แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. แนวทางของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.)

แนวทางของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.)

แนวทางของอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) เกี่ยวกับโองการมุฮฺกัมและมุตะชาบิฮฺ
จากคำอธิบายหลากหลายของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) สรุปได้ว่าโองการมุตะชาบิฮฺหมายถึง  โองการที่ไม่อาจเข้าใจความหมายที่แท้จริงได้โดยสื่อ ทว่าถ้าอัล-กุรอานทุกโองการที่ไม่วัตถุประสงค์ที่เป็นเอกเทศแล้วละก็ สามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของโองการได้โดยอาศัยโองการอื่น และสิ่งนี้ก็คือการนำโองการมุตะชาบิฮฺย้อยไปเทียบกับโองการมุฮฺกัม ดังที่โองการหนึ่งกล่าวว่า
الرَّحْمَنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَى
“พระผู้ปรานีทรงประทับอยู่เหนือบัลลังก์”[1]
และอีกโองการที่ว่า
وَجَاء رَبُّكَ وَالْمَلَكُ صَفًّا صَفًّا
“พระผู้อภิบาลของเจ้าและมะลาอิกะฮฺปรากฏเป็นแถว ๆ”[2]
ความหมายภายนอกของทั้งสองโองการ บ่งชี้ถึงการมีเรือนร่างและกายภาพด้านของอัลลอฮฺ (ซบ.)  แต่ด้วยการอ้างอิงโองการทั้งสองกลับไปยังโองการที่ว่า
لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ
“ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์”[3]
วัตถุประสงค์ของ “การประทับ” และ “การมา” ที่พาดพิงไปยังอัลลอฮฺ (ซบ.) มิได้หมายถึงการประทับอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง หรือการเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวถึงคุณลักษณะของอัล-กุรอานไว้ว่า
و ان القرآن لم ينزل ليكذب بعضه بعضا و لكن نزل يصدق بعضه بعضا فما عرفتم فاعلموا به و ما تشابه عليكم فآمنوا به
“แท้จริงอัล-กุรอาน มิได้ถูกประทานลงมาเพื่อให้บางส่วนปฏิเสธอีกบางส่วน แต่ได้ประทานลงมาเพื่อให้บางส่วนรับรองอีกบางส่วน ดังนั้น สิ่งใดที่พวกเจ้าเข้าใจก็จงปฏิบัติตาม แต่สิ่งใดที่คลุมเครือพวกเจ้าก็เพียงแต่ศรัทธาเถิด” [4]
ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า
يشهد بعضه على بعض و ينطق بعضه ببعض
“บางส่วนของอัล-กุรอานยืนยันถึงอีกบางส่วน และบางส่วนก็เป็นหตุผลให้อีกบางส่วน” [5]
ท่านอิมามญะอฺฟัรอัซซอดิก (อ.) กล่าวว่า
المحكم ما يعمل به و المتشابه ما اشتبه على جاهله
“มุฮฺกัมของอัลกุรอานคือ สิ่งสามารถปฏิบัติตามได้ ส่วนมุตะชาบิฮฺคือ สิ่งที่คลุมเครือสำหรับผู้ที่ไม่รู้เท่านั้น”[6]
สิ่งที่เข้าใจได้จากรายงานฮะดีซเหล่านี้คือ ทั้งมุฮฺกุมและมุตะชาบิฮฺเป็นเพียงการสัมพันธ์เท่านั้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่ว่าบางที่ โองการหนึ่งอาจเป็นมุฮฺกัมสำหรับคนหนึ่ง แต่อาจเป็นมุตะชาบิฮฺสำหรับอีกคนหนึ่งก็ได้
ท่านอิมามที่แปด อิมามอะลีริฏอ (อ.) กล่าวว่า
من رد متشابه القرآن الى محكمه هدى الى صراط مستقيم ثم قال ان فى اخبارنا متشابها كمتشابه القرآن فرد و امشابهها الى محكمها و لاتتبعوا متشابهها فتضلوا
“บุคคลใดนำโองการมุตะชาบิฮฺไปเทียบกับโองการมุฮฺกัมเท่ากับเขาได้รับทางนำแล้ว หลังจากนั้นท่านกล่าวว่า แท้จริง ในรายงานของเรามีมุตะชาบิฮฺ เช่นเดียวกับมุตะชาบิฮฺของอัล-กุรอาน ดังนั้น จงนำมุตะชาบิฮฺ กลับไปเทียบกับมุฮฺกัม และจงอย่าปฏิบัติตามมุตะชาบิฮฺเพราะจะทำให้เจ้าหลงทาง”[7]
ดังนั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรายงานสุดท้ายที่ว่า มุตะชาบิฮฺ คือโองการที่มีวัตถุประสงค์ในบ่งชี้ไม่เป็นเอกเทศ หรือมีความหมายไม่ชัดเจน แต่ด้วยการนำไปเทียบกับโองการมุฮฺกัม จะทำให้ความหมายชัดแจ้งขึ้น ซึ่งมิได้หมายความว่าที่ไม่หนทางที่จะสร้างความเข้าใจถึง วัตถุประสงค์ของโองการได้แต่อย่างใด
อัลกุรอาน มีการตะอฺวีลและตันซีล
คำว่า “ตะอฺวีล” ปรากฏในอัล-กุรอาน 3 ครั้ง ดังต่อไปนี้
1.โองการที่กล่าวถึงมุฮฺกัมและมุตะชาบิฮฺที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ (อาลิอิมรอน 7) ซึ่งกล่าวว่า
هُوَ الَّذِي أَنزَلَ عَلَيْكَ الْكِتَابَ مِنْهُ آيَاتٌ مُّحْكَمَاتٌ هُنَّ أُمُّ الْكِتَابِ وَأُخَرُ مُتَشَابِهَاتٌ فَأَمَّا الَّذِينَ فِي قُلُوبِهِمْ زَيْغٌ فَيَتَّبِعُونَ مَا تَشَابَهَ مِنْهُ ابْتِغَاءَ الْفِتْنَةِ وَابْتِغَاءَ تَأْوِيلِهِ وَمَا يَعْلَمُ تَأْوِيلَهُ إِلاَّ اللّهُ وَالرَّاسِخُونَ فِي الْعِلْمِ يَقُولُونَ آمَنَّا بِهِ كُلٌّ مِّنْ عِندِ رَبِّنَا وَمَا يَذَّكَّرُ إِلاَّ أُولُوا الألْبَابِ
“พระองค์คือผู้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่เจ้า โดยที่ส่วนหนึ่งของคัมภีร์นั้นเป็นโองการรัดกุมชัดเจน ซึ่งเป็นแม่บทของคัมภีร์ และมีโองการอื่น ๆ อีกที่มีข้อความเป็นนัย ส่วนบรรดาผู้ที่ในหัวใจของพวกเขามีความเบี่ยงเบนนั้น พวกเขาจะติดตามโองการที่มีข้อความเป็นนัยจากคัมภีร์ เพราะต้องการก่อความความวุ่นวาย และต้องการตีความโองการนั้น และไม่มีผู้ใดรู้การตีความโองการ (ตะอฺวีล) ได้นอกจากอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่มั่นคงในความรู้เท่านั้น โดยที่พวกเขาจะกล่าวว่า พวกเราศรัทธาต่อทุกโองการ ทั้งมวลมาจากพระผู้อภิบาลของพวกเรา และไม่มีผู้ใดที่จะได้รับคําตักเตือนนอกจากบรรดาผู้ที่มีสติปัญญาเท่านั้น”   [8]
2.โองการที่กล่าวว่า
وَلَقَدْ جِئْنَاهُم بِكِتَابٍ فَصَّلْنَاهُ عَلَى عِلْمٍ هُدًى وَرَحْمَةً لِّقَوْمٍ يُؤْمِنُونَ هَلْ يَنظُرُونَ إِلاَّ تَأْوِيلَهُ يَوْمَ يَأْتِي تَأْوِيلُهُ يَقُولُ الَّذِينَ نَسُوهُ مِن قَبْلُ قَدْ جَاءَتْ رُسُلُ رَبِّنَا بِالْحَقِّ
“แท้จริง เราได้นำคัมภีร์ฉบับหนึ่งมาให้แก่พวกเขาแล้ว ซึ่งเราได้สาธยายคัมภีร์นั้นด้วยความรอบรู้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการชี้นำ และเป็นความเมตตาแก่กลุ่มชนที่มีศรัทธา พวกเขาจะไม่รอคอยสิ่งใด นอกจากการตะอฺวีลวันที่ผลการตะอฺวีลมาถึง บรรดาผู้ที่ได้ลืมคัมภีร์มาก่อนจะกล่าวว่า แท้จริงบรรดาศาสนทูตแห่งพระผู้อภิบาลของเราได้นำความจริงมาแล้ว [9]
3.โองการที่กล่าวว่า
بَلْ كَذَّبُواْ بِمَا لَمْ يُحِيطُواْ بِعِلْمِهِ وَلَمَّا يَأْتِهِمْ تَأْوِيلُهُ كَذَلِكَ كَذَّبَ الَّذِينَ مِن قَبْلِهِمْ فَانظُرْ كَيْفَ كَانَ عَاقِبَةُ الظَّالِمِينَ
“แต่ว่าพวกเขามุสาต่อสิ่งซึ่งพวกเขาไร้ความสามารถโอบอุ้มวิทยาการเอาไว้ได้ ปัจจุบันผลสุดท้าย (ที่แท้จริง) ยังไม่ได้มายังพวกเขา เช่นนั้นแหละ บรรดาชนก่อนหน้าพวกเขาได้มุสา (ต่อบรรดาศาสดา) มาแล้ว ดังนั้น จงดูเถิดว่า ผลสุดท้ายของพวกอธรรมเป็นเข่นไร”[10]
แต่อย่างไรก็ตามคำว่า “ตะอฺวีล” มาจากคำว่า “เอาวะลุ” หมายถึง “การย้อนกลับ” ซึ่งวัตถุประสงค์ของคำว่า “ตะอฺวีล” ได้แก่สิ่งซึ่งที่โองการจะย้อนกลับไปหาสิ่งนั้น ส่วนวัตถุประสงค์ของคำว่า “ตันซีล”  ตรงกันข้ามกันกับคำว่า ตะอฺวีล ซึ่งหมายถึง ความชัดเจน และตรงตามความหมายภายนอกของโองการ

[1] อัลกุรอาน บทฏอฮา 5
[2] อัลกุรอาน  บทฟัจญฺร์ 22
[3] อัลกุรอาน  บทอัช-ชูรอ/11
[4] ตัฟซีรอัด-ดุรรุลมันษูร เล่ม 2 หน้า 8
[5]  นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ คุฏบะฮฺที่ 131
[6] .ตัฟซีร อะยาชีย์ เล่ม 1 หน้า 162
[7]อุญูนุลอัคบัร – ริฏอ เล่ม 1 หน้า 290
[8] อัลกุรอาน บทอาลิอิรอน 7
[9] อัลกุรอาน บทอัล-อะอฺรอฟ 52-53
[10] .ยูนุส/37-39