แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3.  อิจญฺติฮาด และ ตักลีด

 อิจญฺติฮาด และ ตักลีด

อิสลามเป็นศาสนาสุดท้ายและสมบูรณ์ที่สุด  บัญญัติต่าง ๆ ล้วนแต่มีความเหมาะสมและตรงกับสัญชาติญาณดั้งเดิมของมนุษย์ทั้งสิ้น หากผู้ใดนำเอาบทบัญญัติเหล่านี้มาเป็นครรลองในการดำเนินชีวิต ความสมบูรณ์ก็จะประสบกับเขาอย่างแน่นอน
ศาสนาอิสลามครอบคลุมอยู่บนหลัก 3 ประการ กล่าวคือ
ประการที่หนึ่ง หลักความศรัทธา (อุซุลุดดีน) หมายถึงหลักการที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อศรัทธา มุสลิมจะต้องยอมรับด้วยเหตุและผลอันเป็นพื้นฐานสำคัญแห่งอิสลาม ซึ่งจะต้องไม่เชื่อหรือคล้อยตามความเชื่อของบุคคลอื่น
ประการที่สอง หลักการปฏิบัติ  (ฟุรูอุดดีน) หมายถึงหลักศาสนบัญญัติที่มุสลิมทั้งหลายต้องนำมาปฏิบัติหรือละเว้นการกระทำ ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า บทบัญญัติ  สำหรับบุคคลที่ไม่ได้เป็นมุจญฺตะฮิด (ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์อิสลาม) ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของมุจญฺตะฮิดขั้นสูงสุด
ประการที่สาม จริยศาสตร์ (อัคลาก) หมายถึงการปฏิบัติตัวเองให้สอดคล้องกับหลักการศาสนา  โดยเน้นไปที่การพัฒนาและยกระดับจิตใจ
หลักความศรัทธา
หลักความศรัทธา คือ หลักการเกี่ยวกับการสร้างความคิดและความเชื่อของมนุษย์ให้มั่นคงแข็งแรง เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่ต้องเชื่อมั่น และยอมรับสิ่งเหล่านั้นด้วยเหตุผลหลักความศรัทธาถือเป็นหลักศาสนา เป็นภารกิจเกี่ยวกับความเชื่อจึงต้องอาศัยความเชื่อมั่น ด้วยเหตุนี้ หลักความศรัทธาจึงไม่อนุญาตให้ปฏิบัติตามผู้ใด
หลักการปฏิบัติ
หลักปฏิบัติ หมายถึง กฎบัญญัติต่าง ๆ อันเกี่ยวข้องกับการกระทำของมนุษย์ ประกอบด้วยสิ่งจำเป็นและไม่จำเป็น ซึ่งการกระทำหรือการละเว้นต้องอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ถูกต้อง จึงจะถือว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์แล้ว
บุคคลที่มีหน้าที่ปฏิบัติ ถ้าต้องการรู้จักคำสั่งห้ามและคำสั่งใช้สามารถกระทำได้ 3 วิธี กล่าวคือ ค้นคว้าและวิจัยจากแหล่งข้อมูลเกี่ยวข้องเพื่อตีความปัญหาด้วยตัวเอง หรือปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของมุจญฺตะฮิดที่ค้นคว้ามาแล้ว หรือปฏิบัติหน้าที่ด้วยการอิฮฺติยาฏ
ฉะนั้น หน้าที่ของผู้ปฏิบัติอาจเป็น 1 ใน 3 ประเด็น กล่าวคือ อิจญฺติฮาด ตักลีด หรืออิฮฺติยาฏ
ก่อนที่จะอธิบายหน้าที่สามประการข้างต้น ขอกล่าวถึงคำว่า มุกัลลัฟ เงื่อนไขของมุกัลลัฟ และการแบ่งบทบัญญัติก่อนเพื่อความไม่สับสนในการทำความเข้าใจ
เงื่อนไขการปฏิบัติ
พระผู้เป็นเจ้า ทรงมอบสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดแก่มนุษย์อันได้แก่ สติปัญญา การเลื่อกสรร และเจตนารมณ์เสรี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่บ่งบอกว่ามนุษย์มีความพิเศษต่างไปจากสรรพสิ่งอื่น และพระองค์ทรงมอบความรับผิดชอบในหน้าที่ ที่มีต่อพระเจ้าแก่มนุษย์ ดังนั้น ถ้าบุคคลใดปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นด้วยความเคร่งครัดชีวิตของเขาจะพบกับความสุขนิรันดร
มุกัลลัฟ หมายถึง บุคคลที่วาญิบ (จำเป็น) ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สอดคล้องตามศาสนบัญญัติโดยครบสมบูรณ์มิให้ขาดตกบกพร่อง มุกัลลัฟ คือบุคคลที่มีเงื่อนไข 3 ประการ ดังต่อไปนี้
1. บาลิฆ หมายถึงบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ
2. ต้องมีสติสัมปชัญญะมิใช่คนวิกลจริต
3. ต้องมีความสามารถในการปฏิบัติภารกิจ[1]
ดังนั้น บุคคลที่มีเงื่อนไขครบ 3 ประการ วาญิบต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สอดคล้องตามศาสนบัญญัติอย่างเคร่งครัด ถ้าดื้อดึงไม่ปฏิบัติตามถือว่าเป็นผู้ฝ่าฝืนคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า ต้องได้รับการลงโทษตามบทบัญญัติ แต่ถ้าบุคคลนั้นยังไม่ถึงเกณฑ์บาลิฆ หรือเป็นคนวิกลจริต หรือไม่มีความสามารถในการปฏิบัติ ถือว่าไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติ การกระทำของเขาไม่เป็นวาญิบและไม่ฮะรอม ดังนั้น ถ้าคนวิกลจริตหรือเด็กที่ยังไม่บาลิฆพูดโกหก หรือไม่นะมาซจะไม่ถูกลงโทษ แม้ว่าการกระทำดีบางอย่างจะมีผลบุญมากก็ตาม เช่น ถ้าเด็กที่ยังไม่บาลิฆสามารถนะมาซได้อย่างถูกต้อง หรือสามารถบำเพ็ญฮัจญฺได้ ซึ่งการกระทำเหล่านี้มีผลบุญตอบแทนมากมาย แต่เขาไม่มีหน้าที่ต้องกระทำ และถ้าละเว้นถือว่าไม่ถูกลงโทษ
อย่างไรก็ตามผู้ปกครองเด็ก หรือคนวิกลจริต และรัฐอิสลามมีหน้าที่รับผิดชอบการกระทำที่ไม่ถูกต้องของพวกเขา ด้วยเหตุนี้เอง วาญิบสำหรับผู้ปกครองเด็กต้องคอยระวังมิให้เด็กล่วงละเมิดสิทธิของคนอื่น และวาญิบสำหรับผู้ปกครองรัฐอิสลาม (ฮากิม) ต้องทำทานบนเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความยุติธรรมแก่สังคม
แต่สำหรับบุคคลที่ไม่มีความสามารถ ในการปฏิบัติบทบัญญัติที่เป็นวาญิบหรือละเว้นสิ่งฮะรอม บางกรณีเท่านั้นที่หน้าที่ของเขาจะหมดไปโดยปริยาย เช่น คนป่วยเรื้อรังไม่มีหน้าที่ต้องถือศีลอด แม้ว่าบางกรณีที่ไร้ความสามารถในการปฏิบัติ จะมีหน้าที่อื่นตามมาก็ตาม เช่น กะฟาเราะฮฺ ศีลอดสำหรับผู้ป่วยเป็นต้น  รายละเอียดอธิบายไว้แล้วในหนังสือริซาละฮฺต่าง ๆ
[1] อิสลาม มิใช่เงื่อนไขของหน้าที่ หมายถึงวิญิบ และข้อห้ามมิได้เฉพาะเจาะจงเฉพาะมุสลิมเท่านั้น ทว่าใครก็ตามที่มีเงื่อนไขตามกล่าวมา ถือว่ามีหน้าที่ต้องปฏิบัติ