้นออกไปจากท่านบุรูญิดดียฺเกือบหมด ท่านได้กล่าวกับเพื่อนๆ เสมอว่า “การสูญเสียบิดาทั้งสองอย่างต่อเนื่องกันมันได้บั่นทอนจิตใจของฉัน และยากที่จะลืมเลือน” (ดะวอนนียฺ 1372 หน้า 101)
อย่างไรก็ตามท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ไม่สามารถกลับไปศึกษาต่อที่นะญัฟได้อีก ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ท่านพำนักอยู่ในเมืองบุรูญิดดียฺ นานเกือบ 30 ปี แต่ตลอดระยะเวลาที่อยู่นั้น ท่านได้สอนและเขียนตำราขึ้นมากมายวิถีชีวิตของท่านเปลี่ยนไปเป็น ผู้เชี่ยวชาญพิเศษสำหรับสถาบันสอนศาสนา ผลงานส่วนใหญ่ที่ท่านเขียนขึ้นมานั้นก็อยู่ในช่วงระยะเวลา 30 ปีนั้นเอง ความรู้อันเรื่องลือของท่านทำให้นักศึกษาที่กระหายในความรู้ทั้งจากเมืองกุม กาชาน เอซฟาฮาน และอะฮฺวาซต่างมุ่งหน้าเดินทางไปศึกษาหาความรู้กับท่านถึงเมืองบุรูญิดดียฺ ในเวลานั้นเมืองบุรูญิดดียฺได้กลายเป็นศูนย์กลางทางความรู้ไปโดยปริยาย นอกจากนั้นแล้วภายในเมืองนี้ท่านยังกลายเป็นมัรญิอฺตักลีด และกลายเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของชาวเมืองไปโดยปริยาย ทุกๆ นมาซบ่ายท่านจะนำนมาซในมัสญิด นาซิกกุดดีน และทุกนมาซมัฆริบท่านจะนำนมาซในมัสญิด ฮาจญ์ออกอมะฮฺดียฺ แต่ในช่วงสุดท้ายท่านได้นำนมาซในมัสญิด ชาฮฺ ด้วย นอกจากนำนมาซแล้ว ท่านยังได้ตอบปัญหาและแก้ไขปัญหาสังคมร่วมไปด้วย (ดะวอนนียฺ 1372 หน้า 102-103)
การเดินทางอีกครั้งของท่าน
ในปี ฮ.ศ. ที่ 1344 ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดีย์ ได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีฮัจญฺแล้ว ประมาณปลายปี ฮ.ศ. ที่ 1345 ท่านได้เดินทางไปซิยาเราะฮฺกาซิมัยนฺและซามิรรอ เพื่อเยียมสุสานของบรรดาอิมามมะอฺซูมที่ฝังอยู่ ณ ที่นั้น หลังจากนั้นท่านได้เดินทางกลับอิหร่านโดยใช้เส้นทางผ่านเมืองบัศเราะฮฺ ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงการต่อสู้ของท่านอายะตุลลอฮฺ นูรุลลอฮฺ และอายะตุลลอฮฺนะญะฟีย์ ทั้งสองเป็นอุละมาอฺประจำเมืองเอซฟาฮาน ซึ่งทั้งสองได้ลุกต่อต้านกษัตริย์ เรซาคอน ในเวลานั้นท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ถูกจับกุมและถูกส่งตัวเข้าเตหะรานทันที ท่านได้รับการอารักขาจากเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี เมือถึงเตหะรานระซาคอน ได้รีบเดินทางมาเยี่ยมท่านจุดประสงค์ที่มาเยี่ยมเพื่อต้องการลดเกียรติท่าน ต่อหน้าท่านอายะตุลลอฮฺ ซัยยิด อับดุลกะรีม ฮาเอรียฺ เรซาคอน ได้ให้อายะตุลลอฮฺทั้งสองเผชิญหน้ากัน แต่อย่างไรก็ตามท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ถูกคุมตัวอยู่ที่เตหะรานนานประมาณ 100 วัน หลังจากหลังนั้นท่านได้เดินทางต่อไปมัชฮัด เพื่อเยื่ยมสุสานของท่านอิมาม อะลี ริฎอ (อ.) ซึ่งท่านได้พำนักอยู่ที่มัชฮัดเป็นเวลานานถึง 13 เดือนด้วยกัน หลังจากนั้นท่านได้เดินทางมาเมืองกุ่มและพำนักอยู่ที่กุ่มเพียงเล็กน้อย ท่านจึงเดินทางกลับบ้านเกิดของท่าน ซึ่งได้รับการต้อนรับจากประชาชนอย่างดี ซึ่งท่านได้พำนักอยู่ที่บุรูญิดดียฺจนถึงปี ฮ.ศ ที่ 1363 (ดะวอนนียฺ 1372 หน้า 104 วารสารเฮาเซะฮฺ ฉบับที่ 43-44 หน้า 133, 337)
การยอมรับการเป็นมัรญิอฺศาสนา
ในปีฮ.ศ. ที่ 1364 ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดีย์ ล้มป่วยลง และได้ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลฟีรูซออบอดียฺในเตหะราน ซึ่งได้รับการผ่าตัดถึงสองครั้ง ซึ่งภายในโรงพยาบาลได้มีนักการศาสนาจากเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเตหะราน กุ่ม เอซฟาฮานต่างเดินทางไปเยี่ยมอาการป่วยไข้ของท่านอย่างไม่ขาดสาย ในเวลานั้นมีนักปราชญ์ระดับสูงและเป็นที่รู้จักกันดีของสถาบันศาสนา ซึ่งหนึ่งในนั้นมีท่านอายะตุลลอฮฺ ฮัจญฺ รูฮุลลอฮฺ โคมัยนี อยู่ด้วย ในช่วงเวลานั้นท่านอายะตุลลอฮฺ โคมัยนี ได้ฉวยโอกาสขอร้องให้ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ มาประจำการที่เมืองกุม และยอมรับการเป็นผู้อำนวยการสถาบันสอนศาสนาในเมืองกุ่ม พร้อมการเป็นมัรญิอฺศาสนาประจำนิกายชีอะฮฺ (มุฮัมมัด วาอิซียฺ ซอเดะฮฺ โคราซอนนียฺ ฮ.ศ. 1421, 1379 หน้าที่ 53)
ประเด็นดังกล่าวเมื่อได้รับการขอร้องจากหลายฝ่าย ในที่สุดท่านอายะตุลลอฮฺบุรูญิดดียฺ ก็ยอมรับเงื่อนไข ประมาณวันที่ 26 เดือนเซาะฟัร ปี ฮ.ศ 1364 ท่านได้เดินทางเข้ากุ่ม ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากบรรดามัรญิอฺ นักการศาสนา และประชาชนชาวเมืองกุ่ม เมื่อท่านได้เข้าพำนักในเมืองกุ่มอย่างเป็นทางการแล้ว ท่านก็ได้เริ่มสอนหนังสือทั้งวิชาฟิกฮฺ และอุซูลโดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากบรรดามัรญิอฺในกุ่ม ซึ่งบรรดาสานุศิษย์ของท่านล้วนเป็นปราชญ์ระดับสูงทั้งสิ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือท่าน อายะตุลลอฮฺ โคมัยนี ซัยยิดมุฮัมมัด มุฮักกิก ดามอด ฮัจญีมุรตะฎอ ฮอเอรียฺ (อะลี ออบอด 1379 หน้า 44 วารสาร เฮาเซะฮฺ ฉบับที่ 42-43)
ในเวลานั้นท่านอายะตุลลอฮฺ ซ็อดรุดดีน ซ็อดร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในมัรญิอฺตักลีด ท่านเป็นผู้นำนมาซญะมาอะฮฺอยู่ที่ฮะรัมท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ มะอฺซูมมะฮฺ ท่านได้มอบตำแหน่งอิมามญะมาอะฮฺให้กับท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ และตัวท่านก็ยุติการเป็นอิมามญะมาอะฮฺ มัรฮูม อายะตุลลอฮฺ ซัยยิด มุฮัมมัด ฮุจญ์ตียฺ ซึ่งเป็นหนึ่งในมัรญิอฺตักลีด ท่านได้มอบสถานที่สอนหนังสือแก่อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ นอกจากนั้นท่านอายะตุลลอฮฺ มัรฮูมซัยยิด มุฮัมมัดตะกียฺ โคราซอนนียฺ ซึ่งเป็นมัรญิอฺที่รู้จักกันดีทั้งในเมืองกุ่มและนะญัฟ ท่านได้ให้เกียรติอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดีย์ โดยเข้ารับการศึกษาในชั้นเรียนของท่าน ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้เท่ากับเป็นการสนับสนุนความเป็นผู้นำของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดีย์ไปโดยปริยาย (ดะวอนนีย์ 1372 หน้า 119-120)
นอกจากนั้นแล้วในปี ฮ.ศ.ที่ 1365 ท่านอายะตุลลอฮฺ ซัยยิดอบุลฮะซัน เอซฟาฮานียฺ เป็นหนึ่งในมัรญิอฺที่ทรงคุณวุฒิของชีอะฮฺประจำนะญัฟ ท่านได้กล่าวกับสานุศิษย์รายลอบท่านว่า ให้ตักลีดกับท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ซึ่งในช่วงระยะไม่นานนักท่านอายะตุลลอฮฺบุรูญิดดียฺได้ก้าวขึ้นไปสู่การเป็นผู้นำสูงสุด นานประมาณ 16 ปี จนถึงปีที่ ฮ.ศ. 1380 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งยิ่งใหญ่ อันเป็นสาเหตุทำให้สถานบันศึกษาแห่งเมืองกุ่มต้องปรับเปลี่ยนท่าทีไปด้วย ความเป็นเอกภาพระหว่างสถาบันศาสนา นักการศาสนา และประชาชนกลุ่มต่างๆได้มีมากขึ้น (อะบาซัร 1383 หน้า 26-27)
การสร้างแนวใหม่ในการพิสูจน์อะฮฺกาม
1) การนำเสนอแนวใหม่ในฟิกฮฺ
แนวทางการอิจญฺติฮาดของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ในเมื่องกุ่มนั้น แปลกใหม่ไปจากแนวทางเดิม แม้แต่ในนะญัฟก็ตาม แนวทางที่บรรดามัรญิอฺได้ใช้พิสูจน์อะฮฺกามปัจจุบัน จะอาศัยหนังสือฮะดีซต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺเมื่อก้าวไปสู่การเป็นมัรญิอฺ ท่านได้สรรหาวิธีการใหม่ ที่ประณีตและละเอียดกว่า โดยท่านจะพิจารณาคำพูดของบรรดามัรญิอฺในอดีต และบรรดาอุละมาอฺล่าสุด แต่การนำประเด็นปัญหานั้นย้อนไปยังหนังสือของอุละมาอฺรุ่นก่อนท่านถือว่าเป็น หลักการใหญ่และเรียกสิ่งนั้นว่า อุซูลมุตะอัลละกอต วิธีการพิสูจน์รายละเอียดของฟิกฮฺ ถ้าต้องย้อนกลับไปมาฮะดีซ ท่านจะย้อนไปพิจารณาถึงช่วงเวลาที่ศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวฮะดีซนั้นออกมา ท่านจะสอบถามบรรดานักปราชญ์ฝ่ายซุนนียฺ และทัศนะของพวกเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมะดีนะฮฺ นอกจากนั้นท่านจะสอบถามประชาชนจากที่ต่างๆ ที่พำนักอยู่ในที่นั้น หรือที่มีความสัมพันธ์ติดต่อกัน ท่านจะค้นหาสาเหตุที่ผู้คนได้สอบถามจากเซาะฮาบะฮฺ หรือจากบรรดาอิมาม (อ.) แน่นอนว่าความสามารถที่ครอบคลุมของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺที่มีต่อประเด็นต่างๆ สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญ ที่ส่งผลให้ท่านออกฟัตวาได้เป็นอย่างดี (วารสาร เฮาซะฮฺ ฉบับที่ 43-44)
2) แนวอุซูลของท่านอายะตุลลอฮฺบุรูญิดดียฺ
ความอัจฉริยะด้านอุซูลของท่านอายะตุลลอฮฺบุรูญิดดียฺ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วิชาการด้านนี้มีความก้าวหน้า เกี่ยวกับเรื่อง อิจญฺติมาอฺ ท่านมีแนวคิดอันเฉพาะของท่าน ส่วนเรื่อง อินซิดาด นั้นท่านมีแนวคิดที่ต่างไปจากบรรดานักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงก่อนหน้านั้น ซึ่งท่านถือว่าสิ่งนั้นเป็นฮุจญัติสมบูรณ์สำหรับเรื่อง ซอน ขณะเดียวกันท่านมีเหตุผลอันเฉพาะส่วนตัวที่เชื่อว่า อิงซิดาด เป็นเหตุผลสำหรับเคาะบัรวาฮิด และท่านยังถือว่าการวิพากประเด็นปัญหาดังกล่าวในวิชาอุซูลถือเป็น ฮุจญัติ หรือเป็นเหตุผลหลักสี่ประการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นความอัจฉริยะพิเศษสำหรับท่าน (อะฮฺมัดดียฺ 1379 หน้า 128 คัดลอกมาจากท่านอายะตุลลอฮฺ ซอฟียฺ ฆุ้ลภัยฆอนียฺ
3) ความเป็นตัวของตัวเองในวิชาริญาล
หนึ่งในสาขาที่มีความสำคัญด้านวิชาการในสถาบันศาสนา และถือว่าเป็นหลักสำคัญแห่งความก้าวหน้าในการพิสูจน์ความจริง ซึ่งเรียกวิชานั้นว่า อิลมุริญาล[5] ท่านอายะตุลลอฮฺบุรูญิดดีย์นั้นถือว่าเป็นหนึ่งในปราชญ์ที่มีความชำนาญด้านริญาลเป็นพิเศษ จนได้รับสมญานามว่าท่านคือ ผู้ล่วงรู้ประวัตินักรายงานฮะดีซเหมือนนับนิ้วมือตัวเอง (อะลี ออบอดี 1379 หน้า 83 คัดลอกมาจากอายะตุลลอฮฺ มีรซาฮุซัยนฺ นูรีย์ ฮัมเมดานนี) เนื่องจากความรอบรู้และประสบการณ์พิเศษของท่านด้านนี้ จึงทำให้ท่านสามารถนำเสนอสิ่งใหม่ๆ เป็นมรดกตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน  เช่น ท่านได้ทำการแยกสายรายงานฮะดีซต่างๆ จากตัวบทของฮะดีซ และทำการพิจารณาพิเศษที่ลงไป ท่านได้จัดแบ่งฮะดีซให้เรียบง่ายขึ้นสำหรับการค้นคว้า โดยจัดแบ่งนักรายงานฮะดีซออกเป็นรุ่นแรกของอิสลาม ยุคสมัยของบรรดาอิมาม ยุคสมัยที่อิมามเร้นกายระยะสั้น และยุคสมัยการเร้นกายระยะยาว หลังจากนั้นท่านได้กำหนดนักรายงานฮะดีซไว้ในแต่ละยุค ซึ่งการจัดแบ่งของท่านได้ยึดถือมาจนถึงปัจจุบัน (อะลี ออบอดียฺ 1379 หน้า 86, ดะวอนีย์ 1372 หน้า 160)
แนวทางการคิดเรื่องความสมานฉันท์
ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ได้นำเสนอแนวทางการชี้นำเรื่องในการพิสูจน์หลักอะฮฺกาม (หลักปฏิบัติ) แล้ว ท่านยังได้ค้นคว้าเรืองฟิกฮฺของพี่น้องซุนนีย์อีกด้วย ท่านกล่าวเสมอว่าฟิกฮฺชีอะฮฺคือคำอธิบายฟิกฮฺ ซุนนีย์ เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาอำนาจการปกครองมิได้อยู่ในมือของชีอะฮฺ ซึ่งส่วนใหญ่การปกครองอยู่ในอำนาจของราชวงศ์อับบาซซียฺ ดังนั้น ฟัตวาส่วนใหญ่อะฮฺลิซซุนนะฮฺ จึงเป็นผู้ออกบรรดาสหายของท่านอิมาม (อ.) ได้เคยถามท่านอิมามถึงประเด็นนี้ขณะที่ผู้ปกครองในสมัยนั้นเป็นที่รับรู้กันดีถึงความร้ายกาจ ซึ่งท่านอิมามได้ตอบไปบนพื้นฐานดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ฟิกฮฺของชีอะฮฺนั้นจะเป็นผู้ตรวจสอบฟิกฮฺของซุนนียฺ เนื่องจากคำตอบของอิมาม (อ.) คือผู้ตรวจสอบฟัตวาของฮากิม ด้วยเหตุนี้ ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ จึงถือว่าการค้นคว้าตำราซุนนียฺคือปฐมบทสำคัญสำหรับการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับฟิกฮฺ และการอิจญฺติฮาด ฉะนั้น การให้ความสำคัญต่อประเด็นดังกล่าวคือ สาเหตุที่ทำให้ท่านมีความสามารถและความเข้าใจฟัตวาของ อุละมาอฮฺได้เป็นอย่างดี เช่น เลส ซูรียฺ เอาซออียฺ ซอเฮรียฺ และคนอื่นๆ บางครั้งความเข้าใจของท่านนั้นลึกซึ่งจนอุละมาอฺซุนนียฺที่มาพบท่านถึงกับประหลาดใจ (อะฮฺมัดดียฺ 1379 หน้า 127 คัดลอกมาจากอายะตุลลอฮฺ ซอฟียฺ ฆุลภัยฆอนียฺ)
อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺไม่เคยมองฟัตวาหรือทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺในแง่ร้าย ทว่าท่านพยายามที่จะสร้างความเข้าใจในเหตุผลของการออกคำฟัตวา หรือค้นหารากที่มาของเรื่องนั้นมากกว่า เช่น การเป็นวาญิบนมาซตรงเวลา ซึ่งพี่น้องซุนนีย์ส่วนใหญ่ถือว่าสิ่งนั้นเป็นความจำเป็น ส่วนการปล่อยเวลาให้ล่าช้าออกไปโดยปราศจากข้ออ้าง หรือเหตุผล ถือว่าไม่อนุญาต[6] ท่านกล่าวว่า ฟัตวาของอะฮฺลุซซุนนะฮฺ มาจากพื้นฐานที่ว่า ครั้งหนึ่งท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้นำนมาซ ซึ่งหน้าที่ของอิมามต้องมาในเวลาที่กำหนดไว้ และศาสดาได้มานำนมาซตรงเวลา และบรรดาเซาะฮาบะฮฺและตาบิอีนได้ยึดเอาเป็นแบบอย่างเรื่อยมา ต่อมาได้ถือเป็นแบบอย่างของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ขณะที่เราะซูล (ซ็อล ฯ) บางครั้งท่านเลือกตรงเวลาและให้ความสำคัญมาก ซึ่งบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ก็ได้กล่าวสนับสนุนไว้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานการออกคำฟัตวาของชีอะฮฺก็วางอยู่บนพื้นฐานดังกล่าวเช่นกัน (วาอิซียฺ ซะเดะฮฺ โคราซอนียฺ ฮ.ศ 1421 – 1379 หน้า 88) ดังนั้น ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ จึงกล่าวว่าพื้นฐานฟัตวาของอะฮฺลุซซุนนะฮฺในเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง
ความสมานฉันท์ในอิสลาม
ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺมีความเชื่อว่าการร่วมกันจรรโลงประเด็นของ ความเป็นเอกภาพในหมู่ประชาชาติ เป็นหน้าที่สำหรับผู้รู้ชีอะฮฺทุกท่าน ที่จะต้องสร้างให้สิ่งนี้เกิดขึ้นให้จงได้ จนกระทั่งวันสุดท้ายแห่งชีวิตอนจำเริญของท่าน แม้ว่าบางครั้งท่านจะหมดสติไป แต่เมื่อได้สติขึ้นมาท่านจะถามทันที่ว่า ออกอเชคมุฮัมมัด ตะกียฺ ไปอียิปต์แล้วหรือยัง (อะฮฺมัด วาอิซียฺ 1379 หน้า 171 และ 233)
เชคมุฮัมมัด ตะกียฺ กุมมี ตัวแทนของท่านในมหาวิทยาลัย อัลอัซฮัร และองค์กรสมานฉันท์ระหว่างนิกายในอิสลาม ซึ่งก่อตั้งขึ้นที่อิยิปตฺ ซึ่งในช่วงนั้นท่านได้เดินทางกลับมาอิหร่าน และมาพักอยู่ที่กุ่ม
ชะฮีด มุเฎาะฮะรียฺ ได้เขียนบทความภายใต้หัวข้อ การรับใช้ของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ว่าหนึ่งในการรับใช้อันยิ่งใหญ่ของท่านคือ การให้ความสำคัญต่อเอกภาพและความสมานฉันท์ในหมู่มุสลิม การสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกัน ท่านคือผู้ที่มีความเข้าใจในประวัติศาสตร์ และนิกายต่างๆ ในอิสลาม ท่านเข้าใจการเมืองของผู้ปกครองในอดีตได้เป็นอย่างดีว่า พวกเขาต้องการสร้างความแตกแยกให้เกิดในสังคมอิสลามตลอดเวลา และท่านยังทราบดีอีกว่าในปัจจุบัน นักล่าอาณานิคมต่างใช้ช่องว่างนี้แสวงหาผลประโยชน์จากมุสลิม ท่านทราบดีว่าความห่างไกลระหว่างชีอะฮฺกับนิกายอื่นๆ จะส่งผลทำให้พวกเขาไม่รู้จักชีอะฮฺ และจะทำให้เราไม่เข้าใจความจริง ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงมัรญิอฺที่รณรงค์เรื่องการสร้างความเข้าใจทีดีต่อกัน ระหว่างชีอะฮฺและซุนนียฺ ซึ่งด้านหนึ่งคือ ความสมานฉันท์ ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายหลักและเป้าหมายใหญ่ของอิสลาม อีกด้านหนึ่งเป็นหน้าที่ของอุละมาอฺฝ่ายชีอะฮฺที่ต้องแนะนำ ฟิกฮฺ และวิชาการของชีอะฮฺตามที่มีแก่สังคมซุนนียฺ ซึ่งมุสลิมส่วนใหญ่นั้นเป็นซุนนียฺ (มุเฎาะฮะรียฺ ชิชมะกอเละฮฺ 1380 หน้า 260 , มุเฎาะฮะรียฺ ตะกอมุลอิจญิติมาอียฺ อินซาน 1363 หน้า 204)
สองสามปีก่อนที่ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ จะได้เลื่อนชั้นเป็นมัรญิอฺ และเป็นผู้นำชีอะฮฺ ได้มีนักวิชาการรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งทั้งซุนนียฺและชีอะฮฺ ร่วมกันก่อตั้งองค์กรสมานฉันท์ระหว่างนิกายในอิสลาม ท่านได้ทุ่มเทแรงกายและแรงเงินทุกอย่างเพื่อการสนับสนุนองค์กรดังกล่าว และหลังจากท่านได้เดินทางมาเมืองกุ่ม และดำรงตำแหน่งมัรญิอฺทางศาสนาท่านได้ให้ความร่วมมือทุกอย่าง และหลังจากหลายปีผ่านมาได้มีการสร้างสายสัมพันธ์อันดีงามระหว่างผู้นำศาสนาฝ่ายชีอะฮฺ และซุนนีย์คือ เชคอับดุลมะญีด สลีม และหลังจากท่านได้อำลาจากไปอีกสองสามปี เชคมุฮัมมัดชัลตูต ก็ได้เจริญรอยตามแนวทางของท่านเหล่านั้น ชะฮีดมุเฎาะฮะรียฺ กล่าวว่า ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺนั้นหลงใหลและมีจิตผูกพันอยุ่กับความเป็นเอกภาพของมุสลิม ท่านได้เติมเต็มหัวใจของท่านด้วยความเป็นเอกภาพ สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ครั้งแรกที่โรคหัวใจของท่านกำเริบ ท่านได้สลบหมดสติไปแต่พอฟื้นขึ้นมา สิ่งแรกที่ท่านถามถึงก่อนปัญหาอื่นใดคือ เรื่องความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิม ท่านกล่าวว่า ฉันมีความหวังอย่างยิ่งในเรืองนี้ (มุเฎาะฮะรียฺ ชิชมะกอเละฮฺ 1380 หน้า 260, มุเฎาะฮะรียฺ ตะกอมุล อิจญฺติมาอียฺ อินซาน 1363 หน้า 204)
การให้ความสนับสนุนองค์กรสมานฉันท์ในอิสลาม
ในปี 1327 ตรงกับปี ค.ศ. 1368 องค์กรสมานฉันท์ระหว่างสำนักคิดในอิสลาม ได้ประสบความสำเร็จในการก่อตั้ง โดยท่านอายตุลลอฮฺ มุฮัมมัดตะกียฺ กุมมี โดยได้รับความร่วมมือจากบรรดานักคิด นักการศาสนาประจำมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร และนักปราชญ์ฝ่ายชีอะฮฺ อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ แม้ว่าท่านจะไม่ใช่สวนหนึ่งขององค์กรสมานฉันท์ก็ตาม แต่ท่านก็ได้ให้การสนับสนุนมาตั้งแต่แรกเริ่ม ทั้งด้านการเงินและกำลังกาย และนอกจากจะสร้างสายสัมพันธ์ระหวางซุนนีย์กับชีอะฮฺแล้ว ท่านยังได้ทำให้ความสัมพันธ์ของชีอะฮฺกับโลกอิสลามมีความมั่นคงยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้เปลี่ยนความเข้าใจผิดและความอคติต่างๆ ให้กลายเป็นมิตรและความรักทีดีต่อกัน (วาอิซียฺ ซอเดะฮฺ โตรอซานียฺ ฮ.ศ. 1421-1379 หน้า 369 และ 370)
ผลของความพยายามของท่านทำให้เชคมะฮฺมูด ชัลตูต ออกคำฟัตวาแห่งประวัติศาสตร์[7] ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่นักปราชญ์ฝ่ายซุนนียฺยอมรับนิกายชีอะฮฺอย่างเป็นทางการ และเพื่อการนั้นมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรแห่งอิยิปต์ ได้อนุญาตให้ชีอะฮฺได้สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย (มุเฏาะฮะรียฺ ชิชมะกอเละฮฺ 1380 หน้า 261 อะฮฺมัดดียฺ 1379 หน้า 159 อายะตุลลอฮฺ ฟาฎิล ลันกะรอนีย์) สำหรับการรู้จักความสัมพันธ์และบทบาทที่ดี และภารกิจของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ให้มากกว่านี้
จดหมายจากเชคมะฮฺมูดชัลตูต …
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเมตตา พระผู้ทรงปรานียิ่งเสมอ
อัสลามุอะลัยกุมวะเราะฮฺมะตุลลอฮฺ
ก่อนอื่นขออัลลอฮฺ ทรงโปรดประทานพละกำลังและสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ แก่ท่านขอให้ท่านเป็นแหล่งที่เปี่ยมไปด้วยความจำเริญสำหรับมุสลิมต่อไปชั่วกาลนาน โอกาสดีที่พี่น้องของฉัน อัลลามะฮฺ อุซตาดกุมมียฺ ขออัลลอฮฺ ทรงประสาทพรแก่ท่าน จะเดินทางกลับมาอิหร่าน ฉันจึงได้เขียนจดหมายฉบับนี้ถึงท่าน เพื่อกล่าวขอบคุณในความพยายามของท่าน ฉันขอมอบรางวัลแก่ท่าน ในการก้าวเดินไปเพื่อสร้างความสมานฉันท์ระหว่างมุสลิม แน่นอนว่า สิ่งที่ท่านได้กระทำลงไปต้องได้รับการสนับสนุนจากอัล-กุรอาน เพื่อนสมาชิกที่ได้รับการเลือกสรรจากมหาวิทยาลัยอัซฮัรที่อยู่ในสมัชชาสมานฉันท์ นั้นทุกคนได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่ และทุกคนได้ช่วยเหลือฉันด้วยอีมานและความเชื่อมั่น พวกเขาได้ทุ่มเทเพื่อศาสนา สาส์น โลก และมนุษย์ ซึ่งเป็นวาญิบสำหรับพวกเขาที่ต้องยืนหยัด ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อัลลอฮฺ ทรงโปรดให้เราได้รับรู้สิ่งที่เป็นจุดร่วมมากยิ่งขึ้น วัสลามุอะลัยกุม ซิลกะอฺดะฮฺ 1379 (อะบาซัร 1383 หน้า 72)
จากเนื้อความของจดหมาย สามารถเข้าใจได้ว่าผู้นำศาสนาของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ท่านนั้นมีความเชื่อมั่นในตัวท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ อย่างสูง ท่านให้ความนับถือ กล่าวว่าเมื่อจดหมายของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ไปถึงมือของท่าน มะญีด สลีม อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร คนก่อนหน้านี้ ท่านจะนำจดหมายนั้นไปจูบ และเชคมะฮฺมูด ชัลตูต อธิการบดีคนต่อมาก็ได้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกัน (อะฮฺมัดดียฺ 1379 หน้า 135 ตัดลอกมาจาก ลุฎฟุลลอฮฺ ซอฟียฺ ฆุลภัยฆอนียฺ)
แนวทางการนำเสนอการสร้างความสมานฉันท์
การนำเสนอแนวทางในการสร้างความสามัคคีอันถูกต้องมักจะได้รับมาจากแหล่ง ที่สามารถรับรู้ถึงความเสื่อมทรามได้เป็นอย่างดี และสามารถจำแนกแยกแยะปัญหาได้เป็นอย่างดีเช่นกัน ท่านอายะตุลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ได้จำแนกความขัดแย้งระหว่างซุนนียฺและชีอะฮฺไว้ใน 2 ประเด็นอันเป็นพื้นฐานหลักสำคัญ ประการที่หนึ่ง คือ คิลาฟะฮฺ หรือตัวแทนของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือ ปัญหาเรื่องคำพูดของบรรดาอิมามเป้นฮุจญัติของ ท่านอายะตุลลอฮฺบุรูญิดดีย์ถือว่าปัญหาแรกเป็นปัญหาของประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอดีตบัดนี้ทุกสิ่งได้ผ่านพ้นไปแล้ว ไม่จำเป็นที่เราต้องไปรื้อฟื้นหาตะเข็บอีกต่อไป นอกจากนั้นประสบการณ์ข้างต้นแล้วยังแสดงให้เห็นว่าการกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวนั้น ยังเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การสร้างความแตกแยก และเป็นแหล่งที่ศัตรูนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่ดี นอกจากสิ่งที่กล่าวผ่านมาแล้ว ถ้าปัญหานี้ก่อให้เกิดประโยชน์อยู่บ้างมันก็เป็นสิทธิ และความศักดิ์สิทธิ์ของซุนนียฺและชีอะฮฺแต่ละคน ไม่มีบุคคลใดจากทั้งสองฝ่ายจะมาเป็นผู้ขัดขวางความเชื่อของอีกฝ่ายหนึ่งได้ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดทุกวันนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดร่วมของทั้งสองฝ่าย หลังจากคัมภีร์อัล-กุรอานแล้วคือ ความรักที่มีต่ออะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ซึ่งเหตุผลของสิ่งนี้คือ ฮะดีซซะเกาะลัยนฺ อันเป็นทียอมรับทั้งซุนนียฺและชีอะฮฺถึงที่มาและสายรายงานของฮะดีซ
งานสัมมนาเพื่อรำลึกถึงการจากไปของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ และเชคมุฮัมมัดชัลตูตในเตหะราน ท่านฮาชิมี รัฟซันญานียฺ ได้อธิบายถึงแนวคิดเพื่อการสร้างความสมานฉันท์ของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ว่า ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ มักกล่าวในชั้นเรียนเสมอว่า ความขัดแย้งระหว่างเรากับซุนนีย์วางอยู่บน 2 สาเหตุสำคัญกล่าวคือ ปัญหาเคาะลิฟะฮฺและคำพูดของอิมาม (อ.) ซึ่งสิ่งที่สำคัญสำหรับเราคือ ปัญญาข้อพิสูจน์ (ฮุจญัติ) และเคาะลิฟะฮฺคือปัญหาของประวัติศาสตร์ที่ไม่ใช่ว้นนี้เราจะนำมากล่าวซ้ำซากกัน หน้าที่ของเราวันนี้คือการพิสูจน์ว่าคำพูดของบรรดาอิมาม (อ.) นั้นเป็นข้อพิสูจน์และเป็นเหตุผลและมีผลในยุคสมัยเราอย่างยิ่ง (เซาะฮีฟะฮฺ เฮาเซะฮฺ หนังสือพิมพ์ญุมฮูรียฺ อิสลามียฺ วันจันทร์ 3/11/1379  หน้า 8)
เป้าหมายของการสร้างความสมานฉันท์ในทัศนะของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ไม่ได้หมายความว่าให้รวมทั้งสองนิกายเข้าด้วยกันเป็นนิกายเดียว ทว่าท่านได้เน้นว่าให้แสวงหาจุดร่วมระหว่างทั้งสองนิกายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และนำเอาจุดร่วมนั้นมาสร้างความเป็นเอกภาพ และความรักที่มีต่อกันในฐานะที่เป็นมุสลิมเหมือนกัน และร่วมกันต่อต้านศัตรูที่กำลังวางแผนการณ์ร้ายไล่บดขยี้อิสลามอยู่ในทุกวันนี้  ทั้งต้องร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว ตามทัศนะของท่าน การยึดมั่นฮะดีซซะเกาะลัยน์คือ พลังสำคัญที่จะสนับสนุนเราให้ไปถึงยังเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างสะดวกเสรี อีกทั้งยังเป็นวิธีการที่ง่าย สะดวก เข้ากับสติปัญญา และสิ้นเปลืองงบประมาณน้อยที่สุด ท่านกล่าวเสมอว่า ถ้าเราชีอะฮฺทุกวันนี้กระทำในสิ่งที่เป็นความต้องการของสังคมและมุสลิมเพียงฝ่ายเดียว และอธิบายเรื่องราวของเราด้วยเหตุผลและสติปัญญากับอะฮฺลุซซุนนะฮฺ เราต้องไปถึงเป้าหมายแน่นอน และนอกจากนั้นแล้วเรายังสามารถหักล้างเหตุผลของเขาได้ในระดับหนึ่ง (วาอิซียฺ ซอเดะฮฺ โครอซอนนียฺ ฮ.ศ. 1412 -1379 หน้า 91)
ท่านอายะตุลลอฮฺบุรูญิดดียฺ นอกจากแนวคิดแล้วในวิธีการปฏิบัติท่านยังได้แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนในสิ่งที่ท่านกำลังสนับสนุนอยู่ ดังที่ท่านได้มีคำสั่งให้กระทำสิ่งหนึ่งอันเป็นพื้นฐานหลักนั่นคือ การรวบรวมสายรายงานฮะดีซซะเกาะลัยนฺ ซึ่งสิ่งนี้ท่านอายะตุลลอฮฺ กิวอมมุดดีน ได้เป็นผู้ดำเนินการ และองค์กรสร้างความสมานฉันท์ในประเทศอียิปต์ได้เป็นผู้จัดพิมพ์
ท่านอายะตุลลอฮฺบุรูญิดดียฺได้พยายามที่จะทำให้ อุละมาอฺทั้งซุนนียฺและชีอะฮฺมีสร้างความเข้าใจริวายะฮฺ และพื้นฐานของเหตุผลด้านฟิกฮฺของแต่ละฝ่าย จนถึงขั้นที่ว่าความบริสุทธิ์ใจและความจริงใจของท่าน ทำให้อุละมาอฺแต่ละท่านต่างเหนื่อยล้าไปตามกัน อุละมาอฺส่วนใหญ่ที่เป็นสมาชิกขององค์กรสร้างความสมานฉันท์ระหว่างสำนักคิดในอิสลาม ต่างรู้และเข้าใจฟิกฮฺและพื้นฐานของฟิกฮฺชีอะฮฺเป็นอย่างดี ซึ่งในบางครั้งพวกเขาได้ฟัตวาตรงกับฟิกฮฺของชีอะฮฺด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ หนังสือ อัลมุคตะซัร อันนาฟิอฺ ที่เขียนโดยอัลลามะฮฺ ฮิลลียฺ กระทรวงวัฒนธรรมอิยิปต์ ได้ลงทุนพิมพ์เป็นรูปเล่มครั้งแรก ซึ่งได้รับเกียรติจากท่านเชค อะฮฺมัดฮะซัน อัลบากูรียฺ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงในสมัยนั้นเขียนคำนิยม (วาอิซียฺ ซอเดะฮฺ โคราซอนนียฺ ฮ.ศ. 1421- 1379 หน้า 91) และในปีนั้นเองมาลิกซาอุดีอารเบีย กษัตริย์ประเทสซาอุดิอารเบีย ได้ส่งอัลกุรอานและม่านอัลกะอฺบะฮฺเป็นของขวัญแก่ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ และได้ขอเวลาเข้าพบท่านอายะตุลลอฮฺ เนื่องจากความเพียรพยายามที่จะสร้างความสมานฉันท์ในหมู่มุสลิม
แต่ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ได้ปฏิเสธการเข้าพบด้วยเหตุผลหลายประการ ขณะที่ท่านได้ดำเนินกิจกรรมของท่านต่อไป นอกจากจะส่งจดหมายขอบคุณกษัตริย์อับดุลมาลิกแล้ว ท่านยังได้ส่งฮะดีซจำนวนมากของท่านอิมามซอดิก (อ.) เกี่ยวกับอะฮฺกามฮัจญฺจำนวนเกือบ 400 ข้อด้วยกัน (วารสาร เฮาเซะฮฺ ฉบับที่ 43,44 หน้า 83 คัดลอกมากจากอายะตุลลอฮฺ สะอีด ญะอฺฟัร อะฮฺมัดดียฺ) จุดประสงค์ของท่านในการส่งฮะดีซที่รายงานมาจากอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ในหนังสืออัซซิฮะฮฺ ซิตตะ และหนังสืออื่นๆ เพื่อต้องการให้กษัตริย์ซาอุดิฯลฯ อุละมาอฺ ผู้รู้ และนักปราชญ์ทางศาสนา และโลกอิสลามได้รับรู้ว่าสามารถจัดพิธีกรรมฮัจญฺ อันเป็นพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่สำหรับโลกอิสลาม ตามรายงานที่ตรงกันทั้งซุนนียฺและชีอะฮฺได้ เพื่อให้สถานแห่งเตาอีด เป็นประโยชน์ที่ดีกว่าและมากกว่าแก่โลกอิสลาม จดหมายของท่าน ได้รับการพิมพ์ในวารสาร ริซาละตุลอิสลาม ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ขององค์กรสร้างความสมานฉันท์ และได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางฉบับของประเทศซาอุดิอารเบีย (วาอิซียฺ ซอเดะฮฺ โคราซอนนียฺ ฮ.ศ. 1421- 1379 หน้า 337)
สถานภาพทางการเมือง
การพิจารณาสถานภาพทางการเมืองของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในวัตถุประสงค์ของบทความนี้ก็ตาม แต่จะขอกล่าวถึงบางส่วนที่สำคัญดังนี้
1) ความสนิทสนนกับชาฮฺและมัรญิอฺ ในสมัยการเป็นผู้นำของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ แม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรง และไม่มีการปฏิวัติ หรือต่อสู้กับกษัตริย์ผู้ปกครองที่กดขี่ และคนอื่นๆ ก็ตาม อันสืบเนื่องมาจากประชาชนไม่มีความรู้และความพร้อมที่เพียงพอต่อเรื่องดังกล่าว แต่สิ่งจำเป็นต้องกล่าวถึงคือในยุคสมัยที่ท่านเป็นมัรญิอฺนั้น ท่านได้จัดตั้งกองกำลังที่เตรียมพร้อมเพื่อปฏิวัติไว้เป็นจำนวนมาก และพวกเขาก็พร้อมที่จะเสียสละและดำเนินตามแผนการ จากคำกล่าวของผู้ใหญ่ระดับการเมืองบางท่านที่กล่าวว่า หลังจากเรซาคอนได้สั่งห้ามคลุมฮิญาบ ห้ามใส่เครื่องแบบนักการศาสนา ปิดโรงเรียนสอนศาสนา และปิดฮุซัยนียะฮฺหลายแห่ง ตลอดจนมัสญิด หนึ่งในภารกิจสำคัญที่มีค่ายิ่งที่ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ได้เข้าร่วมคือ การเปิดและขยายสถาบันสอนศาสนาประจำเมืองกุ่ม และเมืองต่างๆ ในประเทศ ประมาณช่วงปีที่ 1330 จนถึงปี 1340 บรรดานักการศาสนาส่วนใหญ่นิ่งเงียบไม่เคลื่อนไหวใดๆ สถาบันสอนศาสนาแห่งเมืองกุ่มได้เจริญรอยตามแนวทางของอิมามซอดิก (อ.) คือ การขยายวิชาการ และในช่วงเวลาดังกล่าวสามารถผลิตนักการศาสนาได้เป็นจำนวนมาก มีความยำเกรง และมีความเข้าใจเหตุการณ์การเมืองประจำวันเป็นอย่างดี พวกเขาได้ถูกเตรียมพร้อมไว้เพื่อปฏิวัติ แน่นอน ถ้าไม่มีพวกเขาเป็นไปไม่ได้ที่อิหร่านจะสามารถโค่นล้มรัฐบาลปาเลวีลงได้ (ฮาชิมมี รัฟซันญานียฺ 1376 เล่ม 3 หน้า 379)
แต่ถ้าเมื่อใดทีท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ รู้สึกว่าอันตรายกำลังจะเกิดขึ้น ท่านจะออกหน้าเองเสมอ เช่นครั้งหนึ่งชาฮฺแห่งอิหร่านต้องการเปลี่ยนตัวอักษรภาษาฟารซียฺเป็นภาษาลาติน ท่านได้ออกมาแสดงจุดยืนต่อความตั้งใจจริงของชาฮฺ และกล่าวว่า ตราบที่ฉันยังมีชีวิตอยู่จะไม่ยอมให้กระทำเช่นนั้น อย่างเด็ดขาดไม่ว่าเหตุการณ์จะไปถึงไหนก็ตาม (คัลชิน อับรอร เล่ม 2 หน้า 671)
วันหนึ่งท่านได้ออกไปต้อนรับนายกรัฐมนตรี ท่านได้กล่าวถึงชาฮฺว่า บิดาของเขาไม่มีการศึกษาอ่านไม่ออกเขียนไม่เป็น แต่ว่ามีสติ แต่ทว่าชาฮฺนั้นไม่มีสติเลย แถมยังไม่เข้าใจอะไรอีกต่างหาก (วาอิซียฺ ซอเดะฮฺ โครอซอนนียฺ ฮ.ศ. 1421 1379 หน้า 97, คัลชิน อับรอร เล่ม 2 หน้า 671)
ข้อมูลที่ปรากฏอยู่แสดงให้เห็นว่าท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ มีความเข้าใจสถานการณ์การเมืองเป็นอย่างดี ท่านนั้นคิดเสมอว่าประชาชนยังไม่พร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ และลำบากได้อย่างแน่นอน ถ้าหากบีบบังคับพวกเขาให้เผชิญหน้ากับกองกำลังฝ่ายรัฐบาล พวกเขาก็จะละทิ้งให้มัรญิอฺต่อสู้ตามลำพัง ด้วยเหตุนี้ ในสถานการณ์เช่นนี้การเผชิญหน้าโดยตรงกับกษัตริย์ และกองกำลังของเขาจึงไม่เหมาะสมแต่อย่างใด อีกด้านหนึ่งถ้าปล่อยให้กษัตริย์ชาฮฺทำอะไรตามใจไปเสียหมด บ้านเมืองก็ต้องตกเป็นของต่างชาติอย่างแน่นอน ดังนั้น บางครั้งต้องเจรจาอะลุ่มอล่วยซึ่งกันและกันเพื่อรักษาสถานภาพให้คงอยู่ และให้กษัตริยชาฮฺอย่าแสดงความอ่อนแอเพื่อรักษาสถานะของตน และจะได้ไม่ตกอยุ่น้ำมือของคนอื่น (คัลชิน อับรอร 1382 เล่ม 2 หน้า 671)
2) การต่อสู้กับสำนักคิดการเมืองบะฮาอียฺ
ช่วงเวลาที่ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺได้พำนักอยู่ในเมืองของท่านนั้น กลุ่มบะฮาอียฺหรือกลุ่มผู้หลงทางได้เริ่มกิจกรรมของตนในเมืองบุรูญิดดียฺ และเมืองเคาเมะฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาได้เริ่มเข้าไปมีบทบาทตามองกรค์ของรัฐ และเริ่มที่จะขยายเติบโตไปเรื่อยๆ ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ รับรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีท่านได้ประท้วงโดยเดินทางออกไปนอกเมือง และประชาชนอีกจำนวนมากได้ทำตามท่าน รัฐบาลส่วนกลางเริ่มเข้าใจถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นตามมา ด้วยเหตุนี้เอง เขาได้เตรียมพร้อมเพื่อที่จะนำท่านกลับเข้าเมืองและประกาศให้ปิดการชุมนุมของพวกบะฮาอียฺ ตามสถานที่ต่างๆ โดยทันที และสั่งให้ขับไล่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ข้าราชการที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับกลุ่มบะฮาอียฺ ในเวลานั้นท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ได้เดินทางกลับเมืองของท่านท่ามกลางการต้อนรับของประชาชนอย่างอบอุ่น (อะฮฺมัดดียฺ 1379 หน้า 342)
ในช่วงเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งมัรญิอฺ ทางศาสนา ในเมืองกุ่มท่านได้ต่อสู้กับ กลุ่มบะฮาอียฺอีก ในปี 1335 และได้ทำลายศูนย์กลางของพวกเขาในเตหะราน[8] และในปีเดียวกันท่านได้สั่งให้นักพูดท่านหนึ่งนามว่า มีรซามุฮัมมัดตะกียฺ ฟัลซะฟียฺ ขึ้นปราศรัยที่มัสญิดชาฮฺ ในเตหะราน และอธิบายแนวคิดที่ไม่ถูกต้องของบะฮาอียฺให้ประชาชนได้รับรู้ การปราศรัยของท่านฟัลซะฟียังได้ดำเนินต่อไปและมีการถ่ายทอดทางวิทยุอีกต่างหาก (อะฮฺมัดดียฺ 1379 หน้า 55, 141, 190)
3) ให้การสนับสนุนกิจกรรมของฮัจญีฮุซัยนฺ กุมมียฺ
อายะตุลลอฮฺ ฮัจญี ฮุซัยนฺ กุมมี หลังจากหนีชาฮฺไปในเมื่อปี 1320 โดยถูกเนรเทศไปสู่กัรบะลาอฺ เนื่องจากการลุกขึ้นยืนต่อสู้ในมัสญิดกูฮารชาด มัชฮัด ท่านได้เรียกตัวกลับมาสู่มาตุภูมิอีกครั้ง และในครั้งนี้ท่านได้ต่อสู้กับกฎหมายที่กดขี่ของนักล่าอาณานิคมในเรื่องการสั่งปลดฮิญาบ ท่านได้เรียกร้องให้มีความอิสระในการประกอบกิจกรรมทางศาสนาตามโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศ ในเวลานั้นรัฐบาลและชาฮฺต่างต้องการเจรจากับท่านอายะตุลลอฮฺ ฮัจญี ฮุซัยนฺ กุมมี ขณะนั้นท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺพำนักอยู่ที่เมืองบุรูญิดดียฺ ได้ส่งโทรเลขถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของ อายะตุลลอฮฺ ฮัจญี ฮุซัยนฺ กุมมี ข้อความในโทรเลขคือ ข้อเสนอของท่านอายะตุลลอฮฺ กุมมียฺ เป็นข้อเสนอของเราเช่นกัน ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของเขา ฉันจะขึ้นมาเตหะรานด้วยตัวเอง และจะรับผิดชอบการงานนั้นทั้งหมด (วารสาร เฮาเซะฮฺ ฉบับที่ 43,44 หน้า 332 คัดลอกมาจากซัยยิด ญะวาด อะละวียฮ)
คนพิมพ์โทรเลขได้นำข้อความโทรเลขของท่านแจกแจงให้ผู้นำชนเผ่าต่างๆ โดยเฉพาะเผ่าโลริซตาน ทำให้พวกเขาเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ทำให้รัฐบาลมองเห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้น พวกเขาจึงจำเป็นต้องทำตามคำเรียกร้องของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ
ผลงานของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ
ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดีย์ นอกจากจะสอนหนังสือบรรดาสานุศิษย์แล้ว ท่านยังได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ในเชิงวิเคราะห์วิชาการอีกและได้ถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ประมวลผลงานของท่านนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 4 หมวดด้วยกันกล่าวคือ ฮะดีซ ริญาล ฟิกฮฺ และอูซูล ซึ่งจะขอนำเสนอบางส่วนอันเป็นผลงานของท่านที่ถูกรวบรวมขึ้น
1) อัลอะฮาดีซ อัลมักลูบะฮฺ วะญะวาบาตุฮา  เขียนคำนิยมโดยมุฮัมมัดริฎอ ฮุซัยนียฺ ญะลาลียฺ ก่ม ดารุลฮะดีซ ฮ.ศ. 1416-1374 , จำนวน 67 หน้า
2) อัลบัดรุซซอเฮร ฟี เซาะลาติ อัลญุมุอะฮฺ วัลมุซาเฟร  บันทึกคำสอนต่างๆ ของท่านฮุซัยนฺ บุรูญิดดียฺ โดยอายะตุลลอฮฺ มุนตะซิรียฺ ตรวงทานครั้งที่ 2 กุ่ม ห้องสมุดอายะตุลลอฮฺ มุนตะซิรีย ฮ.ศ. 1416 – 1375 จำนวน 399 หน้า
3) อัลบะยาน อัลวาฟี ฟี อัตตะอฺรีพ บิกิตาบิน ตัรตีบิน อะซานีด อัลกาฟียฺ ลิลอิมามบุรูญิดดียฺ กุ่ม สถาบันอายะตุลลอฮฺ อัลอุซมา บุรูญิดดียฺ ฮ.ศ. 1422 -1380
4) ตัรตีบ อะซานีด กิตาบ อัตตะฮฺซีบ ลิชเชค อัฎฎูซียฺ เขียนโดย ฮุซัยนฺ อัฎเฎาะบาเฎาะบาอียฺ อัลบุรูญิดดียฺ สารบัญหนังสือ อัตตะฮฺซีบ มัรตะบัน อะลัล ฮุรูฟิ และสารบัญหนังสือ อัลอิสติบซอร มัรตะบันอะลัลฮุรูฟี เรียบเรียงโดย ฮะซัน อันนูรียฺ อัลฮัมเมดานียฺ มัชฮัด ออสตอนเนะฮฺระฎะวียฺ อัลมุก็อดดัส มัจญฺมะอุลบุฮุซ อัลอิสลามียฺ ฮ.ศ. 1414 – 1372 จำนวน 544
กล่าวกันว่าจำนวนหนังสือภายใต้ชื่อที่ว่า ตัรตีบ อัลอะซานีด หรือหนังสือ ตัจญฺรีด อัลอะซานีด หรือเฎาะบะกอตอัรริญาล เป็นหนึ่งในสือที่บ่งบอกความเป็นอัจฉริยะของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรุณิดดียฺ ในเรื่องวิชาริญาล ในตำราต่างๆ เหล่านี้ ท่านได้รวบรวมและวิจัยสายรายงานฮะดีซของหนังสือฮะดีซต่างๆ เช่น กาฟียฺ อิสติบซอร ตะฮฺซีบ อะมาลียฺ คิซอล และริญาลของ นะญาชียฺ ฏูซียฺ ซึ่งท่านได้แยกสายรายงานออกจากตัวบทหลักของหนังสือ
5) บันทึกบทเรียนของท่านซัยยิด มัรญิอฺผู้ทรงคุณวุฒิ อายะตุลลอฮฺ ฮุซัยนฺ บุรูญิดดีย์ เรื่อง กิบละฮฺ เสื้อผ้า ผู้นุ่งห่ม และสถานที่นมาซ บันทึกโดย อะลี พะนอ อัลอิชติฮารียฺ กุม ญิมิอฺ มุดัรริซีน ฮ.ศ. 1416 – 1374 จำนวน 2 เล่ม
6)า ตักรีรอต ซะลาซะฮฺ อัลวะซียะฮฺ วัลมุนญะซาติลมะรีฎ มีรอซุลอิซวาจญ์ อัลฆัซบ์ ฮุซัยนฺ บุรูญิดดียฺ อัฎเฎาะบาเฎาะบาอียฺ บันทึกโดย อะลี พะนอ อัลอิชติฮารียฺ กุม ญิมิอฺ มุดัรริซีน ฮ.ศ. 1416 – 1374 จำนวน 231 หน้า
7) ตักรีรอต ฟี อุซูล อัลฟิกฮฺ อายะตุลลอฮฺ อัลอุซมา ฮุซัยนฺ อัลบุรูญิดดียฺ  บันทึกโดย อะลี พะนอ อัลอิชติฮารียฺ กุม ญิมิอฺ มุดัรริซีน ฮ.ศ. 1417 – 1375 จำนวน 306 หน้า
8) ญามิอฺ อะฮาดีซ อัชชีอะฮฺ ฮุซัยนฺ เฎาะบาเฎาะบาอียฺ อัลบุรูญิดดียฺ กุ่ม มะดีนะตุลอิลม์ 1381 จำนวน 30 เล่ม ตำราชุดนี้คือ ตำราที่สร้างความสมบูรณ์ให้แก่หนังสือ อัลวะซาอิล อัชชีอะฮฺ ช่วยขจัดความไม่สมบูรณ์ด้านสายรายงาน หรือสายรายงานซ้ำ หมวดหมู่ที่ซ้ำกัน จำนวนที่มากมายของหนังสือ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในความอัจฉริยะของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดีย อีกทั้งหนังสือชุดดังกล่าวยังมีประโยชน์มากมายด้านความง่ายดาย ในการค้นหาฮะดีซเพื่อการค้นคว้า จนถึงปัจจุบันได้รับการตีพิมพ์แล้วจำนวน 30 เล่ม
9) ฮาชียะฮฺ อัลอุรวะตุลวุซกอ เขียนโดย มุฮัมมัด กาซิม ยัซดียฺ โดยได้รับการเขียนคำอธิบายประกอบโดยท่าน อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ เตหะราน อีสลามียิ ฮ.ศ. 1373-1332 จำนวน 746 หน้า
10) อัลอาชียะฮฺ อะลา กิฟายะตุลอุซูล ฟิลอุซูล อธิบายพื้นฐานโดย อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ เขียนโดย บะฮาอุดดีน อัลฮุจญฺตียฺ อัลบุรูญิดดียฺ กุ่ม อันซอรียาน ฮ.ศ. 1412 – 1370 มีจำนวนหลายเล่มด้วยกัน
11) ฮาชียะฮ อะลา วะซาอิลอัชชีอะฮฺ
12) อัลฮุจญะ ฟีลฟิกฮฺ บันทึกบทเรียนของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ เขียนโดย ฮาอิรียฺ ยัซดียฺ สถาบัน อัรริซาละฮฺ ฮุซัยนียะฮฺ อิมาด ซอเดะฮฺ ฮ.ศ. 1419 – 1377 จำนวน 7 เล่ม
13) คอนดอน อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ เขียนโดยอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ เขียนคำอธิบายประกอบโดย อะลี ดะวอนนียฺ กุ่ม อันซอรียอน 1371 จำนวน 152 หน้า
14) ริซาละฮฺ เตาฎีฮุลมะซาอิล ซึ่งเนื้อหาของหนังสือตรงกับคำวินิจฉัยของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรุญิดดียฺ  และยังมีคำอธิบายประกอบโดยมัรญิอฺชั้นนำของชีอะฮฺ เช่น ฆุล่ามฮุซัยนฺ เราะฮีมียฺ เอซฟาฮานียฺ เตหะราน ญาวีดอน วะ ฟะรอฮน 1348 จำนวน 952 หน้า
15) ริซาละฮฺ ชะรีฟะฮฺ มะนาซิกฮัจญฺ ตรงกับคำวินิจฉัยของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญืดดียฺ รวบรวมโดย มะฮฺมูด กิตาบเฌะฮฺ เตหะราน อิสลามียฺ ฮ.ศ. 1367 จำนวน 140 หน้า
16) ลุมะฮาต อัลอุซูล ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอุซูล โดยท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ เรียบเรียงโดยท่านอิมามโคมัยนี พิมพ์โดยสำนักพิมพ์เผยแผ่ข่าวสารและสื่อสิ่งพิมพ์ของท่านอิมามโคมัยนี เตหะราน ฮ.ศ. 1421 -1379 จำนวน 512 หน้า
17) อัลมัจญิดียฺ บุฮูซ ฟี อัลวะซียะฮฺ วะ มุนญะซาต อัลมะรีด วัลอิกรอร อัลมะรีฏ บันทึกโดยท่านอายะตุลลอฮฺ ซอฟียฺ ฆุลภัยฆอนียฺ ฮ.ศ. 1412 -1381 จำนวน 215 หน้า
18) อัลมันฮาจญฺ อัรริญาล วัลอะมัล อัรรออิด ฟิลเมาซูอะฮฺ อัรริญาลียะฮฺ  อัลอะฮาดีซ อัลมักลูบียะฮฺ วะญะวาบาตุฮา อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ กุ่ม มักตับ อัลอิอฺลาม อัลอิสลามียฺ ฮ.ศ. 1420 – 1378 จำนวน 384 หน้า
19) นิฮายะฮฺ อัลอุซูล บันทึกการสอนของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ โดยอายะตุลลอฮฺ ฮะซัยนฺ อะลี มุนตะซีรียฺ เตหะราน นัชรฺ ตะฟักกุร ฮ.ศ. 1415 – 1373
20) นิฮายะฮฺ อัตตักรีร ฟี มะบาฮิซ อัซเซาะลาฮฺ บันทึกการสอนของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ โดยท่านอายะตุลลอฮฺ ฟาฎิล ลันกะรอนียฺ กุ่ม ศูนยฺกลางฟิกฮฺอะอิมมะฮฺ อัลอัฎเฎาะฮาร (อ.) ฮ.ศ. 1420 – 1378
อสัญกรรมท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ
เดือนเชาวาล ปี ฮ.ศ. 1380 ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ได้ล้มป่วยลงด้วยวัย 88 ปี สร้างความอาดูรแก่โลกอิสลามอย่างยิ่ง อาการป่วยไข้ที่ถาถมเข้าหาท่านนั้นนับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลาเช่นนั้นเหล่านักการศาสนาต่างเดินทางไปเยี่ยมท่านอย่างไม่ขาดสาย ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ที่กำลังนอนป่วยอยู่นั้น ท่านได้เงยศีรษะขึ้นทักทายและกล่าวว่า อายุขัยของฉันมันหมดลงแล้ว ฉันคงต้องลาจากไปก่อนแต่หน้าเสียดายว่า ฉันยังไม่ได้ส่งเสบียงที่มีค่าไปล่วงหน้าเลย และยังไม่ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากนัก ในที่นั้นได้มีผู้หนึ่งกล่าวขึ้นว่า ทำไมท่านถึงกล่าวเช่นนี้ล่ะ คำพูดเหล่านี้พวกเราต่างหากต้องเป็นผู้กล่าว อัลฮัมดุลิลลาฮฺ มีผลงานจำนวนมากมายที่ท่านได้สร้างแก่สังคม ท่านได้สั่งสอนสานุศิษย์ไว้มากมาย ท่านได้เขียนตำราต่างๆ ที่ทรงคุณค่า ท่านได้สร้างมัสญิด ห้องสมุด และอีกตั้งมากมาย พวกเราต่างหากที่ต้องพูดเช่นนี้ ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ กล่าวว่า สิ่งจำเป็นต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะผู้ที่จ้องมองอยู่ทรงมองเห็นทุกอย่าง ทรงรอบรู้ในสิ่งที่เราคิด (คัลชัน อับรอร 1382 เล่ม 2 หน้า 272)
คำพูดของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ สร้างความเงียบสงัดให้แก่ผู้ได้รับฟัง อาการป่วยของท่านได้ทรุดหนักอีก ในที่สุดเช้าของวันพฤหัสบดี ที่ 12 เดือน เชาวาล ปี ฮ.ศ. 1380 ตรงกับวันที่ 10/1/1340 ปีของอิหร่าน ท่านได้สิ้นชีพตักษัย ด้วยวัย 88 ปี ร่างบริสุทธิ์ของท่านได้รับการแห่แหนด้วยจำนวนผู้คนที่มากมายมืดฟ้ามัวดิน ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนหน้านั้นเลย ร่างของท่านถุกนำไปฝังที่ฮะรัมของท่านหญิงฟาฎิมะฮฺ มะอฺซูมมะฮฺ น้องสาวของท่านอิมามริฎอ (อ.) ด้วยเหตุนี้เอง จังหวัดต่างๆ ทั่วอิหร่านได้มีการจัดไว้อาลัยต่อการจากไปของท่าน และประกาศหยุดราชการ ธงดำได้ถูกชักขึ้นสู่ยอดเสาแทนธงชาติชั่วขณะหนึ่ง ร้านรวง ถนน และตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยสีดำ การจัดชุมนุมเพื่อรำลึกถึงการจากไปของท่านได้ถูกจัดทั่วประเทศอิหร่าน และประเทศอิสลามใกล้เคียงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในนะญัฟ และกัรบะลาอฺ ซึ่งการจัดพิธีกรรมรำลึกถึงการจากไปของท่านนั้น ในประเทศอิหร่านได้จัดนานถึง 40 วันด้วยกัน บรรดาทูตานุทูตประเทศต่างๆ และตัวแทนจากประเทศอิสลามได้ส่งสาส์นแสดงความเสียใจต่อการจากไปของท่าน สถานทูตประเทศอเมริกา อังกฤษ และรัสเซีย ได้ให้เกียรติโดยชักธงครึ่งเสาเพื่อเป็นการไว้อาลัย มัรฮุมอายะตุลลอฮฺ มุฮัมมัดตะกียฺ อะรักกี ได้รับมอบหมายให้จัดการฝังศพของท่าน ท่านได้กล่าวว่า  อัลลอฮฺ ทรงให้เกียรติฉันทำหน้าที่จัดการศพของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ซึ่งภารกิจนี้นอกจะเป็นผลจากพินัยกรรมที่ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ได้เขียนไว้แล้ว ท่านยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์อันหน้าประหลาดใจที่เกิดกับท่านอีกว่า ขณะที่ฉันลงไปในหลุมฝังศพของท่านบุรูญิดดียฺ การกระทำต่างๆ ที่เป็นมุสตะฮับเกี่ยวกับการฝังศพ ที่ไม่ได้อยู่ในสมองของฉัน ฉันกับนึกได้ทั้งหมด (อะฮฺมัดดียิ 1379 หน้า 179)
แหล่งอ้างอิง
1) อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ คอนดอน อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ เขียนโดยอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ เขียนคำอธิบายประกอบโดย อะลี ดะวอนนียฺ สำนักพิมพ์ อันซอรียอน 1371
2) อะบาซัร อับดุลเราะฮีม  อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ อายัตอิคลาซ เตหะราน องค์กรสร้างความสมานฉันท์ระหว่างสำนักคิดในอิสลาม 1383
3) อะฮฺมัดดียิ มุจญฺตะบา จิชวะจิรอฆ มัรญิอียัต บทสัมภาษณ์พิเศษ วารสาร เฮาเซะฮฺ สานุศิษย์ของอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ กุม ดัฟตัร ตับลีฆอต อิสลามียฺ 1379
4) ดะวอนียฺ อะลี ชีวประวัติผู้นำผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกอิสลาม ตะชัยยุอฺ อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ เตหะราน นัชร์ มุเฎาะฮะรียฺ 1372
5) ชุกูเวะฮฺ ฟะกอฮาต จดหมายเหตุของมัรฮูม อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ดัฟตัร ตับลีฆอต อิสลามียฺ เฮาเซะฮฺ อิลมียะฮฺ กุ่ม 1379
6) เซาะฮีฟะฮฺ เฮาเซะฮฺ หนังสือพิมพ์ ญุมฮูรีย อิสลามี วันจันทร์ 3/11/1379
7) อะบีรียฺ อับบาซ อายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เตหะราน องค์กร ตับลีฆอต อิสลามียฺ 1380
8) อะลี ออบอดียฺ มุฮัมมัด แบบอย่างของผู้นำ ชีวประวัติของท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ โดยคำกล่าวของบรรดามัรญิอฺ อุละมาอฺ ได้รับการบันทึกโดย ท่านอายะตุลลอฮฺ อับดุลซอฮิบ มุรตะวียฺ ลันกะลูต กุ่ม อินติชารอต ลอฮิญอน 1379
9) คัลชัน อับรอร บทสรุปวิถีชีวิตทางความรู้และการปฏิบัติของท่านอายะตุลลอฮฺ มหาวิทยาลัยบากิรอุลูม กุ่ม นัชรฺ มะอฺรูฟ 1382
10) วารสารเฮาเซะฮฺ
11) อายะตุลลอฮฺ ชะฮีด มุเฎาะฮะรียฺ  ตะกอมุล อิจญฺติมาอีย อินซาน เบะ ซะมีเมะฮฺ ฮะดัฟ ซินเดกียฺ ได้รับแรงบันดาลใจจากเชคฎูซียฺ  เตหะราน และกุ่ม ซ็อดรอ 1363
12) อายะตุลลอฮฺ ชะฮีด มุเฎาะฮะรียฺ   ชิชมะกอเละฮฺ คัตนุบูวัต พัยยอมบัรอุมมียฺ วะลาอฺและวิลายะฮฺ กุม ซ็อดรอ 1380
13) วาอิซียฺ ซอเดะฮฺ โครอซอนนียฺ ชีวประวัติท่านอายะตุลลอฮฺ อัลอุซมา บุรูญิดดียฺ และมักตับฟิกฮฺ อุซูลี ฮะดีซซียฺ และริญาล เตหะราน  องค์สร้างความสมานฉันท์ระหว่างสำนักคิดอิสลาม ฮ.ศ. 1421-1379
14) ฮาชิมมี รัฟซันญานียิ สุนทรพจน์นมาซญุมุอะฮฺ ภายใต้การดูแลของ มุฮฺซิน ฮาชิมมี รัฟซันญานียฺ เตหะราน ดัฟตัร นัชรฺ มะอาริฟ อิงกะลอบ องค์กรหลักฐานวัฒนธรรม การปฏิวัติอิสลาม 1376

[1] หนังสือเล่มนี้จะใช้สอนนักศึกชั้นปีที่ 1
[2] หนังสือซุยูฎียฺ เป็นหนังเกี่ยวกับกฎไวยากรณ์ภาษาอาหรับที่สำคัญเล่มหนึ่ง ปัจจุบันยังใช้สอนอยู่ในสภาบันศาสนาทั้งชีอะฮฺและซุนนียฺ ซึ่งจะใช้สอนนักศึกษาชั้นปีที่ 2
[3] หนังสือมันฏิกจะใช้สอนนักศึกษาชั้นปีที่ 2 เช่นกัน ซึ่งในอดีตนอกจากมันฏิกแล้ว ยังมีหนังสือ ชัรฮฺ ชัมซียะฮฺ และฮาชียะฮฺ มุลลาอับดุลลอฮฺ ที่ใช้สอนควบคู่กับหนังสือมันฏิก แต่ปัจจุบันนี้หนังสือมันฏิก ที่เขียนโดยท่านอายะตุลลอฮฺ ริฎอ มุฏ็อฟฟัร ยังใช้สอนอยู่จนถึงปัจจุบัน
[4] หนังสือฟุซูล เขียนโดยเชคมุฮัมมัด ฮุซัยน์ เอซฟาฮานีย์ เป็นหนังในหนังสือเรียนระดับสูงวิชาฟิกฮฺและอุซูล ซึ่งได้เขียนขึ้นก่อนหนังสือ กิฟายะตุลอุซูล ปัจจุบันหนังสือกิฟายะฮฺ ได้ใช้เป็นตำราสอนอยู่ในสถาบันศาสนาของชีอะฮฺ
[5] เป้าหมายของอิลมุริญาลคือ การรู้จักรายงานฮะดีซ การพิสูจน์ความหน้าเชื่อถือ หรือไม่หน้าเชื่อถือ เพื่อจะได้รู้ว่าฮะดีซที่เขารายงานไว้นั้นเชื่อถือได้หรือไม่ได้ ฉะนั้น จะเห็นว่าอิลมุริญาลเป็นสาขาวิชาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพิสูจน์อะฮฺกามชัรอียฺ
[6]  แน่นอน นักปราชญ์บางท่านของชีอะฮฺ เช่น เชคมุฟีดลูกศิษย์ของเขคฏูซียฺ ไม่อนุญาตให้ปล่อยเวลานมาซให้ล่าช้าเช่นกัน
[7] คำฟัตวาของเชคมะฮฺมูด ชัลตูต ได้อนุญาตให้ปฏิบัติตามฟิกฮฺของชีอะฮฺได้ ขณะที่ก่อนหน้านี้พวกเขาถือว่าชีอะฮฺเป็นนิกายที่หลงทาง และไม่อนุญาตให้ปฏิบัติตามฟิกฮฺชีอะฮฺอย่างเด็ดขาด
[8] ชื่อของสำนักงานคือ เคาะฎีเราะฮฺ อัลกุดุส