แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. เฉพาะอัลลอฮฺเท่านั้นที่เราเคารพภักดี

เฉพาะอัลลอฮฺเท่านั้นที่เราเคารพภักดี

นับตั้งแต่วันที่มนุษย์วางเท้าของเขาลงบนพื้นโลก เขาเสาะแสวงหาและทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นปฐมเหตุและต้นกำเนิดของสรรพสิ่งทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา สิ่งนี้เป็นการเรียกร้องจากธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของเขาให้แสวงหาปฐมเหตุและต้นกำเนิดที่แท้จริงเพื่อเคารพภักดีสิ่งนั้น
มนุษย์ที่ใช้ชีวิตอยู่ห่างไกลจากความยุ่งเหยิงของสังคมและขนบธรรมเนียมประเพณีของบรรพบุรุษ ครั้งแรกที่เขาลืมตาดูรอบๆตนเองเขาแลเห็นพื้นดินและท้องฟ้า กลางวันและกลางคืน ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว การขึ้นและการตกของเทหวัตถุในฟากฟ้าเหล่านั้น เขาแลเห็นการพัดของลม การหลั่งลงมาของฝน การสับเปลี่ยนฤดูกาล การเติบโตและให้ดอกผลของพืชพันธ์ สรรพสัตว์นานาชนิด การเคลื่อนไหว การเจริญเติบโต การบริโภคอาหาร การสืบพันธุ์ และการมีสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างพร้อมสรรพของสิ่งเหล่านั้น…
เมื่อขาหวนกลับมาพิจารณาตัวเอง เขามองดูมือ เท้า ดวงตา หู จมูก ปาก ฟัน และอวัยวะอื่นๆ ซึ่งต่างมีหน้าที่เฉพาะตัว แต่ทั้งหมดล้วนมีจุดหมายเดียวกันอันได้แก่การมีชีวิตอยู่
หลังจากนั้นเขาจะครุ่นคิดและไตร่ตรองถึงความสัมพันธ์ต่อกันของสรรพสิ่งเหล่านี้ และเขาจะพบว่าสรรพสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดมีความเกี่ยวเนื่องและสอดคล้องกันอยู่ในลักษณะที่ก่อให้เกิดระบบที่มีความกลมกลืนและเป็นหนึ่งเดียวขึ้น ซึ่งในระบบดังกล่าวมีคุณลักษณะที่ดึงดูดความสนใจของเขาดังนี้
ก.ระบบนี้ต้องมีผู้สร้างและให้กำเนิด เพราะความเป็นระบบและความสอดคล้องอันน่าทึ่งนี้ไม่อาจเป็นผลพวงของความบังเอิญได้
ข.ในการสร้างสรรค์ระบบดังกล่าวไม่ว่าจะโดยการพิจารณาโดยรวมทั้งระบบหรือพิจารณาในแต่ละส่วนของมัน ล้วนเป็นไปอย่างมีเป้าหมายและมิได้ถูกสร้างขึ้นมาเล่นๆ
ค.ผู้สร้างระบบเช่นนี้ย่อมทรงพลานุภาพและยิ่งใหญ่ การสดุดีสรรเสริญความยิ่งใหญ่แก่พระองค์จึงเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นเราจึงต้องน้อมศีรษะเพื่อถวายความยิ่งใหญ่ ณ เบื้องพระพักตร์ของพระองค์และเคารพภักดีพระองค์
ง.ผู้สร้างที่ทรงเกรียงไกรนี้ ทรงรอบรู้ถึงทุกส่วนเสี้ยวของระบบนี้ ทรงรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระบบนี้ อาทิเช่น การกระทำของมนุษย์ อีกทั้งพระองค์ทรงห้อมล้อมและคลอบคลุมทุกสรรพสิ่ง
ดังนั้น มนุษย์จึงไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยสื่อกลางใดๆในการเคารพภักดีพระองค์ การเคารพภักดีที่อาศัยสื่อกลาง อาทิเช่น มะลาอิกะฮฺ ดวงดาว รูปเคารพ นักบุญ กัลยาณชนผู้ใกล้ชิดพระเจ้า และผู้บริสุทธิ์นั้นล้วนเป็นสิ่งต้องห้ามทั้งสิ้น
ปัจจัยในการเบี่ยงเบนของมนุษย์ออกจากการเคารพภักดีพระเจ้าองค์เดียว
ข้อเท็จจริงข้างต้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติบริสุทธิ์ของมนุษย์ที่คิดชอบเห็นชอบ ซึ่งความคิดของเขายังไม่ถูกปนเปื้อนด้วยกับขนบธรรมเนียมที่ผิดๆของสภาพแวดล้อม การลอกเลียนแบบและการอบรมอย่างผิดๆของครอบครัว แหละนี่ก็คือความหมายของคำกล่าวที่ว่าธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ชี้นำเขาไปสู่การเคารพภักดีพระเจ้าองค์เดียว แต่การที่มนุษย์หลงออกจากเส้นทางของธรรมชาติอันบริสุทธิ์เข้าสู่ความระหนของการตั้งภาคีนั้น มีปัจจัยอยู่หลายประการ อาทิเช่น
๑.ผู้กราบไหว้รูปเคารพบางคนกล่าวว่า เนื่องจากพระเจ้าอยู่เหนือสติปัญญาและความคิดอีกทั้งไม่มีทิศทางใดๆเลยที่เราจะหันไปยังทิศทางนั้นในการเคารพบูชาพระองค์ เราจึงจำเป็นต้องเคารพบูชาวัตถุหรือผู้ใกล้ชิดและมีเกียรติ ณ พระองค์เพื่อพวกเขาจะได้พึงพอใจเราและเป็นสื่อกลางระหว่างเรากับพระองค์ อีกทั้งทำให้เราใกล้ชิดพระองค์
บุคคลเหล่านี้ไม่ได้คำนึงถึงประเด็นนี้ว่าแม้พระเจ้าจะมิทรงมีทิศทางก็ตาม แต่พระองค์ทรงห้อมล้อมและคลอบคลุมทุกสรรพสิ่งและทรงดำรงอยู่ทุกหนแห่ง ดังนั้นไม่ว่าเราจะผินหน้าไปทางใดก็ตามอาตมันอันพิสุทธิ์ยิ่งของพระองค์จะอยู่ต่อหน้าเราเสมอและเราสามารถปรารภกับพระองค์ได้โดยตรง และก้มกราบถวายความยิ่งใหญ่ ณ เบื้องพระพักตร์ของพระองค์
“ดังนั้น สูเจ้าจะหันไปทางใดพระองค์ก็ทรงอยู่ที่นั่น” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ, ๑๑๕)
๒.บางครั้งหลังจากการเสียชีวิตลงของผู้อาวุโสที่ได้รับการเคารพนับถือในเผ่าหนึ่งๆ ผู้คนจะพากันสร้างรูปปั้นของเขาขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงและให้เกียรติ พวกเขาจะให้ความสนใจต่อรูปปั้นนั้นควบคู่ไปกับการเคารพสักการะพระเจ้า หลังจากนั้นการจดจ่อและมุ่งจิตอธิษฐานต่อพระเจ้าจึงค่อยๆถูกตัดออกและคงเหลือแต่การให้เกียรติต่อรูปปั้นซึ่งกลายมาเป็นการเคารพภักดีในที่สุด ดังที่เราได้อ่านจากหน้าประวัติศาสตร์ว่าลูกๆของกอบีลได้สร้างรูปปั้นรูปหนึ่งขึ้นเพื่อให้เป็นความทรงจำอันยิ่งใหญ่ของพวกเขา แต่ในที่สุดการให้เกียรติได้ค่อยๆเลยเถิดไปจนกลายเป็นการก้มกราบและเคารพบูชา (บิหารุลอันวาร , เล่ม ๓ หน้า ๑๔๐)
๓.มนุษย์ให้เกียรติสัตว์บางประเภทเนื่องจากประโยชน์ใช้สอยที่สัตว์เหล่านั้นมีอยู่ และด้วยเหตุนี้เขาจึงถือว่าสัตว์เหล่านั้นคือที่สำแดงออกของพระเจ้า การให้เกียรติดังกล่าวค่อยๆเปลี่ยนเป็นการคารพพบูชาในที่สุด การบูชาดวงอาทิตย์และไฟของชาวอิหร่านโบราณและชาวอาระยันในอินเดียโบราณก็มีความเป็นมาเช่นเดียวกันนี้ แนวความคิดดังกล่าวทำให้การตั้งภาคีและการบูชารูปเคารพปรากฏขึ้นมาในโลกนี้ และเนื่องจากชนรุ่นต่อๆมามิได้วิเคราะห์และไตร่ตรองในแนวความคิดและความเชื่อของบรรพชนของตน จึงหันเหออกจากธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของการศรัทธาในความเป็นเอกะของพระเจ้า (เตาฮีด) ไปสู่ความระหนของการตั้งภาคี
การเผชิญหน้าของศาสนาต่างๆกับการตั้งภาคี
ศาสนาต่างๆที่มาจากพระเจ้าล้วนพยายามและทุ่มเทอยู่ตลอดเวลาในการนำผู้คนออกจากความระหนของการตั้งภาคีกลับเข้าสู่เส้นทางของเตาฮีด กุรอานอันจำเริญได้กล่าวถึงและสรรเสริญเยินยอความอุตสาหะของบรรดาศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ในการโค่นล้มการตั้งภาคีและเรียกร้องผู้คนสู่เตาฮีด
อาทิเช่น กุรอานได้กล่าวถึงท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ไว้ว่า ท่านได้กล่าวกับกลุ่มชนของตนว่า : รูปเคารพที่พวกท่านบูชาอยู่เหล่านี้คืออะไร ?
พวกเขากล่าวว่า : เราปฏิบัติตามแนวทางเดียวกันกับที่บรรพชนของเราได้ก้าวเดินและปฏิบัติตามมาก่อนหน้านี้แล้ว
อิบรอฮีม (อ.) กล่าวว่า : พวกท่านและบรรพบุรุษของพวกท่านอยู่ในความหลงผิดอย่างชัดแจ้ง
ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)เล็งเห็นว่าเขาจำเป็นจะต้องทำให้พวกเบาปัญญาเหล่านี้ประจักษ์ในความเป็นจริงด้วยสายตาของพวกเขาเอง
ด้วยเหตุนี้ วันหนึ่งศาสดาอิบรอฮีม (อ.) จึงแอบเข้าไปฟันทำลายรูปปั้นในโบสถ์ เมื่อผู้คนรู้ข่าวต่างพากันโกรธแค้นและกล่าวกับอิบรอฮีมว่า : เจ้าทำเช่นนี้กับเทพเจ้าของเรากระนั้นหรือ?
อิบรอฮีม (อ.)กล่าวตอบพวกเขาด้วยคำตอบที่ทำให้พวกเขาพากันตระหนักถึงความไร้แก่นสารของศาสนาและแนวความคิดของตน อิบรอฮีมกล่าวว่า : พวกท่านก็จงถามรูปปั้นเหล่านั้นเอาเองซิ
พวกเขาครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะแล้วจึงกล่าวขึ้นอย่างกระดากอายว่า : เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าเทวรูปเหล่านี้พูดไม่ได้
อิบรอฮีมกล่าวว่า : แล้วทำไมจึงบูชาสิ่งที่ไร้ความสามารถเหล่านี้ที่ไม่อาจปกป้องแม้กระทั่งตนเองได้? ทำไมพวกท่านไม่คิดดูให้ดี (สรุปย่อจากกุรอานซูเราะฮฺอัล-อันบิยาอฺ โองการที่ ๕๑-๗๐ และซูเราะฮฺอัศ-ศ็อฟฟาต โองการที่ ๘๒-๙๘)
ผู้นำที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้เตือนมนุษย์ให้รำลึกอยู่เสมอว่า พวกเขาจะต้องติดต่อสัมพันธ์กับพระเจ้าโดยปราศจากสื่อกลางใดๆในทุกสภาวการณ์และในทุกสถานที่ และจะต้องเคารพภักดีเฉพาะพระองค์เท่านั้น ในการเคารพภักดีจะต้องไม่มีใครหรือสิ่งใดอยู่ในสายตาไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใดก็ตามนอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น แม้กระทั่งการมุ่งหมายต่อสิ่งที่นอกเหนือจากอัลลอฮฺจะน้อยนิดสักเพียงใดก็ตาม การคารพภักดีดังกล่าวก็จะไม่เป็นที่ยอมรับ ของอัลลอฮฺ
ผลพวงของเตาฮีด
๑.เสรีภาพและความเป็นตัวของตัวเอง
ผู้ใดที่ถือว่าพระเจ้าทรงเอกะและศรัทธาว่าพระองค์ทรงรอบรู้และพลานุภาพเหนือทุกสรรพสิ่งซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาแล้วไซร้ เขาจะไม่เยินยอและประจบประแจงผู้ใด(เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินตราและตำแหน่งฐานะ) อีกทั้งอำนาจและเงินตราที่แม้จะยิ่งใหญ่และมหาศาลสักเพียงใดก็ไม่สามารถทำให้เขากลายเป็นทาสและลดตัวลงสู่ความต่ำต้อยได้เป็นอันขาด เขาจะหมอบราบอยู่เฉพาะต่อเบื้องพระพัตร์ของพระเจ้าผู้ทรงเอกะเท่านั้น และเฉพาะต่อหน้าความเกรียงไกรของพระองค์เท่านั้นที่เขาจะวางหน้าผากของเขาลงบนพื้นดิน
บางกลุ่มชนในอดีตเชื่อว่ากษัตริย์จอมเผด็จการคือที่สำแดงคุณลักษณะของพระเจ้า พวกเขาจึงยอมสยบต่อกษัตริย์เหล่านั้นโดยสิ้นเชิงอย่างไร้เสรีภาพทั้งในส่วนบุคคลและในทางสังคม
เมื่อผู้แทนอรับในสงครามกอดิซียะฮฺ (กอดิซียะฮฺ คือชื่อสถานที่หนึ่งในอิรัก อยู่ห่างจากเมืองกูฟะฮฺประมาณ ๑๕ ฟัรซัค (ประมาณ ๘๔ กิโลเมตร) ซึ่งในฮิจเราะฮฺที่ ๑๖ ได้เกิดสงครามขึ้น ณ สถานที่ดังกล่าวระหว่างมุสลิมกับชาวอิหร่าน (มุอฺญะมุลบุลดาน, เล่ม ๔ หน้า ๒๙๑-๒๙๒)) เข้าพบแม่ทัพอิหร่าน เขาได้นั่งลงบนพื้นโดยไม่ใส่ใจต่อความหรูหราใน
การใช้ชีวิตของชาวอิหร่าน และเขาได้ตอบคำถามที่ถามถึงเป้าหมายของกองทัพอรับว่า : “พระเจ้าทรงส่งพวกเรามาเพื่อเชิญชวนประชาชนจากการบูชามนุษย์สู่การเคารพภักดีพระเจ้า จากความคับแคบของโลกสู่ความไพศาลของเสรีภาพ และจากความอธรรมของศาสนาจอมปลอมสู่ความยุติธรรมของอิสลาม (ตารีค อัฏ-เฏาะบะรี, เล่ม ๕ หน้า ๒๒๖๙-๒๒๗๑)
๒.ความยุติธรรมที่แท้จริงและเป็นสากล
ภายใต้ร่มเงาของเตาฮีด ผู้ศรัทธาทุกคนจำต้องปฏิบัติตามกฎหมายของพระเจ้าที่วางรากฐานอยู่บนวิทยปัญญาและความเป็นธรรม เป็นที่ชัดเจนว่าการปฏิบัติตามกฎหมายของพระเจ้านั้นย่อมก่อให้เกิดการขยายตัวอย่างกว้างขวางของความยุติธรรมที่แท้จริงและการสิ้นซากของความอธรรมและการกดขี่ในทุกรูปแบบ
ในทางตรงกันข้าม บรรดาผู้ตั้งภาคีไม่สามารถสถาปนาความยุติธรรมที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในระหว่างพวกเขาเองได้ เนื่องจากแต่ละเผ่าแต่ละกลุ่มต่างเลือกเอาพระเจ้าที่เชื่อว่าดีเด่นกว่าพระเจ้าของกลุ่มอื่นๆ ความเชื่อมั่นและวางใจในพระเจ้าของตนทำให้พวกเขากล้าที่จะล่วงละเมิดผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ความยุติธรรมที่แท้จริงจะสูญสิ้นไป ส่วนความเขลา การแตกแยก การใช้อำนาจข่มขู่ และการกดขี่บีฑาจะเข้ามาแทนที่
สรุปได้ว่า การเคารพภักดีพระเจ้าองค์เดียว (เตาฮีด) ในความหมายที่แท้จริงของมันนั้น จะบ่มเพาะให้มนุษย์เป็นไท มีจิตบริสุทธิ์ มีเอกภาพ และความไม่ฟุ้งซ่าน อีกทั้งยังทำให้มนุษย์ไม่ติดอยู่ในร่างแหแห่งความอยุติธรรม การละเมิด และความแตกแยก
ณ จุดนี้เองที่รหัสยะของถ้อยคำอันบริสุทธิ์ที่ว่า قولوا لا اله الا الله تفلحوا “จงกล่าวออกมาจากหัวใจเถิดว่า ไม่มีผู้ที่คู่ควรต่อการได้รับการเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ เพื่อที่เหล่าสูเจ้าจะได้ประสบความสำเร็จ”