แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. เชคมะฮฺมูด ชัลตูต

เชคมะฮฺมูด ชัลตูต

เชคมะฮฺมูด ชัลตูต ถือกำเนิเมื่อวันที่ 5 เดือนเชาวาล ปีฮ.ศ.ที่ 1310 ในหมู่บ้านหนึ่งนามว่า มันชาต บนี มันซูร เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัด อีตา อัลบารูด ขึ้นอยู่กับมณฑลรัฐ บุฮัยเราะฮฺ อียิปต์[1] ในครอบครัวที่เป็นนักปราชญ์มีความเคร่งครัดในศาสนา บิดาของชัยค์นามว่า มุฮัมมัด ซึ่งได้ตั้งชื่อเขาว่า มะฮฺมูด ซึ่งท่านได้พยายามอบรมสั่งสอนบุตรอย่างดีที่สุดเท่าทีจะเป็นไปได้
เริ่มต้นการศึกษา
อายุของท่านยังไม่ทันครบ 7 ปีบริบูรณ์ บิดาของท่านต้องมาอำลาจากไป ท่านเชคได้รับการชุบเลี้ยงโดยลุงของท่าน นามว่าเชคอัลดุลเกาะวียฺ ชัลตูต นับตั้งแต่วัยเด็กเชคได้ส่อแววความเป็นอัจฉริยะ และเป็นผู้มีความสามารถในกิจการงานของท่าน ด้วยเหตุนี้ ลุงของท่านจึงส่งไปเรียนศาสนาที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน
ระเบียบของโรงเรียนมีอยู่ว่านักเรียนที่จะเรียนในโรงเรียนนี้ ก่อนเข้าเรียนหลักภาษา ต้องท่องจำอัล-กุรอานทั้งฉบับก่อน เชคมะฮฺมูด ก็เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ก่อนเข้าเรียนต้องท่องจำอัล-กุรอาน แต่ไม่นานนักท่านก็สามารถท่องจำอัล-กุรอานได้ทั้งหมด
การศึกษาในระดับสูง
ในปี ฮ.ศ. ที่ 1328 (ค.ศ.1906)  เชคมะฮฺมูด ชัลตูต ได้เดินทางไปเมือง อัลอิสกันเดะรียะฮฺ เพื่อศึกษาต่อในระดับสูง และท่านได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัย อิสกันเดะรียะฮฺนั่นเอง[2]
ความอัจฉริยะและความสามารถของเชคเป็นเลิศ สร้างความประหลาดใจแก่บรรดาคณาจารย์ และนักศึกษาเป็นเป็นอย่างยิ่ง เชคมีความพยายามด้านการศึกษาสูง จนกระทั่งในปี ฮ.ศ.ที่ 1340 (ค.ศ.1918) ท่านได้สำเร็จการศึกษาและได้รับใบประกาศนียบัตรระดับสูง อย่างเป็นทางการจากมหาวิทยาลัยอิสกันเดะรียะฮฺ อีกทั้งยังได้รับเกียรตินิยมและเป็นนักศึกษาตัวอย่าง ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุประมาณ 25 ปีเท่านั้น
เมื่อสำเร็จการศึกษาในปี ฮ.ศ. 1314 (กุมภาพันธ์ 1919) ท่านได้รับเกียรติให้เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยนั่น การศึกษาและการสอนของเชค ชัลตูต ดำเนินไปพร้อมกับการปฏิวัติของประชาชนโดยการนำของ สะอีด ซะฆุลูล[3] หมู่บ้านและเมืองต่างๆ ในอียิปต์ได้มีการเดินขบวนเพื่อสนับสนุน สะอีด ซะฆุลูล และต่อต้านผู้ยึดครอง ขณะนั้นเชคมะฮฺมูด ชัลตูตเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย ท่านได้ทำไปตามหน้าที่ของท่านเพื่อมีส่วนร่วมในการปฏิวัติ โดยกล่าวปราศรัยและเขียนบทความเพื่อรับใช้การปฏิวัติและประชาชนอียิปต์
เข้ามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร
เชคมุฮัมมัด มุซเฎาะฟา มะรอฆียฺ คือผู้ที่ความคิดของท่านมีอิทธิพลต่อเชคมะฮฺมูด ชัลตูตอย่างยิ่ง ในปี ค.ศ. 1938 ท่านได้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ขณะที่ได้อ่านบทความของเชคชัลตูต ท่านรู้สึกพอใจเนื่องจากความสันทัดในเชิงภาษาของเชค ด้วยเหตุนี้ เชคมุฮัมมัด จึงได้เชิญเชคชัลตูตให้มาสอนวิชาระดับสูงของมหาวิทยาลัย ขณะนั้นเชคชัลตูตยังสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยประจำเมืองอิสกันเดะรียะฮฺ เมื่อได้รับคำเชิญเช่นนั้น ท่านจึงตอบตกลงและได้เดินทางไปเมืองกอเฮะเราะฮฺและเข้าสอนในมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ความพยายามและความขวนขวายของท่านอย่างต่อเนื่อง เป็นสาเหตุทำให้ปี ค.ศ. 1939 ท่านได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าคณะเฉพาะภาพวิชาพิเศษของมหาวิทยาลัย
บรรดาคณาจารย์
เชคมะฮฺมูดชัลตูต ได้เข้ารับการศึกษาจากบรรดาคณาจารย์มากมายหลายท่าน แต่มีอาจารย์อยู่ 3 ท่านที่มีส่วนในการอบรมสั่งสอนเชคอย่างยิ่ง ได้แก่
1) อุสตาด เชคอัลญะซาวียฺ เป็นหนึ่งในอาจารย์ที่สอนเชคในมหาวิทยาลัย อิสกันเดะรียะฮฺ
2) เชคอับดุลมะญิด สะลีม ท่านเกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมปี ค.ศ. 1882 ในประเทศอียิปต์ หลังจากสำเร็จการศึกษาในระดับต้นแล้ว ท่านได้เข้ามาศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ในปี ฮ.ศ. 1330 ท่านได้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยและได้ทำหน้าที่ผู้พิพากษา เป็นอาจารย์พิเศษ ท่านเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของเชคมุฮัมมัด อับดุ
อับดุลมะญีด สะลีมเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสมัชชาสมานฉันท์ระหว่างสำนักคิดในอิสลาม และท่านยังเป็นผู้ที่กระตือรือร้นที่สุด ท่านเป็นคนกล้าหาญเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ด้วยเหตุนี้ ในปี ฮ.ศ.ที่ 1368 เมื่อรัฐบาลต้องการเข้ามามีบทบาทในการบริหารมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ท่านได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นอธิการบดีทันที รัฐมานกระทรวงศึกษาในสมัยนั้นเคืองเชคอับดุลมะญีดมาก เขาได้ขาดโทษและกล่าวว่า “การลาออกของท่านในครั้งนี้นับว่าเป็นอันตรายแก่ตัวเอง และท่านต้องเจอดีอย่างแน่นอน เชคอับดุลมะญีด ได้ตอบอย่างกล้าหาญและตรงไปตรงมาว่า ตราบที่ฉันยังเดินไปนมาซระหว่างมัสญิดและบ้าน ไมมีอันตรายใดๆ ที่จะมาขู่บังคับฉันได้ (บีออซอร ชีรอซียฺ 1379 หน้า 24)
หลังจากหลายปีผ่านไปที่ท่านได้ทุ่มแทให้กับการสร้างเอกภาพในหมู่มุสลิม วันพฤหัสบดีที่ 10 เดือน เซาะฟัร ปี 1374 ท่านก็ได้จากโลกไปอย่างสงบ
3) เชคอิมาม มุฮัมมัด มุซเฎาะฟา มะรอฆียฺ เกิดเมื่อปี ฮ.ศ. 1303 (ค.ศ. 1881) ในเมือง มะรอฆียฺ ซึ่งขึ้นอยู่กับมณฑลรัฐซุฮัจ อียิปต์ ในวัยเด็กท่านได้เรียนท่องจำอัล-กุรอาน และไม่นานนักท่านก็สามารถท่องจำอัล-กุรอานได้ทั้งหมด ท่านเป็นผู้บริหาร เป็นลูกศิษย์ และเป็นผู้เชื่อฟังปฏิบัติตาม เชคมุฮัมมัด อับดุ
เราะชีด ริฎอ กล่าวถึงเชคอิมาม มุฮัมมัด มุซเฎาะฟา มะรอฆีว่า เขาเป็นผู้หนึ่งที่บริสุทธิ์ใจที่สุด เป็นพี่น้อง และเป็นศิษย์รักของเชค (บีออซอด ชีรอซียฺ 1379 หน้า 24)
ครั้นเมื่อเชคอับดุ เดินไปประเทศซูดาน ท่านได้นำเชคมุซเฎาฟาร่วมเดินทางไปด้วย และให้เขาทำงานเป็นผู้พิพากษาอยู่ที่นั่น
เชคมุฮัมมัด ชัลตูตได้ยกย่องอาจารย์ของตนว่า ทุกสิ่งที่เชคมะรอฆียฺมีไม่ว่าจะเป็นความฉลาดหลักแหลม ความคิด และความรู้ ล้วนได้รับมาจากการเป็นศิษย์ของเชคอับดุ ทั้งสิ้น (อะฮฺมัดดียฺ 1383 หน้า 54)
ผู้อำนวยการองค์กรสมานฉันท์ระหว่างสำนักคิดในอิสลาม มุฮัมมัด ตะกียฺ กุมมีกล่าวถึงท่านว่า อิมามมะรอฆียฺ ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน เป็นบุคคลที่มีเกียรติ ซื่อสัตย์สุจริต มีความคิดเป็นเลิศ มีระเบียบ ให้ความร่วมมือ และมองการไกล เขาเป็นบุรุษที่ขวนขวายพยายาม มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี และยังเป็นผู้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสำคัญทางการเมืองและศาสนา เขาเป็นผู้วางพื้นฐานไว้สำหรับเชคมุซเฎาะฟา อับดุรเราะซาก[4] และเชคอับดุลมะญิด สะลีม (บีออซอร ชีรอซียิ 1379 หน้า 65)
มะรอฆียฺ มีผลงานด้านอัล-กุรอาน และความรู้อิสลามฝากไว้ในรูปแบบหนังสือจำนวนหลายเล่มด้วยกัน ซึ่งบางเล่มที่สำคัญเช่น อัลเอาลิยาอฺ วัลมะฮฺญูรีน เป็นหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับการแปลอัล-กุรอาน วิพากเชิงภาษาและศัพท์เทคนิค ตัฟซีรซูเราะฮฺ ลุกมาน อัลฮจญฺรอต อัลฮะดีด วัลอัซริ และบทอื่นๆอีก (อะฮฺมัดดียฺ 1383 หน้า 54)
ท่านได้อำลาจากโลกไปเมื่อเดือนเราะมะฎอน ปี 1364  ศพของท่านได้รับการเชิญไปฝังยังสุสานของซัยยิดะฮฺ นะฟะซะฮฺ โดยมีผู้ศรัทธาจำนวนมากมายเข้าร่วมงาน (มุญาฮิด 1994 เล่ม 1 หน้า 400)
สานุศิษย์
1) อับบาซมะฮฺมูดอะกอด
อับบาซมะฮฺมูดอะกอดเป็นนักกวีและเป็นักหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงของอียิปต์ ท่านเกิดที่เมื่องอัสวาน ในปี ค.ศ. 1889 [5] อาชีพหลักของท่านคือ เป็นนักเขียนบทความในหนังสือพิมพ์  แต่ท่านชอบที่จะเขียนบทกลอนและบทกวีมากเป็นพิเศษ ผลงานส่วนใหญ่ของด้านบทกวี เช่น วะฮฺยุลอัรบะอีน ฮะดียะฮฺ อัลกัรวาน อาบิร อัซซะบีล ท่านได้เขียนหนังสือไว้ 2 เล่ม คือ อับเกาะรียะฮฺ มุฮัมมัด อับเกาะรียะฮฺ อุมัร ท่านได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอิสลามนับตั้งแต่ประกาศ (อัลมันญิด ฟี อิอฺลาม หน้า 71)
2) เชคอะลี อับดุรเราะซาก[6]
การลาออกจากมหาวิทยาลัยอัซฮัร
เชคมุซเฎาะฟา มะรอฆียฺ จัดว่าเป็นนักคิดและนักวิชาการรุ่นใหม่ที่นิยมการปฏิรูป โครงการปฏิรูปต่างๆ ของท่านส่วนใหญ่จะดำเนินการในมหาวิทยาลัยอัซฮัรนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากรัฐบาลอียิปต์ ท่านได้มอบโครงการปฏิรูปโครงการหนึ่งแก่รัฐบาล[7]เชคชัลตูตเองก็ได้เขียนบทความส่งให้รัฐบาลหลายบทความด้วยกัน เพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการของท่านมะรอฆียฺ ที่ส่งไปเพื่อเรียกร้องการปฏิรูป ซึ่งส่วนใหญ่ท่านจะนำเสนอการปฏิรูปด้านวัฒนธรรมและวิชาการในมหาวิทยาลัยเสียเป็นส่วนใหญ่
เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ก่อความเสื่อมทรามซึ่งเกี่ยวข้องกับรัฐบาลไม่เห็นด้วยกับโครงการของเชคมะรอฆียฺ แต่หลังจากได้รับการต่อต้านท่านเชคมะรอฆีได้ทำการประท้วง ด้วยการลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร รัฐมนตรีกระทรงศึกษานอกจากจะรับการลาออกของเชคมะรอฆียฺแล้ว ยังได้แต่งตั้งเชคมุฮัมมัด เซาะวาเฮรียฺ[8]เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยคนต่อไป หลังจากได้เข้ารับตำแหน่งอธิบการบดีแล้ว เชคเซาะวาเฮร ต้องการทำตามนโยบายของรัฐ แต่ได้รับการต่อต้านจากบรรดาลุอะมาอฺ และนักคิดรุ่นใหม่ เชคเซาะวาเฮรเมื่อต้องเผชิญกับกลุ่มอุละมาอฮฺ จึงได้ออกนโยบายปลดอุละมาอฺบางท่านที่มีบทบาทสำคัญออกจากตำแหน่ง และหนึ่งในนั้นคือ เชคมะฮฺมูด ชัลตูต ในปีค.ศ. ที่ 1931 ท่านได้ถูกปลดออกจากตำแหน่ง
เชคชัลตูตหลังจากถูกปลดออกจากตำแหน่งแล้ว ท่านก็ไม่เคยว่างเว้นจากภารกิจการงานเลย ท่านได้ร่วมมือกับลูกศิษย์อาทิเช่น เชคอะลี อับดุรเราะซาก รับเป็นทนายประจำศาลชัรอียฺ และเป็นนักเขียนบทความประจำหนังสือพิมพ์ ท่านไม่เคยท้อถอยจากอุปสรรคปัญหาแม้แต่นิดเดียว บทความที่ท่านเขียนไปนั้นล้วนเรียกร้องการปฏิรูปนโยบายของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรทั้งสิ้น
เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยหลังจากกาลเวลาไปผ่านไปช่วงหนึ่ง เพิ่งเข้าใจว่าการไม่มีอาจารย์ที่ทรงคุณวุฒิและวัยวุฒิเช่น เชคมะฮฺมูดชัลตูตนั้น สร้างความเสียหายแก่มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยหมดความเชื่อถือไปมาก ด้วยเหตุนี้ ในปี ค.ษ. 1935 มหาวิทยาลัยได้เชิญเชคมะฮฺมูดชัลตูตไปสอนหนังสืออีกครั้ง และในปีนั้นเองท่านได้เริ่มสอนหนังสือในวิทยาลัยชะรีอะฮฺ
เกียรติยศด้านวิชาการ
เชคมะฮฺมูดชัลตูต ตลอดอายุขัยของท่านแนวคิดของท่านได้รับการวิเคราะห์และไปสู่การปฏิบัติมากมาย แม้ต่างประเทศเองยังสนใจในหลักการของท่าน เช่น ในปี ค.ศ. ที่ 1958 มหาวิทยาลัยในประเทศชีลี และในปี ค.ศ.ที่ 1960 หมาวิทยาลักจาร์กาตาได้มอบปริญญาเอกกิตติมศักดิ์แก่ท่าน (เคาะฟาฮี เล่ม 3 หน้า 444)
อธิการบดีมาหวิทยาลัย
ปี ค.ศ.ที่ 1937 รัฐบาลอียิปต์ได้แต่งตั้งเชคมะรอฆียฺ ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยอีกครั้ง ซึ่งเชคมะรอฆียฺนั้นรู้จักมักคุ้นชอบวิธีการทำงาน และรักเชคชัลตูตมาก ท่านจึงแต่งตั้งให้เชคชัลตูตดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี
เชคมะรฆียฺ ในปี ค.ศ. ที่ 1957 ได้แต่งตั้งให้เชคมะฮฺมูด ชัลตูต เป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ
และในปี ค.ศ. ที่ 1961 เชคมะฮฺมูม ชัชตูต ก็ได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดีอียิปต์ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ตลอดระยะเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งอยู่นั้น ท่านได้รับใช้มหาวิทยาลัยและอิสลามอย่างมากมาย
หนึ่งในนโยบายสำคัญของท่านในมหาวิทยาลัยคือ การออกห่างจากความอคติด้านนิกายในอิสลาม  เมื่อนักข่าวได้ถามท่านว่า บทบาทและหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในยุคใหม่จะทำอะไรบ้าง
เชคมะฮฺมูด ชัลตูตตอบว่า เป้าหมายสำคัญของเราอันถือว่าเป็นพื้นฐานหลักของนโยบายก็ว่าได้คือ การออกห่างจากความอคติทั้งหลายแหล่ ค้นคว้าและวิจัยวิชาการศาสนาบนพื้นฐานของความเป็นพี่น้องกัน สรรหาวิธีที่ดีที่สุดเพื่อจะได้สามารถสร้างสัมพันธ์อันดีงามระหว่างศาสนากับความศรัทธาได้อย่างลงตัว ที่สำคัญเราจะเลือกปฏิบัติตามฟิกฮฺบนเหตุผลที่แข็งแรงของทุกนิกาย
ถ้ามุสลิมทั้งหมดพึงยึดถือปฏิบัติเช่นนี้ จะก่อให้เกิดการสร้างพลังอันยิ่งใหญ่ และสามารถเป็นตัวของตัวเอง สามารถเผชิญหน้ากับบรรดาเหล่าศัตรูได้ทั้งหมด อีกทั้งยังสามารถดำเนินชีวิตบนเกียรติยศของตนเอง เราต้องออกห่างและปล่อยวางกความอคติที่มีมาแต่อดีตให้หมดสิ้นไป ในโลกนี้มุสลิมมีจิตวิญญาณเดียวกันบนเรือนร่างที่แตกต่าง (บีออซอร ชีรอซียฺ 1377 หน้า 355, ญุมฮูรียฺอิสลามีย์ 19/10/79 จดหมายพิเศษ หน้า 10)
สิ่งสำคัญที่สุดที่ท่านได้กระทำในช่วงที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัย อัลอัซฮัรคือ อนุญาตให้สอนฟิกฮฺชีอะฮฺเคียงคู่ฟิกฮฺทั้งสี่นิกายได้ ท่านได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า นี่คือระเบียบการของมหาวิทยาลัยอัลอัซอัร บนพื้นฐานของความสมานฉันท์ด้านนิกายในอิสลาม ทั้งฟิกฮฺชีอะฮฺและซุนนีย์ต่างวางอยู่บนเหตุและผล ดังนั้น ไม่มีความแตกต่างหรือมีอคติอันที่จะสามารถขวางกั้นการสอนได้ (ญุมฮูรีอิสลามี 19/10/1979 จดหมายฉบับพิเศษ หน้า 10)
จัดพิธีกรรมอาชูรอในมหาวิทยาลัยอัลอัซอัร
อีกบทบาทสำคัญประการหนึ่งของเชคมะฮฺมูดชัลตูตที่ได้กระทำขณะดำรงตำแหน่งอธิการบดีคือ การจัดพิธีกรรมรำลึกถึงการจากไปของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ในมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร สิ่งนี้คือจุดยืนที่แสดงให้เห็นถึงความรักของเชคที่มีต่อบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) อุซตาดมุฮัมมัด วาอิซียฺ โครอซอนนียฺ กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า การสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับความเป็นจริงแห่งอาชูรอ ในยุคสมัยของเชคชัลตูต คือท่านได้จัดมัจญิลิซอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ขึ้นในวันอาชูรอ ฉันจำได้เสมอว่าในวันนั้นเอง หนังสือพิมพ์อิหร่านหลายฉบับได้ทำการลงพิมพ์ข่าวดังกล่าว (หนังสือพิมพ์ อิฎลาอาต 13/14/1374 จดหมายฉบับพิเศษ หน้า 14)
กิจกรรมด้านวิชาการ
1) ก่อตั้งสถาบันศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม
สถาบันดังกล่าวเชคมุฮัมมัด ชัลตูตได้ก่อตั้งขึ้นมีตัวแทนจากนิกายต่างๆ ในอิสลามเข้าร่วมเป็นสมาชิก ซึ่งหน้าที่ของสถาบันทำการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม (ประชาชนกับศาสนา หน้า 16)
2) การเข้าร่วมประชุมที่อินเดีย
ในปี ค.ศ. 1937 เชคมะฮฺมูด ชัลตูต ได้เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร เข้าร่วมประชุมนานาชาติ ลาเฮะฮฺ ในประเทศอินเดีย เชคชัลตูตได้เขียนบทความส่งต่อคณะกรรมจัดประชุดภายใต้หัวข้อ อัลมัสอูลียะฮฺ อัลมะดะนียะฮฺ วัลญะนาอียะฮฺ ฟิดชะรีอะติ อัลอิสลามียะฮฺ บทความของท่านนั้นหากพิจารณาด้านวิชาการและหลักภาษาแล้ว จัดอยู่ในบทความระดับเป็นเลิศ ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการจัดประชุมทั้งหมด และหลังจากประชุมเสร็จเนื่องจาก การให้ความสำคัญต่อหัวข้อและเนื้อหาสาระ บทความของท่านได้รับเลือกให้เป็นบทความตัวอย่าง
3) เป็นสมาชิกองค์กรตัฟซีกอัล-กุรอาน
หน้าที่ขององค์กรคือ การตรวจตราตารางถ่ายทอดตัฟซีรกุรอาน ทางวิทยุในประเทศอียิปต์ ซึ่งเชคมะฮฺมูด ชัลตูตเป็นหนึ่งในสมาชิกกิตติมศักดิ์ทุกวันถ่อยทอดคำปราศรัยของท่านในตอนเช้า ก่อนและหลังการเจริญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ภายใต้หัวข้อคำพูดยามรุ่งอรุณ
4) สมาชิกองค์กรออกคำฟัตวาอัลอัซฮัร
ถือว่าเป็นหน้าที่หลักและเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งขององค์กรคือ การออกคำฟัตวา ในเรื่องต่างๆ ทางฟิกฮฺบนพื้นฐานความต้องการทางสังคม
5) สมาชิกสมัชชาอุละมาอฺแห่งอียิปต์
เชคมะฮฺมูดชัลตูต ได้เข้าเป็นสมาชิกของสมัชชาดังกล่าว ขณะนั้นท่านเป็นสมาชิกที่อาวุโสน้อยสุด แต่แม้ว่าท่านจะมีอายุน้อยในการประชุมครั้งแรกของสมัชชาอุละมาอฺ ท่านได้นำเสนอนโยบายสำคัญโครงการหนึ่ง ในการประชุมภายในซึ่งมีเชค อับดุลมะญีด สะลีม เป็นประธานในที่ประชุมได้นำข้อเสนอของเชคชัลตูต เข้าพิจารณาเป็นวาระพิเศษเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ
6) ทัศนะของเชคชัลตูต เกี่ยวกับการแต่งงานชั่วคราวในรัฐบาลเยอรมันตะวันตก
รัฐบาลเยอรมันตะวันตก ได้ส่งจดหมายไปถึงเชคมะฮฺมูด ชัลตูต อธิการบรดีมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรเวลานั้น โดยขอให้เชคช่วยวิจัยเกี่ยวกับการมีภรรยาหลายคนในอิสลามให้แก่รัฐบาลเยอรมันตะวันตก เพื่อว่าจะได้สามารถแก้ไขปัญหาสตรีมากกว่าบุรุษในเยอรมันให้หมดลงได้ เชคมะฮฺมูด ชัลตูต ได้เริ่มต้นวิจัยและหลังจากวิจัยแล้วผลงานของท่านได้ถูกแปลเป็น 3 ภาษามี ภาษาอังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส ในเวลาหนังสือพิมพ์บางฉบับได้เขียนว่าบทวิจัยของเชคชัลตูต เป็นผลงานชิ้นแรกที่จะแก้ไขปัญหาการแต่งงาน และการมีภรรยาหลายคนในเยอรมันให้จบลงได้ (มะการิมชีรอซียฺ เอสฟัน 1388 หน้า 44)
7) สมาชิกองค์กรวัฒนธรรมภาษาอาหรับ แห่งอียิปต์และสถานภาพของเชคชัลตูต
เชคมะฮฺมูด ชัชตูต 6 วันหลังจากเกิดเหตุการณ์ 15 โครดอด ท่านได้เขียนจดหมายเรียกร้องให้มุสลิมโลกสนับสนุน อุละมาอฺนักต่อสู้ในอิหร่าน ที่ทำการต่อสู้และปกป้องสัจธรรมความจริงจนพวกเขาต้องถูกสังหารโหด ถูกจับกุม มีการลบหลู่สถานที่ศักดิ์สิทธ์ทางศาสนา บรรดาอุละมาอฺนักต่อสู้ตกต้องอยู่ในอันตราย นอกจากนั้นท่านยังได้ส่งโทรเลขถึงกษัตริย์ชาฮฺแห่งอิหร่าน และเตือนให้หยุดยั้งการเข่นฆ่าสังหารอุละมาอฺ และนักการศาสนา พร้อมทั้งให้ปล่อยตัวอุละมาอฺอิสลาม และประชาชนที่ถูกจับกุมให้เป็นอิสระเร็วที่สุด
เนื้อความประกาศของเชคชัลตูต
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเมตตา พระผู้ทรงปรานียิ่งเสมอ
นี่คือคำประกาศสำหรับประชาชน
ในยุคสมัยนี้ท่านทั้งหลายจะได้พบเห็นการประกาศและการเผยแผ่อันเลวร้ายเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งผู้ที่ถูกทำกุรบานในที่นี้คือ อุละมาอฺนักปราชญ์ทางศาสนาแห่งอิหร่าน พวกเขาคือวีรบุรุษที่เรียกร้องเชิญชวนประชาชนไปสู่การภักดีต่อพระเจ้า และมีความมั่นคงต่อศาสนาของพวกเขา พวกเขาไม่ได้ก่ออาชญากรรมใดๆ นอกจากการสอนสั่งคำสอนของศาสนาแก่ประชาชนของเขา แต่อุละมาและนักการศาสนาของอิหร่านกับได้รับการกดขี่จากรัฐบาล พวกเขาถูกจับกุมและถูกจองจำหลายครั้ง การกำชับความดีเป็นหน้าที่ของผู้ที่มีความสามารถทั้งหลาย เช่นกันการห้ามปรามความชั่วก็เป็นวาญิบสำหรับผู้ที่มีความสามารถทั้งหลาย ขณะที่ความดีงามและประโยชน์ของการกำชับความดี และห้ามปรามความชั่วร้าย เป็นหน้าที่สำหรับมุสลิมทุกคน ซึ่งผลของมันจะก่อเกิดประโยชน์แก่ประชาชาติ เนื่องจากชีวิตของทุกประชาชาติ ขึ้นอยู่กับจริยธรรมของเขา ซึงจริยธรรมนั้นเป็นตัวการสำคัญในการจัดตั้งศาสนาแห่งพระเจ้า (อันประกอบด้วยหลักปฏิบัติ มารยาท ระบบ และการสอนสั่ง)  ซึ่งธงชัยแห่งกองทัพสมบูรณ์ด้านจริยธรรม และผู้นำทางจิตวิญญาณ ตลอดตัวการอันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อสังคมคือ อุละมาอฺ และจริยธรรมของทุกชนชาติ ซึ่งสองสิ่งนี้จะเป็นตัวชักนำ เผยแผ่ และสร้างพื้นฐานสมบูรณ์ด้านจริยธรรมแก่มนุษย์
ฉันขอเตือนท่านในฐานะที่เป็นมุสลิมคนหนึ่งบนโลกนี้ ขอเตือนสติมุสลิมทุกประเทศ ขอเตือนสติมุสลิมอิหร่าน อย่างมองปัญหาแต่เพียงผิวเผิน ฉันขอเรียกร้องให้ท่านทั้งหลายช่วยเหลือสนับสนุน การต่อสู้ขออุละมาอฺอิหร่าน และให้พวกเขารอดดพ้นน้ำมือของผู้ปกครองจอมเผด็จการ
وَلاَ تَرْكَنُواْ إِلَى الَّذِينَ ظَلَمُواْ فَتَمَسَّكُمُ النَّارُ وَمَا لَكُم مِّن دُونِ اللّهِ مِنْ أَوْلِيَاءَ ثُمَّ لاَ تُنصَرُونَ
พวกท่านอย่าเห็นชอบไปกับธรรมดาผู้อธรรม อันเป็นเหตุให้ไฟนรกเผาไหม้พวกท่าน และไม่มีผู้คุ้มครองใดสำหรับพวกท่านนอกจากอัลลอฮฺ พวกท่านจะไม่ช่วยเหลือ (อัล-กุรอาน บทฮูด โองการ 1113)
18 มุฮัรรอม 1383
มะฮฺมูด ชัลตุต อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร (รูฮานนียิ ซิยาเราะตี เล่ม 1 หน้า 532)
การจัดตั้งอิสราเอลเป็นประเทศอย่างเป็นทางการ
รัฐบาลอเมริกาและอังกฤษได้ร่วมมือกันเสนอต่อองค์กรสหประชาชาติ เพื่อให้แบ่งแผ่นดินปาเลสไตน์ออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของยะฮูดียฺ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเขตอยู่อาศัยของมุสลิม เมือวันที่ 26 พฤศจิกายน ปี 1947 ตรงกับปี ฮ.ศ. ที่ 8/9/1326 ซึ่งองค์กรสหประชาชาติได้อนุมัติร่างเสนอดังกล่าว หลังจากนั้นอีก 6 เดือนต่อมารัฐบาลอิสราเอลก็ได้จัดตั้งขึ้น ซึ่งบางประเทศยอมรับรัฐบาลกองโจรอิสราเอลว่าเป็นรัฐบาลอย่างเป็นทางการ
มุฮัมมัด เรซา ชาฮฺ แห่งอิหร่านซึ่งสมัยนั้นคือทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของอเมริกาและอังกฤษ ซึ่งการดำรงอยู่ในตำแหน่งของเขาขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ในการเป็นทาสรับใช้มารทั้งสองประเทศ เขาได้ประกาศยอมรับอิสราเอลว่าเป็นประเทศ และได้ตั้งสถานกงสุลขึ้นในบัยตุลมุก็อดดิส เมื่อหนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวสำคัญนี้ สร้างความโกรธแค้นแก่สถาบันอุละมาอฺ นักวิชาการ และนักคิดทั้งภายในและนอกประเทศเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาได้ประท้วงรัฐบาลชาฮฺกันอย่างถ้วนหน้า เวลานั้นท่านอายะตุลลอฮฺ กาชานียฺ คือผู้นำฝ่ายอุละมาอฺของอิหร่าน ได้ประท้วงการกระทำของชาฮฺ ด้วยการกล่าวปราศรัยอย่างรุนแรง ในโลกอาหรับก็ได้ประท้วงการกระทำของชาฮฺเช่นเดียวกัน ตลอดจนสถาบันอุละมาอฺทั่วโลกก็ได้ประท้วงการกระทำนี้อย่างต่อเนื่อวง
เชคมุฮัมมัด ชัลตูต ได้ออกคำสั่งห้ามไม่ให้รัฐบาลอาหรับประเทศใดสร้างความสัมพันธ์กับอิสรเอลเด็ดขาด ท่านได้ประณามการตัดสินใจของรัฐบาลอิหร่านอย่างรุนแรง และส่งโทรเลขถึงท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ณ เมืองกุ่ม ซึ่งเนื้อหาของโทรเลขมีดังนี้
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเมตตา พระผู้ทรงปรานียิ่งเสมอ
ขอความสันติจากอัลลอฮฺ พึงประสบแด่ท่าน และแด่บรรดาพี่น้องทุกคนของท่านและของฉัน และแด่บรรดาอุละมาอฺนักต่อสู้ของอิหร่าน และแด่ทุกคนที่ปกป้องความเป็นเอกภาพของอิสลาม แน่นอน ท่านและพี่น้องอิหร่านทุกคนคงได้ยินข่าวอันน่าสังเวชใจที่สุดแล้วที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ฉันได้ยินว่ากษัตริย์ชาฮฺ แห่งอิหร่านยอมรับอิสราเอลว่าเป็นประเทศอย่างเป็นทางการ อิสราเอลคือผู้รุกรานและปล้นสะดมแผ่นดินปาเลสไตน์ ขับไล่ประชาชนปาเลสไตน์ให้เร่ร่อนไร้ที่อยู่อาศัย และปล้นทรัพย์สินของเขา
มันสร้างความเศร้าและความเสียใจอย่างยิ่งแก่มุสลิมโลก การที่กษัตริย์ชาฮฺแห่งอิหร่านได้ประกาศการยอมรับเช่นนั้น เท่ากับเป็นการสนับสนุนศัตรูอิสลามและสร้างความสัมพันธ์กับเขา ฉันได้ส่งโทรเลขถึงชาฮฺแล้ว และเตือนสติเขาถึงอาชญากรรมที่เขาได้ก่อขึ้น การกระทำของเขาเป็นเพียงข้ออ้างสำหรับผู้ที่ต้องการตัดสัมพันธ์ ซึ่งพวกเราจะไม่นิ่งเฉยแน่นอน
แน่นอน ท่านเองก็คงไม่พอใจต่อการตัดสินใจในครั้งนี้ของชาฮฺ ซึ่งท่านต้องประณามการกระทำนี้อย่างรุนแรง และฉันเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจของท่านต้องมีผลต่อสังคมอย่างแน่นอน ฉันรอคำตอบจากทาน
วัสลามุอะลัยกุมวะราะฮฺมะตุลลอฮฺ
น้องชายของท่าน มะฮฺมูดชัลตูต อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร (บีออซอร ชีรอซียฺ 1379 หน้า 262)
น่าเสียดายว่าเมื่อโทรเลขของเชคมะฮฺมูด ชัลตูตมาถึงกุ่ม ขณะนั้นอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลและท่านได้จบชีวิตลงด้วยโรคนั้นเอง
ท่านเชคมะฮฺมูด ชัลตูตไม่ได้ลดละความพยายามในการต่อสู้ของท่าน ท่านได้เขียนจดหมายถึงท่านอายะตุลลอฮฺ ซัยยิด มุฮฺซิน ฮากิม (เสียชีวิตเมื่อ ฮ.ศ. 1390) และขอร้องให้ท่านกระทำการอย่างใดอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป
และนี่คือจดหมาย 2 ฉบับของเชคชัลตูต ซึ่งบ่งบอกให้เห็นถึงประเด็นสำคัญหลายประเด็นด้วยกัน กล่าวคือ
1) ความเพียรพยายามของท่านทั้งหมดได้ทุ่มเทเพื่อปลดปล่อยแผ่นดินปาเลสไตน์
2) ท่านต่อต้านทุกคนที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลกองโจรอิสราเอล
3) ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอุละมาอฺชีอะฮฺ จากคำพูดที่ท่านใช้บ่งบอกให้เห็นถึงความคุ้นเคยและน้ำใสใจจริงที่มีต่อกัน
4) ความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างท่านกับอุละมาอฺฝ่ายชีอะฮฺ อีกทั้งการปรึกษาหารือในภารกิจที่มีความสำคัญ เกี่ยวกับมุสลิม และโลกอิสลาม
หลังจากท่านอายะตุลลอฮฺ ฮะกีม ได้รับจดหมายแล้วท่านได้ส่งโทรเลขถึง ท่านอายะตุลลอฮฺ ซัยยิด อะลี บะฮฺบะฮานีย ในเตหะรานทันที่ ท่านได้กล่าวถึงสิ่งที่ชาฮฺได้กระทำลงไปว่า สร้างความเสื่อมเสียแก่โลกอิสลามอย่างใหญ่หลวง หลังจากนั้นท่านอายะตุลลอฮฺ ซัยยิด อะลี ได้แจ้งให้ชาฮฺได้รับรู้ถึงความโกรธแค้นของบรรดามัรญิอฺที่มีต่อชาฮฺ
แนวคิดในเรื่องเอกภาพ
ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าเชคมะฮฺมูด ชัลตูตเป็นหนึ่งในอุละมาอฺที่ให้ความสำคัญต่อความเป็นเอกภาพของอิสลาม และมุสลิม เชคชัลตูตเชื่อว่าปัญหาสำคัญที่สุดต่อการสร้างเอกภาพคือ การแสวงหาจุดร่วม ที่ทุกนิกายต่างยอมรับและมีความเห็นพร้องต้องกัน ซึ่งท่านกล่าวว่า จุดร่วมของทุกนิกายคือ อัล-กุรอาน ท่านกล่าวว่า อิสลามเชิญชวนมนุษย์ไปสู่ความเป็นเอกภาพ ซึ่งจุดที่มุสลิมทุกคนต้องยึดไว้ให้มั่นคือ อัล-กุรอาน เพราะอัล-กุรอานเป็นศูนย์กลางที่ไม่มีความขัดแย้งเป็นสายเชือกของอัลลอฮฺที่ทอดลงมาเพื่อให้มนุษย์ได้จับให้มั่น เรื่องเอกภาพนั้นอัล-กุรอานหลายโองการได้กล่าวถึง ซึ่งหนึ่งในโองการเหล่านั้นคือโองการที่กล่าวว่า จงยึดสายเชือกของอัลลอฮฺไว้ให้มั่นและสูเจ้าอย่าแตกแยกกัน จะเห็นว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงห้ามความแตกแยกในทุกรูปแบบ นั่นหมายรวมถึงความแตกแยกที่ก่อให้เกิดความอคติต่อกัน ฮะดีซที่เชื่อถือได้กล่าวว่า (لا عصبية فى الاسلام;) ไม่มีความอคติในอิสลาม (หนังสือพิมพ์ ญุมฮูรียฺ อิสลามียฺ 19/10/1379 หน้า 9)
เชคมะฮฺมูดชัลตูต ได้กล่าวได้ในอีกที่หนี่งว่าคัมภีรฺแห่งอัลลอฮฺและเราะซูลนั้น คือจุดที่คล้ายเหมือนกัน หรือเป็นจุดร่วมของทุกนิกายในอิสลาม ท่านกล่าวว่า การห้ามไม่ให้แตกแยกกันนั้นหมายรวมถึงความแตกแยกทางนิกายด้วย  นอกจากนั้นแล้วนิกายทางฟิกฮฺในอิสลามเป็นจุดที่แตกต่างกันมาก มีวิธีการและแบบอย่างที่แตกต่างกัน ทั้งที่ฟิกฮฺเหล่านั้นมาจากอัล-กุรอานและซุนนะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) แต่เนื่องจากว่านิกายแตกต่างกันหลักปฏิบัติของนิกายจึงแตกต่างกันออกไป แต่ถึงแม้ว่านิกายจะแตกต่างกัน ต่อเมื่อกล่าวถึงจุดร่วม หรือพูดในสิ่งเดียวกันกล่าวคือ มีอีมานต่อคัมภีร์ของอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺของท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ความแตกต่างก็จะไม่บังเกิดขึ้น  (หนังสือพิมพ์ ญุมฮูรียฺ อิสลามียฺ 19/10/1379 หน้า 9)
ตัวการนำไปสู่ความเป็นเอกภาพ
1) การละทิ้งความอคติ นักข่าวได้สัมภาษณ์เชคมะฮฺมูด ชัลตูตว่า ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสามัคคี หรือสร้างให้ความเป็นเอกภาพมั่นคงแข็งแรงคืออะไร
เชคชัลตูต ตอบว่า ปัจจัยสำคัญประการแรกคือ การละทิ้งความอคติให้หมดไปจากจิตใจ และให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมือมีเงื่อนไขอื่นๆ เป็นองค์ประกอบด้วย เช่น มุสลิมทั้งหมดหันกลับไปสู่วัฒนธรรมเดียวกัน นั่นคือวัฒนธรรมอิสลาม ใช้ประโยชน์จากทุกทัศนะที่ดี ในประเด็นนี้สิ่งสำคัญรองลงมาคือการสร้างสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะกัน มหาวิทยาลัยและสถานบันการศึกษาต่างๆ ต้องทำความรู้จักกัน แลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษาแก่กัน มีการปรึกษาหารือและพะปะกัน ร่วมพูดคุยและช่วยกันแก้ไขปัญหาสังคม สิ่งเหล่านี้นอกจากจะสร้างให้ความเป็นเอกภาพเกิดขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องมุสลิมให้เกิดความมั่นคงอีกต่างหาก ดังที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า “ถ้าหากอวัยวะส่วนใดของพี่น้องมุสลิมเจ็บปวด ร่างกายย่อมเจ็บปวดตามไปด้วย (หนังสือพิมพ์ ญุมฮูรียฺ อิสลามียฺ 19/10/1379 หน้า 10)
เชคมะฮฺมูด ชัลตูต เชื่อว่าตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกันในด้านวิชาการ ทางสังคมความรู้ในปัจจุบันคือ ความอคติชนิดแบบไร้สาระที่มีอยู่ในหมู่ประชาชนบางพวก พวกเขามักมองว่านี่แหละคือความแตกต่าง ท่านกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ทัศนะที่แตกต่างกันถือเป็นความจำเป็นและเป็นธรรมชาติทางสังคม ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ความแตกต่างที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางนิกาย และปิดกั้นความคิดไม่ให้ก้าวไปข้างหน้าสิ่งเหล่านี้มาจาก รากเหง้าของความอคติ มันเป็นความเลวร้ายที่จะแบ่งและตัดความสัมพันธ์ของมุสลิมให้ขาดสะบั้นลง แน่นอน บรรดาศัตรูได้ถักทอความอคติให้กลายเป็นความเชื่อในจิตใจของมุสลิมไปเสียแล้ว ในทางตรงกันข้ามถ้าความแตกเกิดจากการค้นคว้าหาความจริง สิ่งนี้จะให้ความเคารพในทัศนะของบุคคลอื่นและสามารถยอมรับทัศนะเหล่านั้นได้ (หนังสือพิมพ์ ญุมฮูรียฺ อิสลามียฺ 19/10/1379 หน้า 10)
ในอีกที่หนึ่งเชคกล่าวว่า ทุกคนไม่มีสิทธิที่จะคิดว่าตนได้ถึงยังแก่นแท้ของความจริง ที่ไม่มีความแคลงใจใดๆ อีกแล้ว และเป็นหน้าที่ของบุคคลอื่นที่จะต้องปฏิบัติตามเขาแต่เพียงผู้เดียว ทว่าบุคคลนั้นจะต้องกล่าวว่า สิ่งที่ฉันได้รับเป็นเพียงผลที่เกิดจากการค้นคว้าและวิจัยของฉันเพียงทัศนะเดียวเท่านั้น ดังนั้น ฉันไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นปฏิบัติตามโดยปราศจากเหตุผล จนกว่าพวกเขาจะได้พบหลักฐาน ในเวลานั้นฉันจะเป็นบุคคลหนึ่งที่ให้การสนับสนุน (มัรดุมวะดีน หน้า 14)
2) บทบาทของอุละมาอฺดีน
นักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ของแต่ละศาสนาคือ ผู้มีบทบาทสำคัญในการทำให้เป้าหมายของศาสนาสมบูรณ์ ดังนั้น ถ้าบรรดานักปราชญ์อิสลามได้ขวนขวายเพื่อสร้างสรรค์ความเป็นเอกภาพ การพยายามทำให้ประชาชนได้ล่วงรู้และทราบข่าวสารข้อมูลต่างๆ ว่าความแตกแยกคือสิ่งอันตรายที่สุด ที่บรรดาศัตรูจะหยิบฉวยโอกาสนี้ตักตวงผลประโยชน์ออกไปจากสังคม ดังนั้น ถ้าบรรดามุสลิมเข้าใจประเด็นของเอกภาพในอิสลาม พวกเขาจะร่วมมือกัน อิสลามจะร่วมพลังเป็นหนึ่งเดียว และสามารถยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูได้อย่างองอาจ
เชคชัลตูต ได้ชี้ให้เห็นว่าอุละมาอฺนั้นมีบทบาทสูงในการสร้างความเป็นเอกภาพในอิสลาม และสามารถเรียกร้องประชาชนมาสู่ความเป็นเอกภาพได้ตลอดเวลา ท่านกล่าวว่า และฉันขอเอ่ยพระนามของพระเจ้าองค์เดียว นามของคัมภีร์แห่งพระองค์ นามของความเป็นเอกภาพในอิสลาม นามของสงคราม นามของกฎหมายของพระเจ้า โอ้อุละมาอฺชีอะฮฺและซุนนียฺ ฉันเรียกร้องพวกท่านทั้งหลายไปสู่ความสมัครสมานสามัคคี
โอ้ มุสลิมผู้มีเกียรติยิ่ง ณ อัลลอฮฺ (ซบ.) คือบุคคลที่ทำให้เป้าหมายศักดิ์สิทธิ์นี้สำเร็จสมบูรณ์ก่อนใคร บุคคลที่คอยตรวจสอบเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดในหมู่มุสลิม นโยบายของเราคือการสร้างความเป็นเอกภาพในอิสลาม ดังนั้น จงนำสิ่งนี้กลับคืนสู่พวกเราเถิด (ออซอร ชีรอซียฺ 1379 หน้า 183)
ศัตรูได้หยิบฉวยโอกาส
หนึ่งในแผนการชั่วร้ายของบรรดาอภิมหาอำนาจคือ การสร้างความแตกแยกให้เกิดในหมู่มุสลิม  เพื่อว่าพวกเขาจะได้หยิบฉวยผลประโยชน์ ปล้นสะดม ขูดรีด หรือไปให้ถึงผลประโยชน์ด้วยทุกวิธีการอันเป็นเป้าหมายของเขา ภายหลังจากความแตกแยกได้เกิดขึ้น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ไม่มีใครมีความสุขเกินไปจากพวกอภิมหาอำนาจ ที่ได้สร้างความแตกแยกให้เกิดในสังคมอิสลาม เชคมะฮฺมูด ชัลตูต ขณะที่กล่าวเตือนสติบรรดามุสิลมทั้งหลายได้กล่าวย้ำเสมอว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงประสงค์ความสามัคคีและความสมานฉันท์ในหมู่มุสลิม ทรงประสงค์ให้มุสลิมหลีกเลี่ยงออกจากกลุ่มชนที่สร้างความแตกแยก และกลุ่มชนที่ทำลายประชาชาติอื่นให้อ่อนแอ กลุ่มชนที่ทำให้ประเทศชาติอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมุสลิมต้องล่มสลาย และกอบโกยผลประโยชน์ไปจากเขา (สำนักข่าวตักรีบ ฉบับที่ 49-50 หน้า 41)
กลุ่มประเทศอภิมหาอำนาจจะไม่พอใจอย่างมาก เมื่อเห็นประเทศมุสลิมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เนื่องจากพวกเขารู้ดีว่าประชาชาติที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกันจะขัดขวางผลประโยชน์ของพวกเขา และจะไม่อนุญาตให้พวกเขาตักตวงผลประโยชน์ตามอำเภอใจอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงต่อต้านและเป็นปรปักษ์กับทุกกลุ่มชนที่คิดสร้างสรรค์ความเป็นเอกภาพ เกี่ยวกับประเด็นนี้ท่านมัรฮูม มีรซา เคาะลีล ได้กล่าวถึงความทรงจำที่มี่ต่อเชคมะฮฺมูด ชัลตูตว่าท่านพยายาสร้างความเข้าใจให้มุสลิมทั้งหลายรับรู้ว่า บรรดาอภิมหาอำนาจนั้นชั่วร้ายอย่างไร ท่านเขียนว่า ข้าพเจ้าและสมาชิกอีกกลุ่มหนึ่งได้มีโอกาสเดินทางไปอียิปต์ถึง 2 ครั้ง และได้พบกับอธิการบดีของมหาวิทยาลัย อัลอัซฮัร เชคมะฮฺมูมชัลตูต ถึง 2 ครั้งเช่นกัน ครั้งหนึ่งที่มหาวิทยาลัย ส่วนอีกครั้งหนึ่งพบกันที่บ้านของท่าน ในการพบกันกันเชคชัลตูตได้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์โลก ที่บรรดาต่างชาติพยายามเข้าไปยุ่งการเมืองภายในของแต่ละประเทศในตะวันออก หรือกภารกิจภายในนิกายต่างๆ ในอิสลาม เชคชัลตูตกล่าวว่า ฉันได้ศึกษาฟิกฮฺของของชีอะฮฺมาตั้ง 30 ปีที่แล้ว เคยขอตำราจากอิรัก และจากอิหร่านมาศึกษา จนกระทั่งอียิปต์ได้เป็นอิสระจากระบบล่าอาณานิคม ตำราก็ไม่ได้มาถึงมือเราอีก จนหระทั่งช่องทางของหนังสือไปเปิดขึ้นอีก ฉันได้อ่านหนังสือต่างๆ จนกระทั่งข้อพิสูจน์ได้สมบูรณ์แล้วสำหรับฉัน และฉันได้ออกฟัตวานั้นไปโดยไม่มีผู้บังคับฉัน หรือมีเจ้าหน้าที่สั่งให้ฉันพูด (บีออซอร ชีรอซียฺ 1379 หน้า 95 คัดลอกมาจาก รอบิเฎาะฮฺ อาลัมอิสลาม นาซิรุดดีน  หน้า 7)
บทบาทของเชคชัลตูตในสมัชชาสมานฉันท์
สมัชชาสร้างความสมานฉันท์ระหว่างสำนักคิดในอิสลาม ประจำประเทศอียิปต์ ในเมืองกอเฮเระฮฺ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ. ที่ 1948 ตรงกับ ฮ.ศ ที่ 1360 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสมานฉันท์ระหว่างนิกายต่างๆ ในอิสลาม ผู้ที่ร่วมก่อตั้งสมัชชาดังกล่าวประกอบด้วย อัลลามะฮฺ มุฮัมมัด ตะกียฺ กุมมียฺ เชคมะฮฺมูด ชัลตูต เชค มุฮัมมัด มุซเฏาะฟา มะรอฆียฺ มุซเฏาะฟาอับดุรเราะซาก อับดุลมะญีด สะลีม
เชคมะฮฺมูด ชัลตูต ได้กล่าวถึงการจัดตั้งสมัชชานี้ว่า อุดมการณ์ในการจัดตั้งสมัชชาสมานฉันท์ บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่าเพื่อรวมนิกายต่างๆ ในอิสลามให้เข้ากัน และในระยะเวลาไม่นานนักความจริงอันมั่นคงด้านวิชาการก็ได้ปรากฏขึ้นในโลกอิสลาม เช่นกันจิตวิญญาณที่ต้องการปรับปรุงแก้ไข ความรักในฐานะที่เป็นพี่น้องกันระหว่างมุสลิมก็เกิดขึ้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งนี้คือเป้าหมายของที่วางอยู่บนดำรัสของพระเจ้าที่ว่า เฉพาะผู้ศรัทธาเท่านั้นที่สามารถร่วมกันได้ ดังนั้น สูเจ้าจงสร้างความสามัคคีในหมู่พี่น้องกันเถิด จงสำรวมตนต่ออัลลอฮฺ และจงอยู่ในความเมตตาของพระองค์ (มัรดุมวะดีน หน้า 9)
เชคมะฮฺมูด ชัลตูต เชื่อว่าบรรยากาศของสมัชชาสร้างความสมานฉันท์คือ บรรยากาศแห่งความเป็นพี่น้องกัน ท่านได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ในที่นั่น (ดารุลตักรีบ) อียิปต์ได้อยู่เคียงข้างอิหร่านเลบานอน อีรักและปากีสถาน ในที่นั่นมีนิกายชาฟิอียฺ ฮันบะลียฺ ชีอะฮฺ และซัยดียฺใช้ชีวิตอยุ่ร่วมกัน เสียงของพวกเขาผูกกวักเป็นเสียงเดียวกัน ในที่นั้นจิรยธรรม ตะเซาวุฟ ฟิกฮฺ และปัญหาอื่นได้มีการสนทนาร่วมกัน นอกจากจิตวิญญาณแห่งความเป็นพี่น้องกันแล้ว ความเมตตา ความเป็นมิตร ความจริง และอื่นๆ คือกฎเกณฑ์ที่อยู่เหนือพวกเราตลอดเวลา (มัรดุมวะดีน หน้า 16)
เชคมุฮัมมัด ตะกียฺ กุมมี คือผู้หนึ่งที่ร่วมสถาปนาสมัชชาสร้างความสมานฉันท์ กล่าวถึงบทบาทของเชคชัลตูตว่า อุสตาดมะฮฺมูดชัลตูต นับตั้งแต่วันที่เริ่มก่อตั้งสมัชชาและท่านได้เข้าร่วมกับเรา ขณะนั้นท่านคืออุละมาอฺใหญ่ของอียิปต์ และดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัย อัลอัซฮัร ท่านได้เข้ามายังองค์กรพร้อมกับให้ความร่วมมือ ให้คำปรึกษา และเสนอความคิด ในการประชุมครั้งหนึ่งท่านได้เสนอว่า ซุนนีย์และชีอะฮฺให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน อีกนัยหนึ่งคือนิกายหรือกลุ่มชนนั้น ให้ถือว่าเป็นนิกายในอิสลาม และนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาท่านและรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยก็เข้าร่วมกับองค์เรื่อยมา (บีออซอร ชีรอซียฺ 1377 หน้า 69)
เชคมุฮัมมัด ตะกียฺ กุมมี ได้กล่าวอีกที่หนึ่งถึง การให้ความร่วมมือของเชคมะฮฺมูด ชัลตูตกับสมัชชาสร้างความสมานฉันท์ว่า เชคมะฮฺมูด ชัลตูต เป็นสมาชิกถาวรขององค์กรอยู่นานถึง 17 ปี ในช่วง 5 ปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัย ท่านได้ให้การร่วมมือมากยิ่งขึ้น มากกว่าอธิการบดีคนอื่นๆ ท่านไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยในการที่จะสร้างความสมานฉันท์ระหว่างซุนนียฺกับชีอะฮฺ (ญุมฮูรียฺ อิสลามียฺ 16/910/1379 จดหมายพิเศษ หน้า 9)
เชคมะฮฺมูด ชัลตูต ได้เขียนถึงประวัติความเป็นมาของสมัชชาสร้างความสมานฉันท์ระหว่างนิกายว่า บรรดามุสลิมทั้งหลายต้องถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ว่าได้มีโอกาสสร้างความสมานฉันท์และความใกล้ชิดกับอีกนิกายหนึ่ง ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสร้างความสมานฉันท์โดย พี่น้องผู้มีเกียรติของฉัน ผู้นำแห่งความสันติ มุฮัมมัด ตะกียฺ กุมมียฺ จะได้สามารถทำในสิ่งที่เป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ ฉันไม่ต้องการกล่าวสรรเสริญเยินยอเขา ทว่าเขาได้เสียสละและทุ่มเทในหนทางนี้อย่างมากมาย เขาเป็นบุคคลแรกที่ได้เริ่มต้นเชิญชวนบุคคลอื่นให้เข้ามาสู่หนทางนี้ ด้วยเหตุนี้เอง ที่เขาได้เดินทางมาประเทศอียิปต์ และจุดประกายของความสมานฉันท์ นับตั้งแต่วันเริ่มต้นก่อตั้ง ฉันได้อยู่เคียงข้างเขามาตลอด ฉันเห็นความจริงใจและความบริสุทธิ์ใจของเขา เขาเป็นนักวิชาการ มีบุคลิกภาพน่ายกย่อง มีการตัดสินใจเด็ดขาด มีความมั่นคงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีความอดทนอดกลั้นเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู จนกระทั่งพระเจ้าทรงให้ความเมตตาเอ็นดู และเขาได้หยั่งรากลึกของต้นไม้ลงดินได้สำเร็จ และโดยอนุมัติของพระองค์ต้นไม้นั้น ได้ออกดอกออกผล เคียงข้างผู้รู้ท่านนี้ได้มีนักคิดนักวิชาการของประเทศเราและประเทศใกล้เคียงให้ความร่วมมือกันอย่างอบอุ่นใจ ทุกคนได้กล่าวขานถึงว่า ใครคือผู้ก่อตั้งองค์กรขึ้นเป็นคนแรก และรู้เรื่องมากที่สุด
นับตั้งแต่วันแรกที่เจอเขาในฐานะที่เป็นผู้เรียกร้องความสมานฉันท์ ฉันรู้สึกพอใจและมั่นใจว่าในโครงการของเขาต้องประสบความสำเร็จ ฉันจึงเข้าร่วมกับเขาตั้งแต่แรกเริ่ม และติดต่อสัมพันธ์กันเรื่อยมาจนกลายเป็นสมาชิกถาวรขององค์กร
เชคมะฮฺมูด ชัลตูต ขณะดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยอยู่นั้นได้สบโอกาสออกคำฟัตวา ที่วางอยูบนพื้นฐานของการอนุญาตให้ปฏิบัติตามนิกายที่มีรากที่มาและเป็นฐานหลักของอิสลาม ซึ่งหนึ่งในนิกายนั้นคือ ชีอะฮฺ 12 อิมาม และฟัตวานั้นก็คือ ฟัตวาที่ในสมัชชาสร้างความสมานฉันท์ผ่านการเซ็นชื่อของพวกเรา และพวกเราได้ประกาศฟัตวานั้นออกไปสู่สังคม ซึ่งถือได้ว่าเป็นฟัตวาแห่งประวัติศาสตร์ เสียงดังฟังชัดของฟัตวาได้เปล่งเสียงออกไปทั่วประเทศอิสลาม และสร้างความชัดเจนแก่บุคคลที่ในหัวใจของเขาไม่มีสิ่งอื่นใด นอกจากความบริสุทธิ์ใจและอีมาน ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การสร้างความเป็นเอกภาพ อีกด้านหนึ่งคำถามและข้อโต้แย้งในประเด็นดังกล่าวได้เกิดขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งส่วนตัวฉันแล้วมีความเชื่อมั่นต่อฟัตวานั้นอย่างแรงกล้า ทุกครั้งที่ได้มีโอกาสตอบข้อสงสัย ฉันจะเขียนจดหมายส่งไปถึงเขา และยืนยันในคำฟัตวาของฉัน อีกทั้งตอบข้อท้วงติงของผู้ทีท้วงติงอย่างตรงไปตรงมา อีกทั้งบทความที่ฉันมีโอกาสเขียน ฉันก็จะเน้นถึงคำฟัตวาดังกล่าว จนกระทั่งอัลลอฮ (ซบ.) ทรงช่วยเหลือทำให้คำฟัตวาดังกล่าว กลายเป็นอุซูล (หลัก) ในหมู่มุสลิมทั่วไป และกลายเป็นหนึ่งในแก่นแท้อันมั่นคง อย่างไรก็ตามยังมีกลุ่มบุคคลที่มีอคติสูง หลงอยู่กับการวิพากษ์วิจารณ์ และมีความคิดล้าหลังได้พยายามสร้างความคลางแคลงใจในฟัตวา และพยายามที่จะบอกว่าฟัตวานั้นไร้สาระ ไม่มีค่าคู่ควรต่อการปฏิบัติตาม
ฉันมีความหวังว่า ฉันจะสามารถแสดงความจริงใจต่อบุคคลที่พูดมาก ที่เชิญชวนผู้คนไปสู่อิสลาม ให้ได้รับรู้ถึงความไม่เห็นแก่ตัวและการไม่เป็นคนใจแคบ บุคคลที่ฉันได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือวิพากกับเขาฉันได้พูดกับพวกเขาแล้ว และบุคคลสำคัญก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นท่านอายะตุลลอฮฺ บุรญิดดียฺ ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน และอีกสองท่านคือ ท่านมุฮมมัด ฮุซัยนฺ อาลิ กาชิฟุลฆิฏอ ซัยยิด อับดุลฮุซัยนฺ ชะรัฟฟุดดีน มูซาวียิ ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่านเช่นกัน ในช่วงเริ่มต้นท่านเหล่านี้ถูกประณามหยามเหยียบ ถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้ทำลายนิกายต่างๆ ทางศาสนา แต่พวกท่านได้พยายามรวบรวมนิกายต่างๆ  (4 นิกายของซุนนียฺ นิกายชีอะฮฺ 12 อิมาม และซัยดียะฮฺ) เข้าด้วยกัน แต่มีคนตั้งอคติขึ้นมากมาย การเชิญชวนไปสู่เอกภาพทางฟิกฮฺ จึงประสบปัญหาการต่อต้านจากผู้มีอคติ บรรดาซุนนีย์นั้นคิดว่า สมัชชาสร้างความสมานฉันท์ ต้องการทำให้มุสลิมทั้งโลกเป็นชีอะฮฺ และชีอะฮฺต่างก็คิดว่าพวกเราได้ตัดสินใจจะทำให้มุสลิมทั้งโลกเป็นซุนนียฺ บุคคลเหล่านี้คือกลุ่มชนที่ไม่เข้าใจเป้าหมายแท้จริงของ การสร้างความสมานฉันท์ หรือไม่ก็ไม่ต้องการที่จะรับรู้ความจริง พวกเขาพูดว่า สมัชชาสร้างความสมานฉันท์ ต้องการทำลายนิกายในอิสลาม หรือไม่ก็ละทิ้งสิ่งเหล่านั้น หรือไม่ก็ต้องการรวมเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว อย่างไรก็ตามเราขอขอบคุณพระเจ้าที่ว่า แนวคิดในเรื่องการสร้างความสมานฉันท์คือจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญในประวัติศาสตร์ เป็นแนวคิดสร้างสรรค์ที่ต้องการปรับปรุงสังคมอิสลาม สิ่งนี้มีผลต่อสังคมอย่างสูงและขยายวงกว้างขึ้น เป็นความทรงจำอันดีงามตลอดไป บรรดามุสลิมทั้งหลายควรจะถือว่านี่คือ เกียรติยศ ที่พวกท่านได้คิดถึงการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างนิกายต่างๆ ในอิสลาม และคิดว่าพวกท่านคือส่วนหนึ่งของกันและกัน พวกท่านพึงปฏิบัติด้วยความจริงใจ และแนวคิดที่ถูกต้อง และมุสลิมคนอื่นบนโลกนี้ก็ขอให้เจริญรอยตามแนวทางนี้ต่อไป
ขออัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงโปรดให้แนวทางนี้ดำเนินต่อไปด้วยเถิด ขอทรงโปรดนำความยิ่งใหญ่กลับคืนสู่อิสลามอีกครั้ง ดังที่อัลลอฮฺ ตรัสถึงพวกเขาไว้ว่า
«كُنْتُمْ خَيْرَ أُمَّة أُخْرِجَتْ لِلنّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَ تَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنْكَرِ وَ تُؤْمِنُونَ بِاللّهِ;
พวกเจ้านั้นเป็นประชาชาติที่ดียิ่ง ซึ่งถูกอุบัติขึ้นสำหรับมนุษย์ชาติโดยที่พวกเจ้ากำชับให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮฺ (อาลิอิมรอน 110)
«قُلْ هذِهِ سَبِيلِي أَدْعُوا إِلَى اللّهِ عَلى بَصِيرَة أَنَا وَ مَنِ اتَّبَعَنِي;
จงประกาศเถิด นี่คือแนวทางของข้า ข้าและผู้ปฏิบัติตามข้า ทำการเชิญชวนไปสู่อัลลฮฺโดยหลักฐานประจักษ์ (ยูซุฟ 108)
«يا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اسْتَجِيبُوا لِلّهِ وَ لِلرَّسُولِ إِذا دَعاكُمْ لِما يُحْيِيكُمْ;
โอ้ บรรดาผู้ศรัทธา จงตอบรับอัลลอฮฺและเราะซูลเถิด เมื่อเขาได้เชิญชวนพวกเจ้าสู่สิ่งที่ทำให้พวกเจ้ามีชีวิตชีวาขึ้น (อัลฟาล 24)
วัสลามุอะลัยกุม วะเราะฮฺมะตุลลอฮฺ (บีออซอร ชีรอซียฺ 1377 หน้า 57)
ความสัมพันธ์กับอุละมาอฺชีอะฮฺ
1) ความสัมพันธ์กับอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ
หนึ่งในสิ่งที่เชคชัลตูตได้กระทำเกี่ยวกับการสร้างความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิมคือ การสร้างความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับอุละมาอฺในนิกายอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุละมาอฺในนิกายชีอะฮฺ ท่านมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอุละมาอฺชีอะฮฺหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิงท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ หลายๆ ต่อหลายครั้งที่ท่านเชคชัลตูตได้ให้เกี่ยติและแสดงความเคารพต่อท่านอายะตุลลอฮฺ เช่น ครั้งหนึ่งเมื่อได้ข่าวว่าท่านอายะตุลลอฮฺ มุฮัมมัดตะกียฺ กุมมีย์ ต้องการกลับมาอิหร่าน ท่านได้เขียนจดหมายฝากมาให้ท่านอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ บางส่วนของจดหมายฉบับนั้น ได้กล่าวถึงสื่อและแสดงความสัมพันธ์อันดีงามที่มีต่อท่านอายะตุลลอฮฺ ท่านได้กล่าวชื่นชมอายะตุลลอฮฺในความพยายามที่จะสร้างความสมานฉันท์นิกายในอิสลาม ว่าเป็นการเริ่มต้นที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง (บีออซอร ชีรอซียฺ 1377 หน้า 316 มักตับอิสลาม โครดอด 1340 หน้า 60)
2) นมาซญะมาอะฮฺโดยการนำของมัรฮูมกาชิฟุลฆอฎอ
เชคมะฮฺมูม ชัลตูต ขณะเดินทางไปมัสญิดอัลอักซอ เพื่อเข้าร่วมสัมมนาอิสลามปาเลสไตน์ ท่านและอุละมาอฺท่านอื่นที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน ได้นมาซญะมาอะฮฺร่วมกันโดยมีท่านอายะตุลลอฮฺ กาชิฟุลฆิฏอเป็นผู้นำนมาซ  ท่านเชคมะฮมูดชัลตูตได้กล่าวถึงนมาซที่ทำร่วมกันระหว่างซุนนียฺและชีอะฮฺว่า เป็นภาพที่มีความสวยงามอย่างยิ่ง โดยกล่าวว่า “ช่างเป็นความสวยงานเสียเหลือเกิน ภาพของมุสลิมที่เป็นตัวแทนมุสลิมอีหลายคนที่ได้เดินทางมาสัมมนา อิสลามปาเลสไตน์ และได้นมาซร่วมกันในมัสญิดอัลอักซอ โดยมีมุจญฺตะฮิดที่ยิ่งใหญ่ของชีอะฮฺ อุสตาด เชคมุฮัมมัด ฮุซัยนฺ อาลิกาชิฟุล ฆิฎอ เป็นผู้นำนมาซ โดยไม่มีความแตกต่างกันระหว่างคนที่กล่าวว่าตนเป็นซุนนียฺ และอีกบางคนที่กล่าวตนเป็นชีอะฮฺ ทั้งหมดยืนอยู่ในแถวเดียวกัน หลังอิมามญะมาอะฮฺคนเดียวกัน นมัสการพระเจ้าองค์เดียวกัน และหันหน้าไปสู่ทิศทางเดียวกัน (บีออซอร ชีรอซีซฺ 1379 หน้า 41)
ฟัตวาแห่งประวัติศาสตร์
สิ่งสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งที่เชคมะฮฺมูด ชัลตูตได้กระทำในช่วงชีวิตของท่านคือคือ การออกฟัตวาอนุญาตให้ปฏิบัติตามแนวทางฟิกฮฺของชีอะฮฺได้ ซึ่งการตัดสินใจออกฟัตวานี้ออกมาถือได้ว่าเชคได้ก้าวเดินที่สำคัญยิ่งในหนทางของการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างนิกายต่างๆ ทั้งซุนนียฺและชีอะฮฺ
ก่อนฟัตวา
เมื่อเชคอับดุลมะญีด สะลีม ได้รับตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ท่านได้ตัดสินใจว่าจะออกฟัตวาอนุญาตให้ปฏิบัติตามฟัตวาของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ท่านประสงค์ตัดสินใจว่าจะกระทำเช่นนั้น แต่ขณะนั้นเหล่าสมุนของนักล่าอาณานิคมและอภิมหาอำนาจ ได้ออกหนังสือดูถูกความศักดิ์ของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ  และแจกจ่ายแก่สมาชิกของสมัชชาสร้างความสมานฉันท์ ซึ่งหนังสือดังกล่าวเขาได้กล่าวพาดพิงว่าเป็นการกระทำของชีอะฮฺ ซึ่งหนังสือเล่มดังกล่าวไม่มีการลงวันที่ ชื่อผู้เขียน และสำนักพิมพ์พวกเขาได้ส่งหนังสือเล่มนั้นให้กับเหล่าสมาชิก สร้างความโกรธแค้น และความไม่สบายใจแก่อะฮฺลุซซุนนะฮฺส่วนใหญ่ ซึ่งบางส่วนเกิดความอคติขึ้นมาโดยทันที
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้คือ นักล่าอาณานิคม ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เชคอัลดุลมะญีด สะลีม ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ได้รับการวางแผนการมาอย่างดี บรรดาศัตรูได้มุ่งโจมตีชีอะฮฺเพื่อทำลายนโยบายของสมัชชา ทำให้เชคสะลีมไม่สามารถออกฟัตวาได้ในตอนนั้น ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงเปลี่ยนใจและคอยโอกาสต่อไป แต่ความตายได้พรากท่านไปจากสังคมเสียก่อน หลายปีหลังจากนั้นลูกศิษย์คนโปรดของท่าน เชคมะฮฺมูด ชัลตูต เป็นผู้ออกฟัตวานั้น
บางทีอาจเป็นเพราะว่าท่านเชคมะฮฺมูด ชัลตูต เป็นผู้ออกฟัตวาดังกล่าว ทำให้ชื่อเสียงของท่านดังกึกก้องไปทั่วโลกอิสลาม ฟัตวาของเชคมะฮฺมูด ชัลตูต วางอยู่บนองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
1) ไม่มีความจำเป็นสำหรับมุสลิมคนใดที่ต้องปฏิบัติตามนิกายหนึ่งนิกายใดจาก 4 นิกายเท่านั้น ทว่ามุสลิมทุกคนมีสิทธิเลือกนิกายใดนิกายหนึ่งเพื่อปฏิบัติตาม
2) การเปลี่ยนจากนิกายหนึ่งไปสู่อีกนิกายหนึ่ง ถือว่าอนุญาต
3) มุสลิมทุกคนถึงแม้จะเป็นซุนนียฺ สามารถปฏิบัติฟิกฮฺของนิกายชีอะฮฺ 12 อิมามได้ (นะญัฟ ออบาดี 1364 หน้า 175)
สาระของคำฟัตวา
ในที่สุดเมื่อวันที่ 17 เราะบิอุลเอาวับ ปี ฮ.ศ. 1378 ตรงกับวันคล้ายวันประสูติของท่านอิมามซอดิก (อ.) ผู้เป็นผู้นำฟิกฮฺของชีอะฮฺ และตรงกับวันคล้ายวันประสูติของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ซึ่งในวันนั้นทั้งตัวแทนจากนิกายชีอะฮฺ ซัยดียะฮฺ ชาฟิอียฺ ฮันบาลียฺ และมาลิกียฺ ต่างอยู่กันอย่างพร้อมหน้า เชคมะฮฺมูดชัลตูตได้ออกฟัตวา อนุญาต ให้ปฏิบัติตามฟิกฮฺของชีอะฮฺได้
สาระของฟัตวากล่าวเช่นนี้ว่า
นิกายชีอะฮฺ 12 อิมามคือนิกายหนึ่ง ตามหลักชัรอียฺแล้วการปฏิบัติตามนิกายชีอะฮฺสิบสองอิมาม ก็เหมือนกับการปฏิบัติตามนิกายทั้งสี่ของอะฮฺลุซซุนนะฮฺ ถือว่าอนุญาต ด้วยเหตุนี้ เป็นการดีถ้ามุสลิมทั้งหลายจะได้รับรู้ความจริงนี้ เพื่อจะได้ออกห่างจากความอคติอันไม่ถูกต้อง และไร้ความยุติธรรมทีมีต่อนิกายชีอะฮฺ เนื่องจากศาสนาของอัลลอฮฺ และหลักการของพระองค์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนิกายใดนิกายหนึ่ง และไม่ได้เฉพาะเจาะจงอยู่ที่นิกายใดนิกายหนึ่ง ทว่าเจ้าของนิกายต่างๆ ล้วนเป็นมุจญฺตะฮิดทั้งสิ้น การอิจญฺติฮาดของพวกเขาล้วนเป็นที่ยอมรับ ณ อัลลอฮฺ (ซบ.) ดังนั้น บุคคลที่ไม่ได้เป็นมุจญฺตะฮิด สามารถปฏิบัติตามนิกายใดนิกายหนึ่งได้ และสามารถปฏิบัติตามฟิกฮฺของนิกายนั้นได้ ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันระหว่างอิบาดะฮฺ และมะอามะลาต (บีออซอร ชีรอซียฺ 1377 หน้า 345)
เชคมะฮฺมูดชัลตูต
การออกฟัตวาดังกล่าวทำให้ได้รับความสนใจต่อโลกอิสลามเป็นอย่างยิ่ง บรรดานักคิดส่วนใหญ่ต่างถือว่านี่คือการปฏิวัติขาวที่สำคัญที่สุดระหว่างซุนนียฺและชีอะฮฺ พวกเขาจึงได้ให้การสนับสนุนฟัตวาดังกล่าว แต่บางคนที่ความคิดยังไม่ได้รับการพัฒนา และยังวนเวียนอยู่บนความแตกแยก ต่างแสดงความไม่เห็นด้วย ท้วงติง และเยาะเย้ยที่ยอมรับนิกายชีอะฮฺ เป็นนิกายอย่างเป็นทางการ
แนวคิดในการออกฟัตวา
หนึ่งในสาเหตุสำคัญของการออกฟัตวาคือ การศึกษาค้นคว้าหนังสือฟิกฮฺเล่มต่างๆ ของชีอะฮฺ การคบคิด และการค้นคว้าหาสาเหตุของฟัตวา เหล่านี้คือ พื้นฐานแนวคิดของเชคชัลตูต ซึ่งแนวคิดของเชคนั้นเห็นว่าอะฮฺกามบางอย่างของชีอะฮฺมีเหตุผลเหนือกว่าอะฮฺกามของซุนนียฺ ด้วยเหตุนี้ อะฮฺกามบางบทโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทที่ว่าเกี่ยวกับครอบครัว เช่น การแต่งงาน การหย่าร้าง มรดก และบทอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน ท่านได้ออกฟัตวาตรงกับฟัตวาของชีอะฮฺ ปัจจุบันคำฟัตวาประวัติศาสตร์ของเชคชัลตูตที่เป็นลายมือเขียนของท่าน ถูกเก็บรักษาไว้ที่ออสตอนกุดสฺระฎะวียฺ
เชคชัลตูต ยังได้กระทำการต่างๆ ที่เป็นผลก่อให้เกิดการสามัคคีและความสัมพันธ์ด้านความเชื่อ ระหว่างชีอะฮฺและซุนนียฺ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การสถาปนาฟิกฮฺมะกอรินในมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร และการ่างกฎระเบียบเพื่อสอนวิชานั้น ในชั้นเรียนฟิกฮฺมะกอริน ประเด็นที่กล่าวถึงคือ กฎการกล่าวเฏาะลาก (หย่าร้าง) 3 ครั้ง การหย่าร้างแบบมุอัลลัก ปัญหาเรื่องแม่นม มรดก ความสะอาด และปัญหาอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน
ผลงาน
เชคมะฮฺมูด ชัลตูต ตลอดอายุขัยอันจำเริญของท่านสามารถเขียนหนังสือได้มากเกิน 20  เล่ม และเขียนบทความส่งให้สำนักพิมพ์ต่างๆ อย่างมากมาย ดังนั้น บทความนี้จึงขอนำเสนอผลงานบางส่วนของท่าน
ผลงานด้านหนังสือ
1) ตัฟซีรกุรอานกะรีม มัจญฺมะอุล ตักรีบ บัยนัลมะซาฮิบ อิสลามี เตหะราน 1379
หนังสือเล่มนี้ รวบรวมบทความของท่านในวารสาร ริซาละฮฺ อัลอิสลาม ซึ่งรวมระยะเวลาที่เชคได้เขียนและลงพิมพ์ตลอด 14 ปี หลังจากนั้นได้รวบรวมเป็นหนังสือ
2) มะกอรินะฮฺ อัลมะซาฮิบ ฟิลฟิกฮฺ
ประหลักของหนังสือเล่มนี้คือ การสร้างความสมานฉันท์ระหว่างสำนักคิดในอิสลาม เชคมะฮฺมูด ชัลตูต ได้กล่าวอธิบายถึงฟิกฮฺมะกอรินไว้ในหนังสือเล่มนี้ ท่านได้นำเสนอทัศนะแนวคิดด้านฟิกฮฺทั้งหมดของนิกายต่างๆ ในอิสลาม หลังจากนั้นทัศนะที่ถูกยอมรับ ท่านจะนำมากล่าวแยกไว้ต่างหากพร้อมกับเหตุผลและหลักฐาน (อัคบาร ตักรีบ ฉบับที่ 45-46 หน้า 30)
3) มินเตาญีฮาต อัลอิสลาม, อัลอิดาเราะตุล อามมะฮฺ ลิลซะกอฟะฮฺ อัลอิสลามียะฮฺ ฮ.ศ. 1959
ผู้เขียนได้อธิบายความเข้าใจบางประการเกี่ยวกับศาสนา สาธยายสถาภาพของอิสลามท่ามกลางปัญหาแตกแยกในสังคม
บางส่วนของหนังสือได้กล่าวถึงประเด็น ประชาชนกับศาสนา จริยธรรม การขยายสังคม อละอิสลามกับความทรงจำ ซัยยิดเคาะลีล เคาะลีลียาน เป็นผู้แปลเป็นภาษาฟารซียฺ พิมพ์ที่สำนักพิมพ์ บริษัทสะฮามมี ในเตหะราน ปี 1344
4) อัลฟัตวา พิมพ์ครั้งที่ 17 ดารุลชุรูก กอเฮะเราะฮฺ ฮ.ศ. 4121 หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมคำถามต่างๆ ด้านฟิกฮฺ ที่ได้ถามขณะที่เชคยังมีชีวิตอยู่ และเชคได้ตอบคำถามเหล่านั้น ผลงานนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่สำคัญที่สุดของเชคมะฮฺมูด ชัลตูต ในโลกอิสลาม ซึ่งได้รับความสนใจอย่างสูงจากพี่น้องอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ในประเทศอิสลามต่างๆ
5) มินฮุดา อัลกุรอาน ดารุลกิตาบ อัลอารบี ลิเฏาะบาอะฮฺ วันนัชรฺ กอเฮเราะฮฺ จำนวน 360 หน้า
หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 5 หมวด ภายใต้ชื่อว่า อิลัลกุรอานกะรีม มันฮัจญุลกุรอาน ฟี บินาอิ อัลมุจญฺตะมะอฺ อัลกุรอาน วัลมัรอะฮฺ อิสลาม วะ อัลอะลากอต อัดเดาลียะฮฺ ฟี อัสสุมมิ วัลฮัรบิ
6) อัลอิสลาม อะกีดะฮฺ วะ ชัรอียะฮฺ สำนักพิมพ์ ดารุลเกาะลัม กอเฮะเราะฮฺ
หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในสือที่สำคัญของเชคมะฮฺมูด ชัลตูต มีทั้งสิ้น 3 หมวด ภายใต้ชื่อว่า อะกีดะฮฺ ชะรีอะฮฺ วะ มะซอดิร ชะรีอะฮฺ
เชคมะฮฺมูด ชัลตูต ในหมวดแรกของหนังสือได้กล่าวถึงประเด็นต่าง เช่น คำสาธยายเกี่ยวกับอิสลาม (เตาฮีด นุบูวัต มะอาด เกาะฎอและกะดัร และ..) หมวดที่สอง สาธยายเรื่องอิบาดาต อะฮฺกามเกี่ยวกับสังคมครอบครัว มรดก และ.. ส่วนในตอนท้ายของหนังสือ กล่าวถึงมะซอดิรของชะรีอะฮฺ (กุรอาน ซุนนะฮฺ และทัศนะต่างๆ)
7) อิลัลกุรอาน อัลกะรีม สำนักพิมพ์ดารุล ฮิลาล กอเฮะเราะฮฺ เช่นเดียวกัน เตหะราน องกรค์เผยแผ่อิสลามียฺ 1364 จำนวน 184 หน้า
เชคมะฮฺมูดชัลตูต ได้แบ่งเป้าหมายของอัล-กุรอานออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน (การรู้จักหลักอะกออิดจากการตั้งภาคีและการเคารพรูปปั้น จริยธรรมสำหรับการขัดเกลาจิตใจ และการยกระดับความเป็นมนุษย์ การรู้จักอะฮฺกามเพื่อการดำเนินชีวิต)
เชคมะฮฺมูดชัลตูต ในหนังสือเล่มนี้ ได้อธิบายกุรอานในอีกมุมหนึ่ง กล่าวคือ
1) ยัซอะลูนะกะ (คำตอบสำหรับคำถามเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ)
2) มินฮัจญฺ อัลกุรอาน ฟี บินาอิ อัลมุจญฺตะมะฮฺ
3) อัลมัซอูลียะฮฺ อัลมะดีนะฮฺ วัลญะนาอียะฮฺ ฟี อัชชะรีอะฮฺ อัลอิสลามียะฮฺ
4) อัลกุรอานวัลกอล
5) อัลกุรอาน วัลมัรอะฮฺ
6) ตันซีม อัลอะลากอต อัดเดาวะลียะฮฺ อัลอิสลามียะฮฺ
7) อัลอิสลาม วะวุญูด อัดเดาวะลียฺ ลิลมุสลิมีน
8) ตันซีม อันนัสล์
9) ริซาละฮฺ อัลอัซฮัร
10) ฟิกฮฺ อัลกุรอาน วัซซุนนะฮฺ
11) อัลกิตาบ ฟิลอิสลาม
หนังสือบางเล่มของเชคมะฮฺ มูด ชัลตูต ได้ถูกแปลเป็นภาษาฟารซียฺแล้ว เช่น
– อิสลามแนวทางสำหรับการดำเนินชีวิต เขียนโดยมะฮฺมูด ชัลตูต แปลโดย อับดุลอะซีซ สะลีมียฺ เตหะราน สำนักพิมพ์ อิฮฺซาน ปี 1382 หน้า 749
– ความเร้นลับในกุรอานกะรีม การพิจารณารากหลักในความเข้าใจ 26 ซูเราะฮฺ จากอัลกุรอาน เขียนโดยมะฮฺมูด ชัลตูต แปลโดย ฮุซัยนฺ ซัยยิดียฺ มัชฮัด สำนักพิมพ์ ชิรกัต เบะฮฺ นัชรฺ 1377 จำนวน 240 หน้า
อัสดงดวงตะวันแห่งกอเฮะเราะฮฺ
ในที่สุดวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกอิสลาม ก็ได้อำลาจากโลกไปเมื่อวันที่ 27 เราะญับ ปี ฮ.ศ. 1383 หลังจากการจากไปของบุรุษที่ตลอดอายุขัยได้ทุ่มเทให้แก่อิสลาม และการสร้างความสมานฉันท์นิกายต่างๆ ในอิสลาม มีบุคคลสำคัญมากมายในโลกอิสลามได้ส่งสาส์นแสดงความเสียใจต่อการจากไปของท่าน เช่น ท่านอายะตุลลอฮฺ ออกอโบโซกร์ เตหะรานียฺ เจ้าของหนังสือ อัซซะรีอะฮฺ ท่านได้ส่งสารไปถึงตัวแทนของอุละมาอฺในนะญัฟ อัชรอฟ และองค์การสมัชชาสมานฉันท์ เช่นกันเพื่อเป็นการให้เกียรติบุคลิกภาพ และผลงาน ตลอดจนแนวคิดของเชคมะฮฺมูด ชัลตูต และอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดียฺ สมัชชาสร้างความสมานฉันท์สำนักคิดในอิสลาม และสถาบันการศึกษาแห่งเมืองกุม ได้จัดงานรำลึกถึงท่านจำนวน 2 วันติดต่อกัน เมื่อวันที่ 19/10/1379 จนถึงวันที่ 21/10/1379 ซึ่งเป็นการประกาศดำเนินตามเจตนารมณ์ของวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสอง
ในงานสัมมนาเพื่อการรำลึกถึงเชคชัลตูตและอายะตุลลอฮฺ บุรูญิดดีย์ ได้มีกลุ่มนักปราชญ์จากประเทศอียิปต์ โดยการนำของเชค อับดุลเฆาะนียฺ อาชูร ในฐานะที่เป็นตัวแทนของอธิการบดีมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร เข้าร่วมงานด้วย นอกจากนั้นแล้วยังมีบุคคลสำคัญอีกหลายท่านจากอียิปต์เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น อุสตาด ดร. นัศร์ ฟะรีด มุฮัมมัด วาซิล ได้นำเสนอบทความเชิงวิชาการเกี่ยวกับชีวประวัติของเชคชัลตูต (ญุมฮูรียฺ อิสลาม 19/10/1379)
แหล่งอ้างอิง
1) อายะตุลลอฮฺ มะการิม ชีรอซียฺ วารสารรายสัปดาห์ มักตับอิสลาม
2) อะฮฺมัดดียฺ มะฮฺดียฺ มุฮัมมัด อับดุ เราะยัต อิศลาฮฺ  (เฎาะลาเยะ ดารอน ตักรีบ 4) ญัมอียัต ตักรีบ มะซาฮิบ อิสลาม 1383
3) อะลี ริฎอ, สายสัมพันธ์ต่างประเทศอิหร่าน 1357 สำนักพิมพ์ ตูนิส 1376
4) อัลอิสลาม อะกีดะฮฺ วะชะรีอะฮฺ สำนักพิมพ์ ดารุลกะลัม กอเฮะเราะฮฺ
5) อัลมุนญิด ฟีล อิอฺลาม เลบานอน พิมพ์ 27 ค.ศ. 1982
6) การล่วงรู้ยุทธศาสตร์ของอียิปต์ สำนักพิมพ์ มุอัซซะซะฮฺ ฟัรฮังก์ มุฎอลิอาต วะ ตะฮฺกีกอก บัยนัล มะลาลียฺ อิหร่าน เตหะราน 1381
7) บีออซอร ชีรอซียฺ กะรีม เชคมะฮฺมูดชัลตูต เฎาะลาเยะฮฺ ดาราน ตักรีบ มัจญฺมะฮฺ ญะฮอนียฺ ตักรีบ มะซาฮิบ อิสลาม 1379
8) โครัม ชาฮิ บะฮาอุดดีน  ดานิชนอเมะฮฺ กุรอาน วะกุรอานพะฌูฮิช สำนักพิมพ์ ตูซตอน 1377
9) เคาะฟาญี มุฮัมมัด อับดุลมุนอิม อัลอัซฮัร ฟี อัลฟิ อาม เบรูต สำนักพิมพ์ อัลกุลลียาต อัลฮะดีซซะฮฺ
10) รูฮานียฺ ซัยยิดฮะมีด การวิเคราะห์ขบวนการของท่านอิมามโคมัยนียฺ สำนักพิมพ์ ศูนย์กลางหลักฐานการปฏิวัติอิสลาม เตหะราน
11) ชัลตูต มะฮฺมูด การขยายสังคม ซัยยิด เคาะลีล เคาะลียอน  สำนักพิมพ์ สะฮาม 1344 เตหะราน
12) ชะรีอัต มะดอรียฺ หนังสือพิมพ์ เกฮาน 1372
13) ชัลตูต มะฮฺมูด จริยธรรม  ซัยยิด เคาะลีล เคาะลียอน  สำนักพิมพ์ สะฮาม 1344 เตหะราน
14) ชัลตูต มะฮฺมูด  อิสลามกับความทรงจำ  ซัยยิด เคาะลีล เคาะลียอน  สำนักพิมพ์ สะฮาม  เตหะราน
15) ชัลตูต มะฮฺมูด  ประชาชนกับศาสนา  ซัยยิด เคาะลีล เคาะลียอน  สำนักพิมพ์ สะฮาม  เตหะราน
16) ซอลิฮฺ นะญัฟ ออบอดียฺ มัจญฺมูอะฮฺ มะกอลาต ซัยยิด  สำนักพิมพ์ ดอนิชอิสลามี 1364
17) ฆัรวียฺ ซัยยิดมุฮัมมัด มะอะ อุละมาอฺ อันนะญัฟ อัชชะรอฟ  สำนักพิมพ์ ดารุซซะเกาะลัยนฺ เบรูต ฮ.ศ. 1420
18) วารสารรายเดือน อัคบารตักรีบ มัจญฺมะอฺ ตักรีบ มะซาฮิบ อิสลามี
19) มุญาฮิด ซะกียฺ มุฮัมมัด อัลอิอฺลาม อัชชัรกียะฮฺ  สำนักพิมพ์ ดารุลฆัรบฺ อัลอิสลามียฺ เบรูต ฮ.ศ. 1994
20) มูฮาญิรียฺ มะซีฮฺ หนังสือพิมพ์ ญูมฮูรียฺ อิสลามี 1379
21) นะบะวียฺ มุรตะฎอ หนังสือพิมพ์ ริซาละฮฺ 1374
22) นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ แปลโดยมุฮัมมัด ดัชตียฺ
23) ความร่วมมือสำนักคิดในอิสลาม แปลโดย กะรีม บี ออซอรียฺ เตหะราน สมัชชาวัฒนธรรมและสื่อสัมพันธ์ในอิสลาม 1377
เชิงอรรถ

[1] มณฑลรับ บุฮัยเราะฮฺ เป็นหนึ่งในรัฐสำคัญของประเทศอียิปต์ มีเนื้อที่ประมาณ 16988 ตารากิโลเมตร มีประชากรประมาณ 9 ล้านกว่าคน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของฝั่งแม่น้ำไนล์ ศูนย์กลางของเมืองนี้คือ ดามานฮูร แต่เมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดของมณฑลรัฐนี้คือ ดะลันญาต เราะชีด และกะฟุรุดดะวาร อาชีพหลักของประชาชนทีมณฑลรัฐนี้คือ เกษตรกรรม ซึ่งมีเขตพื้นที่การเกษตรมากถึง 14/19 % ของพื้นที่ทั้งหมดในประเทศอียิปต์ (ยุทธศาสตร์ของอียิปต์ เล่ม 1 หน้า 101)
[2] มหาวิทยาลัยดังกล่าวเป็นมหาวิทยาลักเก่แก่ที่สุดของเมือง อเล็กซานเดรีย ซึ่งดำเนินการสอนตามหลักการของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร
[3] เขาเป็นผู้มีชื่อเสียงในหมู่ประชาชนอย่างยิ่ง เป็นผู้เรียกร้องความเสรีภาพให้แก่ประชาชนในอียิปต์ สองวันก่อนที่จะเกิดสงครามในปี ค.ศ.ที่ 1297 เขาได้ไปสถานกงสุลของอังกฤษเพื่อเรียกร้องเสรีภาพ แต่ข้อเสนอของเขาไม่ถูกตอบรับ ด้วยเหตุนี้ เพื่อความรวดเร็วในการสร้างเสรีภาพ เขาจึงจัดตั้งพรรค วะฟิด ขึ้นมา แต่หลังจากนั้นไม่นาน ซะฆุลูล และพรรคพวกของเขาในตอนแรกได้ถูกเนรเทศไปยังเกาะ มาลัต โดยกองกำลังของอังกฤษ ต่อมาได้ถูกส่งไปยังเกาะ ซีชีล และอังกฤษยังได้สำทับโดยออกกฎหมายห้ามเข้าประเทศอีก ทำให้ประชาชนอียิปต์ลุกขึ้นต่อต้าน และทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ จนในที่สุดอังกฤษยอมถอนกฎของตน และมอบให้สุละต่าน ฟูอาด เป็นกษัตริย์ปกครองอียิปต์ เวลาผ่านไปไม่นานนักอียิปต์ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบกษัตริย์ จนกระทั่งปี 1325 อียิปต์ได้รับความเสรีอย่างสมบูรณ์ ด้านหนึ่งเป็นการต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงอำนาจระหว่างกษัตริย์กับอังกฤษ ส่วนอีกด้านหนึ่งพรรค วะฟิด ซึ่งถือว่าเป็นพรรคมวลชนและมีสมาชิกจำนวนมากได้ดำเนินการต่อสู้ของตนต่อไป ซะเฆาะลูล หลังจากถูกเนรเทศออกไปและได้กลับมาอียิปต์อีกครั้งหนึ่ง ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีสมาชิกพรรคจำนวนมาก เขาจึงได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงจำนวนมาก แต่อังกฤษไม่เห็นด้วยกับการเป็นนายกรัฐมนตรีของเขา เขาและคณะรัฐมนตรีจึงจำเป็นต้องยื่นใบลาออก และเขาได้เสียชีวิตในปี 1306 (เฏาะลาเยะ ดอรอน ตักรีบ มุฮัมมัด อับดุ หน้า 50)
[4] อุสตาดเชคมุซเฎาะฟา อับดุรเราะซาก เป็นหนึ่งในผู้บริหารมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ท่านเกิดในปี่ ฮ.ศ. 1264 บิดาของท่านมีนามว่า ฮะซัน พอชา อับดุรเราะซาก ท่านได้ยึดอาชีพเดียวกับบรรพบุรุษของท่านคือ การเป็นผู้พิพากษา หลังจากจบการศึกษาเบื้องต้นแล้ว ในปี 1287 ท่านก็ได้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร เขาเป็นหนึ่งในสานุศิษย์ของ เชคอับดุ และได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับชีวประวัติของอาจารย์ชื่อว่า อุสตามอิมามมุฮัมมัดอับดุ (อะฮฺมัดดียฺ 1383 หน้า 50)
[5] อัสวาน มณฑลรัฐกลางของอียิปต์ตั้งอยู่ที่ชายฝั่งของแม่น้ำไนล์ เขื่อนอัสวานเป็นเขื่อนที่มีชื่อเสียงที่สุดของอียิปต์ เมืองที่สำคัญที่สุดของมณฑลรัฐนี้คือ อัดฟู เกาม์ อัมบู และนัศรฺ (อัลมันญิด ฟี อิอฺลาม 1982 หน้า 45)
[6] อัคบาร ตักรีบ ฉบับที่ 45-46 หน้า 27
[7] มหาวิยาลัยอัลอัซฮัรอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่แต่งตั้งอธิการบดี ด้วยเหตุนี้ ทุกๆ การเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัยต้องได้รับอนุมัติจากรัฐบาลก่อนเสมอ
[8] เชคมุฮัมมัด อะฮฺมัด เซาะวาเฮร เป็นเชคคนที่ 29 ของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ท่านเกิดที่เมืองกะฟัร อัซซะวาเฮรียฺในปี ค.ศ. 1296 หลังจากจนการศึกษาระดับพื้นฐานแล้ว ท่านได้ศึกษาระดับสูงกับอาจารย์ เช่น มุฮัมมัด อับดุ ในปี ค.ศ.ที่ 1349 ท่านได้รับเลือกให้เป็นหัวพรรควะฟิด ในปี ค.ศ. ที่ 1351 ท่านได้รับแต่งให้เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย ผลงานของท่านที่ยังหลงเหลืออยู่คือ ริซาละฮฺฟิลอัคลาก อัลอิลม์วัลอุละมาอฺ อัตตะฟาฎิลบิลฟะฎีละฮฺ ท่านเสียชีวิตเมื่อเดือน ญะมาดียฺ เอาวัล ปี 1363 (มุญาฮิด 1994 เล่ม 1 หน้า 359)