แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages

1. สถานภาพทางภูมิศาสตร์ของเฆาะดีร

คำว่า เฆาะดีร ตามหลักภาษาหมายถึงสถานที่ซึมหายไปของน้ำจากพื้นดิน ซึ่งเป็นไปได้ว่าบริเวณนั้นอาจมีฝนตกหรือน้ำท่วม และน้ำได้ขังอยู่ในระยะเวลาหนึ่งต่อมาน้ำได้ซึมหายไปในดิน
คำว่า คุม หมายถึงทับทิมสีแดง ท่านซะมัคชะรียฺกล่าวว่า คุม หมายถึงหินหลากสี ส่วนคำว่า เฆาะดีร เป็นสถานที่อยู่ระหว่างมักกะฮฺ กับมะดีนะฮฺในญุอฺฟะฮฺ[1]
เฆาะดีรคุม ตามที่กล่าวแล้ว หมายถึงสถานที่หนึ่งอยู่ระหว่างมักกะฮฺกับมะดีนะฮฺ แต่จะค่อนไปทางมักกะฮฺมากกว่า ซึ่งถ้าหากนับระยะทางไปจนถึงญุอฺฟะฮฺจะมีความยาวได้ประมาณ 2 ไมล์ [2]
ส่วน ญุอฺฟะฮฺ เป็นหมู่บ้านใหญ่ที่หนึ่งในประเทศซาอุดิอารเบีย อยู่ระหว่างเส้นทางมักกะฮฺกับมะดีนะฮฺ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันเฉียงเหนือของมักกะฮฺ ในอดีตเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า มะฮ์ยะอะฮฺ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนมาเรียก ญุอฺฟะฮฺ เนื่องจากคำว่า ญุอฺฟะฮฺ หมายถึง การอพยพ เนื่องจากในอดีตน้ำได้ท่วมบริเวณดังกล่าวสร้างความเสียหายหนัก ประชาชนได้อพยพหนีไป ซึ่งบริเวณดังกล่าวปัจจุบันเสียหายไปหมดแล้ว [3]
ส่วน เฆาะดีรคุม ทุกวันนี้อยู่ห่างจากมักกะฮฺตอนเหนือประมาณ 164 กม. หรือประมาณ 450 กม. ถ้านับระยะทางจากทางตอนใต้ของมะดีนะฮฺ
2. รอวียาน (คนรายงาน) ฮะดีซเฆาะดีรจากบรรดาเซาะฮาบะฮฺ
เซาะฮาบะฮฺจำนวนมากถึง 110 ท่าน ได้รายงานฮะดีซเฆาะดีรเอาไว้ ประกอบด้วย ท่านอิมามอะลี (อ.) ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) อิมามฮะซัน อิมามฮุซัยนฺ (อ.) /อบูบักรฺ บิน กะฮาฟะฮฺ/ อนัส บินมาลิก อันซอรียฺ (คนรับใช้ของท่านศาสดา) /ญาบิร อับดุลลอฮฺ อันซอรีย/ญุนดับ บิน ญุนาดะฮฺ ฆอฟฟารียฺ / ญะรีริบนิ อับดุลลอฮฺ/ฮุดัยฟะฮฺ บิน อะซีด/ ซัยดฺ บิน อัรกอม/ ซัยดฺ บิน ซาบิต/ซัยดฺ บิน อับดุลลอฮฺ อันซอรีย/ สะอฺดิบ อบี วะกอซ/ สะอฺดิบนิ ญุนาดะฮฺ/ ซัลมาล ฟารซีย์/ อาอิชะฮ บิน อบีบักรฺ/อุซมาน บิน อัฟฟาน/ อุมมัร บิน ค็อฏฏ็อบ ซึงรายงานของท่านอุมมัร ฮาฟิซ อิบนิ มะฆอซิลี บันทึกไว้ในหนังสือ อัลมะนากิบ โดย 2 รายงาน กล่าวคือ รายงานหนึ่งเล่ามาจาก มุฮิบบุดดีน ฏ็อบรียฺ ในหนังสือ อัรริยาดุล นุดเราะฮฺ  (เล่ม 3 หน้า 113) และ ซะคออิรุล อุกบา (หน้า 67) รายงานมาจาก มุสนัดอะฮฺมัด อิบนุกะซีร ดิมิชกียฺ และชัมซุดดีน ญะซะรียฺ กล่าวว่า ท่านอุมมัร เป็นหนึ่งในนักรายงานฮะดีซเฆาะดีร (อัลบิดายะ วันนิฮายะฮฺ เล่ม 7 หน้า 386)
รายงานฮะดีซเฆาะดีร ตลอดทุกศตวรรษที่ผ่านมาโดยพวก ตาบิอิด ตาบิอีน ตั้งแต่ศตวรรษแรกจนถึงศตวรรษที่ 14
3. ตะวาตุร ฮะดีซเฆาะดีร
นักปราชญ์จำนวนมากต่างสารภาพถึงความถูกต้องเชื่อถือได้ของฮะดีซเฆาะดีร จนถึงขั้นตะวาตุร (หมายถึงไม่อาจปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้อีก) ซึ่งประกอบไปด้วย
1) ญะลาลุดดีน ซุยูฎียฺ (อัลฟะวาอิดุล มุตะกาซิเราะฮฺ ฟี อัคบาริล มุตะวาติเราะฮฺ)
2) อัลลามะฮฺ มะนาวียฺ (ตัฟซีร ฟี ชัรฮิล ญามิอิล เซาะฆีร เล่ม 2 หน้า 442
3) อัลลามะฮฺ อะซีซียฺ (ชัรฮุ ญามิอฺ อัซเซาะฆีร เล่ม 3 หน้า 360)
4) มุลลา กอรียฺ ฮะนะฟียฺ (อัลมิรกาตุ ฟี ชัรฮิลมิชกาฮฺ เล่ม 5 หน้า 568)
5) มุฮัมมัด บิน อิสมาอีล ยะมานี (นะฟะฮาตุลอัซฮาร เล่ม 6 หน้า 121)
6) มุฮัมมัด ซ็อดรุ อาลัม (นะฟะฮาตุลอัซฮาร เล่ม 6 หน้า 127)
7) ชัยคฺ อับดุลลอฮฺ ชาฟิอียฺ (อัลอัรบะอีน)
8) ชัยคฺ ดิยาอุดดีน มุกบะลียฺ (นะฟะฮาตุลอัซฮาร เล่ม 6 หน้า 125)
8) อิบนุกะซีร ดิเมชกียฺ (อัลบิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ
9) อบู อับดุลลอฮฺ ฮาฟิซ ซะฮะบียฺ (ตุรุกุ ฮะดีซ มันกุนตุเมาลา)
10) อิบนิ ญะซะรียฺ (อุสนิลมะฏอลิบ)
ปี ฮ.ศ. ที่ 10 บรรดามุสลิมได้ร่วมประกอบพิธีฮัจญฺร่วมกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งฮัจญฺปีนั้นเรียกว่าฮัจญะตุลวะดา (หมายถึงฮัจญฺอำลา หรือฮัจญฺครั้งสุดท้ายนั่นเอง) เมื่อเสร็จสิ้นพิธีท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ตัดสินใจเดินทางกลับมะดีนะฮฺ ท่านได้มีคำสั่งให้ออกเดินทาง เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่หนึ่งนามว่า รอบิฆฺ ห่างจากญุห์ฟะฮฺ (เป็นสถานที่หนึ่งที่ใช้ครองชุดอิหฺรอมของบรรดาหุจญาต) ประมาณ 3 ไมล์ ขณะนั้นมลาอิกะฮฺญิบรออีลผู้นำวะฮีย์ ได้ลงมายังสถานที่หนึ่ง นามว่า เฆาะดีรฺคุม ท่านได้นำเอาโองการอิบลาฆฺ มาอ่านแก่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)
ความว่า โอ้ เระซูล จงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมายังเจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้า และถ้าเจ้าไม่ได้ปฏิบัติ เท่ากับเจ้าไม่ได้ประกาศสาส์นของพระองค์ อัลลอฮฺทรงคุ้มครองเจ้าให้พ้นจากมนุษย์ [4]
หลังจากนั้นมลาอิกะฮฺญิบรออีลได้นำวะฮีย์ลงมาว่า
الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ الإِسْلاَمَ دِينًا
“วันนี้ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์แล้วแก่พวกเจ้า และข้าได้ให้ความเมตตาของข้าครบถ้วนแก่พวกเจ้า”[5] วันนั้นในประวัติศาสตร์เป็นวันที่ยิ่งใหญ่ตราบจนถึงปัจจุบันแน่นอนวันเฆาะดีรฺ เป็นวันที่ยิ่งใหญ่ เป็นวันแห่งวิลายะฮฺ วันแห่งอิมามะฮฺ วันแห่งวะซียะฮฺ วันแห่งการขอบคุณ วันแห่งการสื่อสารสัจธรรม วันแห่งการกล่าวแสดงความยินดีแก่กันและกัน วันแห่งการแสดงความรื่นเริง ยินดีและเปลี่ยนของกำนัล วันแห่งการให้สัญญาและสัตยาบันใหม่อีกครั้งหลังจากอาลัมมีศาก[6] วันแห่งการทำให้ศาสนามีความสมบูรณ์และทำให้สัจธรรมชัดเจน วันแห่งการขับไล่ชัยฎอนมารร้าย วันแห่งการแนะนำแนวทางและผู้นำทาง วันแห่งการสิ้นหวังของบรรดาผู้ปฏิเสธ เป็นวันแห่งชัยชนะของอิสลาม อัล-กุรอาน ลูกหลานของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และประชาชาติมุสลิมทั้งปวง วันซึ่งบรรดามวลผู้ศรัทธาที่แท้จริงต่างมีความสุขและกล่าวแสดงความยินดีต่อกัน แต่เป็นวันที่ผู้ปฏิเสธและมุนาฟิกีน (ผู้กลับกลอก) ต่างหมดหวัง
สะนัดฮะดีซเฆาะดีร
ฮะดีซดังกล่าวหากพิจารณาที่กระแสรายงานของรอวีจะพบว่า เป็นฮะดีซที่มีความแข็งแรงมาก ซึ่งน้อยมากที่มีฮะดีซที่มีความแข็งแรงเช่นนี้
กระแสรายงานนั้นมี เซาะฮาบะฮฺจำนวน 110 คน (อัล-เฆาะดีรฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 14-16) ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นผู้รายงานฮะดีซดังกล่าวจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) โดยไม่ได้ผ่านสื่อใดๆ ทั้งสิ้น และยังมีตาบิอีนอีก 80 คนเป็นผู้รายงาน[7]
บรรดานักวิชาการฝ่ายอหะฮฺลิซซุนนะฮฺที่ไม่มีอคติ ไม่ว่าจะเป็นนักประวัติศาสตร์ หรือนักตับซีรฺก็ตามได้บันทึกฮะดีซเฆาะดีร พร้อมด้วยหลักฐานไว้ในหนังสือของตนเอง ซึ่งมีจำนวนถึง 350 คน และนามเหล่านั้นได้มีบันทึกอยู่ในหนังสือ อัล-เฆาะดีรฺ
นอกจากนั้นยังมีนักวิชาการที่มีชื่อเสียงของโลกอิสลามจำนวน 26 คนได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่อง เฆาะดีรฺ ซึ่งนามของท่านถูกบันทึกอยู่ในหนังสือ อัล-เฆาะดีรฺ พร้อมประวัติและรายละเอียดของหนังสือ
ฉะนั้น จะเห็นว่า กระแสรายงานของฮะดีซเฆาะดีรฺ มีจำนวนมากมาย และไม่พบว่ามีผู้ใดปฏิเสธเรื่องนี้ว่าไม่เป็นความจริง นอกเสียจากว่ามีบางคนที่ยืนอยู่ภายใต้แสงพระอาทิตย์ที่ร้อนระอุ และรู้สึกถึงความร้อนนั้น แต่เขาก็ยังพูดว่าไม่มีแสงแดดและความร้อน
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)ได้เดินทางไปทำหัจญ์ครั้งสุดท้ายเมื่อปี ฮ.ศ. ที่ 10 และเนื่องจากเป็นหัจญ์ครั้งสุดท้ายจึงเรียกหัจญ์นี้ว่า หัจญะตุลวะดา มีผู้เดินทางไปประกอบหัจญ์ในครั้งนี้ร่วมกับท่านศาสดาประมาณ 120,000 คน
และยังได้มีมุสลิมที่อาศัยอยู่ในมักกะฮฺเข้าร่วมพิธีหัจญ์ครั้งด้วยเช่นกัน เมื่อเสร็จพิธีหัจญ์ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)ได้เดินทางกลับมะดีนะฮฺ ซึ่งตรงกับวันที่ 18 ซุลหิจญ์พอดี เมื่อมาถึงยังสถานที่นามว่า เฆาะดีรฺคุม โองการนี้ได้ถูกประทานลงมาพอดี
يَا أَيُّهَا الرَّسُولُ بَلِّغْ مَا أُنزِلَ إِلَيْكَ مِن رَّبِّكَ وَإِن لَّمْ تَفْعَلْ فَمَا بَلَّغْتَ رِسَالَتَهُ وَاللّهُ يَعْصِمُكَ مِنَ النَّاسِ إِنَّ اللّهَ لاَ يَهْدِي الْقَوْمَ الْكَافِرِينَ
“โอ้ เราะซูลเอ๋ย  จงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมายังเจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้า และถ้าเจ้ามิได้ปฏิบัติ เท่ากับเจ้าไม่เคยประกาศสาส์นของพระองค์เลย และอัลลอฮฺจะทรงคุ้มกันเจ้าจากมนุษย์ แท้จริง อัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนที่ปฏิเสธ”[8]
จากขั้นตอนดังกล่าวจะเห็นว่าอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงมีพระบัญชามายังท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)ให้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญนั้น โดยมีภารกิจที่ทำมาก่อนหน้านั้นเป็นหลักประกันหมายถึงถ้าหากท่านศาสดาไม่ประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมายังท่านออกไปการงานที่ท่านทำมาตลอด 23 ปีถือว่าเป็นโมฆะทันที
เมื่ออัลลอฮฺ  (ซบ.) ได้มีพระบัญชาลงมา ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้สั่งให้กองคาราวานหยุดลง มีคำสั่งให้พวกที่เดินทางล่วงไปข้างหน้ากลับมา และคอยพวกที่ยังเดินทางมาไม่ถึงให้มาสมทบ พวกเขาได้รอฟังข่าวสำคัญจากท่านศาสดาในตอนกลางวันท่ามกลางพื้นทะเลทรายที่ร้อนระอุ ปราศจากร่มเงาและแอ่งน้ำ ขณะที่รอคอยอยู่นั้นเสียงอะซานได้ดังขึ้นท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) พร้อมกับประชาชนได้ร่วมกันทำนมาซ เมื่อนมาซเสร็จท่านได้สั่งให้ทำมิมบัรฺ และท่านได้ขึ้นไปยืนบนนั้นเพื่อกล่าวสุนทรพจน์
หลังจากกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺแล้ว ท่านได้กล่าวว่า ฉันและท่านทั้งหลายต่างมีภาระรับผิดชอบด้วยกันทั้งสิ้น  (ภาระของท่านศาสดาคือเผยแพร่สาส์น ส่วนภาระของคนอื่นคือการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาและศาสดา)
พวกท่านจะพูดว่าอย่างไร
พวกเขาตอบว่า   พวกเราขอยืนยันว่าท่านได้ทำการเชิญชวนพวกเรา ท่านได้อุตสาหะอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน ขออัลลอฮฺโปรดประทานรางวัลที่ยิ่งใหญ่แก่ท่าน
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวต่อว่า พวกท่านจะไม่ปฏิญาณถึงความเป็นเอกะของอัลลอฮฺ และการเป็นบ่าวและศาสดาของมุฮัมมัดดอกหรือ
พวกท่านจะไม่ยืนยันหรือว่าสวรรค์และนรกนั้นมีจริง ความตายและการฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮฺนั้นมีจริง
พวกเขากล่าวว่า  พวกเราขอยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า ขออัลลอฮฺทรงเป็นพยานสำหรับคำกล่าวยืนยันเหล่านี้ หลังจากนั้นท่านกล่าวว่า
โอ้ประชาชนเอ๋ย ฉันจะได้พบกับพวกท่านอีกครั้ง ณ สระน้ำเกาษัรฺ พวกท่านจงจำไว้ให้ดีว่า ฉันได้ฝากสิ่งหนักสองสิ่งไว้ในหมู่ของพวกท่าน และฉันจะถามพวกท่านว่า ได้ทำอะไรกับทั้งสองนั้น
พวกเขาถามว่า โอ้ท่านศาสดาแห่งอัลลอฮฺ สองสิ่งนั้นคืออะไร
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) “สองสิ่งนั้นได้แก่คัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ และอหฺลุลบัยตฺของฉัน อัลลอฮฺทรงแจ้งกับฉันว่าสองสิ่งนี้จะไม่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด จนกว่าทั้งสองจะย้อนคืนสู่ฉัน ณ สระน้ำเกาษัรฺ และพวกท่านจงอย่าล้ำหน้า และล้าหลังจากทั้งสองนั้น เพราะจะเป็นสาเหตุทำให้พวกท่านพบกับความพินาศ”
ในเวลานั้นท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)ได้จับมือของท่านอะลี (อ.) ชูขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้เห็น และได้ทำการประกาศแต่งตั้งให้ท่านอะลีเป็นผู้นำ ณ บัดนั้นว่า
اَيُّها النَّاس مَنْ اَولَى النَّاس بِالمُؤمِنِينَ مِنْ انْسُهِم
โอ้ ประชาชนเอ๋ย ใครคือผู้ที่ประเสริฐกว่าบรรดาผู้ศรัทธา และชีวิตของพวกเขา
ตอบว่า อัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์เป็นผู้รู้ดี
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) อัลลอฮฺทรงเป็นผู้ปกครองฉัน และฉันคือผู้ปกครองของมวลผู้ศรัทธาทั้งหลาย และฉันคือผู้ที่ถูกเลือกสรรให้ดีกว่ามวลผู้ศรัทธาทั้งหลาย ดังนั้น
من كنت مولاه فهذا على مولاه…
“ใครก็ตามที่ฉันเป็นผู้ปกครองเขา ดังนั้นอะลีก็เป็นผู้ปกครองเขาด้วย” (ท่านอิมามอหฺมัด หันบัล ได้กล่าวประโยคนี้ซ้ำกันถึง 4 ครั้ง)
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)กล่าวต่ออีกว่า “โอ้ อัลลอฮฺ โปรดรักผู้ที่รักเขา และโปรดเป็นศัตรูกับผู้ที่เป็นศัตรูกับเขา โปรดช่วยเหลือผู้ที่ช่วยเหลือเขา และโปรดลงโทษผู้ที่ประพฤติไม่ดีกับเขา โอ้พวกท่านทั้งหลายจงฟังไว้ สำหรับพวกที่อยู่ ณ ที่นี้จงประกาศให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ให้รับทราบโดยถ้วนหน้ากัน”
ประชาชนยังไม่ทันที่จะแยกย้ายกันออกไป อัลลอฮฺ ทรงประทานโองการลงมาว่า
الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ الإِسْلاَمَ دِينًا
“วันนี้ฉันได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์สำหรับพวกเจ้าแล้ว และฉันได้ทำให้ความโปรดปรานของฉันบริบูรณ์แก่พวกเจ้า และฉันได้พึงพอใจให้อิสลามเป็นศาสนาสำหรับพวกเจ้าแล้ว” (มาอิดะฮฺ / 3)
หลังจากนั้นท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)ได้กล่าวตักบีรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ ศาสนาของอัลลอฮฺ ได้สมบูรณ์แล้วพระองค์ทรงพึงพอพระทัยกับการเผยแพร่สาส์นของฉัน และการแต่งตั้งให้ อะลี เป็นผู้นำภายหลังจากฉัน
หลังจากการแต่งตั้งท่านอะลี เรียบร้อยแล้วประชาชนต่างเข้าไปแสดงความยินดีกับท่านอะลี (อ.) ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่าคนกลุ่มแรกที่เข้าไปแสดงความยินดีกับท่านอิมามอะลี (อ.) คือบรรดาเศาะฮาบะฮฺ ได้แก่ท่านอบูบักรฺ และท่านอุมัรฺทั้งสองได้กล่าวกับท่านอิมามอะลีว่า
بَخٍّ بَخٍّ لَكَ يا على اَصْبَحْتَ مَولاَىَ وَمَولَى كَلِّ مُؤْمِنٍ وَ مُؤْمِنَةٍ
“ขอแสดงความยินดีด้วย โอ้อะลี ท่านได้กลายเป็นผู้ปกครองของฉัน และของผู้ศรัทธาชายและหญิงทุกคนไปแล้ว” (อัล-เฆาะดีรฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 9211)
สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ จุดประสงค์ของคำว่า เมาลา ของท่านศาสดา และ เมาลา ของท่านอะลี หมายถึงอะไร
มีสัญลักษณ์มากมายที่บ่งบอกว่า เมาลา ในที่นี้หมายถึง ผู้ปกครอง, ผู้นำ เช่น
1. เหตุการณ์ในวันเฆาะดีร ท่านศาสดาได้สั่งให้บรรดานักแสวงบุญทั้งหลายที่เพิ่งเดินทางกลับจากการบำเพ็ญฮัจญฺครั้งสุดท้าย หยุดพัก ณ สถานที่ชื่อว่า เฆาะดีร ในตอนกลางวัน กลางทะเลทรายที่แห้งแล้ง ไม่มีน้ำ ไม่มีต้นไม้ ปราศจากร่มเงามีแต่ความร้อนระอุ ความร้อนถึงขนาดที่ว่าบรรดานักแสวงบุญต่างได้นำเอาเสื้อคลุมปิดศีรษะ เพื่อบังแสงแดดและความร้อน แน่นอนในสภาพเช่นนั้นถ้าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องการกล่าวปราศรัย คำปราศรัยของท่านต้องเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการชี้นำต่อไปในอนาคต และตามความเป็นจริงแล้วจะมีเรื่องใดสำคัญไปกว่าการกำหนดตัวผู้นำ ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่ความสามัคคี และการปกป้องศาสนาภายหลังจากท่านศาสดาอีก
2. การเท้าความไปสู่หลักศรัทธา ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้เท้าความถึงหลักศรัทธา 3 ประการได้แก่ เตาฮีด นะบูวัต และมะอาด พร้อมกับให้ประชาชนกล่าวยืนยัน ก่อนที่ท่านจะประกาศสาสน์ของพระผู้เป็นเจ้า และอธิบายถึงเรื่องวิลายะฮฺของท่านอะลี หากสังเกตจะเห็นว่าการให้ประชาชนกล่าวยืนยันถึงเรื่องหลักศรัทธา 3 ประการ กับการประกาศสาส์นใกล้ชิดกันมาก นั่นแสดงให้เห็นว่าสาส์นนั้นมีความสำคัญ เมื่อเป็นเช่นนั้นจุดประสงค์ที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องการแจ้งให้ประชาชนทราบย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา จึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าการที่ท่านหยุดพักที่เฆาะดีรคุมท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ เพื่อต้องการบอกกับทุกคนว่า อะลีเป็นน้องชายของท่าน หรือต้องการบอกว่าท่านนั้นรักอะลี
3. ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้แจ้งกับประชาชนถึงเรื่องการจากไปของท่าน เมื่อเริ่มกล่าวเทศนา ท่านได้พูดถึงเรื่องการอำลาจากของท่านที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ สิ่งนี้ได้บ่งบอกว่าท่านเป็นห่วงประชาชาติหลังจากที่ท่านได้จากไป ดังนั้น เป็นการดีถ้าในช่วงนั้นท่านได้ทำในสิ่งที่เป็นหลักประกันความปลอดภัยสำหรับประชาชาติ และศาสนาของพระองค์ เพื่อปกป้องให้รอดพ้นจากภยันตรายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้
4. ท่านได้ยืนยันว่าตัวของท่านดีกว่าชีวิตของผู้ศรัทธา ก่อนที่ท่านศาสดาจะประกาศสาส์นของพระผู้เป็นเจ้าเกี่ยวกับท่านอะลี ท่านได้บอกกับประชาชาติว่าตัวท่านนั้นดีและประเสริฐกว่าชีวิตของพวกเขา ท่านกล่าวว่า “พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ปกครองฉัน ส่วนฉันเป็นผู้ปกครองผู้ศรัทธา และตัวฉันดีกว่าชีวิตของพวกเขา” การที่ท่านกล่าวเช่นนี้เพื่อต้องการบอกว่า เมาลาของท่านอะลี เป็นผลที่ต่อเนื่องมาจากเมาลาของท่าน และท่านได้ใช้พระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าพิสูจน์ความประเสริฐของท่านให้แก่อะลี
5. ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)  ได้ขอร้องให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ แจ้งให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ถ้าเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่มีความสำคัญท่านคงไม่ขอร้องให้แจ้งกันต่อ ๆ ไป
หลังจากทำความเข้าใจเหตุการณ์เฆาะดีรคุมคร่าวๆ แล้วผู้เขียนประสงค์ที่จะนำเสนอบางตอนของสุนทรพจน์ (คุฎบะฮฺ) ของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ที่มีความสำคัญยิ่งที่ท่านได้กล่าวในวันเฆาะดีรคุม ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่อง หลักการศรัทธา จริยธรรม การเมือง และอื่นๆ  เช่นบางตอนที่กล่าวว่า
إله واحد، و رب ماجد، شاء فيمضى و يريد فيقضى
พระองค์คือ พระผู้อภิบาลผู้ทรงเอกะและยิ่งใหญ่ หากพระองค์ปรารถนาทรงกระทำ ถ้าพระองค์ทรงประสงค์ทรงให้ปรากฏ..
จุดประสงค์ที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องการกล่าวถึงคือ..
1)              พระประสงค์ของอัลลอฮฺ (ซบ.)
2)              การบริบาลของพระองค์หมายถึง สิ่งใดที่พระองค์ทรงประสงค์พระองค์ทรงอนุมัติมัน และสิ่งใดที่พระองค์ทรงอนุมัติ พระองค์จะมีบัญชากำชับให้สิ่งนั้นบังเกิด ดังนั้น ตำแหน่งของการอนุมัติมาก่อนการบัญชาให้บังเกิด และจากคำกล่าวของท่านศาสดา เข้าใจได้ว่าความประสงค์นั้น นอกเหนือจากการบริบาล เพราะมิเช่นนั้นประโยคที่สองที่ว่า (و يريد فيقضى) จะหมดความหมายทันที เพราะเหตุใด  เป็นเพราะว่าถ้อยคำนั้นได้ออกมาจากผู้ที่มีความบริสุทธิ์ ฉะนั้น จึงไม่อาจกล่าวได้ว่ามีข้อบกพร่อง ดังนั้น พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้านอกเหนือจากการอนุมัติและการกำหนดของพระองค์
หลังจากนั้นท่านศาสดากล่าวว่า พระองค์ทรงตรัสกับฉันว่า
لِأَنّه قَدْ اَعْلَمَنِي أِنِّى اِنْ لَمْ أُبَلِّغْ مَا أَنْزَلَ إِلَيَّ فَمَا بَلَّغْتُ رِسَالَتَهُ، فَقَدْ ضَمِنَ لِى تَبَرَك وَ تَعَلَى اَلعِصْمَةَ
“ถ้าฉันไม่ยอมประกาศสิ่งที่พระองค์ประทานลงมายังฉันแก่พวกท่านทั้งหลาย เท่ากับไม่ได้เผยแพร่สาส์นของพระองค์และเท่ากับไม่ได้กระทำในหน้าที่ของฉัน แน่นอน พระองค์ทรงสัญญาว่า จะปกป้องฉันให้รองดพ้นจากอันตรายจากศัตรู”
ซึ่งสุนทรพจน์ของท่านศาสดาได้ท้าวความถึง อัล-กุรอานซูเราะฮฺมาอิดะฮฺ / 67  เนื่องจากท่านศาสดาต้องการพิสูจน์ว่าโองการข้างต้นได้ลงให้กับท่านอิมามอะลี  ซึ่งโองการดังกล่าวมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
1)              ตำแหน่งเคาะลิฟะฮฺของท่านอิมามอะลี (อ.) เหมือกับเรื่องบทบัญญัติในแง่ที่ว่าทั้งสองเป็นวะฮฺยูจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งท่านศาสดาได้ทำหน้าที่ประกาศ และเมื่อสิ่งนี้เป็นวะฮฺยูจึงปราศจากข้อผิดพลาด การหลงลืม ความต้องการส่วนตัว และความผูกพันทางครอบคัวอย่างสิ้นเชิง และสิ่งนั้นจะไม่ใช่สิ่งใดนอกจากเป็นพระบัญชาของอัลลอฮฺ (ซบ.)
2)              การประกาศสาส์นที่ได้ถูกประทานลงมาเป็นหน้าที่ของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) โดยตรง เนื่องจากอัล-กุรอานกล่าวว่า  “โอ้ เราะซูลเอ๋ย” ..ประกอบกับอัล-กุรอานซูเราะฮฺอัน-นัจมุโองการที่  3-4  กล่าวว่า และเขามิได้พูดตามอารมณ์  อัล-กุรอานมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นวะฮีย.ที่ถูกประทานลงมา ผู้ทรงพลังอำนาจอันมากมายได้สอนเขา  เป็นการยืนยันว่าท่านศาสดาไม่ได้กระทำตามอารมณ์ของท่านเอง แต่เป็นพระบัญชาของอัลลอฮฺ (ซบ.)
3)              ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ไม่มีหน้าที่ต้องทำอย่างอื่นนอกจากการประกาศสาส์น  และบทบัญญัติของพระองค์ ไม่ว่าประชาชนจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น ความต้องการส่วนตัวของท่านศาสดาจึงไม่อาจมีอิทธิพลต่อภารกิจนั้นได้ และการแต่งตั้งบรรดาศาสดาทั้งหลายก็เป็นเช่นนี้ สรุป ก็คือการแต่งตั้งท่านศาสดา และตัวแทนเป็นภาระของอัลลอฮฺ (ซบ.)โดยตรง ดังนั้น คำว่า จงประกาศ จึงตรงประเด็นตามที่เรากล่าวอ้าง และทำให้รู้ว่าการแต่งตั้งตัวแทนของท่านศาสดา ไม่ใช่หน้าที่ของท่านศาสดา ท่านไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพียงแค่เป็นผู้ประกาศวะฮฺยูแก่ประชาชนตามพระประสงค์ของพระองค์เท่านั้น ฉะนั้น เมื่อท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ไม่มีหน้าที่แต่งตั้งตัวแทนของท่าน  แน่นอน บุคคลอื่นก็ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงอีกเลย ซึ่งสิ่งนี้สามารถเข้าใจได้จากคำว่า (بلغ) ดังนั้น การแต่งตั้งแทนท่านศาสดาจึงไม่ใช่หน้าที่ของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เพราะสิ่งนี้เป็นหน้าที่ของอัลลอฮฺ  (ซบ.)
4)              ตำแหน่งตัวแทนของท่านอิมามอะลี  (อ.) ในยุคนั้นเป็นหน้าที่เฉพาะที่ถูกประทานลงมาให้กับท่านศาสดา ซึ่งได้ถูกกำหนดมาตั้งแต่วันแรก เหมือนกับบทบัญญัติอิสลามที่ได้ถูกกำหนดมาตั้งแต่วันแรกเช่นกัน เพียงแต่อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ประกาศแก่ประชาชนตามวาระโอกาสที่พระองค์เห็นว่ามีความเหมาะสม ด้วยเหตุนี้ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงกล่าวว่า
كنت نبيا و آدم بين الماء و الطين
“ฉันเป็นนบีตั้งแต่อาดัมยังอยู่ระหว่างน้ำกับดิน”   ดังนั้น ตำแหน่งของการเปิดเผยจึงปรากฏหลังจากการแต่งตั้ง เหตุผลของการกล่าวอ้างคือประโยคที่ว่า (مَا أُنزِلَ إِلَيْكَ) เพราะคำว่า อุนซิละ บ่งชี้ให้เห็นว่าพระบัญชานั้นได้มาจากองค์พระผู้อภิบาล ด้วยเหตุนี้ สิ่งนั้นจึงเป็นสิ่งอื่นไปไม่ได้นอกจากเป็นพระบัญชาของอัลลอฮฺ (ซบ.)
5)              การให้ความสำคัญกับตำแหน่งอิมามและวะซีย์ในอิสลาม หมายถึงศาสนาขึ้นอยู่กับอิมาม และในความเป็นจริง อิมามัตคือ แก่นของศาสนา ดังนั้น อุปมาของศาสนาที่ปราศจาก อิมาม จึงเหมือนกับคนที่ไม่มีหัวใจ ดังเช่นที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงกำชับอย่างหนักกับท่านศาสดาว่า  “ถ้าเจ้าไม่ประกาศเท่ากับว่าไม่ได้ประกาศสาส์นของฉันเลย” ประโยคดังกล่าวต้องการสื่อสิ่งใดแก่เราหรือ  แน่นอน พระองค์ต้องการตรัสว่ามันสมองของบทบัญญัติหรือฐานรากของศาสนานั้นอยู่ที่ วิลายะฮฺและอิมาม นั่นเอง ฉะนั้น มุสลิมส่วนใหญ่มองข้ามสิ่งนี้ไปได้อย่างไร
6)              ประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น พยายามใช้อิทธิพลและอำนาจที่ตนมีอยู่บีบบังท่านศาสดา หมายถึงพวกเขารอว่า ถ้าท่านศาสดาประกาศสาส์นเมื่อใด พวกเขาจะจัดการขั้นเด็ดขาดกับท่านทันที ดังนั้น พระองค์จึงตรัสว่า
وَاللّهُ يَعْصِمُكَ مِنَ النَّاسِ
“อัลลอฮฺทรงคุ้มครองท่านจากบรรดาประชาชนและศัตรูทั้งหลาย”
ความสำคัญของอิมามในอิสลาม
สุนทรพจน์บางตอนกล่าวว่า
َفا عْلَمُوا معاشر الناس إن الله قد نَصَبَهُ لكم ولياً و اماماً، مُفْتَرَضا طاعته على المهاجرين و الانصار و على التابعين لهم باحسان و على البادى و الحاضر و على الاجمى و العربى و الحر و المملوك و الصغير و الكبير و على الابيض و الاسود و على كل موحد حكمه جائز قوله نافد امره ملعون مَن خالفه مرحوم من تبعه مؤمن مَن صدقه فقد غفر الله له و لمن سمع منه و أطاعه
จงรับรู้ไว้เถิด โอ้ มุสลิมทั้งหลาย แท้จริง อัลลอฮฺทรงแต่งตั้งให้ (อะลี) เป็นผู้ปกครองและเป็นอิมามสำหรับพวกท่าน ทรงกำหนดให้การภักดีและปฏิบัติตามเป็นข้อบังคับเหนือบรรดามุฮาญิรีน อันซอรฺ และผู้ปฏิบัติตามพวกเขาในเรื่องคุณงามความดี และเป็นข้อบังคับเหนือชาวเมือง ชาวชนบท ผู้ที่อยู่และซ่อนกาย ผู้ทีไม่ใช่ชาวอาหรับ และชาวอาหรับ บ่าวผู้มีความอิสระ เด็กและผู้ใหญ่ คนผิวขาวและผิวดำ และเป็นข้อบังคับเหนือผู้ที่เคารพสักการะในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวทุกคน การตัดสินของเขาคือความยุติธรรม คำพูดของเขายังประโยชน์ คำสั่งของเขาคือความจำเป็นในการปฏิบัติตาม ผู้ที่เป็นปรปักษ์กับเขาคือผู้ทีถูกสาปแช่ง ผู้ที่ปฏิบัติตามและยอมรับเขาคือผู้ที่ได้รับความเมตตาจกพระองค์ แน่นอนการอภัยของอัลลอฮฺ สำหรับผู้ได้ยินและเชื่อฟังปฏิบัติตามเขา
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องการกล่าวว่า อิมามในอิสลามนั้นเหมือนกับนบี ที่ว่าประชาชนมีหน้าที่เชื่อฟังศาสดา ดังนั้น เป็นวาญิบ ต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามอิมามด้วย ชนิดที่ไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม ดังเช่นที่ท่านกล่าวว่า “อัลลอฮฺ ได้แต่งตั้งเขาให้เป็นอิมามสำหรับพวกท่าน” ดังนั้น การแต่งตั้งอิมามอะลี จึงเป็นพระบัญชาของอัลลอฮฺ หมายถึงบรรดาอิมามทั้งหลายภายหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ล้วนได้รับการแต่งตั้งจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทั้งสิ้น มิใช่หน้าที่ของท่านศาสดาและประชาชนแต่อย่างไร
อัลลอฮฺเป็นผู้แต่งตั้งท่านอิมามอะลี
ท่านศาสดากล่าวว่า
مَعَاشِرَ النَّاس فَضَّلُوه فَقَدْ فَضَّلَهُ اللَّهُ وَ اقْبِلُوهُ فَقَدْ نَصَبَهُ اللّه
โอ้ ประชาชนเอ๋ย จงยอมรับอะลีว่าประเสริฐกว่าคนอื่น เพราะแท้จริงอัลลอฮฺทรงทำให้เขามีความประเสริฐเหนือคนอื่น และจงยอมรับการเป็นอิมามของเขา เพราะอัลลอฮฺทรงแต่งตั้งเขาให้เป็นอิมาม
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงแต่งตั้งให้ท่านอะลี เป็นอิมาม ท่านศาสดาไม่ใช่ผู้แต่งตั้ง ฉะนั้น จึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าท่านแต่งตั้งลูกของลุง หรือบุตรเขยของตนให้เป็นผู้นำมวลมนุษยชาติ ด้วยเหตุนี้ การปฏิเสธอิมาม เท่ากับเป็นการปฏิเสธพระบัญชาของอัลลอฮฺ ซึ่งขัดแย้งต่อหลักความศรัทธา
การไม่ยอมรับวิลายะฮฺ และอิมามัตของท่านอะลีเป็นเหตุให้อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงกริ้วและสาปแช่ง ท่านศาสดากล่าวว่า
การไม่ยอมรับวิลายะฮฺ และอิมามัตของอะลีเป็นสาเหตุทำให้อัลลอฮฺทรงกริ้วและสาปแช่ง
معاشر الناس إنه إمام من الله ولن يتوب الله على أحد انكر و لايته و لن يغفرالله له حتما على الله أن يفعل ذلك ممن خالف أمره فيه و أن يعذبه عذابا نكرا ابد آلاباد و دهور الدهور فاحذروا أن تخالفوه فتصلوا نارا وقودها الناس الحجارة أعدت للكافرني
ศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า โอ้ ประชาชนเอ๋ย แท้จริงอะลีคือ อิมามที่มาจากอัลลอฮฺ พระองค์ไม่ทรงรับการลุแก่โทษของผู้ใดที่ปฏิเสธวิลายะฮฺของเขา และอัลลอฮฺจะไม่อภัยแก่เขา แน่นอน พระองค์ทรงทำเช่นนั้นกับผู้ที่ปฏิเสธวิลายะฮฺของเขา เนื่องจากผู้นั้นได้ขัดคำสั่งของพระองค์ในเรื่องเกี่ยวกับอะลี เขาต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอนอันเป็นโทษทัณฑ์ที่แสนสาหัสชั่วกัปชั่วกัลป์ ดังนั้น พวกเจ้าจงเกรงกลัวการเป็นศัตรูกับอะลีเถิด เนื่องจากมันจะสาเหตุนำพวกเจ้าเข้าไปสู่ไฟนรก ซึ่งเชื้อเพลิงของมันคือมนุษย์และหินแห่งนรก และมันได้ถูกเตรียมไว้สำหรับผู้ปฏิเสธทั้งหลาย
สิ่งที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องการกล่าวคือ
1)              อะลี เป็นอิมามที่มาจากอัลลอฮฺ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวซ้ำเพื่อต้องการเน้นประเด็นให้ประชาชนได้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อจะได้เข้าใจว่า อิมาม เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
2)              พระองค์ไม่ทรงรับการลุแก่โทษของผู้ที่ปฎิเสธวิลายะฮฺของอะลี เนื่องจากการปฏิเสธวิลายะฮฺเท่ากับเป็นการปฏิเสธอัลลอฮฺ และการปฏิเสธอัลลอฮฺย่อมไม่ได้รับการอภัยอย่างแน่นอน อีกนัยหนึ่งเป็นเพราะว่าอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงแต่งตั้งให้ อะลีเป็นอิมามเหมือนกับที่พระองค์ได้แต่งตั้งให้ท่านศาสดา เป็นศาสดา ดังที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในสุนทรพจน์ของท่าน ฉะนั้น การปฏิเสธอิมามเท่ากับเป็นการปฏิเสธศาสดา การปฏิเสธศาสดาเท่ากับเป็นการปฏิเสธอัลลอฮฺ ด้วยเหตุนี้ การปฏิเสธอิมามก็เท่ากับเป็นการปฏิเสธอัลลอฮฺ และไม่ต้องสงสัยเลยว่าการปฏิเสธอัลลอฮฺนั้น เท่ากับตกศาสนา (มุรตัด) การลุแก่โทษของมุรตัรจึงไม่ถูกยอมรับ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า
قال رسول الله (ص) علي باب حطة من دخل منه کان آمؤمنا و من خرج منه کان کافرا
อะลีคือประตูแห่งการไถ่บาป บุคคลใดก็ตามที่เข้าทางประตูเขาคือผู้ศรัทธา ส่วนบุคคลใดที่หนีออกไปจากประตูเขาคือผู้ปฏิเสธ[9]
แต่เป็นที่ชัดเจนว่า การปฏิเสธวิลายะฮฺของอะลี ไม่ใช่การขัดแย้งหรือไม่ปฏิบัติตามอะลี เพราะเป็นไปได้ที่บางคนอาจไม่เคยปฏิบัติตามท่านอะลี แต่ไม่ได้ปฏิเสธอิมามัตของท่าน เหมือนกับผู้ที่ปฏิเสธ วาญิบต่าง ๆ ของศาสนา เช่น นมาซ และศีลอด ถือว่ามุรฺตัด เนื่องจากปฏิเสธสิ่งจำเป็นของศาสนา แตกต่างไปจากผู้ที่ละทิ้งนมาซ และศีลอด ซึ่งไม่ถือว่าตกมุรฺตัด เนื่องจากเขาได้ละทิ้งแต่ไม่ได้ปฏิเสธว่าสิ่งนั้นเป็นวาญิบ ดังนั้น การปฏิเสธว่าสิ่งนั้นไม่มีย่อมแตกต่างไปจากการละทิ้งไม่ปฏิบัติสิ่งนั้น ด้วยเหตุนี้ หากพิจารณาสุนทรพจน์ของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จะพบว่า อิมามัต และวิลายะฮฺ จัดว่าเป็นความสำคัญของศาสนา (เฏาะรูรัต) เหมือนกับนมาซ ศีลอดและฮัจญฺ การปฏิเสธสิ่งสำคัญของศาสนาจึงเป็นมุรฺตัด  ริวายะฮฺมากมายได้กล่าวว่า ใครก็ตามทีสงสัยในความประเสริฐของท่านอะลี (อ.) ถือว่าเป็นกาฟิรฺ
قال (ص) علي خير البشر و من أبى فقد كفر
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า อะลีคือสิ่งถูกสร้างที่ประเสริฐที่สุด บุคคลใดปฏิเสธถือว่าเป็นกาฟิรฺ[10]
3)              อีกความหมายหนึ่ง อะลี เป็นอิมามที่ได้รับการแต่งตั้งจากอัลลอฮฺ (ซบ.)
4)              ผู้ที่ปฏิเสธวิลายะฮฺของ อะลี การลุกแก่โทษของเขาไม่ถูกยอมรับแม้แต่กรณีเดียว
5)              อัลลอฮฺ (ซบ.) จะไม่อภัยแก่ผู้ที่ปฏิเสธวิลายะฮฺของอะลีอย่างแน่นอน
6)              คนประเภทนี้จะพำนักอยู่ในนรกตลอดไปชั่วกาลนาน แน่นอน เมื่อการลุแก่โทษสำหรับผู้ที่ปฏิเสธวิลายะฮฺไม่เป็นที่ยอมรับ การลงโทษคือสิ่งจำเป็น และเป็นความเหมาะสมสำหรับ อัลลอฮฺ (ซบ.) ที่จะลงโทษผู้ที่ปฏิเสธคำสั่งของพระองค์ด้วยการลงโทษอันแสนสาหัส ด้วยเหตุนี้ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงสั่งว่า พวกเจ้าจงเกรงกลัวการเป็นศัตรูกับอะลีเถิด  เพื่อพวกเจ้าจะได้ไม่ถูกลงโทษในไฟนรกที่ได้เตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธทั้งหลาย
บทบัญญัติของอิสลามหลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องย้อนกลับไปหาท่านอะลี (อ.)
ท่านศาสดาไม่ได้อธิบายบทบัญญัติไว้ทั้งหมด สิ่งที่ท่านอธิบายนั้นมีน้อยกว่าที่ไม่ได้อธิบาย ฉะนั้น หลังจากท่านศาสดาจากไปมุสลิมควรจะทำอย่างไร สมมติว่าไม่จำเป็นต้องมีผู้อธิบายบทบัญญัติ ให้ถือปฏิบัติไปตามที่รู้เท่านั้น ส่วนที่ไม่รู้ให้ละทิ้งไป การทำเช่นนี้มิได้ทำให้ศาสนามีความเจริญแม้แต่นิดเดียว ทว่าเป็นการทำลายมากกว่าการสร้างสรรค์ แต่ถ้าจำเป็นต้องมีผู้อธิบาย ใครคือผู้ที่มี่ความเหมาะสม แน่นอน บุคคลคนนั้นต้องมีความรู้ ความเข้าในในบทบัญญัติต่าง ๆ อย่างถ่องแท้ และภายหลังจากศาสดาแล้วไม่มีมุสลิมคนใดมีความรู้เกินท่าน อะลี (อ.) ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงกล่าวฮะดีซที่เป็นที่ยอมรับของมุสลิมทั้งปวงว่า ฉันคือนครแห่งความรู้และอะลีคือประตูของมัน
ฉะนั้น ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า อะลี คือผู้ที่มีความเหมาะสมที่สุดทั้งในแง่ของความรู้และความศรัทธา
การให้สัตยาบันกับอะลีเป็นคำสั่งของอัลลอฮฺ
ท่านศาสดากล่าวว่า  “อัลลอฮฺได้มีบัญชาให้ฉันเอาสัตยาบันจากพวกท่านให้กับอะลี” ท่านศาสดาเป็นเพียงสื่อเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ การปฏิเสธสัตยาบันกับอิมาม เท่ากับปฏิเสธคำสั่งของอัลลอฮฺ และทำลายสัญญาที่มีต่อพระองค์
ความสำคัญด้านการเมือง
ท่านได้ประกาศแต่งตั้งท่านอะลี (อ.) ท่ามกลางหมู่ชนถึง 120,000 คน จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสิ่งนี้มิได้เกิดขึ้นจริง เพราะเท่ากับเป็นการทำลายประวัติศาสตร์ แต่คนพวกนั้นก็ได้ปฏิเสธ จึงเป็นแรงจูงใจให้ศึกษาว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขานิ่งเฉยต่อเหตุการณ์ ทั้งๆ ที่พวกเขาต่างรู้ประวัติศาสตร์กัน และประวัติศาสตร์ได้ย้อนรอยอีกครั้งในแผ่นดินกัรบะลา นั้นหมายความว่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์แปรปรวนเกิดขึ้นที่สะกีฟะฮฺ เหตุการณ์ในกัรบะลาก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด ลูกธนูที่ถูกยิงไปเสียบที่คอหอยของท่านอะลีอัซฆัรฺ ลูกน้อยวัย 6 เดือนของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ในวันนั้นแท้จริงมันได้ถูกยิงออกมาจากบนีสะกีฟะฮฺนั้นเอง
มีคำถามว่า บรรดาสาวกจำนวนมากมายที่อยู่ในเหตุการณ์ ทุกคนต่างรู้จักท่านอิมามอะลี (อ.) เป็นอย่างดี แต่ทำไมพวกเขาจึงเบื่อหน่ายท่านอิมาม มีเหตุผลมากมายที่เป็นคำตอบอาทิเช่น
1)              ความอคติที่มีอยู่ในจิตใจของพวกเขาซึ่งพวกเขาไม่อาจแสดงออกได้ขณะที่ท่านศาสดามีชีวิต และสบโอกาสเมื่อท่านศาสดาได้ดับขันธ์ไป  เหตุเพราะในสงครามต่าง ๆ มีผู้ปฏิเสธจำนวนมากมายถูกท่านอะลีสังหารจึงเป็นการผูกใจเจ็บของเครือญาติกันเรื่อยมา
2)              เป็นเพราะท่านอะลี (อ.) เป็นผู้รักษาความยุติธรรม โดยไม่เคยเห็นแก่หน้าใคร ทุกคนที่เป็นมุสลิมมีสิทธิเท่าเทียมกันทั้งสิ้น การรักษาความยุติธรรมของท่านเป็นเหตุให้บางกลุ่มชนต้องสูญเสียผละประโยชน์
3)              เป็นเพราะการเข้ากันไม่ได้ของพวกเขากับท่านอิมาม เนื่องจากอิมามคือผู้ทรงคุณธรรมในทุกๆ ด้าน แต่พวกเขาคือผู้อยุติธรรมในทุกกรณีแม้แต่กับตัวเอง
4)              เป็นเพราะความอิจฉาริษยาทำให้พวกเขาไม่อาจทนดูความเจิดจรัสของท่านอิมามอะลีได้
5)              เป็นเพราะการฝ่าฝืนเนื่องจากในยุคแรกของอิสลาม พวกเขาเป็นมุสลิมแต่ปากท่านั้น พวกเขายอมรับอิสลามด้วยเหตุผลอย่างอื่น มิใช่เพราะความศรัทธา
6)              เป็นเพราะความโง่เขลาเบาปัญญาที่พวกเขาไม่รู้จักท่านอิมามอะลี (อ.) พวกเขาจึงไม่รู้จักศาสนาเมื่อไม่รู้จักแก่นของอิสลามพวกเขาจึงไม่รู้จักท่านอิมามอะลี
7)              เป็นเพราะความลุ่มหลงต่อโลกดังที่ท่านศาสดากล่าวว่า  “มันคือผู้นำของความผิดทั้งหลาย”  ซึ่งพวกเขาทราบดีว่าหากท่านอะลี (อ.) ขึ้นมาปกครองความหวังของพวกเขาที่มีต่อโลกต้องดับสลายแน่นอน

[1] มุอฺญิมุลบุลดาน เล่ม 2 หน้า 389
[2] มะรอเซาะดุล อิฎลาอฺ เล่ม 1 หน้า 315, 482
[3] มุอฺญิมุลบุลดาน เล่ม 1 หน้า 111
[4]มาอิดะฮฺ / 67
[5] มอิดะฮฺ / 3
[6] หมายถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่ดวงวิญญาณของมนุษย์ทั้งหมดได้มารวมกัน ก่อนที่จะถูกส่งให้มาจุติบนโลกนี้ ณ ที่นั้นพระผู้เป็นเจ้าได้ถามดวงวิญญาณทุกดวงว่าใครคือพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ตอบว่า อัลลอฮฺคือพระผู้อภิบาลของเรา
[7] อัล-เฆาะดีรฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 62-72 ตาบิอีนหมายถึงผู้ที่ไม่เคยเห็นท่านศาสดา แต่ได้เห็นบรรดาเซาะฮาบะฮฺหนึ่งคนหรือมากกว่านั้น
[8] มาอิดะฮฺ / 67
[9] ญามิอฺ อัซเซาะฆีร ซุยูฎียฺ เล่ม 2 หน้า 176,177
[10] ญามิอุลบะยาน ฏ็อบรีย์ เล่มที่ 3 หน้าที่ 171, ฟะรออิดุซซิมตัยน์ เล่มที่ 1 หน้าที่ 154 ฮะดีซที่ 116, ตารีคแบกแดด เล่มที่ 3 หน้าที่ 192, ตะฮฺซีบุตตะฮฺซีบ อิบนิหะญัรฺ เล่มที่ 9 หน้าที่ 419, กันซุลอุมาล มุตตะกีย์ฮินดี เล่มที่ 12 หน้าที่ 221 หะดีษที่ 1285,  อะฮฺมัดฮันบะลีย์ กิตาบฟะฎออิล หน้าที่ 46 หะดีษที่ 72.