แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. อิหร่าน คือเป้าหมายที่แท้จริงของตะวันตก ไม่ใช่ซีเรีย

อิหร่าน คือเป้าหมายที่แท้จริงของตะวันตก ไม่ใช่ซีเรีย

“อิหร่านมีส่วนอย่างมากในการปกป้องรัฐบาลซีเรียมาโดยตลอด จนกล่าวได้ว่าชัยชนะของบัชชารก็คือชัยชนะของอิหร่าน ฉะนั้นตะวันตกจึงไม่มีทางยอมให้อิหร่านได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน” 
ก่อนที่ตะวันตกจะเริ่มก่อสงครามที่งี่เง่าที่สุดในประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่ แน่นอนผมกำลังหมายถึงการบุกโจมตีซีเรียที่พวกเราทั้งหมดจะต้องกล้ำกลืนดูต่อไป พูดแบบนี้อาจจะเหมือนกับการบอกว่า ขีปนาวุธที่เรามั่นใจได้ว่าจะเห็นมันพุ่งเข้าไปถล่มเมืองที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของมนุษยชาติ อันที่จริงแล้วมันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับซีเรียเลย
หากแต่ขีปนาวุธเหล่านั้นมีเป้าหมายที่จะทำอันตรายต่ออิหร่าน ต้องการตบหน้าสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งในตอนนี้มีประธานาธิบดีคนใหม่ที่เข้มแข็ง แตกต่างจากอะห์มะดี นิญาด ประธานาธิบดีคนก่อน ที่มักมีความคิดประหลาดๆ อยู่ประจำ ซึ่งนั่นก็น่าจะทำให้อิหร่านในตอนนี้มีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าแต่ก่อนบ้าง
อิหร่านคือศัตรูของอิสราเอล อิหร่านจึงเป็นศัตรูต่ออเมริกาโดยอัตโนมัติ ดังนั้นก็ไม่แปลกที่จะยิงขีปนาวุธถล่มซีเรียที่เป็นพันธมิตรอาหรับเพียงหนึ่งเดียวของอิหร่าน
รัฐบาลแห่งดามัสกัสไม่ได้มีอะไรที่น่าสนใจหรือดึงดูด ข้อคิดเห็นและคำวิจารณ์ทำนองนี้ไม่ได้ทำให้รัฐบาลซีเรียหลุดพ้นจากเบ็ดที่ถูกหย่อนลงไปเป็นเหยื่อล่อในตอนที่เรื่องราวมาถึงการใช้แก๊สกับประชาชน ในขณะนี้ผมเองก็อาวุโสมากพอที่จะจำได้ว่าตอนที่อิรัก ซึ่งในขณะนั้นเป็นมิตรกับอเมริกา ใช้แก๊สเข่นฆ่าชาวเคิร์ดในเมืองฮาลับจา เมื่อปี 1988 แต่เรากลับไม่ได้เห็นการบุกโจมตีเมืองแบกแดดแต่อย่างใด กว่าจะมีการใช้กำลังเข้าโจมตีอิรักก็ล่วงเข้าไปถึงปี 2003 เมื่อซัดดัมไม่ได้มีแก๊สหรืออาวุธร้ายแรงใดที่เคยหลอกหลอนเรามาตลอด
และผมก็เผอิญจำได้อีกว่า ซีไอเอเคยปล่อยข่าวลือไว้เมื่อประมาณปี 1988 ว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังการสังหารหมู่ประชาชนด้วยแก๊สที่ฮาลับจา นั่นเป็นเรื่องโกหกอ่อนหัดที่พุ่งเป้าไปที่ศัตรูของอเมริกา ซึ่งซัดดัมพยายามกำจัดไปให้พ้นทางในนามของพวกเรา ครั้งนั้นประชาชนในฮาลับจาหลายพันคนล้มตาย ไม่ใช่เพียงแค่หลักร้อย แต่คุณก็เห็นแล้วนี่ว่าเมื่อเวลาเปลี่ยน มาตรฐานก็เปลี่ยน
และผมคิดว่าในที่นี้ ควรจะกล่าวถึงตอนที่อิสราเอลบุกเข้าสังหารผู้คนกว่า 17,000 คน รวมทั้งผู้หญิงและเด็กในเลบานอนเมื่อปี 1982 ทั้งนี้การบุกเข้าโจมตีของอิสราเอลในคราวนั้นเป็นการตอบโต้ความพยายามที่จะลอบสังหารทูตอิสราเอลประจำลอนดอนที่เข้าใจว่ามี PLO อยู่เบื้องหลัง แต่จริงๆ แล้วปรากฏว่าเป็นฝีมือของเพื่อนรักของซัดดัมที่ชื่อ อบูนิดาล ผู้ซึ่งวางแผนลอบสังหารดังกล่าว โดยที่ไม่เกี่ยวกับ PLO แต่อย่างใด ทว่าความจริงจะเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญแล้ว ปฏิกิริยาของอเมริกาในเหตุการณ์ครั้งนั้นก็มีเพียงแค่เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติเหตุการณ์ “ด้วยความอดทนอดกลั้น” นอกเหนือจากนั้น เมื่อครั้งที่ฮาฟิส อัลอะซัด บิดาของบัชชาร ส่งพี่ชายของเขาไปปราบปรามกลุ่มกบฏภราดรภาพมุสลิมจำนวนหลายพันคนที่เมืองฮามา กลับไม่มีใครสักคนที่ออกปากประณามเขาแม้เพียงคำเพียว เพื่อนเก่าของผมที่ชื่อ ทอม ฟรายด์แมน จึงเรียกเหตุการณ์นองเลือดครั้งนั้นด้วยความเย้ยหยันว่า “กฎกติกาแห่งฮามา”
ขอออกนอกเรื่องนิดหน่อย – พอมาวันนี้มีกลุ่มภราดรภาพใหม่ที่แตกต่างออกไปจากเดิม โอบามาก็เลยไม่ทำแม้แต่จะส่งสียง “ยี้” เมื่อเวลาที่ประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งของพวกเขาถูกกระทำรัฐประหาร
กลับมาเรื่องเดิมต่อ – อยากตั้งคำถามเกี่ยวกับอิรักตอนที่ยังเป็นพันธมิตรของ “เรา” ในการต่อต้านอิหร่าน ครั้งนั้น อิรักไม่ได้ใช้อาวุธแก๊สต่อสู้กับกองกำลังของอิหร่านหรอกหรือ? แน่นอนว่าพวกเขาใช้แก๊ส ผมเห็นความเสียหายซึ่งเกิดจากการโจมตีของซัดดัมคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองอีเปรอ (Ypres: เมืองหนึ่งของเบลเยียมที่มีการใช้แก๊สเป็นอาวุธโจมตีในสงครามโลกครั้งที่ 1: ผู้แปล) ครั้งนั้นมีทหารของอเมริกาอยู่ในสมรภูมินั้นด้วย แล้วก็ยังส่งรายงานเรื่องดังกล่าวกลับไปยังวอชิงตัน ทหารอิหร่านหลายพันคนที่ออกรบในสงครามช่วงปี 1980-1988 ถูกสารพิษตายด้วยความร้ายกาจของอาวุธชนิดนี้
ตอนที่ผมเดินทางกลับไปกรุงเตหะรานด้วยรถไฟที่ขนส่งทหารบาดเจ็บจากสงคราม ผมได้กลิ่นแก๊สโชยออกมาจริงๆ จึงได้ไปเปิดหน้าต่างเพื่อระบายกลิ่นที่รุนแรงของแก๊สที่ออกมาจากร่างกายของทหารเหล่านั้น ชายฉกรรจ์เหล่านั้นมีแผลเหวอะหวะไปหมด อีกทั้งยังมีแผลบวมช้ำระบมที่สร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างไม่อาจจะบรรยายได้ แต่แล้วเมื่อทหารเหล่านั้นถูกส่งไปยังโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษา เราซึ่งเป็นนักข่าวกลับเรียกทหารที่บาดเจ็บเหล่านี้ว่า เหยื่อผู้ประสบภัยจากสิ่งที่ “อาจจะ” เป็นอาวุธแก๊ส ทั้งๆ ที่ตอนนั้นหลักฐานต่างๆ ที่ได้รับจากสหประชาชาติบ่งชี้ให้เชื่อว่าเป็นแก๊สพิษจริงได้มากกว่าสิ่งที่เราจะเก็บได้จากชานเมืองดามัสกัสในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยซ้ำไป
ฉะนั้น ตอนนี้อยากถามว่า เรากำลังทำอะไรกันอยู่ หลังจากที่ไม่รู้กี่พันกี่หมื่นคนได้ล้มตายไปแล้วจากโศกนาฏกรรมในซีเรีย พร้อมกับการหลบเลี่ยงไปมาอยู่นับเดือนนับปี แต่พอมาตอนนี้ เรากลับมาทำเสียอกอกเสียใจกับการตายของคนไม่กี่ร้อยคน… มันแย่มาก ช่างเป็นเรื่องที่น่าละอายจริงๆ ใช่! จริงอยู่ว่ามันน่าเสียใจ แต่เราน่าจะรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจแล้วออกอาการที่จะทำอะไรสักอย่างในสงครามครั้งนี้ตั้งแต่ปี 2011 และ 2012… แต่อยู่ๆ ทำไมเพิ่งมาเป็นเอาตอนนี้
ผมคิดว่าผมรู้เหตุผล… ผมเข้าใจว่าเพราะกองกำลังของบัชชาร อัลอะซัดกำลังจะได้รับชัยชนะเหนือกลุ่มกบฏซึ่งเราได้ติดอาวุธให้พวกเขาอย่างลับๆ และด้วยการช่วยเหลือของฮิซบุลลอฮ์แห่งเลบานอน ซึ่งเป็นมหามิตรของอิหร่านในประเทศเลบานอน กองกำลังของซีเรียจึงสามารถปราบกลุ่มกบฏในเมืองกุศ็อยร์ได้อย่างราบคาบ และอาจจะต่อเนื่องไปถึงปฏิบัติการในตอนเหนือของเมืองฮอมซ์ด้วยซ้ำ อิหร่านจึงมีส่วนอย่างมากในการปกป้องรัฐบาลซีเรียมาโดยตลอด จนกล่าวได้ว่า ชัยชนะของบัชชารก็คือชัยชนะของอิหร่าน ฉะนั้น ตะวันตกจึงไม่มีทางยอมให้อิหร่านได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน
และในขณะที่เรากำลังวุ่นวายกับเรื่องสงคราม อะไรเกิดขึ้นกับการเจรจาระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอลที่ จอห์น แครี เคยคุยโม้เอาไว้ ขณะที่เรากำลังระบายความเกรี้ยวกราดที่เรามีต่อการโจมตีด้วยอาวุธแก๊สในซีเรีย แผ่นดินปาเลสไตน์ก็ยังคงถูกกลืนกินอย่างต่อเนื่อง นโยบายของพรรคลิคุดแห่งอิสราเอลก็กำลังเดินรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว นั่นก็คือการยื้อการเจรจาต่อรองไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีปาเลสไตน์เหลือให้เห็นอีกต่อไป ซึ่งเป็นสาเหตุให้ฝันร้ายของกษัตริย์อับดุลลอฮ์แห่งจอร์แดนมีแนวโน้มจะกลายเป็นความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือ การที่ “ปาเลสไตน์” จะมาเกิดขึ้นที่จอร์แดน ไม่ใช่ในแผ่นดินปาเลสไตน์อีกต่อไป ฝันร้ายนี้ร้ายกาจยิ่งกว่าอาวุธทำลายล้างมวลชนที่เราเคยหวาดกลัวในปี 2003 เสียอีก
แต่ถ้าเราจะเชื่อเรื่องเหลวไหลไร้สาระที่ออกมาจากวอชิงตัน ลอนดอน ปารีส และเหล่าประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามี “อารยธรรม” แล้วของโลกสมัยใหม่ เราก็คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของเวลา ก่อนที่เราจะเห็นว่าคมดาบที่อาฆาตแค้นและมีอานุภาพร้ายแรงของเราจะฟาดฟันลงไปบนชาวเมืองดามัสกัส การจะได้เห็นเหล่าผู้นำของโลกอาหรับปรบมือชื่นชมการบุกทำลายครั้งนี้ที่จะเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดที่สุด และเป็นเรื่องที่อัปยศมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้เลยก็ว่าได้ นั่นเป็นเพราะความจริงที่ว่า“เรากำลังจะบุกโจมตีมุสลิมชีอะฮ์และพันธมิตร ท่ามกลางเสียงปรบมือของมุสลิมซุนนี” และนี่เองที่เป็นลักษณะที่แท้จริงของสงครามกลางเมือง

ที่มา : http://www.independent.co.uk