แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. อิมามอะลี ริฎอ (อ.)

อิมามอะลี ริฎอ (อ.)

อิมามอะลี ริฎอ (อ.)

ชีวประวัติ

นามอันจำเริญ  อะลี บุตรของมูซา บุตรของญะอฺฟัร (อะลัยฮิมัซซะลาม)
นามมารดา      ท่านหญิงมัจญฺมะฮฺ  ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาสตรีที่สะอาด บริสุทธิ์  ในยุคสมัยของตน
ฉายานาม        อะบุลฮะซัน
สมัญญานาม   ริฎอ  ซึ่งอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงประทานนามนี้ แก่ปู่ทวดของท่าน    ก่อนที่ท่านจะถือกำเนิดขึ้นมา
สถานที่กำเนิด  มะดีนะฮฺ มุเนาวะเราะฮฺ เมืองแห่งเราะซูลของพระองค์
บุตร                บุตรชายคนเดียวของท่านคือ ท่านอิมามมุฮัมมัด ตะกี (อะลัยฮิซซะลาม)
แต่กรณีที่โต้เถียงกันว่า ท่านอิมามริฎอ (อ.) มีบุตรชายคนอื่นอีกหรือไม่ มีความเห็นขัดแย้งกัน

ประวัติการถือกำเนิด

การถือกำเนิดของท่านอิมาม (อ.) นักรายงานและนักประวัติศาสตร์ มีความเห็นพ้องต้องกันว่า  ตรงกับวันที่ ๑๑ ซุลเกาะอฺดะฮฺ ฮ.ศ.๑๔๘ ตรงกับปีที่ ท่านอิมามซอดิก (อ.) ได้อำลาจากโลกพอดี แต่บางคนกล่าวว่า ท่านอิมาม (อ.) ถือกำเนิดหลังจากการอนิจกรรมของ ท่านอิมามซอดิก (อ.) ๕ ปี
ท่านหญิงนัจญมะฮฺมารดาผู้มีเกียรติยิ่งของท่าน หลังจากคลอดท่านแล้ว ท่านหญิงได้รับสมัญญานามว่า หญิงที่บริสุทธิ์ สะอาด ท่านเป็นหญิงที่มีความบริสุทธิ์ งดงาม ฉลาด มาจากครอบครัวที่มีเกียรติในสมัยนั้น รายงานกล่าวว่า ท่านหญิงพูดว่า โปรดช่วยพยาบาลฉันด้วย (เพื่อจะได้ช่วยเหลือฉัน ในการให้นมแก่ท่านอิมามริฏอ (อ.)) มีคนถามว่า ท่านมีน้ำนมน้อยหรือ ท่านหญิงตอบว่า ไม่ แต่การกล่าวรำลึกและนะมาซต่างๆ ของฉันได้ลดลงไป หลังจากคลอดท่านอิมามริฏอ  (อ.)

จริยธรรมและมารยาทการอยู่ร่วมกันในสังคม

มีรายงานว่า เมื่อท่านอิมามริฎอ (อ.) ได้มายังหมู่ชน ท่านจะแต่งกายสุภาพเป็นระเบียบเรียบร้อย ในการสนทนากับประชาชน ท่านไม่เคยพูดจาเหน็บแนมใคร ไม่เคยพูดขัดคำพูดใคร ท่านจะปล่อยให้เขาพูดจนจบ ท่านจะไม่ปฏิเสธคำเรียกร้องของผู้ใด ตลอดวิถีการดำเนินชีวิตของท่าน ท่านจะไม่หัวเราะเสียงดัง มีแต่เพียงรอยยิ้มเท่านั้นเอง

ท่านรักที่จะประพรมน้ำหอมเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาออกสังคมที่มีประชาชนมากมาย ท่านรับใช้ประชาชนอย่างมาก และชอบบริจาคทาน  ภารกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่ ท่านจะถือปฏิบัติในยามกลางคืนที่มืดมิด

ท่านมีความนอบน้อมถ่อมตนสูง วันหนึ่งท่านได้เข้าไปในสถานที่อาบน้ำสาธารณะ มีชายคนหนึ่งซึ่งไม่เคยรู้จักท่านมาก่อน ได้กล่าวกับท่านว่า ช่วยถูกหลังให้ฉันหน่อยซิ ท่านเริ่มถูหลังให้เขา เมื่อประชาชนแนะนำท่านให้เขารู้จัก เขารู้สึกอาย และรีบกล่าวขอโทษท่านเป็นการใหญ่ ท่านได้พูดปลอบใจเขา และถูหลังให้เขาต่อไป

ท่านอิมามริฎอ (อ.) จะให้เกียรติแขกของท่านอย่างมาก มีรายงานว่า วันหนึ่งมีแขกมายังบ้านท่าน และอยู่จนกระทั่งมืด ในเวลานั้น ตะเกียงที่บ้านของท่านเสียพอดี ชายคนนั้นต้องการซ่อมให้ แต่ท่านได้ห้ามเขา และซ่อมตะเกียงด้วยมือของท่านเอง ท่านกล่าวว่า เราจะไม่อนุญาตให้แขกผู้มาเยือนทำงานเด็ดขาด

อายุขัยของท่านอิมาม (อ.)

ตามรายงานที่มีชื่อเสียงและเชื่อถือได้กล่าวว่า อายุขัยของท่านอิมามริฎอ (อ.) คือ ๕๕ ปี วันชะฮาดัทของท่านตรงกับปลายเดือนเซาะฟัร ฮ.ศ.๒๐๓ ผู้สังหารท่าน ตามรายงานที่เชื่อถือได้คือ มะอฺมูน อับบาซียฺ โดยการลอบวางยาพิษ สถานฝังศพของท่านอิมาม (อ.) ตั้งอยู่ ณ เมืองมัชฮัด หรือเรียกอีกอย่างว่า เมืองระฎะวียฺ  เป็นชื่อซึ่งรู้จักกันทั่วโลก

ท่านอิมามริฎอ (อ.) คลังวิชาการศาสนาตั้งแต่เยาว์วัย

นับตั้งแต่เยาว์วัย ท่านอิมาม (อ.) เป็นผู้มีความประเสริฐและมีความรู้มากมาย ท่านเป็นแหล่งวิชาการสำหรับประชาชน ท่านอิมามมูซา กาซิม (อ.) จะสั่งให้ประชาชนไปหาท่านอิมามริฎอ และกล่าวว่า นี่คือบุตรชายสุดที่รักของฉัน ข้อเขียนของเขาคือข้อเขียนของฉัน คำพูดของเขาคือคำพูดของฉัน สาส์นของเขาคือสาส์นของฉัน ทุกสิ่งที่เขาพูดคือความจริง

วันหนึ่ง มีชายคนหนึ่งกล่าวกับ ท่านอิมามมูซา กาซิม (อ.) ว่า  ข้าพเจ้ามีคำถามที่จะถามท่าน ท่านอิมามกล่าวว่า  จงถามอิมามของท่านซิ  เขาถามว่า  วัตถุประสงค์ของท่านคือใครหรือ ข้าพเจ้าไม่รู้จักอิมามท่านอื่น  นอกจากท่าน
เท่านั้น

ท่านอิมามมูซา กาซิม (อ.) กล่าวว่า เขาคือบุตรชายของฉันชื่อว่า อะลี ฉันได้ตั้งฉายานามของฉัน อะบุลฮะซัน ให้แก่เขา

อิบนุ ฮะญัร เป็นผู้รู้ฝ่ายอะฮฺลิซุนนะฮฺคนหนึ่งกล่าวว่า

كان بفتي في مسجد رسول الله صلي الله عليه و آله و هو ابن نبف و عشرين سنه

หมายถึง ท่านอิมามอะลี ริฎอ (อ.) ได้ออกคำวินิจฉัยในมัซญิดนะบี (ซ็อลฯ) ขณะที่ท่านมีอายุประมาณ ๒๐ กว่าปีเท่านั้น

ซะฮะบียฺ เป็นหนึ่งในผู้รู้ฝ่ายอะฮฺลิซุนนะฮฺอีกคนหนึ่งกล่าวว่า  ท่านอิมามริฎอ (อ.) ในสมัยของมาลิก บินอะนัซ ซึ่งเป็นหนึ่งในอิมามทั้งสี่ของฝ่ายอะฮฺลิซุนนะฮ ขณะนั้น ท่านยังหนุ่มอยู่ ท่านได้ออกคำวินิจฉัยแก่ประชาชน

ช่วงวัยเด็กและเยาวชน

แม้ว่าประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับบรรดาอิมาม (อ.) ในช่วงวัยเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยรุ่นของท่าน จะปิดเงียบอยู่พอสมควรก็ตาม แต่เป็นเพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา นักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงได้ให้ความสนใจต่อเหตุการณ์ที่ได้รับความนิยม หรือบุคคลที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นพิเศษ มิใช่บุคคลที่ไม่มีการเรียกร้อง หรือปลีกวิเวกไปอยู่ห่างไกลอย่างโดดเดี่ยว ต่างไปจากบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ผู้มีหน้าที่ก่อตั้งรัฐบาล แต่เนื่องจากความแปรปรวนของยุคสมัย ประกอบกับบรรดานักวิชาการในสมัยนั้น มีความขัดแย้งทางด้านนิกาย พยายามที่จะลดบทบาทความสำคัญของพวกเขา สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้เยาวชนในรุ่นต่อไปในอนาคตถูกกีดกัน การรู้จักชีวประวัติของบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ทั้งก่อนและหลังการดำรงตำแหน่งอิมามะฮฺ แต่สิ่งที่บันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ พอที่จะค้นคว้าได้คือ ท่านอิมามริฎอ (อ.) ในวัยเด็ก ได้รับการเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษจากบิดาผู้ทรงเกียรติของท่าน สหายคนหนึ่งของท่านอิมามมูซา กาซิม  บินญะอฺฟัร (อ.) นามว่า มุฟัฎฎ็อล กล่าวว่า  ข้าพเจ้าได้ไปพบท่านอิมาม (อ.) และเห็น อะลี บุตรชายของท่านนั่งอยู่บนตัก ท่านจุมพิตใบหน้าและแก้มทั้งสองของบุตรชาย จับเขาแบกไว้บนไหล่ทั้งสอง บางครั้งก็กอดบุตรชายไว้แนบอกพร้อมกับกล่าวว่า ขอความเมตตาพึงมีแด่บิดาของฉัน  เจ้าช่างหอมอะไรเช่นนี้  มารยาทของเจ้าช่างสะอาดบริสุทธิ์  และความดีงามของเจ้าเป็นที่ชัดแจ้ง
ขอสาบานว่าจิตใจของฉันที่มีต่อเด็กคนนี้ เปี่ยมไปด้วยความรัก ซึ่งไม่เคยมีต่อผู้ใดมาก่อนนอกจากเขา ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า โอ้ มุฟัฏฏ็อลเอ๋ย เขาสัมพันธ์มายังฉัน ก็เหมือนกับฉันที่สัมพันธ์ไปยังบิดาของฉัน ซึ่งลูกบางคนได้เกิดจากลูกอีกบางคน อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงได้ยินและทรงรอบรู้ยิ่ง

ข้าพเจ้ากล่าวว่า เขาคือ อิมาม ภายหลังจากท่านหรือ ท่านตอบว่า  ใช่ ถูกต้องแล้ว บุคคลใดที่เชื่อฟังปฏิบัติตามเขา ก็จะได้พบกับสัจธรรม ส่วนบุคคลที่เป็นปรปักษ์กับเขาคือ กาฟิร

ความเอื้ออาทรของท่านอิมาม (อ.)

เกี่ยวกับความเอื้ออาทร และความสงสารของท่านอิมาม (อ.)  เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ในวันอะเราะฟะฮฺนั้นเองท่านได้แจกจ่ายทรัพย์สินทั้งหมดของท่าน ฟัฎลฺ บุตรของซุฮัยลฺ กล่าวว่า เหล่านี้คือความเสียหายและขาดทุนทั้งสิ้น ท่านกล่าวว่า ทุกสิ่งที่เจ้าได้รับเป็นการตอบแทน ถือเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่ จงอย่านับว่านั่นเป็นความขาดทุน

วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งกล่าวกับท่านว่า จงมอบความเอื้ออาทรจำนวนหนึ่งของท่านแก่ข้าพเจ้า ท่านตอบว่า ฉันทำไม่ได้ เขากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงมอบความเอื้ออาทรเท่าของข้าพเจ้าแก่ข้าพเจ้าเถิด ท่านตอบว่า สิ่งนี้ฉันพอที่จะทำได้  หลังจากนั้นท่านได้สั่งให้มอบเงินจำนวน 200 ดินาร  แก่ชายคนดังกล่าว

หนึ่งในประเด็นสำคัญ ที่อิซลามได้เน้นย้ำไว้อย่างยิ่งคือ การเอาใจใส่ต่อคนยากจนและคนอนาถา การให้ความช่วยเหลือ ปลดปล่อยความทุกข์ยากแก่พวกเขา

อัลกุรอาน และคำสั่งสอนของบรรดามะอฺซูม (อ.) ได้เน้นย้ำประเด็นดังกล่าวไว้อย่างมาก พร้อมกับสาธยายถึงความประเสริฐ และมารยาทในการรับใช้บรรดาผู้อนาถา การศึกษาชีวประวัติของท่านอิมามริฎอ (อ.) ในช่วงสั้นๆ จะทำให้มนุษย์เข้าใจ และรู้จักความจริงข้อนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นว่า ท่านได้เอาใจใส่เป็นพิเศษต่อการรับใช้ และการให้ความช่วยเหลือคนยากจน

มุอัมมัร บุตรของคัลลาด กล่าวว่า  ท่านอิมามริฎอ (อ.) ขณะกำลังรับประทานอาหาร จะเตรียมภาชนะไว้ข้างๆ ด้วย หลังจากนั้นท่านจะแยกอาหารที่ดีที่สุด แล้วมอบให้แก่คนยากจน

ความอดทนและขันติธรรม

ในยุคสมัยการปกครองของมะอฺมูน ท่านอิมามริฎอ (อ.) ต้องอดทนอดกลั้นกับนโยบายการเมือง ที่เป็นปรปักษ์ ลึกลับ และสลับซับซ้อนของเขา การถูกกดดันด้วยตำแหน่งผู้สืบทอดการปกครอง เป็นหนึ่งในมาตรวัด ที่เผยให้เห็นถึงความอดทนอดกลั้นของท่าน ได้เป็นอย่างดี
ยะซีร คิดัม เป็นหนึ่งในนักรายงานฮะดีซกล่าวว่า ช่วงวันศุกร์ ขณะที่ท่านอิมามริฎอ (อ.)  เดินกลับจากมัซญิด   เนื้อตัวและเสื้อคลุมของท่าน เปรอะเปื้อนไปด้วยเหงื่อและฝุ่น ท่านได้ยกมือขึ้นแล้ววิงวอนว่า โอ้ อัลลอฮฺ มาตรว่าพระองค์จะทรงปลดปล่อยข้าพระองค์ ให้เป็นอิสระจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับข้าพระองค์ ไปสู่ความตาย ขอพระองค์ทรงรีบเร่งให้สิ่งนั้นบังเกิดกับข้าพระองค์โดยด่วน ณ บัดนี้เถิด รายงานดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า ในช่วงที่ท่านถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้สืบทอดการปกครองนั้น ท่านอิมามริฎอ (อ.) ต้องทนทุกข์ทรมานกับนโยบายการเมือง และพฤติกรรมชั่วร้ายของมะอฺมูนอย่างมาก ท่านต้องอดทนอดกลั้นต่อความขื่นขมและความทุกข์เหล่านั้น เพียงเพราะการเชื่อฟังปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺ (ซบ.)

ความยุติธรรมของท่านอิมาม (อ.)

รายงานกล่าวว่า มุฮัมมัด บินอิบาดะฮฺ ได้ถามท่านอิมาม (อ.) ว่า เพราะเหตุใด สิ่งที่ ท่านอะมีรุลมุอฺมินีน กล่าวไว้ ท่านจึงปล่อยให้ล่าช้าและกีดกัน ท่านถามว่า วัตถุประสงค์ของท่านคืออะไร ถ้าหากหมายถึงการปกครองตามที่กล่าวมา สิ่งนั้นได้ถูกนำกลับคืนมาสู่เรา และท่านก็เป็นดังที่เป็นอยู่ขณะนี้ แน่นอน วันนั้นจะไม่มีสิ่งใดตกมาถึงมือท่านเด็ดขาด และท่านก็จะเป็นเหมือนกับที่คนอื่นเป็นกันอยู่

ท่านอิมามริฎอ (อ.) ได้ตอบข้อสงสัยของเขา พร้อมกับสาธยายสถานการณ์ให้เขาได้รับรู้อย่างชัดแจ้ง โดยกล่าวว่า ตราบที่อำนาจการปกครอง ยังไม่ได้กลับคืนสู่ฉันโดยสมบูรณ์ จะไม่ยังประโยชน์อันใดในการตอบรับเด็ดขาด และเนื่องจากผลกระทบที่เกิดจากคำตอบดังกล่าว ทำให้เห็นร่องรอยความเศร้าหมอง บนใบหน้าของท่านอย่างชัดเจน ท่านได้กล่าวถึงนโยบายการปกครองของท่านว่า ในเวลานั้นจะไม่มีผู้ใดดีกว่าใครทั้งสิ้น การเอาใจใส่ต่อกฎหมาย และการแสดงความยุติธรรมจากฝ่ายปกครอง ตลอดจนการนำเอาหลักความเป็นพี่น้อง ไปปฏิบัติในหมู่ประชาชน สิ่งเหล่านี้คือ  นโยบายที่มีความจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่ง

บุคลิกภาพอันยิ่งใหญ่ของท่านอิมาม (อ.) จากคำพูดของผู้อาวุโส

แม้ว่าตำแหน่งอิมามะฮฺ ของท่านอิมามริฎอ (อ.) เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว สำหรับการรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่และความสูงส่งของท่าน แต่การสาธยายถึงวจนะอันยิ่งใหญ่ ในประเด็นนี้จะมีผลกระทบโดยรวม ต่อความคิดเห็นของประชาชน ขณะเดียวกันถ้าพิจารณา มะอฺมูน อับบาซซียฺ ในแง่ของวิชาการและความรู้แล้ว เขาก็มีสถานภาพทางความรู้ที่สูงส่งคนหนึ่ง และทั้งฯ ที่เขาเป็นปรปักษ์กับท่าน เขาได้กล่าวถึงท่านว่า

              ما اعلم احد افضل من هذا الرجل علي وجه الارض

หมายถึง ฉันไม่เคยรู้จักผู้ใดเลยบนหน้าแผ่นดิน  ที่จะประเสริฐยิ่งไปกว่าชายคนนี้    ญะมาลุดดีน อะฮฺมัด บินอะลี นิซาบะฮฺ หรือรู้จักกันดีในนามของ อุนบะฮฺ กล่าวว่า อิมามอะลี ริฎอ (อ.) ซึ่งมีฉายานามว่า อะบุลฮะซัน  เป็นหนึ่งในบุตรหลานของอะบูฏอลิบ  เขาเป็นหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนในสมัยของตน

ซะฮะบียฺ ซึ่งรู้จักกันดีในนามของบุคคลที่หันเหไปจากอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) เขากล่าวถึงท่านอิมามริฎอ (อ.) ว่า  เขาคือหัวหน้าวงศ์วานบะนีฮาชิมในยุคสมัยของตน เขาเป็นผู้มีความอดทนอดกลั้น   และมีความเฉลียวฉลาดมากที่สุด อะบาซัลตฺ ฮัรเราะวี ผู้มีความรู้คนหนึ่งในยุคสมัยของตน กล่าวว่า ฉันไม่เคยเห็นบุคคลใดจะมีความรู้ยิ่งไปกว่า อะลี บุตรของมูซา อัรริฎอ และไม่มีผู้รู้คนใดเคยเห็นอิมาม นอกเสียจากได้รับคำยืนยันจากฉัน

ความรู้ของอิมามริฎอ (อ.)

ท่านอิมามริฎอ (อ.) สืบทอดความรู้และวิชาการมาจากท่านเราะซูล (ซ็อลฯ) บรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นแหล่งแห่งความรู้และความประเสริฐ ที่บรรดาผู้กระหายความรู้และการรู้จักทั้งหลาย ต่างได้รับประโยชน์จากท่านทั้งสิ้น พวกเขาได้มุ่งสู่สัญลักษณ์ทั้งสอง เพื่อดับความกระหายของตนในการเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

ประวัติศาสตร์กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์ การโต้เถียงทางวิชาการ และความคิดจำนวนมากของ ท่านอิมามริฏอ   (อ.) อันเป็นสาเหตุให้ ได้รับชัยชนะเหนือบรรดาศัตรูของอิซลาม

เล่ามาจาก อิบรอฮีม บุตรอับบาซ ซูลี กล่าวว่า ฉันยังไม่เคยเห็นเลยว่า มีผู้ถามคำถาม ท่านอิมามริฎอ (อ.) แล้ว ท่านไม่รู้  จนบัดนี้  ก็ยังไม่เคยเห็นว่าใครจะมีความรู้เหนือท่าน

ความประพฤติและอัชฌาสัยภายนอก

ไม่เป็นที่สงสัยว่า บรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) มีความสำรวมต่อทรัพย์ทางโลกมากกว่าผู้ใดทั้งหมด ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ปล่อยวาง เครื่องประดับและอัญมณีมากยิ่งกว่าผู้ใด ทว่าในทัศนะของท่าน ความสำรวมตนจากการสวมใส่เสื้อผ้า และรับประทานอาหารธรรมดา ไม่มีขอบเขตจำกัดแต่อย่างใด เหล่านี้ยังมีความเข้าใจที่กว้างขวางยิ่งนัก ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่มีความสำรวมตนคือ บุคคลที่ไม่ปล่อยให้ความลุ่มหลง ในความสุขสำราญทางโลก มีอิทธิพลครอบงำเหนือจิตใจตัวเอง

ผู้รายงานฮะดีซ กล่าวไว้ใน “นัซรุดดุรุรฺ” ว่า ได้มีการนำเอากลุ่มซูฟีในแคว้นโคราซาน มาพบท่านอิมามริฎอ (อ.) แล้วกล่าวกับท่านว่า อะมีรุลมุอฺมินีน  คิดเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงมอบหมายแก่เขา และพบว่าท่านผู้เป็น     อะฮฺลุลบัยตฺ มีความเหมาะสมกับตำแหน่งอิมามะฮฺ และการเป็นผู้นำประชาชนยิ่งกว่าผู้ใดทั้งสิ้น    หลังจากนั้นได้พิจารณาบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ แล้วทราบว่า ท่านมีความเหมาะสมยิ่งกว่าพวกเขาทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เอง พวกเราจึงคิดว่าจะนำตำแหน่งคิลาฟะฮฺ (ผู้ปกครอง) กลับคืนสู่ท่าน เพราะขณะนี้ประชาชนต้องการผู้นำที่เด็ดเดี่ยว มีชีวิตที่เรียบง่าย  และขี่ลาเป็นพาหนะ

ผู้รายงานกล่าวต่อไปอีกว่า ขณะนั้นท่านอิมามริฎอ (อ.) นั่งพิงอยู่ ท่านกลับมานั่งตัวตรงทันที พร้อมกับกล่าวว่า  ยูซุฟ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดา ท่านใส่เสื้อคลุมที่ทำมาจากผ้าไหมอย่างดี มีกระดุมเป็นทองคำ เข้าร่วมงานประชุมกับบรรดาฟาโรฮฺ และนั่งอยู่บนขนสัตว์ที่พวกเขาจัดเตรียมขึ้น ความวิบัติจงมีแก่พวกเจ้า ที่ต้องการความยุติธรรมจากอิมาม (อ.) ในลักษณะที่ว่า ถ้าพูดขอให้พูดความจริง ถ้าตัดสินขอให้ตัดสินบนความยุติธรรม ถ้าสัญญาขอให้ปฏิบัติตามสัญญา

ท่านอิมามริฎอ (อ.) ล่วงรู้ถึงการชะฮาดัตและสถานที่ฝังเรือนร่างของท่าน

ท่านอิมาม (อ.) กล่าวถึงการชะฮีดของท่าน  พร้อมกับวิธีการชะฮีดบ่อยครั้ง  โดยน้ำมือของมะอฺมูน

บางครั้งท่านกล่าวว่า ฉันจะเดินทางไปยังเมืองโคราซาน แล้วจะไม่กลับมาอีก เนื่องจากมะอฺมูนได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง  จึงมีคำสั่งให้นำท่านไปยังเมืองโคราซาน  ผู้รายงานกล่าวว่า

ท่านอิมามริฎอ (อ.) ได้ไปฮะร็อมของท่านเราะซูล (ซ็อลฯ) เพื่อกล่าวอำลา และร้องไห้เสียงดัง    ท่านกล่าวซะลาม แด่ท่านเราะซูล (ซ็อลฯ) และกล่าวแสดงความยินดีกับท่านเราะซูล (ซ็อลฯ) ที่ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดทางการเมือง ท่านกล่าวว่า  พวกเขากำลังจะพรากฉันไปจากท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ตาสุดที่รักยิ่งของฉัน ฉันต้องตายอย่างคนแปลกหน้า

ก่อนที่จะเดินทางออกจากมะดีนะฮฺ ท่านได้สั่งให้ประชาชนร้องไห้ให้แก่ท่าน เนื่องจากภายนอก มะอฺมูนเสแสร้งทำเป็นรัก ท่านอิมามริฎอ (อ.) และในที่ประชุมได้ปกป้องอิมามะฮฺของท่านอิมามอะลี (อ.), ท่านอิมามริฎอ (อ.) กล่าวกับบรรดาสหายของท่านว่า   อย่าปล่อยให้คำพูดของมะอฺมูนเป็นกลลวงพวกเจ้า ขอสาบานต่อ อัลลอฮฺ (ซบ.) คนเยี่ยงฉันจะไม่มีผู้ใดสังหารนอกจากเขา และฉันไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากต้องปฏิบัติตามสิ่งที่ได้กำหนดไว้แล้วสำหรับฉัน
เกี่ยวกับประเด็นอื่นผู้รายงานกล่าวว่า  ฉันเห็น ฮารูน เคาะลีฟะฮฺอับบาซซียฺ  เดินออกจากมัซญิดฮะรอม ทางประตูด้านหนึ่ง และท่านอิมามริฎอ (อ.) ได้เดินออกทางประตูอีกด้านหนึ่ง  ท่านกล่าวว่า

يا بعد الدار و قرب الملتقي ان طوس ستجمعني و اياه

บ้านช่างห่างไกลเสียจริง แต่การพบเจอช่างใกล้เพียงนิดเดียว เมืองฎูซียฺจะเป็นที่รวมระหว่างฉันกับเขา ซึ่งพวกเราต่างทราบกันเป็นอย่างดีว่า  หลุมฝังศพของฮารูน  อยู่ข้างๆ หลุมฝังศพของ ท่านอิมามริฎอ (อ.)
บางครั้ง ขณะที่ฮารูนกำลังปราศรัยอยู่ในมัซญิดนะบี  ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า

تروني و اياه ندفن في بيت واحد

หมายถึงพวกท่านจะได้เห็นว่า ฉันกับเขาถูกฝังอยู่ภายในห้องเดียวกัน บางครั้งท่านกล่าวว่า ฉันกับฮารูนเหมือนกับสองสิ่งนี้ และท่านได้ชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางคู่กัน ผู้รายงานกล่าวว่า พวกเราไม่เข้าใจคำพูดของท่าน  จนกระทั่งร่างของท่าน ได้ถูกฝังไว้เคียงคู่กับฮารูน