แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. อิมามและเคาะลิฟะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)

อิมามและเคาะลิฟะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)

ได้กล่าวไปแล้วตั้งแต่ต้นว่า อิมามและเคาะลิฟะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ในทัศนะของมุสลิมหมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่แทนท่านศาสดาทุกอย่าง (ยกเว้นการรับวะฮียฺจากพระผู้เป็นเจ้า) ฉะนั้น สิ่งจำเป็นที่ต้องกล่าวคือ หน้าที่ของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เพื่อให้ความเข้าใจเกี่ยวกับอิมาม ความสำคัญ และสถานภาพของอิมามชัดเจนขึ้น จึงขอสรุปหน้าที่ของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) พอเป็นสังเขปดังนี้
๑. อธิบายความรู้ของอัล-กุรอานและขจัดข้อข้องใจ ซึ่งเป็นหนึ่งในภาระหน้าที่สำคัญของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) อัล-กุรอานกล่าวว่า
بِالْبَيِّنَاتِ وَالزُّبُرِ وَأَنزَلْنَا إِلَيْكَ الذِّكْرَ لِتُبَيِّنَ لِلنَّاسِ مَا نُزِّلَ إِلَيْهِمْ وَلَعَلَّهُمْ يَتَفَكَّرُونَ
“ด้วยหลักฐานทั้งหลายอันชัดแจ้ง และคัมภีร์ต่างๆ และเราได้ประทานอัล-กุรอานแก่เจ้า เพื่อเจ้าจะได้ชี้แจงโดยกระจ่างสำหรับมนุษย์ ตามที่ได้ถูกประทานแก่พวกเขา และเพื่อพวกเขาจะได้ใคร่ครวญ” (อัน-นะฮฺลิ/๔๔)
๒. อธิบายอะฮฺกามชัรอียฺ หน้าที่หลักอีกประการหนึ่งของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) คืออธิบายอะฮฺกาม (ข้อปฏิบัติต่าง ๆ) ซึ่งบางครั้งได้อ่านโองการอัล-กุรอานเป็นคำอธิบาย และบางครั้งได้ใช้แบบฉบับของท่าน การอธิบายอะฮฺกามเป็นไปที่ละขั้นตอนตามเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในแต่ละวัน และโดยธรรมชาติของชีวิตแล้วบอกว่าหน้าที่นี้ต้องดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฮะดีซของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ที่ได้อธิบายอะฮฺกาม และตกมาถึงมือเราขณะนี้มีไม่เกิน ๕๐๐ ฮะดีซ (อัล-วะฮฺยุลมุฮัมมะดียฺ หน้าที่ ๒๑๒ พิมพ์ครั้งที่ ๖) แน่นอนจำนวนฮะดีซดังกล่าว ไม่สามารถทำให้ประชาชาติมีความเพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่นได้
๓. ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นแบบฉบับของสัจธรรม เนื่องจากท่านเป็นภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์ของสัจธรรม ท่านจึงมีหน้าที่ปกป้องความหลงผิดทางความเชื่อของประชาชาติทุกประเภท ดังนั้น จะเห็นว่าในสมัยของท่านจึงไม่มีสำนักคิดใดเกิดขึ้น เป็นเพราะการมีอยู่ของท่าน หรือโอกาสไม่เอื้ออำนวยก็ตาม
๔. ตอบคำถามศาสนา ทั้งด้านความเชื่อและการปฏิบัติเป็นหน้าสำคัญของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)
๕. อบรมสั่งสอนประชาชาติ ทั้งด้านความเชื่อ การปฏิบัติ และจริยธรรม ทั้งคำพูดและปฏิบัติให้เห็นกับตา
๖. สร้างความยุติธรรมในสังคม นอกจากนั้นยังต้องสร้างความสมดุล และความสงบเรียบร้อยให้แก่สังคมส่วนรวม ประชาชนจะต้องได้รับสิทธิ์โดยเท่าเทียมกัน ต้องไม่เบียดเบียนและเอาเปรียบ หรือยอมเสียเปรียบคนอื่น
๗. ต้องเป็นผู้พิทักษ์พรมแดนและทรัพย์สินของอิสลาม ทั้งต่อหน้าและลับหลังศัตรู ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหน้าที่จำเป็นของศาสดา และการปฏิบัติหน้าที่ ๒ ประการหลังผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนสามารถทำได้ แต่หน้าที่ก่อนหน้านั้น (การอธิบายความรู้และความเข้าใจพร้อมทั้งแก้ปัญหาของอัล-กุรอาน การอธิบายอะฮฺกาม และอื่น ๆ) ต้องอาศัยผู้นำที่มีความรู้และความสามารถ และได้รับความการุณย์พิเศษจากพระผู้เป็นเจ้า ทั้งการกระทำและคำพูดต้องสอดคล้องตรงกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) หมายถึงต้องได้รับการถ่ายทอดความรู้จากท่าน อันเป็นความรู้ที่ปราศจากความผิดพลาดเพื่อจะได้สามารถปฏัติหน้าที่ตามที่กล่าวมาแล้วได้อย่างถูกต้อง ที่สำคัญต้องต่อเติมการไม่มีท่านศาสดาได้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าผู้ที่เป็นตัวแทนด้านความรู้จะไม่ได้เป็นศาสดา ไม่ใช่ผู้สถาปนาหลักการอิสลาม และตำแหน่งอิมามกับนะบีไม่ใช่สิ่งเดียวกันก็ตาม
แน่นอนการแต่งตั้งบุคคลที่มีบุคลิกภาพเช่นนี้ เกินกำลังความรู้และความสามารถของมนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยการแต่งตั้งจากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ที่ดำเนินไปตามพระบัญชาและพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น และเป็นที่ชัดเจนว่าเป้าหมายดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อประชาชนให้การสนับสนุน เชื่อฟังและปฏิบัติตามผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้งจากท่าน  เนื่องจากเป็นการแต่งตั้งของพระผู้เป็นเจ้า และการประกาศของท่านไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอสำหรับการเกิดเป้าหมาย ดังที่ประจักษ์แล้วว่าอัล-กุรอานและซุนนะฮฺของท่านมากมายที่ได้ถูกทอดทิ้งทั้งในสมัยของท่านและปัจจุบัน เหตุการณ์ต่าง ๆ ในทางลบและสำนักคิดทั้งหลายได้เกิดขึ้นภายหลังจากท่านได้จากไป ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ท่านปฏิบัติหน้าที่ไม่สมบูรณ์ หรือละเลยต่อหน้าที่ หรือไม่ได้วางแผนการไว้เพื่ออนาคตของอิสลาม (ขอให้อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงโปรดให้เราห่างไกลจากความคิดเช่นนี้) ทว่าในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากมีบางคนพยายามนำทัศนะและแผนการของตนนำหน้าแผนการของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และคิดว่าทัศนะส่วนตัวของตนดีกว่าการแต่งตั้งของอัลลอฮฺ (ซบ.) และเราะซูลและนี่ไม่ใช่เหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ยังมีเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้อีกมากมายที่ได้เกิดขึ้น (ศึกษาเพิมเติมได้จากหนังสือ อันนัซ วัลอิจติฮาด ของท่านอัลลามะฮฺ ซัยยิดอับดุลฮุซัยนฺ ชะรัฟฟุดดีน อามิลียฺ)
ข้อที่ ๙๒
ได้กล่าวไปแล้วว่า อิมาม ไม่เหมือนกับผู้นำธรรมดาทั่วไปที่มีหน้าที่ปกป้องพรมแดน และรักษาผลประโยชน์ของอิสลาม ทว่าอิมามมีหน้าที่นอกเหนือไปจากนี้ ดังที่กล่าวไปแล้วในบทก่อน ๆ เช่น การอธิบายอัล-กุรอาน อะฮฺกามอิสลาม ตอบคำถามประชาชนทั้งที่เป็นความเชื่อและการปฏิบัติ ป้องกันความคิดที่หลงผิดทางความเชื่อทุกประเภท และการเปลี่ยนแปลงที่อาจขึ้นกับอัล-กุรอานและหลักการอิสลาม ที่สำคัญไปกว่านั้นการนำเสนอความรู้ต้องครอบคลุมและไม่ผิดพลาด แน่นอนบุคคลทั่วไปที่แอบอ้างการเป็นผู้นำเช่นนี้เขาไม่บริสุทธิ์จากความผิดพลาดแน่นอน
จริงอยู่อิซมัตไม่เท่าเทียมกับตำแหน่งนะบูวัต เพราะเป็นไปได้ที่บางคนอาจบริสุทธิ์จาก บาปทั้งหมดแต่ไม่ได้รับตำแหน่งนะบูวัต เช่น ท่านหญิงมัรยัม (อ.) ซึ่งได้กล่าวไปแล้วในข้อที่อธิบายถึงความบริสุทธิ์ของศาสดา ดังนั้น ตำแหน่งนบีกับความบริสุทธิ์ (อิซมัต) เป็นคนละประเด็นกันแต่สามารถกล่าวได้ว่า คนที่มีความบริสุทธิ์ไม่ได้เป็นศาสดาทุกคน แต่ทุกคนที่เป็นศาสดาต้องบริสุทธิ์
นอกจากการวิเคราะห์ดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกหลายสิ่งที่บ่งบอกว่าอิมาม จำเป็นต้องมีความบริสุทธิ์ เช่น
๑. พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ที่ปรารถนาให้อิมามเป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากความผิดบาปและความโสโครกทั้งหลาย อัลกุรอานกล่าวว่า
إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنكُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا
“อัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะขจัดมลทินออกไปจากพวกเจ้า โอ้อะฮฺลุลบัยตฺ และทรงประสงค์ที่จะขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง” (อัล-อะฮฺซาบ/๓๓)
โองการได้บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ไว้ดังนี้ กล่าวคือ อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงมีความประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษ ที่จะให้บรรดาอะฮฺลุลบัยตฺมีความสะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากมลทิน ซึ่งสิ่งจำเป็นสำหรับความบริสุทธิ์ของพวกเขาคือ สะอาดปราศจากความผิด เนื่องจากจุดประสงค์ของคำว่า ริจซุน ในโองการนั้นหมายถึงความสกปรกโสโครกทุกชนิดที่เกิดในความคิด จิตใจ และการกระทำ และบาปนั้นเป็นผลพวงที่มาจากมัน ขณะที่อีกด้านหนึ่งโองการกล่าวว่า ความประสงค์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) มีให้กับบุคคลที่มีความพิเศษเฉพาะเท่านั้นมิใช่ทุกคน  แน่นอน ความประสงค์ที่จะขัดเกลาให้สะอาดบริสุทธิ์ตรงนี้ มีความแตกต่างกับความประสงค์ทั่ว ๆ ไป เนื่องความประสงค์ที่ต้องการให้มุสลิมทั้งหลายมีความบริสุทธ์เป็นความประสงค์ด้าน การกำหนดเงื่อนไขเท่านั้น อัล-กุรอานกล่าวว่า
وَلَكِن يُرِيدُ لِيُطَهَّرَكُمْ
“แต่ทว่าทรงประสงค์ที่จะให้พวกเจ้าสะอาด” (อัล-มาอิดะฮฺ/๖)
แน่นอนสิ่งนี้จะไม่เกิดกับบุคคลที่ฝ่าฝืน ขณะที่ความประสงค์นี้เป็นตักวีนียฺ (การกำหนดกฎสภาวะ) ซึ่งเป้าหมายและสิ่งที่ย้อนกลับไปสู่ความประสงค์อันได้แก่ความบริสุทธิ์จากบาป ซึ่งจะไม่แยกออกจากความประสงค์
ดังนั้นความประสงค์ตักวีนียฺที่มีต่อความบริสุทธิ์ (อิซมัต) ของอะฮฺลุลบัยตฺไม่เป็นการปฏิเสธการเลือกสรรแต่อย่างใด ทำนองเดียวกันอิซมัตที่มีในบรรดาศาสดาก็ไม่ได้เป็นการปฏิเสธการเลือกสรร เพราะความประสงค์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) เพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้ความบริสุทธิ์เกิดขึ้นได้ถ้าหากไม่มีการเลือกสรร
๒. เงื่อนไขที่กล่าวไว้ในฮะดีซซะเกาะลัยนฺ ที่ว่า “ฉันขอฝากสิ่งหนักสองสิ่งไว้ในหมู่พวกท่านได้แก่ อัล-กุรอานและลูกหลานของฉัน” จะสังเกตเห็นว่าอะฮฺลุลบัยตฺได้ถูกกล่าวไว้เคียงข้างกับอัล-กุรอาน ในความหมายก็คือ เมื่ออัล-กุรอานบริสุทธิ์จากความผิดพลาดทั้งหลาย อะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ก็บริสุทธิ์จากความผิดทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นความผิดด้านจิตใจหรือการกระทำ ด้วยเหตุผลของฮะดีซที่กล่าวว่า
๒.๑ ตราบที่เจ้าได้ยึดมั่นอยู่กับทั้งสอง เจ้าจะไม่หลงทางตลอดไป
๒.๒ ทั้งสองจะไม่แยกออกจากกันเด็ดขาดจนกว่าทั้งสอง จะย้อนกลับคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำ
เป็นที่ชัดเจน เพราะสิ่งที่ยึดมั่นนั้นเป็นมูลเหตุนำไปสู่การชี้นำ และทำให้รอดพ้นจากการหลงทางและการหลงผิด นอกจากนี้อะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) จะไม่แยกออกจากอัล-กุรอาน แสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ (มะอฺซูม) ที่ปราศจากบาป
๒.๓ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้เปรียบเทียบอะฮฺลุลบัยตฺของท่านเหมือนกับเรือของท่านศาสดานูฮฺ (อ.) ใครก็ตามได้ขึ้นเรือจะได้รับความปลอดภัย ส่วนผู้ที่ไม่ได้ขึ้นจะพบกับความหายนะจมน้ำตาย
จากสิ่งที่กล่าวมาเป็นเหตุผลที่ชัดเจนส่วนหนึ่งที่ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) แน่นอนข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษรไม่ได้เฉพาะเจาะจงอยู่เพียงเท่านี้ ยังมีอัล-กุรอานและฮะดีซอีกที่บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.)
ข้อที่ ๙๓
สามารถรู้จักอิมามได้ ๒ ทางกล่าวคือ
๑. ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้แต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นอิมามตามพระบัญชาของอัลลอฮฺ (ซบ.)
๒. อิมามท่านก่อนได้แนะนำอิมามท่านถัดมาหลังจากท่าน
อิมามผู้นำ ๑๒ ท่านของชีอะฮฺได้ถูกแนะนำไว้ทั้ง ๒ วิธีกล่าวคือ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้แต่งตั้งอิมามและแนะนำให้ประชาชาติรู้จักด้วยตัวท่านเองตามริวายะฮฺที่กล่าวมา ประกอบกับอิมามทุกท่านก่อนที่จะจากไป ท่านจะแนะนำอิมามท่านต่อมาหลังจากท่านเพื่อป้องกันมิให้ประชาชนเกิดความสับสน
ขอนำเสนอฮะดีซที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวถึงสถานภาพของอิมามภายหลังจากท่าน ๑ ฮะดีซเพื่อเป็นตัวอย่าง ซึ่งจะเห็นว่าท่านศาสดาไม่ได้สิ้นสุดอยู่แค่ประกาศแต่งตั้งท่านอะลี ให้เป็นอิมามเท่านั้น ทว่าท่านได้แนะนำอยู่เสมอว่าภายหลังจากท่านจะมีอิมาม หรือเคาะลิฟะฮฺอีก ๑๒ ท่านเพื่อปกป้องศาสนา และเชิดชูเกียรติยศของอิสลามให้สูงส่ง ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า
لا يزال الدين منيعاً  إلى  إثنى عشر خليفة
“ศาสนาอิสลามที่มั่นคงจะไม่มีวันสิ้นสุด จนกว่าจะมีเคาะลิฟะฮฺ ๑๒ ท่าน”
لا يزال الإسلام  عزيزاً  إلى  إثنى عشر خليفة
“ศาสนาอิสลามที่ยิ่งใหญ่จะไม่มีวันสิ้นสุด จนกว่าจะมีเคาะลิฟะฮฺ ๑๒ ท่าน”
กล่าวว่าริวายะฮฺที่บ่งบอกถึงเคาะลิฟะฮฺ ๑๒ ท่าน เป็นริวายะฮฺที่เชื่อได้ทั้งชีอะฮฺและซุนนะฮฺ และมีบันทึกอยู่ในตำราที่เชื่อได้ของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ (เซาะฮียฺบุคอรียฺ ๙/๘๑ บาบุลอิซติคลาฟ, เซาะฮียฺมุสลิม ๖/๓ กิตาบุลอิมาเราะฮฺ, มุซนัดอะฮฺมัด ๕/๘๖/๑๐๘, มุซตัดร็อกอัล-ฮากิม ๓/๑๘)
จากฮะดีซที่กล่าวมาจะพบว่าความยิ่งใหญ่ ความอยู่รอด และศักดิ์ศรีของอิสลามจะดำรงสืบต่อไปขึ้นอยู่กับเคาะลิฟะฮฺทั้ง ๑๒ ท่าน และไม่อาจจะเป็นผู้อื่นไปได้นอกจากอิมามทั้ง ๑๒ ท่านที่ชีอะฮฺได้ยึดถือ ซึ่งทั้งหมดเป็นชาวกุเรช และเป็นลูกหลานของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ทั้งสิ้น เนื่องจากเคาะลิฟะฮฺที่มาจากเชื้อสายของอะมะวียฺ และอับบาซียฺไม่ได้ทำให้อิสลามยิ่งใหญ่ และมีเกียรติแต่อย่างใด อีกทั้งยังได้ทำให้อิสลามเสื่อมเสียชื่อเสียงอีกต่างหาก ประกอบกับจำนวน ๑๒ ไม่ตรงกับจำนวนเคาะลิฟะฮฺทั้งสองเชื้อสาย ด้วยเหตุนี้คำว่า เคาะลิฟะฮฺ ๑๒ ท่าน จึงหมายถึงอิมาม ๑๒ ท่านตามที่ชีอะฮฺมีความเชื่อ
อิมาม ๑๒ ท่านที่ชีอะฮฺมีความเชื่อตามหลักการได้แก่
๑. ท่านอิมามอะมีรุลมุอฺมินีน อะลี บิน อะบีฏอลิบ (อ.) ประสูติ ๑๐ ปีก่อนการบิอฺซัต (แต่งตั้งท่านมุฮัมมัดให้เป็นศาสดา) ชะฮีด ปี ฮ.ศ.ที่ ๔๐ ฝังอยู่ ณ สุสานที่เมือง นะญัฟอัชรอฟ ประเทศอีรัก
๒. ท่านอิมามฮะซัน บิน อะลี (อ.) มีฉายานามว่า มุจตะบา ประสูติ ปี ฮ.ศ. ที่ ๓ ชะฮีด ปี ฮ.ศ. ที่ ๕๐ ฝังอยู่ ณ สุสานญันนะตุลบะกีอฺ เมืองมะดีนะฮฺ ประเทศซาอุดิอาระเบีย
๓. ท่านอิมามฮุซัยนฺ บิน อะลี (อ.) มีฉายานามว่า ซัยยิดุชชุฮะดา ประสูติ ปี ฮ.ศ. ที่ ๔ ชะฮีด ปี ฮ.ศ. ที่ ๖๑ ฝังอยู่ ณ สุสานเมือง กัรบะลา ประเทศอีรัก
๔. ท่านอิมามอะลี บิน ฮุซัยนฺ (อ.) มีฉายานามว่า ซัยนุลอาบิดีน ประสูติ ปี ฮ.ศ. ที่ ๓๘  ชะฮีด  ปี ฮ.ศ. ที่ ๙๔ ฝังอยู่ ณ สุสานญันนะตุลบะกีอฺ เมืองมะดีนะฮฺ ประเทศซาอุดิอาระเบีย
๕. ท่านอิมามมุฮัมมัด บิน อะลี (อ.) มีฉายานามว่า บากิรุลอุลูม ประสูติ ปี ฮ.ศ. ที่ ๕๗  ชะฮีด  ปี ฮ.ศ. ที่ ๑๑๔ ฝังอยู่ ณ สุสานญันนะตุลบะกีอฺ เมืองมะดีนะฮฺ ประเทศซาอุดิอาระเบีย
๖. ท่านอิมามญะอฺฟัร บิน มุฮัมมัด (อ.) มีฉายานามว่า ซอดิก ประสูติ ปี ฮ.ศ. ที่ ๘๓ ชะฮีด ปี ฮ.ศ. ที่ ๑๔๘ ฝังอยู่ ณ สุสานญันนะตุลบะกีอฺ เมืองมะดีนะฮฺ ประเทศซาอุดิอาระเบีย
๗. ท่านอิมามมูซา บิน ญะอฺฟัร (อ.) มีฉายานามว่า อัลกาซิม ประสูติ ปี ฮ.ศ. ที่ ๑๒๘ ชะฮีด ปี ฮ.ศ. ที่ ๑๘๓ ฝังอยู่ ณ สุสานเมืองกาซิเมน ประเทศอิรัก
๘. ท่านอิมามอะลี บิน มูซา (อ.) มีฉายานามว่า อัรริฏอ ประสูติ ปี ฮ.ศ. ที่ ๑๔๘ ชะฮีด ปี ฮ.ศ. ที่ ๒๐๓ ฝังอยู่ ณ สุสานเมืองโคราซาน (มะชัด) ประเทศอิหร่าน
๙. ท่านอิมามมุฮัมมัด บิน อะลี (อ.) มีฉายานามว่า ญะวาด ประสูติ ปี ฮ.ศ. ที่ ๑๙๕ ชะฮีด ปี ฮ.ศ. ที่ ๒๒๐ ฝังอยู่ ณ สุสานเมืองกาซิเมน ประเทศอิรัก
๑๐. ท่านอิมามอะลี บิน มุฮัมมัด (อ.) มีฉายานามว่า ฮาดี ประสูติ ปี ฮ.ศ. ที่ ๒๑๒ ชะฮีด ปี ฮ.ศ. ที่ ๒๕๔ ฝังอยู่ ณ สุสานเมืองซามัรรอ ประเทศอิรัก
๑๑. ท่านอิมามฮะซัน บิน อะลี (อ.) มีฉายานามว่า อัซการียฺ ประสูติ ปี ฮ.ศ. ที่ ๒๓๒ ชะฮีด ปี ฮ.ศ. ที่ ๒๖๐ ฝังอยู่ ณ สุสานเมืองซามัรรอ ประเทศอิรัก
๑๒. ท่านอิมามมุฮัมมัด บิน ฮะซัน (อ.) ถูกรู้จักในนามของ อิมามฮุจญัต หรืออิมามมะฮฺดียฺ (ขอให้อัลลอฮฺ (ซบ.) โปรดให้ท่านปรากฏกายโดยเร็วด้วยเถิด)  ท่านเป็นอิมามที่ ๑๒ มีชีวิตอยู่ตราบจนถึงปัจจุบันในสภาพที่เร้นกายตามพระบัญชาของอัลลอฮฺ (ซบ.) และจะปรากฏกายอีกครั้งตามพระประสงค์ของพระองค์ ซึ่งเป็นไปตามสัญญาที่อัล-กุรอานได้กล่าวไว้ในซูเราะฮฺ นูร/๕๔, เตาบะฮฺ/๓๓, ฟัตฮฺ/๒๘, ซอฟ/๙, และฮะดีซมุตะวาติร ที่กล่าวว่าอิสลามจะปกครองทั่วแผนดิน
ชีวประวัติของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) บันทึกอยู่ในตำราประวัติศาสตร์สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากตำราเหล่านั้น ซึ่งไม่อาจที่จะนำมากล่าวในหนังสือที่มีความจำกัดในเนื้อหาสาระ ส่วนประเด็นที่กล่าวว่า ท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) ยังมีชีวิตอยู่ตราบจนถึงปัจจุบันเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ที่ทรงทำให้โลกไม่ปราศจากเหตุผลของพระองค์ ส่วนรายระเอียดและเหตุผลจะนำเสนอในข้อต่อไป
ข้อที่ ๙๔
ความรักที่มีต่อครอบครัวของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นข้อบังคับเหนือมุสลิมทุกคน ตามบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งทั้งอัล-กุรอานและฮะดีซได้เน้นไว้อย่างมาก เช่น โองการที่กล่าวว่า
قُل لَّا أَسْأَلُكُمْ عَلَيْهِ أَجْرًا إِلَّا الْمَوَدَّةَ فِي الْقُرْبَى
“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ฉันมิได้ขอร้องค่าตอบแทนใด ๆ เพื่อการนี้ เว้นแต่เพื่อความรักในเครือญาติสนิท” (อัช-ชูรอ/๒๓)
จุดประสงค์ของคำว่า กุรบา หมายถึงลูกหลานสนิทของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ไม่ใช่ของผู้อื่น ด้วยเหตุผลที่ว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นผู้ขอร้อง
ความรักที่มีต่อลูกหลานของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) นอกจากจะเป็นความสมบูรณ์แล้ว ยังเป็นสาเหตุนำไปสู่ความใกล้ชิด และเป็นการลอกเรียนแบบวิถีชีวิตของมนุษย์ผู้สมบูรณ์อีกต่างหาก ทำให้ตัวเรามีความสมบูรณ์เหมือนกับพวกเขาฮะดีซมุตะวาติรจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า
“ความรักที่มีต่อลูกหลานของฉันเป็นสัญลักษณ์ของอีมาน (ความศรัทธา) ส่วนการเป็นศัตรูกับพวกเขาเป็นสัญลักษณ์ของพวกปฏิเสธ (กาฟิร)”
“บุคคลใดก็ตามรักอะฮฺลุลบัยตฺ เท่ากับได้รักอัลลอฮฺ และเราะซูล และบุคคลใดเกลียดชังหรือเป็นศัตรูกับพวกเขา  เท่ากับเกลียดชังและเป็นศัตรูกับอัลลอฮฺ และเราะซูล”
ความรักที่มีต่ออะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) เป็นความจำเป็นของศาสนา ไม่อนุญาตให้สงสัยหรือมีความคลางแคลงใจ มุสลิมทุกกลุ่มมีความเห็นพ้องต้องกัน ยกเว้นพวก นะวาซิบ หมายถึงพวกที่เกลียดชัง และด่าว่าอะฮฺลุลบัยตฺ  (อ.) ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นมุสลิม