แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. อีซาหรือเยซูในมุมมองของอิสลามและคริสต์

อีซาหรือเยซูในมุมมองของอิสลามและคริสต์

เกี่ยวกับบีอีซาหรือเยซู (อ.) ระหว่างอิสลามกับคริสต์มีความเชื่อแตกต่างกันดังกล่าวผ่านมาแล้วบางส่วน คริสต์มีความเชื่อว่าอีซา คือ อวตารของพระเจ้าและมีตำแหน่งคู่ควรแก่การเคารพภักดี หลายศตวรรษที่ผ่านมานักวิชาการชาวคริสต์ได้รับประโยชน์อย่างยิ่งกับการกล่าวถึง เยซูคืออวตารของพระเจ้า ขณะที่พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน ปฏิเสธเรื่องการอวตารของเยซูอย่างสิ้นเชิง และประกาศว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขณะที่ชาวคริสต์เชื่อว่าเรื่องราวเกี่ยวกับอีซาที่ปรากฏอยู่ในพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอานเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เนื่องจากนบีมุฮัมมัด (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว) ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเยซูมาจากบรรดาคริสเตียนที่อาศัยอยู่ในมะดีนะฮฺในยุคนั้น ดังนั้น ความเชื่อของชาวคริสตามที่อัล-กุรอาน กล่าวถึงนั้นมิได้ถูกต้องตามความเป็นจริง และชาวคริสต์มิได้มีความเชื่อตามที่อัล-กุรอานกล่าวถึง
นักวิชาคริสเตียนต้องการกล่าวถึงปัญหาของชาวคริสต์เกี่ยวกับเยซู ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อัล-กุรอาน แต่ด้วยการใคร่ครวญอย่างละเอียดถึงโองการที่กล่าวเกี่ยวกับเยซู ทั้งโองการก่อนหน้าและหลัง  สถานการณ์ขณะประทานโองการ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และอารธรรมขณะประทานโองการ จึงสามารถกล่าวได้ว่าเราพร้อมที่จะตอบข้อสงสัยเหล่านั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน อย่างไรก็ตามปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสลามกับคริสต์ยังคงมีอยู่ ซึ่งชาวคริสส่วนใหญ่ไม่ยอมรับเรื่องราวของเยซูตามที่อัล-กุรอานกล่าวถึง และกล่าวว่าสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นความจริง
เรื่องราวของเยซูตามที่กล่าวไว้ในพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน นั้นมิใช่ประวัติศาสตร์ ทว่าเป็นมุมมองของการรู้จักพระเจ้า หมายถึงเป็นประเด็นหลักมิใช่เป็นประเด็นที่เล่าสู่กันฟังเหมือนนวนิยายแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกับเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ อีกมุมมองหนึ่งอัล-กุรอาน มิใช่หนังสือเล่าเรื่องสั้น หรือนวนิยายขณะที่อัล-กุรอานกล่าวถึงเรื่องสั้นบางเรื่องเกี่ยวกับศาสดานั้น จะจำแนกความคิดออกจากคริสเตียนโดยทั่วไปในสมัยนั้น ประเด็นเดียวที่อัล-กุรอานกล่าวถึงอย่างจริงจัง คือ ความเชื่อในหมู่พวกเขา และสร้างปุจฉาแก่ประวัติศาสตร์ของพวกเขา ในทางตรงกันข้ามอัล-กุรอานพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คนในสมัยนั้นไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้เอง ความเข้าใจของชาวคริสต์ในสมัยนั้นกับการแสดงออกทางการปฏิบัติจึงเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง เนื่องจากพวกเขาพยายามอธิบายความเชื่อของตนเองโดยการยึดเอาพระเจ้าเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตามความสงสัยและความขัดแย้งที่พวกเขามีเกี่ยวกับเยซูที่ปรากฏอยู่ในอัล-กุรอานก็ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ
1. การกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเยซูในอัล-กุรอาน
ปัจจุบันนี้ชาวคริสต์เมื่อศึกษาเรื่องรวของอีซาจากอัล-กุรอาน จะทำให้พวกเขาหวั่นไหวและเฉไฉออกไป เนื่องจาก อัล-กุรอาน กล่าวถึงรายละเอียดปลีกย่อยที่มิได้กล่าวไว้ในคัมภีร์ไบเบิลทั้งสี่ฉบับ เช่น
ความพิเศษประการที่หนึ่ง อาจจำแนกเป็นประเด็นได้ดังนี้
การเกิดปาฏิหาริย์ ต้นอินทผลัมที่แห้งเหี่ยวออกผลอย่างฉับพลัน และมีน้ำไหลออกมาจากภายใต้ต้นไม้นั้น หลังจากพระนางมัรยัม (มาเรียม) คลอดนบีอีซาออกมา ดังที่อัล-กุรอาน กล่าวว่า
ทันใดนั้นได้มีเสียงเรียกนางทางเบื้องล่างด้านเท้านางว่า อย่าได้เศร้าใจเลย พระผู้อภิบาลของเธอได้บันดาลตาน้ำ ณ เบื้องล่างของเธอแล้ว และจงเขย่าต้นอินทผลัมให้มันเอนมาทางเธอ ผลอินทผลัมที่สุกน่ากินจะหล่นลงมาที่ตัวเธอ ฉะนั้น จงกิน จงดื่ม และจงทำจิตใจให้เบิกบานเถิด หากเธอเห็นมนุษย์คนใดก็จงกล่าวว่า ฉันได้บนการสงบนิ่งไว้ต่อพระผู้ทรงกรุณาปรานี ฉันจะไม่พูดกับผู้ใดเลยวันนี้ (พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน บทมัรยัม โองการที่ 24-26)
การสนทนาของอีซาขณะที่นอนอยู่ในเปล อัล-กุรอาน กล่าวว่า
มัรยัม ได้อุ้มเขามายังหมู่ญาติของนาง พวกเขากล่าวว่า โอ้ มัรยัมเอ๋ย เธอได้นำเรื่องประหลาดมาแล้วโอ้ น้องหญิงของฮารูน บิดาของเธอมิได้เป็นชายชั่ว และแม่ของเธอก็มิได้เป็นหญิงหญิงชั่วแต่อย่างใด นางชี้ไปทางเขา พวกเขากล่าวว่า จะให้เราพูดกับเด็กที่นอนอยู่ในเปลได้อย่างไร ทันใดนั้นอีซา กล่าวว่า แท้จริงฉันเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ พระองค์ทรงประทานคัมภีร์แก่ฉันและทรงให้ฉันเป็นนบี (พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน บทมัรยัม โองการที่ 27-29)
การสร้างนกจากดิน อัล-กุรอาน กล่าวว่า
จงรำลึกเมื่ออัลลอฮฺ ตรัสแก่อีซาบุตรของมัรยัมว่า จงรำถึงความโปรดปรานของข้าที่มีต่อเจ้า และมารดาของเจ้า ขณะที่ข้าได้สนับสนุนเจ้าด้วยวิญญาณอันบริสุทธิ์ โดยที่เจ้าพูดกับประชาชนขณะที่อยู่ในเปล และขณะที่อยู่ในวัยกลางคน และขณะที่ข้าได้สอนคัมภีร์และความมุ่งหมายแห่งบัญญัติศาสนาและอัต-เตารอตและอัล-อิน-ญีลแก่เจ้า และขณะที่เจ้าสร้างนกด้วยดินด้วยอนุมัติของข้า (พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน บทอัล-มาอิดะฮฺ โองการที่ 110)
ข้อซักถามของบรรดานักบวช
บรรดานักบวชได้อีซาในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจของพระเจ้า และความสามารถของพระองค์ในการประทานอาหารจากฟากฟ้าแก่พวกเขา อัล-กุรอาน กล่าวว่า
ขณะที่บรรดาฮะวารียูนกล่าวว่า โอ้ อีซาบุตรของมัรยัม พระเจ้าของท่านสามารถประทานสำรับอาหารจากฟากฟ้าแก่พวกเราได้ไหม กล่าวว่า พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺ หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา พวกเขากล่าวว่า พวกเรา (มิได้คิดอย่างอื่น) เพียงแต่ต้องการบริโภคเท่านั้น พวกเราต้องการให้จิตใจของพวกเราสงบ เพื่อจะได้รู้ว่าท่านได้พูดจริงกับพวกเรา และพวกเราจะได้ยืนยันในเรื่องนั้น อีซาบุตรของมัรยัม กล่าวว่า โอ้ อัลลอฮฺ โอ้ พระผู้อภิบาลของข้าฯ โปรดประทานสำรับอาหารจากฟากฟ้าแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด เพื่อจะได้เป็นวันรื่นเริงสำหรับพวกเราทั้งแก่คนแรกและแก่คนสุดท้ายของพวกเรา เพื่อจะได้เป็นสัญญาณหนึ่งจากพระองค์ โปรดประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกพวกเรา และพระองค์เป็นเลิศในหมู่ผู้ประทานทั้งหลาย อัลลอฮฺ (ทรงตอบรับคำวิงวอน) ตรัสว่าข้าจะประทานให้เจ้าแน่นอน แต่หลังจากนั้นถ้าผู้ใดในหมู่พวกเจ้าปฏิเสธข้าจะลงโทษเขา อันเป็นโทษที่ข้าจะไม่เคยลงโทษผู้ใดมาก่อนในหมู่ประชาชาติ (พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน บทอัล-มาอิดะฮฺ โองการที่ 112- 115)
ความพิเศษประการที่สอง สามารถกล่าวได้ว่าสิ่งที่อัล-กุรอานกล่าวถึงนั้นสร้างความประหลาดใจแก่บรรดาคริสเตียนอย่างยิ่งนั้นคือ การผสมปนเปกันระหว่างนามของท่านหญิงมัรยัมและอีซา กับนามของบุคคลสำคัญต่าง ๆ ในคัมภีร์เก่า ซึ่งนามเหล่านั้นมีความคล้ายเหมือนกันนามของท่านทั้งสอง เช่น มัรยัม ในฐานะของน้องสาวฮารูน ดังที่อัล-กุรอาน กล่าวว่า
โอ้ น้องหญิงของฮารูน บิดาของเธอมิได้เป็นชายชั่ว และแม่ของเธอก็มิได้เป็นหญิงหญิงชั่วแต่อย่างใด (พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน บทมัรยัม โองการที่ 28) ประหนึ่งว่าเป็นคน ๆ เดียวกันกับมัรยัมน้องสาวของนบีฮารูนและนบีโมเสส
ในคัมภีร์ไบเบิลพันธสัญญาเก่าเรียกน้องสาวโมเสสและฮารูนด้วยนามว่า (Miryam) ส่วนในคัมภีร์ไบเบิลพันธสัญญาใหม่ (Mary) ซึ่งทั้งสองในภาษาอาหรับและฟารซียฺอ่านว่า มัรยัม
ในทำนองเดียวกันถือว่าตรงกับอัล-กุรอาน ครั้นเมื่อนบีอีซา (อ.) วิงวอนต่อพระเจ้าเพื่อขอสหายดังอัล-กุรอาน กล่าวว่า
อีซา บุตรของมัรยัมกล่าวแก่บรรดาสาวกว่า ผู้ใดจะเป็นผู้ช่วยเหลือฉันในหนทางอัลลอฮฺบ้าง บรรดาสาวกกล่าวว่า พวกเราเป็นผู้ช่วยเหลือของอัลลอฮฺ (บทอัซซ็อฟ โองการที่ 14)
อีซา กล่าวว่า ผู้ใดจะเป็นผู้ช่วยเหลือฉันในหนทางของอัลลอฮฺบ้าง บรรดาสาวกผู้บริสุทธิ์ใจกล่าวว่า พวกเราคือผู้ช่วยเหลืออัลลอฮฺ (พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน บทอาลิอิมรอน โองการที่ 55) เสมือนกับยุชิอฺ บุตรของนูน
ความพิเศษประการที่สาม เป็นการสร้างความประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อบางคนกล่าวพาดพิงอัล-กุรอานว่า เป็นความเชื่อของชาวคริสต์ ซึ่งในทัศนะของพวกเขาถือว่าออกนอกประเด็น เนื่องจากคริสเตียนมิได้ประกาศว่าพระเจ้าเป็นที่สามจากสาม ดังที่อัล-กุรอาน กล่าวว่า แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่าอัลลอฮฺ เป็นผู้ที่สามของสามองค์นั้นตกเป็นผู้ปฏิเสธแล้ว (พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน บทอัลมาอิดะฮฺ โองการที่ 73)
หรือกล่าวว่าพระเจ้า (เยซู) บุตรของมรัยัม ดังอัล-กุรอาน กล่าวว่า แท้จริงบรรดาผุ้ที่กล่าวว่า อัลลอฮฺคือ อัล-มะซีฮฺบุตรของมัรยัมนั้นได้ตกเป็นผู้ปฏิเสธแล้ว (พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน บทอัลมาอิดะฮฺ โองการที่ 72)
หรือที่กล่าวว่าอีซาและมารดาของท่าน คือ พระเจ้าสององค์อยู่เคียงข้างกับพระผู้เป็นเจ้า ดังอัล-กุรอาน กล่าวว่า
อัลลอฮฺ ตรัสว่าโอ้ อีซาบุตรของมัรยัมเอ๋ย เจ้าบอกแก่ผู้คนหรือว่าจงยึดถือฉันและมารดาของฉันเป็นที่เคารพบูชานอกไปจากอัลลอฮฺ (พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน บทอัลมาอิดะฮฺ โองการที่ 1162)
ทั้งหมดที่กล่าวมาสรุปได้ดังนี้ว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการ คือ การลบล้างภาพลักษณ์ของอีซาในพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน จากข้อมูลที่จำกัดของท่านนบีมุฮัมมัด (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน)
สิ่งจำเป็นต้องกล่าวตรงนี้ คือ สิ่งที่คริสเตียนกล่าวอ้างอยู่ในปัจจุบันนี้ มิสามารถสร้างความเสียหายแก่ยุคสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) ได้แน่นอน แหล่งอ้างอิงข้อมูลของคริสเตียนในยุคของท่านนบีมุฮัมมัดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอีซากับพระมารดา หรือนักเผยแผ่ศาสนามิได้เป็นนวนิยายหรือเรื่องเล่า ดังที่กล่าวผ่านไปแล้วก่อนหน้านี้ในการเผชิญหน้าระหว่าง อัล-กุรอานกับพวกเขา จะเห็นว่าอัล-กุรอานเองก็ได้กล่าวเรื่องราวเดียวกันกับที่พวกเขากล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของตาน้ำภายใต้เท้าของพระนางมัรยัม ผลอินทผลัมจากต้นที่แห้งเหี่ยว การสนทนาของอีซาขณะนออยู่ในเปล ปาฏิหาริย์ในการสร้างนก ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ได้รับบันทึกไว้ในคัมภีร์อินญิลบางเล่มด้วยเช่นกัน
นักวิชาการชาวคริสต์บางท่านทักท้วงโดยใช้ ทฤษฎีสัญลักษณ์ ตามที่ปรากฏในคัมภีร์พันธสัญญาเก่า ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นานข้อทักท้วงดังกล่าวนี้เป็นคำทักท้วงใหม่ในหมู่คริสเตียน
หมายเหตุ ทฤษฎีสัญลักษณ์ หมายถึงการนำเรื่องราวของบุคคลสำคัญในยุคสมัยก่อนเป็นสัญลักษณ์หรือเป็นแบบ เพื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะกับบุคคลในสมัยอื่น หรือบุคคลในศาสนาอื่น คริสเตียนได้นำบุคลิกของบุคคลสำคัญที่กล่าวไว้ในคัมภีร์พันธสัญญาเก่า มาเป็นแบบเปรียบเทียบบุคลิกของบุคคลในคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ เช่น บุคลิกภาพของโยฮันนาและคำวิงวอนของเขาซึ่งต่อมากลายเป็นปาฏิหาริย์และมีบุตรในเวลาต่อมา หรือคำพยากรณ์ของมัรยัมและคำวิงวอนของนางต่อมานางได้มีบุตร หรือเหตุการณ์ผจญภัยของศาสดายูนุซที่ท่านต้องตกไปอยู่ในท้องปลาวาฬนานถึง 3 วัน หลังจากนั้นเป็นอิสระออกมา ได้นำมาเปรียบเทียบกับเรือนร่างของเยซูเมื่อถูกนำไปฝังในหลุมฝังศพนาน 3 วัน หลังจากนั้นได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาและเรื่องราวของท่านถูกนำไปอธิบายในแง่มุมต่าง ๆ
แนวทางการอธิบายตามทฤษฎีสัญลักษณ์ก็คือ รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคัมภีร์สัญญาฉบับเก่า จะไม่ถูกนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์หรือเป็นประวัติศาสตร์แต่อย่างใด ทว่ารายงานเหล่านั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ทำนายหรือพยากรณ์วิถีชีวิตของเยซูไว้ล่วงหน้า เช่น การเชื่อดพลีของไอแซคหรืออิสฮากโดยอิบรอฮีม เป็นการพยากรณ์ว่าพระผู้เป็นเจ้าจะประทานเยซูลงมาเพื่อไถ่บาปให้แก่มนุษย์ เนื่องอิสฮากและเยซูทั้งสองท่านเป็นบุตรชายโทนประจำตระกูล หลังจากนั้นอับราฮัม ได้ผูกอิสฮากกับไม้ที่เตรียมไว้และอิสฮากได้แบกไม้ไว้บนไหล่ทั้งสอง เหมือนดั่งที่เยซูได้ถูกตรึงบนไม้กางเขน
หมายเหตุ ในคัมภีร์ไบเบิลกล่าวถึงการทดสอบของอับราฮัมว่า พระเจ้าตรัสว่า เจ้าจงนำตัวอิสฮากหรือไอแซคบุตรชายสุดที่รักเพียงคนเดียวของเจ้าไปยังแผ่นดินมูรยา ให้เจ้านำเอาบุตรชายไปเป็นของกำนัลเพื่อเชือดพลี ณ ภูเขาลูกหนึ่งซึ่งเราจะแสดงสัญลักษณ์แก่เจ้า ด้วยเหตุนี้เอง คัมภีร์ไบเบิลจึงถือว่าอิสฮากเป็นบุตรคนเดียวของอับราฮัม ขณะที่ความเป็นจริงคัมภีร์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า อิสฮาก เกิดหลังอิสมาอีล และเขาไม่ใช่บุตรชายคนเดียวของอับราฮัม
ด้วยเหตุนี้ ประชาชนต้องไม่ไขว่เขวหรือสับสนกับเรืองราวที่ได้พยากรณ์หรือตระเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้า เหมือนกับการเข้าใจผิดเรื่องราวของมัรยัมมารดาของเยซู กับมัรยัมน้องสาวของฮารูนและโมเสส ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องราวที่น่าประหลาดใจว่า พวกเขานำมาประติดประต่อกันได้อย่างไร ทั้งที่ทั้งสองเป็นคนละคนกัน ความคล้ายเหมือนของเรื่องราวของมัรยัมทั้งสองท่าน สามารถกล่าวได้ว่าพระนางมัรยัมมารดาของเยซูขณะที่อยู่ใน ตุฟูลียัต ได้รอดชีวิตมาจากน้ำมือของ ไฮรูดีซ ซึ่งเป็นนักสังหารเด็กบริสุทธิ์ที่ไม่มีบาป เหมือนกับเรื่องราวของมัรยัมน้องสาวของฮารูนและโมเสส สมัยยังเป็นเด็กได้รอดพ้นน้ำมือของฟาโรห์ ซึ่งในสมัยนั้นมีนโยบายสังหารเด็กทุกคน
นักวิชาการของคริสเตียนนับตั้งแต่อดีตผ่านมาจวบจนถึงปัจจุบัน ถือว่าสาส์นของยูชิอฺที่บันทึกอยู่ในคัมภีร์เก่า ตีความว่าเป็นการทำนายล่วงหน้าถึงการมาของเยซู เนื่องจากนามของทั้งสองในภาษาฮิบรูและภาษากรีกเหมือนกัน และทั้งสองมีสาวกสำคัญคนละ 12 ท่านเหมือนกัน ขณะที่ยูชิอฺได้รับชัยชนะเหนือกันอานียฺ ส่วนเยซูได้ยัดเหยียดความปราชัยให้แก่กองทหารของ อะฮฺรีมันนียฺ
ทฤษฎีสัญลักษณ์ ในคัมภีร์เก่ากล่าวถึงเรื่องราวของอาหารสวรรค์ ซึ่งเรื่องนี้อัล-กุรอาน กล่าวไว้อย่างชัดเจนเช่นกัน ซึ่งผู้เขียนคัมภีร์ มะซามีร กล่าวว่าชาวบนีอิสราเอลได้เฝ้าติดตามถามคำถามว่า พระเจ้าสามารถประทานอาหารแก่พวกเขากลางทะเลาทรายได้หรือไม่ (มาซามีร 19/78)
ส่วนคำกล่าวอ้างของคริสเตียน ที่กล่าวว่าเรื่องราวของเยซูตามที่พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอานกล่าวถึงนั้นไม่ตรงกับความจริง หรือไม่ตรงกับหลักความเชื่อของพวกเขา
สามารถกล่าวได้ว่าไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ยืดยาวแต่อย่างใด เพราะระหว่างนิกายต่าง ๆ ของคริสเตียนเองก็อธิบายไว้ไม่ตรงกันและโต้เถียงกันมาโดยตลอด ดังนั้น การนำเสนอคำอธิบายที่สามรถยอมรับได้และเข้ากันกับสติปัญญา ซึ่งภายนอกของคำอธิบายดูว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่น่าฉงนสงสัยเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนความเชื่อของอัล-กุรอาน ที่มีต่อเยซู มัรยัม และการปฏิเสธแนวความคิดของบุคคลที่เชี่อว่าทั้งสองเป็นพระเจ้าสิ่งเหล่านี้ขัดแย้งกันมาโดยตลอด แล้วจะนัปสาอะไรกับอัล-กุรอาน ที่กล่าวไม่ตรงกับหลักความเชื่อของพวกเขา เช่น นิกายออร์โธด็อกซ์ และนิกายโปรแตสแตนท์ ซึ่งทั้งสองอธิบายมัรยัมในฐานะที่เป็นมารดาของพระเจ้า ขณะที่พระเจ้าในฐานของพระบิดาได้ถูกลดชั้นมาอยู่ในพระเจ้าลำดับที่สามหลังจากเยซูและมัรยัม เนื่องจากพระเจ้าถูกรู้จักได้โดยคำอธิบายของเยซู จึงได้ถูกเรียกว่าเป็นพระบิดา หรืออธิบายว่าเยซูและมัรยัมทั้งสองเป็นพระเจ้าที่อยู่เคียงข้างกับพระเจ้า ผู้เป็นพระบิดา ซึ่งบทสรุปของความคิดนี้ก็คือ การยอมรับว่าพระเจ้าหรือพระบิดาคือพระเจ้าอันดับที่สามรองจากเยซูและมัรยัม ขณะที่อัล-กุรอาน กล่าวโต้เถียงนิกายโปรแตสแตนท์ ที่ต่อต้านแนวคิดของนิกายออร์โธด็อกซ์ ซึ่งอัล-กุรอานอธิบายในอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งได้บทสรุปพร้อมกับเหตุผลทีสมบูรณ์กล่าวคือ อัล-กุรอาน ปฏิเสธการเป็นพระเจ้าของเยซูโดยสิ้นเชิง
ตามที่อธิบายผ่านมาจะเห็นได้ชัดเจนถึงความแตกต่างของอิสลามกับคริสเตียน ในเรื่องราวเกี่ยวกับเยซูหรืออีซา ดังที่กล่าวไปแล้วว่าอิสลามไม่ได้มีความเชื่อและปฏิเสธโดยสิ้นเชิงว่า อีซาหรือเยซู ไม่ใช่พระเจ้าและไม่ใช่บุตรของพระเจ้า เนื่องจากพระเจ้าไม่ทรงกำเนิดและไม่ถูกกำเนิดมาจากผู้ใด พระองค์ทรงเป็นโดยอำนาจของพระองค์เอง มิได้พึ่งพาผู้ใดหรืออำนาจอื่นใดทั้งสิ้น เนื่องจากพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสรรพสิ่ง ไม่มีอำนาจอื่นใดยิ่งใหญ่เกินอำนาจของพระองค์
การโต้แย้งระหว่างมุสลิมกับคริสเตียนในประเด็นของเยซู ในสมัยของท่านศาสดาทวีความรุนแรงไปตามลำดับจนถึงขั้นต้องทำการสบถกันเพื่อยืนยันฝ่ายที่ถูกต้อง ดังเช่นเหตุการณ์มุบาฮะละฮฺหรือสบถระหว่างท่านนบีมุฮัมมัด (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว) กับตัวแทนคริสเตียนจากเผ่านัจญฺรอน กล่าวคือ
นัจญฺรอน เป็นกลุ่มชนที่ตั้งรกรากอยู่แทบชายแดนติดต่อระหว่างฮิญาซและเยเมน มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ประมาณ 70 หมู่บ้านอยู่ภายใต้การปกครองของเขา เมื่อศาสนาอิสลามได้ถูกประกาศขึ้นใหม่ ๆ  ประชาชนส่วนใหญ่ในเขตพื้นที่นี้ยังนับถือศาสนาคริสต์กันอยู่ หรือรู้จักกันในนามของเขตพื้นที่ของคริสเตียนแห่งฮิญาซ ซึ่งมีเหตุผลหลายประการที่พวกเขาเลิกล้มการเคารพบูชารูปปั้นและหันมานับถือคริสต์ศาสนาแทน
ท่านศาสนฑูต (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว)ได้ส่งสาส์นถึงผู้นำประเทศในหลายประเทศเพื่อเชิญชวนเข้ารับศาสนาอิสลาม ซึ่งหนึ่งในนั้นท่านได้ส่งสาส์นถึงบุรุษคนหนึ่งมีฉายานามว่า  อุซกุฟ นัจญฺรอน (อบูฮาริซะฮฺ)  ในสาส์นฉบับนั้นท่านได้กล่าวเชิญชวนหัวหน้าและประชาชนทั่วไปเข้ารับศาสนาอิสลาม ใจความของสาส์นมีดังนี้
ด้วยพระนามแห่งพระเจ้าของอิบรอฮีม อิซฮาก และยะอฺกูบ นี่เป็นสาส์นจากมุฮัมมัดศาสนทูตแห่งพระเจ้า ส่งถึง อุซกุฟ นัจญฺรอน
ขอสรรเสริญแด่พระเจ้าของอิบรอฮีม อิซฮาก และยะอฺกูบ ฉันขอเชิญชวนพวกท่านที่เคารพภักดีต่อปวงบ่าวของพระองค์ ให้มาเคารพภักดีต่อพระองค์ในฐานะพระเจ้า ขอเชิญชวนพวกท่านให้ถอดถอนตัวออกจากอำนาจคุ้มครองของปวงบ่าวมาสู่อำนาจคุ้มครองของพระเจ้า
นักประวัติศาสตร์ นักเขียน และนักรายงานได้บันทึกบทสนทนาระหว่างท่านศาสนฑูต (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว)กับตัวแทนของนัจญฺรอนเอาไว้ แต่เราขอกล่าวเฉพาะคำสนทนาบางส่วนที่บันทึกไว้ในหนังสือตารีคฮะลบียฺ ดังนี้
ท่านศาสนฑูต (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว)เราขอเชิญพวกท่านเข้ารับศาสนาอิสลาม ซึ่งเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว หลังจากนั้นท่านอ่านโองการแก่พวกเขา
กลุ่มตัวแทนนัจญฺรอน ถ้าหากจุดประสงค์ของอิสลาม คือ การศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดียวแห่งโลกนี้ เราศรัทธามาก่อนพวกท่าน และได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์
ท่านศาสนฑูต (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว)อิสลามนั้นมีสัญลักษณ์ ซึ่งการกระทำของพวกท่านมิได้บ่งบอกว่าเป็นอิสลามมาก่อน ท่านอ้างได้อย่างไรว่าเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว ขณะที่พวกท่านทุกคนห้อยไม้กางเขนไว้ที่คอ พวกท่านไม่หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสุกร และเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีบุตร
กลุ่มตัวแทนนัจญฺรอน เราเชื่อว่าเขาเป็นพระเจ้า เนื่องจากเขาสามารถทำให้คนตายฟื้นคืนชีพได้ เขาเยียวยาคนป่วยให้หายปกติและนำดินมาเสกเป็นนกได้และปล่อยให้บินไป ซึ่งการกระทำทั้งหมดเหล่านี้ยืนยันให้เห็นว่า เขา คือ พระเจ้า
ท่านศาสนฑูต (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว)กล่าวว่า ไม่ อีซาไม่ใช่พระเจ้า แต่อีซาเป็นบ่าวคนหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยอาศัยการตั้งครรภ์ของนางมัรยัม ซึ่งอำนาจที่อีซาแสดงออกมาเป็นอำนาจที่พระองค์ทรงประทานให้
ตัวแทนคนหนึ่ง กล่าวว่า ใช่ เขา คือ บ่าวของพระเจ้า เนื่องจากมารดาของท่าน คือ  นางมัรยัม นางไม่เคยถูกผู้ชายสัมผัส ไม่เคยแต่งงานแต่นางสามารถตั้งครรภ์และคลอดอีซาออกมา ดังนั้น จำเป็นต้องกล่าวว่า บิดาของอีซา คือ พระเจ้านั่นเอง
ในเวลานั้นมหาเทพกาบิเรียล (มลาอิกะฮฺญิบรออีล) ได้นำวะฮียฺมาให้ท่านศาสนฑูต (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว) กล่าวว่า จงบอกกับพวกเขาไปซิว่า ลักษณะของอีซา นั้นเหมือนกับอาดัม พระเจ้าทรงสร้างอาดัมขึ้นมาจากดินด้วยอำนาจที่ไม่สิ้นสุดของพระองค์โดยปราศจากบิดามารดา ถ้าหากว่าการไม่มีบิดาบ่งบอกว่าเขา คือ บุตรของพระเจ้า ดังนั้น อาดัมย่อมมีความเหมาะสมมากกว่า เนื่องจากอาดัมไม่มีทั้งบิดาและมารดา พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน กล่าวว่า
แท้จริงอุปมาของอีซานั้นดั่งอุปมัยของอาดัม พระองค์ทรงบังเกิดเขาจากดินและได้ทรงประกาศิตแก่เขาว่าจงเป็นขึ้นเถิด แล้วเขาก็เป็นขึ้น (พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน บทอาลิอิมรอน โองการที่ 59)
กลุ่มตัวแทนนัจญฺรอน คำพูดของท่านนำมาเป็นข้อหักล้างไม่ได้ หนทางที่ดีที่สุด คือ เราจะนัดเวลาทำการมุบาฮิละฮฺกัน และทำการสาปแช่งกลุ่มชนที่พูดปด และวิงวอนต่อพระเจ้าให้พระองค์ประทานความหายนะแก่ผู้พูดโกหก
เวลานั้นวะฮียฺโองการมุบาฮะละฮฺได้ถูกประทานลงมาทันที และให้ท่านศาสนฑูต (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว) รับหน้าที่ทำการมุบาฮะละฮฺกับกลุ่มชนที่วิภาษกับท่าน และไม่ยอมรับฟังความจริงโดยให้ทั้งสองฝ่ายออกมาวิงวอนต่อพระเจ้า กลุ่มใดพูดไม่จริงขอให้ห่างไกลจากความเมตตาของพระองค์ พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน กล่าวว่า
ดังนั้น เมื่อความ (รู้เรื่องอีซา) ได้มายังเจ้าแล้ว ยังมีผู้โต้เถียงเจ้าในเรื่องนั้น จงกล่าวกับพวกเขาว่า พวกเจ้าจงมาเถิดเราจะเรียกลูก ๆ ของเราและลูกของพวกท่าน และเรียกผู้หญิงของเรา และผู้หญิงของท่าน และตัวตนของพวกเราและตัวตนของท่าน เวลานั้น เราจะวิงวอนกัน (สบถ) และขอให้การสาปแช่งอัลลอฮฺ พึงประสบ แก่พวกมุสา (อัล-กุรอาน บท อาลิอิมรอน โองการที่ 61)
ทั้งสองฝ่ายเตรียมพร้อมสำหรับการทำมุบาฮะละฮฺ และตกลงกันว่าในวันรุ่งขึ้นให้ทั้งหมดออกมาตามนัดเพื่อจะได้ทำมุบาฮะละฮฺ
จุดประสงค์ของ มุบาฮิละฮ (สบถ) มิใช่การเชิญชวนผู้คนมาและสาปแช่งใส่กัน หลังจากนั้นก็แยกกันไป เนื่องจากการกระทำเช่นนี้ มิได้สร้างสรรค์สิ่งใดให้ดีขึ้นมา ทว่าจุดประสงค์ต้องการให้การสบถเกิดผล และให้พระเจ้าสาปแช่งฝ่ายที่มุสา อีกนัยหนึ่ง แม้ว่าผลของการมุบาฮะละฮฺ จะไม่ปรากฏชัดเจนก็ตาม แต่การกระทำเช่นนี้เป็นหนทางสุดท้าย ภายหลังจากเหตุผล และการพิสูจน์ในเชิงวิชาการไม่เป็นผล อันเป็นเหตุผลที่บ่งบอกว่าจุดประสงค์ คือ ผลสะท้อนภายนอกของการสาปแช่ง ซึ่งไม่ใช่การสาปแช่งธรรมดา
แต่ไม่ทันที่การสบถจะเกิดขึ้นฝ่ายคริสเตียนขอถอนตัวจากการสบถเสียก่อน เนื่องจากไม่อาจต้านทานรัศมีและพลังสัจธรรมที่ปรากฏบนท่านศาสนทูตได้ ซึงผู้นำตัวแทนฝ่ายคริสเตียนกล่าวว่า
ไม่ เราจะไม่ทำการสบถเด็ดขาด เนื่องจากฉันเห็นบุคคลที่ออกมาสบถแล้ว เขามาด้วยความกล้าหาญโดยไม่เกรงกลัวผู้ใด ฉันเกรงว่าถ้าเขาพูดจริง หรือยกมือวิงวอนเมื่อใดภูเขาอาจจะเคลื่อนที่หรือถูกถอดถอนได้ และแน่นอนพวกเราจะถูกพระเจ้าสาปแช่งที่สำคัญจะไม่มีชาวคริสต์คนใดหลงเหลือบนโลกนี้อีก ดังนั้น พวกเราจะไม่มุบาฮะละฮฺกับชนกลุ่มผู้มีความประเสริฐเหล่านี้เด็ดขาด
นี่คือส่วนหนึ่งของความเชื่อที่แตกต่างกันระหว่างอิสลามกับคริสเตียน ซึ่งยังมีความเชื่อที่แตกต่างกันอีกมากมายระหว่างศาสนาทั้งสอง จะนำเสนอในลำดับต่อไปโดยมุ่งหวังการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
ฉะนั้น ตรงนี้ท่านผู้อ่านจะเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างในเรื่องของเยซู ตามความเชื่อของคริสเตียนกับความเชื่อของมุสลิม ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า
1. อิสลามเชื่อว่าเยซูคือบ่าวคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา และแต่งตั้งให้เขาเป็นศาสดาเพื่อประกาศคำสอนของพระองค์ แต่คริสเตียนเชื่อว่าเยซูคือ บุตรของพระเจ้า บางรายงานกล่าวว่าท่านคือพระเจ้าเนืองจากมีปาฏิหาริย์สามารถทำให้คนตายฟื้นได้
2. อิสลามเชื่อว่าพระนางมัรยัมหรือมารีย์มารดาของเยซู ตั้งครรภ์โดยอำนาจของพระเจ้า ซึ่งอำนาจของพระองค์ยิ่งใหญ่เหนือทุกสรรพสิ่ง และนางเป็นบ่าวที่ดีของพระเจ้า แต่บางความเชื่อของคริสเตียนเชื่อว่านางเป็นพระเจ้าองค์หนึ่งที่อยู่เคียงคู่กับพระเจ้า
3. ถ้าหากเชื่อว่าเยซู คือ พระเจ้า หรือบุตรของพระเจ้า ด้วยเหตุผลที่ว่าท่านถือกำเนิดขึ้นมาโดยปราศจากบิดา อาดัม ย่อมมีความเหมาะสมในการเป็นพระเจ้าหรือบุตรของพระเจ้ามากกว่าเยซู เนื่องจากท่านถือกำเนิดขึ้นมาโดยอำนาจของพระเจ้า ปราศจากบิดาและมารดา
4. อิสลามเชื่อว่าสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกนี้รวมทั้งมนุษย์ทั้งหมด คือ สิ่งถูกสร้างของพระเจ้า มิใช่พระเจ้า หรือบุตรของพระเจ้าตามความเชื่อของศาสนาคริสต์
5. อิสลามไม่เชื่อเรื่องการอวตาร หรือการสถิตของพระเจ้าในคนหรือสิ่งอื่น แต่ศาสนาคริสต์ เชื่อว่าพระเยซู คือ อวตารของพระเจ้า โดยที่พระจิตของพระเจ้าบันดาลให้นางมารีย์ตั้งครรภ์ ขณะที่เป็นคู่หมั้นของโยเซฟ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันฉันมีภรรยา พระเยซูคือพระผู้มาโปรดหรือช่วยเหลือประชากรของพระเจ้าให้พ้นจากบาป