แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. อีซา-มะซีฮฺ (เยซู) ผู้เป็นศาสดาและบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า

อีซา-มะซีฮฺ (เยซู) ผู้เป็นศาสดาและบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า

ท่านหญิงมัรฺยัม มารดาศาสดาอีซา (อ.)
ท่านหญิงฮันนะฮฺ ภรรยาของท่านอิมรอนนั้นเป็นหมัน แต่นางเคยได้ยินสามีของนางกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสัญญาว่าจะประทานบุตรชายคนหนึ่งที่สามารถจะชุบชีวิตคนที่ตายให้กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และทำให้คนป่วย ได้หายจากอาการป่วย ทั้งนี้ด้วยอำนาจและพระประสงค์ของพระองค์ ( มัจญฺมะอุลบะยาน เล่ม 2 หน้า 435)
เนื่องจากท่านหญิงฮันนะฮฺมีความศรัทธาอย่างมั่นคงว่าพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่สามารถจะประทานสิ่งนั้นด้วยการผ่านสื่อได้ นางจึงได้วิงวอนต่อพระองค์ให้ทรงประทานบุตรแก่นาง
พระองค์ได้ทรงตอบรับคำวิงวอนด้วยการให้นางตั้งครรภ์ นางจึงได้ขอบคุณพระองค์ที่ได้ทรงประทานความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่นี้ด้วยการบนบานว่าจะให้บุตรของนางเป็นผู้พลีและรับใช้ในศาสนสถานที่เป็นบ้านของพระองค์ (บัยตุลมุก็อดดัส) (ซูเราะฮฺอาลิอิมรอน 3 : 34 และ มุกตะดียาต อัดดุรุรฺ เล่ม 2 หน้า 188)
แต่แล้ว บุตรที่ถูกประทานให้แก่นางนั้นกลับเป็นเพศหญิง เมื่อมารดาได้เห็นบุตรี เธอจึงกล่าวว่า  “โอ้พระผู้เป็นเจ้าของฉัน ฉันได้คลอดบุตรเป็นเพศหญิง แต่ถึงกระนั้น ฉันก็จะยังคงปฏิบัติตามคำบนบานที่ได้ให้ไว้กับพระองค์ และฉันขอตั้งชื่อเธอว่า “มัรฺยัม”  (มัรฺยัม มีความหมายถึงสตรีผู้ประกอบการเคารพภักดี) และฉันขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้เธอและทายาทของเธอปลอดภัยจากความชั่วของมารร้ายด้วยเถิด” (คัดย่อจากซูเราะฮฺอาลิอิมรอน 2 : 34–35)
เนื่องจากทารกน้อยเป็นบุตรีของท่านอิมรอน ผู้เป็นมุขบุรุษของประชาชนในเมืองนั้น ดังนั้น ภรรยาของท่านจึงได้นำมัรฺยัมไปยังบัยตุลมุก็อดดัส บ้านของพระผู้เป็นเจ้า เพื่อจะให้บรรดาผู้ที่เจริญรอยตามท่านให้การอุปการะดูแลบุตรของนาง ซึ่งจะทำให้พวกเขามีความภาคภูมิใจที่จะได้มีโอกาสรับใช้ท่าน แต่ได้เกิดข้อพิพาทและโต้เถียงกันขึ้นเพื่อแย่งชิงกรรมสิทธิ์ที่จะได้เป็นผู้เลี้ยงดูทารกน้อยผู้นี้ ในที่สุด พวกเขาต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสมควรจะให้มีการจับฉลากกันขึ้นมา และผลลัพธ์ได้ตกกับท่านศาสดาซะกะรียา (อ.) ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับใช้อยู่ในบัยตุลมุก็อดดัส ทารกน้อยมัรฺยัมจึงได้อยู่ภายใต้การอุปการะเลี้ยงดูของท่าน (อ.)  ( มัจญฺมะอุลบะยาน เล่ม 2 หน้า 436  )จนกระทั่งเติบใหญ่ ซึ่งเธอมิได้ประกอบภารกิจใดนอกจากการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า และเป็นผู้รับใช้ภายในบ้านของพระองค์
ความบริสุทธิ์และความเป็นบ่าวผู้ศรัทธาอย่างมั่นคงของเธอมีผลทำให้ทุกครั้งที่ท่านศาสดาซะกะรียา (อ.) ไปเยี่ยมเยียนที่ห้องนมัสการของเธอ ท่านจะพบว่ามีอาหาร (ที่ถูกประทานจากฟากฟ้า) ณ ศาสนสถานแห่งนั้นเสมอ ท่านจึงได้ถามด้วยความประหลาดใจว่า
ใครเป็นผู้นำอาหารเหล่านี้มามอบให้เธอหรือ ?
ท่านหญิงมัรฺยัม (อ.) จึงกล่าวว่า “อัลลอฮฺคือผู้ทรงประทานมา แท้จริงพระองค์ทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์โดยไม่มีการคำนวณนับ” (ซูเราะฮฺอาลิอิมรอน 3 : 37)
ศาสดาซะกะรียา และ ศาสดายะหฺยา (อ.)
ภรรยาของท่านศาสดาซะกะรียา (อ.) ก็เป็นหมันเช่นเดียวกับท่านหญิงฮันนะฮฺ มารดาของท่านหญิงมัรฺยัม ด้วยเหตุนี้เอง ท่านศาสดาซะกะรียา (อ.) จึงไม่สามารถมีบุตรจนกระทั่งย่างเข้าสู่วัยชรา ในช่วงเวลานี้เองที่ท่านศาสดาซะกะรียาได้ตระหนักถึงความเมตตาอันใหญ่หลวงของพระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อท่านหญิงมัรฺยัม และได้ประจักษ์ถึงสถานภาพทางจิตวิญญาณของนาง ทำให้ท่านมีความหวังที่จะมีบุตรที่เป็นกัลยาณชนประดุจดั่งท่านหญิงมัรฺยัม ท่านจึงได้วิงวอนต่อพระองค์ว่า

“โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ! ได้ทรงโปรดประทานบุตรที่เป็นกัลยาณชนที่สะอาดบริสุทธิ์ เป็นที่โปรดปรานของพระองค์ และเป็นทายาทของฉัน และวงศ์วานของศาสดายะอฺกู๊บให้แก่ฉันด้วยเทอญ” (คัดจากซูเราะฮฺอาลิอิมรอน 3 : 39 และซูเราะฮฺมัรฺยัม 19 : 7–9 และตัฟสีรฺอัลมีซาน เล่ม 3 หน้า 190 )
ในขณะที่ท่าน (อ.) กำลังสวดภาวนา ณ ห้องนมัสการอยู่นั้นเอง มลาอิกะฮฺ (เทวทูต) ได้แจ้งข่าวกับท่านว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานบุตรชายชื่อ “ยะหฺยา” ผู้มีความบริสุทธิ์ และเป็นศาสนทูตของพระองค์ให้แก่ท่าน
ท่านศาสดาซะกะรียา (อ.) ซึ่งชราภาพมากแล้ว อีกทั้งภรรยาของท่านก็เป็นหมัน (จากสภาพการณ์และเงื่อนไขดังกล่าว การมีข่าวว่าจะมีทารกน้อยจึงถือเป็นความโปรดปรานที่ไม่คาดคิดมาก่อน) ท่านจึงกล่าวด้วยความปติยินดีปนประหลาดใจว่า
“โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ด้วยเงื่อนไขที่ฉันและภรรยาของฉันมีอยู่นี้ พระองค์จะทรงประทานบุตรแก่ฉันได้อย่างไรเล่า ?
ได้มีเสียงตรัสว่า “นี่เป็นสิ่งที่ง่ายดายสำหรับฉัน มิใช่อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ดอกหรือที่ได้ทรงให้เจ้าบังเกิดมาจากที่ไม่เคยมีมาก่อน ? (คัดจากซูเราะฮฺอาลิอิมรอน 3 : 39 – 40 และซูเราะฮฺมัรฺยัม 19 : 7 – 9)
ด้วยเหตุนี้เอง ท่านศาสดาซะกะรียา (อ.) จึงได้มีบุตร ซึ่งอัลลอฮฺได้ทรงประทานนามก่อนที่เขาจะถือกำเนิดว่า “ยะหฺยา”
ยะหฺยาจึงเป็นศาสดาอีกท่านหนึ่งของอัลลอฮฺ ที่ตลอดชั่วชีวิตของท่าน ได้เพียรพยายามเชิญชวนประชาชาติให้ไปสู่หลักศรัทธาและความผาสุกที่แท้จริง จนในท้ายที่สุด ท่านได้พลีชีวิตในหนทางของพระองค์ด้วยการถูกกษัตริย์จากบนีอิสรออีลผู้หนึ่งที่ต้องการจะสมรสกับบุตรีของผู้เป็นพี่ชายของตน ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติของอัลลอฮฺ และท่านได้ยับยั้งมิให้เขากระทำสิ่งดังกล่าว สังหารท่านจนเป็นชะฮีด (วีรชนที่ได้เสียสละชีวิตในหนทางของศาสนา) ในที่สุด (ตัฟซีรฺอัลมีซาน เล่ม 14 หน้า 26 – 27)
การถือกำเนิดศาสดาอีซา–มะซีฮฺ (อ.)
ท่านหญิงมัรฺยัม ซึ่งได้เจริญวัย ณ บ้านของอัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกร ภายใต้การอุปการะเลี้ยงดูของท่านศาสดาซะกะรียา ในวันหนึ่ง ขณะที่ท่านหญิงกำลังสวดภาวนาอยู่นั้น ได้มีมลาอิกะฮฺ (เทวทูต) ตนหนึ่งแปลงร่างเป็นบุรุษมาหาท่าน
เนื่องจากท่านหญิงเข้าใจว่าเขาคือมนุษย์ ทำให้ท่านรู้สึกตื่นตระหนก และได้วิงวอนขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ แต่มลาอิกะฮฺตนนั้นได้แจ้งข่าวแก่นางว่า “พระผู้อภิบาลของเธอได้ทรงส่งฉันมาเพื่อแจ้งข่าวว่าพระองค์จะทรงประทานบุตรชายผู้มีความสะอาดบริสุทธิ์และเป็นกัลยาณชนแก่เธอ”
ท่านหญิงได้กล่าวขึ้นว่า
“จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า ในเมื่อฉันยังไม่เคยสมรสและไม่เคยประพฤติเสื่อมเสียกับชายใด ?
มลาอิกะฮฺจึงกล่าวว่า “พระผู้อภิบาลของเธอได้ทรงดำรัสว่า นี่เป็นสิ่งที่ง่ายดายสำหรับฉัน เพื่อเราจะให้เขาเป็นสัญญาณหนึ่งที่เตือนประชาชนถึงความเมตตาของเรา”
ในที่สุด ท่านหญิงมัรฺยัมได้ตั้งครรภ์ แต่เนื่องจากนางไม่เคยมีสามีมาก่อน ทำให้เหล่าบรรดาผู้โง่เขลาเบาปัญญาต่างพากันติฉินนินทา และวิพากษ์วิจารณ์นางอย่างเสียหาย
ท่านหญิง (อ.) จึงได้ตัดสินใจหนีออกไปให้พ้นจากการใส่ร้ายป้ายสีที่ทำให้นางต้องทนทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจนั้น จากกลุ่มชนของนางไปยังสถานที่ซึ่งอยู่ห่างไกลผู้คน และเฝ้าคอยนับวันเวลาที่บุตรของนางจะคลอดออกมา
ในที่สุดกำหนดวันเวลาในการคลอดก็มาถึง ในขณะที่กำลังเจ็บครรภ์ใกล้จะคลอดนั้น ด้วยความเจ็บปวด นางได้หลบไปอยู่ใต้ต้นอินทผลัมที่อยู่ท่ามกลางทะเลทราย และได้ให้กำเนิดบุตรชายออกมาโดยปราศจากผู้ให้การช่วยเหลือแม้แต่คนเดียว ความโดดเดี่ยวผสมกับความเจ็บปวดและความหวาดกลัวในการที่จะพิสูจน์ให้ประชาชนเชื่อได้อย่างไรว่า นางเป็นกุลสตรีที่มีความบริสุทธิ์ ทำให้นางระทมทุกข์อย่างยิ่งจนถึงกับรำพึงรำพันขึ้นว่า
“มาตรว่าฉันได้ตายไปก่อนหน้านี้ และไม่มีใครจำฉันได้ก็จะดีไม่น้อย”
ในทันใดนั้นเอง นางได้ยินเสียงหนึ่งที่กล่าวปลอบประโลมขึ้นว่า
“จงอย่าท้อและทุกข์ระทม พระผู้อภิบาลของเธอได้ทรงประทานให้น้ำอันใสบริสุทธิ์ไหลออกมาทางปลายเท้าของเธอ และจงเขย่ากิ่งอินทผลัมแห้งนั้นเถิด เพื่อผลของมันจะได้ตกลงมาเป็นอาหารของเธอ จงรับประทานและจงดื่มมันเถิด และจงสงบมั่นเถิด และเมื่อพบปะกับฝูงชน ก็จงส่งสัญญาณให้พวกเขารู้ว่าฉันได้บนบานไว้ว่าจะถือศีลอดด้วยการไม่สนทนากับผู้ใด” (ในยุคสมัยนั้นมีขนบประเพณีที่ถือปฏิบัติด้วยการบนบานว่าจะไม่สนทนากับมนุษย์คนใดในระยะเวลาที่กำหนด เรียกขนบประเพณีนี้ว่า “การถือศีลอดเงียบ” (ตัฟซีรฺอัลมีซาน เล่ม 14 หน้า 44)
ปาฏิหาริย์และความช่วยเหลือที่เป็นสิ่งพ้นญาณวิสัยครั้งแล้วครั้งเล่า ได้ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับจิตใจของท่านหญิงมัรฺยัม ทำให้นางตัดสินใจเดินทางกลับสู่ถิ่นฐานพร้อมลูกน้อยของนางด้วยดวงใจที่สงบมั่น เมื่อฝูงชนได้มองเห็นเธอพร้อมทารกน้อยที่อยู่ภายใต้อ้อมกอด พวกเขาได้พากันตะโกนต่อต้านนางว่า
“บิดาของเธอหาใช่ชายชั่ว ส่วนมารดาของเธอก็ไม่เคยประพฤติตัวเสเพล และหาใช่สตรีที่ไร้เกียรติไม่”
แต่แทนที่ท่านหญิงจะกล่าวสิ่งใดออกไป นางได้ชี้ไปที่ทารกน้อยเป็นนัยให้พวกเขาได้สอบถามเหตุการณ์ที่ผ่านมาจากลูกน้อยของนาง
พวกเขาจึงพากันหัวเราะอย่างเย้ยหยันและกล่าวว่า “จะให้เราสนทนากับทารกที่ยังแบเบาะกระนั้นหรือ ?
ด้วยมหิทธานุภาพของอัลลอฮฺ ทารกน้อยได้กล่าวออกมาด้วยวาจาที่ชัดถ้อยชัดคำเพื่อชี้แจงแก่พวกเขาว่า
“แท้จริง ฉันเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ (หาใช่พระบุตรไม่) พระองค์ทรงประทานคัมภีร์ (อินญีล) แก่ฉัน และทรงสถาปนาฉันให้เป็นศาสดา พระองค์ทรงประทานให้ฉันเป็นที่มาของความดีงามและความมีศิริมงคลแก่ฉัน ไม่ว่าฉันจะอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม และทรงบัญชาให้ฉันปฏิบัตินมาซ บริจาคทาน ตราบเท่าที่ฉันมีชีวิตอยู่ และให้ฉันประพฤติดี (เพื่อสนองคุณ) ต่อมารดาของฉัน พระองค์ทรงกำชับมิให้ฉันเป็นผู้หยิ่งทะนง และทรยศ” ( ซูเราะฮฺมัรฺยัม 19 : 16 – 32 และตัฟสีรฺอัลมีซาน เล่ม 14)
ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยวิทยปัญญาของทารกน้อยที่ยังแบเบาะได้สร้างความงวยงงและความมหัศจรรย์ใจให้แก่บรรดาบาทหลวงชาวยิวยิ่งนัก และนี่คือปาฏิหาริย์ที่เป็นสัญญาณอันยิ่งใหญ่ที่สามารถลบข้อครหา คำสบประมาทและความคิดที่ชั่วร้ายที่พวกเขามีต่อท่านหญิงมัรฺยัมลงอย่างสิ้นเชิง พวกเขาได้ประจักษ์ว่าทารกน้อยที่มาสู่โลกดุนยาโดยปราศจากบิดานั้น ก็ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ และในอนาคตอันใกล้ เขาจะได้รับตำแหน่งอันสูงส่งพร้อมกับรับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในวิถีทางของพระองค์ต่อไป
สภาพโดยทั่วไปของประชาชนก่อนการมาของท่านศาสดาอีซา (อ.)
ก่อนที่ท่านศาสดาอีซาจะประสูตินั้น ปาเลสไตน์เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน ถึงแม้ว่าชาวปาเลสไตน์จะไม่มีกองกำลังที่ให้การสนับสนุนในการปลดปล่อยตนเองให้พ้นจากกรงเล็บของชาวโรมัน ซึ่งเป็นชนต่างชาติต่างภาษาก็ตาม  แต่พวกเขาก็เคยเผชิญหน้าและกระทบกระทั่งกับชาวโรมันมาโดยตลอด ทำให้สภาพการณ์โดยทั่วไปของชาวปาเลสไตน์ไม่เคยพบกับความสงบสุข
ส่วนสภาพการณ์ทางด้านเศรษฐกิจก็ประสบกับวิกฤติเช่นกัน ระบบการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมได้เพิ่มความเลวร้ายและสร้างความเสียหายต่อประเทศมากยิ่งขึ้น ประชาชนที่มีความคิดอิสระต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ภายใต้การกดขี่บีฑานั้น แต่บางส่วนได้ทำการต่อสู้จนกระทั่งจบชีวิตลง การพัฒนาในทุก ๆ ด้านต้องหยุดชะงักลง ไม่มีโครงการ แผนงาน และนโยบายใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์ ทุกอย่างขาดการวางแผนงาน ยิ่งชักนำประเทศให้ไปสู่สภาพที่เสื่อมโทรมมากยิ่งขึ้น แม้กระทั่งความศรัทธาของชาวยิวเอง ถึงขนาดที่พวกเขามิได้ให้ความสำคัญในสารธรรมคำสอนของศาสนา และได้ละทิ้งมันไปในที่สุด
อาจกล่าวได้ว่าความเสื่อมศรัทธาในศาสนานี้เอง ที่เป็นผลพวงให้จักรวรรดินิยมโรมันเข้าครอบครองชาวปาเลสไตน์ในที่สุด
บรรดาจักรวรรดินิยมทั้งหลายมักจะใช้ประโยชน์จากผลพวงดังกล่าว และจะยังคงสืบทอดต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ เนื่องจากการต่อสู้ด้วยกลวิธีเช่นนี้ เหล่าศัตรูไม่จำเป็นจะต้องอาศัยศาตราวุธใด ๆ เลย ประชาชาติใดก็ตามที่ปล่อยปละละเลยให้อุดมการณ์แห่งศรัทธาของตนต้องหลุดลอยไป พวกเขาจะต้องประสบกับความหายนะทีละน้อย ๆ โดยไม่รู้สึกตัว เฉกเช่นที่ได้เกิดขึ้นกับชนชาวยิว
จากสภาพการณ์และเงื่อนไขดังกล่าวที่เต็มไปด้วยการกดขี่ บีฑา การจลาจล และขาดไร้ศีลธรรม จึงถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ชี้นำจากฟากฟ้า เพื่อมาปลดปล่อยประชาชนให้รอดพ้นจากความหลงผิด การขาดไร้ศีลธรรม และความโชคร้ายทั้งปวง
ท่านศาสดาอีซา (อ.) จึงได้ถือกำเนิดมาด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระผู้เป็นเจ้า เพื่อทำหน้าที่ชี้นำและปลดปล่อยประชาชาติในยุคนั้น การประสูติของท่าน เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ที่ทุกคนสามารถเป็นสักขีพยานถึงตำแหน่งอันสูงส่งและทรงเกียรติของท่าน ด้วยอำนาจของพระองค์ที่ทรงประสงค์ให้ท่านเป็นผู้มาปฏิรูป และหล่อหลอมขัดเกลาให้พวกเขาเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคม และสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนผู้ไร้ที่พึ่งพิง
การประกาศสาสน์ของมะซีฮฺ–อีซา (อ.)
คัมภีร์อินญีลได้ถูกประทานลงมาแก่ท่านศาสดาอีซา (อ.) เพื่อเป็นข้อชี้นำและคำตักเตือนให้ประชาชนรอดพ้นจากการหลงทาง (อินญีล คือคัมภีร์อีกเล่มหนึ่งที่ได้ถูกประทานลงมาจากฟากฟ้าและได้ถูกสังคายนา )เปลี่ยนแปลงแก้ไขจนไม่หลงเหลือร่องรอยแห่งสารัตถะที่แท้จริงแล้ว ส่วนอินญีลที่มีอยู่ในมือของชาวคริสเตียนทุกวันนี้นั้น หาใช่คัมภีร์ฉบับดั้งเดิมไม่
ท่านศาสดาอีซา (อ.) ได้ประกาศสาสน์ของท่านด้วยการใช้ความเพียรพยายามเข้าถึงประชาชนทุกชนชั้น เพื่อที่จะปลดปล่อยชาวยิวให้พ้นจากความหลงผิด และขุดรากถอนโคนความหลงผิดและบิดเบือนทั้งหลายให้หมดสิ้นไปจากสังคม ท่านได้ทุ่มเท เสียสละ และต้องประสบกับความทุกข์เข็ญอย่างแสนสาหัส
แต่ทว่า บรรดาชนชั้นนำของชาวยิวที่มีความหลงใหลในตำแหน่ง เกียรติยศจอมปลอมของตนต่างได้ร่วมมือกันที่จะต่อต้านการเผยแผ่ของท่านศาสดาอีซา (อ.) ที่กำลังรุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งนั้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าในที่สุดพวกเขาจะต้องสูญเสียผลประโยชน์และเกียรติยศจอมปลอมไปจนหมดสิ้นอย่างแน่นอน
ท่านศาสดาอีซา (อ.) รู้ถึงแผนการของพวกเขาดี แต่ท่านยังคงยืนหยัดเผยแผ่และชี้นำประชาชนให้รอดพ้นจากความหลงผิดและการหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหลวไหล ไร้สาระ ที่ถูกบิดเบือนจากคำสอนที่ท่านศาสดามูสา (อ.) ได้เคยนำมาสั่งสอนพวกเขาด้วยความอดทน
บ่อยครั้งที่ท่านได้สำแดงปาฏิหาริย์ด้วยอนุมัติของพระผู้เป็นเจ้าด้วยการรักษาผู้เจ็บป่วยให้หายจากอาการป่วยภายในเวลาอันรวดเร็ว หรือได้ชุบชีวิตคนที่ตายแล้วให้ฟื้นขึ้นมามีชีวิตใหม่อีกครั้งด้วยพระประสงค์ของพระองค์ เพื่อจะให้พวกเขาประจักษ์ว่าท่านคือศาสนทูตที่ถูกสถาปนามาจากอัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ ผู้ซึ่งไม่มีภาคีเทียบเทียมพระองค์