แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. แหล่งข้อมูลของบทบัญญัติ

แหล่งข้อมูลของบทบัญญัติ

1. พระมหาคัมภีร์อัล-กรุอาน
2. แบบฉบับของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และบรรดาอิมาม (อ.) ผู้บริสุทธิ์ (อาจเป็นคำพูด การกระทำ หรือการนิ่งเฉย)
3. สติปัญญา
4. การอิจมาอฺ หมายถึงเห็นพร้องต้องกันของเหล่าบรรดานักปราชญ์ผู้วินิจฉัยปัญหาศาสนาขั้นสูงสุด (ฟุเกาะฮา) เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ของบทบัญญัติ
ปฐมบทการอิจญฺติฮาด
ความรู้อันเป็นพื้นฐานในฐานะของบทนำการอิจญฺติฮาด ซึ่งต้องเรียนรู้ก่อนที่จะไปถึงขั้นการอิจญฺติฮาดได้แก่
1. ความรู้ภาษาอาหรับ ซึ่งประกอบด้วย
– อิลมุล ซะรอฟ วิชาที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงคำ รูปแบบหรือโครงสร้างของลำดับคำในประโยคและวะลี
– อิลมุลนะฮฺวุ การศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของประโยคที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ของภาษา
– อิลมุลมะอานี ศิลปะการใช้ถ้อยคำและสำนวนโวหารได้อย่างถูกต้อง (วาทศาสตร์) หรือบางครั้งก็เรียก วาทศิลป์ เหมือนกัน
-อิลมุลลุเฆาะฮฺ การเข้าใจความหมายของคำอย่างถูกต้อง
2. อิลมุลมันติก วิชาที่สอนให้รู้จักคิดอย่างถูกต้อง (ตรรกศาสตร์)
3. อิลมุลอุซูล  หลักการ หรือกฎที่ใช้เป็นมูลฐานในการอธิบายปรากฏการณ์ หรือแนวคิด หรือกฎที่ใช้พิสูจน์บทบัญญัติ
4. อิลมุลริญาล วิชาที่สอนให้รู้จักบุคคล ฮะดีซ สายสืบ และผู้รายงานฮะดีซ
5.อิลมุลดิรอยะฮฺ วิชาที่สอนให้รู้จักความหมาย และความเข้าใจเกี่ยวกับฮะดีซ และการแยกแยะระหว่างฮะดีซแท้กับฮะดีซปลอม
6. อุลูมกุรอาน ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอัลกุรอาน การอธิบายอัล-กุราอน (ตัฟซีร) และสาเหตุของการประทานโองการ
7. นอกจากนั้นยังต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตทางสังคม ภาษาของประชาชนที่อัล-กุรอานและซุนนะฮฺกล่าวถึง
8. ต้องเข้าใจทัศนะของนักปราชญ์รุ่นก่อน เพื่อมิให้เกิดความแตกต่างในสังคม
9. ต้องศึกษาและวิเคราะห์คำวินิจฉัยของนักปราชญ์ฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่มีความแตกต่างกัน
10. มีความเพียรพยายามสูงในการศีกษาค้นคว้าและพิสูจน์บทบัญญัติ จนกลายเป็นความสามารถพิเศษที่เคยชิน
การศึกษาวิชาการข้างต้นเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับบุคคลที่จะเป็นมุจญฺตะฮิด และบุคคลที่เป็นมุจญฺตะฮิดแล้ว ต้องปฏิบัติตามการวินิจฉัยของตนไม่อนุญาตให้ปฏิบัติตามทัศนะของบุคคลอื่น แต่ถ้าหากว่ามุจญฺตะฮิดผิดพลาดในการพิสูจน์หลักฐาน หรือการวินิจฉัยของตน ถือว่าตกการเป็นมุจญฺตะฮิด
ประเภทของการอิจญฺติฮาด
การอิจญฺติฮาด  หรือการวินิจฉัยปัญหาศาสนาของมุจญฺตะฮิด แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ กล่าวคือ
1. การวินิจฉัยสมบูรณ์ หมายถึง บุคคลที่สามารถวิเคราะห์หาเหตุผลของบทบัญญัติได้ทั้งหมด ซึ่งเรียกว่า  มุจญฺตะฮิดมุฏลัก   (ผู้เชี่ยวชาญครบสมบูรณ์)
2. การวินิจฉัยในระดับไม่สมบูรณ์ หมายถึง บุคคลที่สามารถวิเคราะห์วิจัยบทบัญญัติได้เพียงบางส่วน ซึ่งเรียกว่า มุจญฺตะฮิดมุตะยัซซียฺ (ผู้เชี่ยวชาญไม่ครบสมบูรณ์)
สองปัญหาสำคัญ
1. การอิจญฺติฮาด เป็นวาญิบกิฟายะฮฺ หมายถึง ถ้าหากมีบุคคลหนึ่งกระทำแล้ว หน้าที่นี้จะหมดไปจากคนอื่นโดยปริยาย
2. บุคคลที่ไม่มีสิทธิออกฟัตวา (คำวินิจฉัยปัญหาศาสนา) หากเขาได้ออกฟัตวา ถือว่าฮะรอม
การตักลีด
การตักลีด ในความหมายของนักปราชญ์หมายถึง การปฏิบัติศาสนกิจตามคำวินิจฉัยของมุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุดในสมัยของตน
1. มุกัลลัฟทุกคน ถ้าไม่ได้อยู่ในระดับของการอิจญฺติฮาด และไม่รู้แนวการอิฮฺติยาฏ ดังนั้น เกี่ยวกับบทบัญญัติ[1] วาญิบต้องตักลีด (ปฏิบัติ) ตามมุจญฺตะฮิด
2. การตักลีดในบทบัญญัติ มิได้เฉพาะเจาะจงแค่ปัญหาวาญิบหรือฮะรอมเท่านั้น ทว่าครอบคลุมไปถึงปัญหาที่เป็นมุซตะฮับ มักรูฮฺ และมุบาฮฺด้วย
3. มุจญฺตะฮิด ที่มีผู้อื่นปฏิบัติตาม เรียกว่า มัรญิอฺตักลีด
4. ผู้ที่เป็นมัรญิอฺตักลีดต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
มีความยุติธรรม
มีสติสัมปะชัญญะที่สมบูรณ์
– ต้องเป็นมุจญฺตะฮิด
– ต้องมีชีวิต
– ต้องเป็นชาย
– ต้องบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ
– บิดามารแต่งงานถูกต้องตามหลักการของศาสนา
– ต้องเป็นมุสลิมนิกายชีอะฮฺอิมามียะฮฺ
– อิฮฺติยาฏวาญิบ ต้องเป็นผู้มีความรู้สูงสุดสมัยของตนและต้องไม่หลงโลก *
*อายะตุลลอฮฺอะลี คอเมเนอี อิฮฺติยาฏวาญิบต้องสามารถควบคลุมอำนาจใฝ่ต่ำ และการละเมิดของตนได้ กรณีที่ฟัตวาของมุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุดขัดแย้งกับหลักการอิฮฺติยาฏวาญิบ แต่ฟัตวาของมุจญฺตะฮิดที่มิได้มีความรู้สูงสุดสอดคล้องกับหลักอิฮฺติยาฏ ในกรณีเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมุจณฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุด
5. อาดิล หมายถึงบุคคลที่พลังยุติธรรมในตัว ความยุติธรรม คือ พลังจิตที่ส่งเสริมให้บุคคลนั้นมีตักวา (ยำเกรง) ต่อพระผู้เป็นเจ้า ระวังความประพฤติของตน ปฏิบัติหน้าที่ตามศาสนาบัญญัติด้วยความเคร่งครัด และไม่ทำบาปทั้งบาปเล็กและบาปใหญ่ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี อาดิล หมายถึงผู้หลีกเลี่ยงตนถึงขั้นที่ว่าไม่กระทำบาปด้วยความตั้งใจ (อิซติฟตาอาต หน้า 1 คำถามที่ 2)
6. อะอฺลัม หมายถึง ผู้มีความรู้ขั้นสูงสุดหมายถึงผู้ที่รอบรู้ที่สุดในเรื่องกฏเกณฑ์และแหล่งข้อมูล รู้ข้อมูลของปัญหาและรายงานดีกว่าคนอื่น ตลอดจนเข้าใจฮะดีซ (รายงาน) ดีกว่าคนอื่น สรุป อะอฺลัมหมายถึงผู้ที่มีความสามารถในการวินิจฉัยปัญหาศาสนาได้ดีกว่าบุคคลอื่น *
*อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี ผู้มีความรู้สูงสุด (อะอฺลัม) หมายถึงบุคคลที่รู้จักบัญญัติของพระเจ้า และวินิจฉัยหน้าที่ ๆ มีต่อพระเจ้าจากหลักฐานด้วยเหตุผลที่ดีกว่ามุจญฺตะฮิดท่านอื่น สามารถนำเอาสถานการณ์ปัจจุบันเข้ามามีส่วนร่วมในการวินิจฉัย ถึงขั้นที่ว่าสามารถแบ่งประเด็นปัญหาของบทบัญญัติ และออกทัศนะในการอธิบายหน้าที่เกี่ยวกับบทบัญญัติได้อย่างชัดเจน ในอีกความหมายหนึ่ง คือ มีความรู้ครอบคลุมทั้งทางโลกและทางธรรม
7. ไม่อนุญาตให้เริ่มตักลีดกับมุจญฺตะฮิดที่ถึงแก่กรรมแล้ว* *(อายะตุลลอฮฺ อะลี คอเมเนอี  อิฮฺติยาฎวาญิบ ไม่อนุญาต) หมายถึงผู้ที่เพิ่งเข้าสู่วัยบาลิฆ หรือจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยตักลีดมาก่อน ไม่สามารถตักลีดกับมุจญฺตะฮิดที่ถึงแก่กรรมไปแล้วได้ ทว่าต้องเริ่มตักลีดกับมุจญฺตะฮิดที่มีชีวิตอยู่
แต่ถ้าสำหรับผู้ที่เคยปฏิบัติตามคำวินิจฉัย (ฟัตวา) บางส่วนของมุจญฺตะฮิดที่เสียชีวิตไปแล้วมาก่อนหน้านี้ สามารถคงสภาพการตักลีดต่อไปได้ แม้ว่าบางปัญหาในช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่จะไม่เคยปฏิบัติก็ตาม ก็ยังสามารถตักลีดต่อไปได้ อย่างไรก็ตามการคงสภาพการตักลีดกับมุจญฺตะฮิดที่เสียชีวิตไปแล้ว ต้องได้รับอนุญาตจากมุจญฺตะฮิดที่ยังมีชีวิตอยู่ หมายถึง ถ้ามุจญฺตะฮิดที่มีชีวิตอนุญาต จึงจะสามารถคงสภาพการตักลีดกับผู้ตายได้ [2]
8. สำหรับบุคคลที่คงสภาพการตักลีดกับมุจญฺตะฮิดที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว ในปัญหาที่ท่านไม่ได้ฟัตวาไว้ ปัญหานั้นต้องตักลีดตามมุจญฺตะฮิดที่มีชีวิตอยู่[3]
9. เป็นหน้าที่สำหรับมุกัลลัฟ ต้องค้นหาเพื่อรู้จักมุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุดในสมัยตน[4]
10. หน้าที่ของบุคคลทั่วไป (ที่มิใช่มุจญฺตะฮิด) ช่วงที่ค้นหามุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุดนั้น
– ช่วงเวลาที่สืบหามุจญฺตะฮิดต้องปฏิบัตหน้าที่โดยการอิฮฺติยาฏ
– หลังจากรู้จักมุจญฺตะฮิดแล้ว ในช่วงที่สืบหาผู้ที่มีความรู้สูงสุด ต้องปฏิบัติตามฟัตวาของมุจญฺตะฮิดที่ใกล้เคียงกับหลักอิฮฺติยาฏมากที่สุด เช่น มีมุจญฺตะฮิดที่มีความรู้ใกล้เคียงกันสองสามคน และหนึ่งในนั้นต้องเป็นผู้มีความรู้สูงสุดแน่นอน ดังนั้น ให้เลือกปฏิบัติตามฟัตวาที่ใกล้เคียงหลักอิฮฺติยาฏมากที่สุด
11. หน้าที่ของผู้ปฏิบัติตาม กรณีที่มีมุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุด 2 คน และไม่สามารถจำแนกได้ว่าผู้ใดมีความรู้มากกว่าให้ปฏิบัติดังนี้
– ปฏิบัติหน้าที่โดยการอิฮฺติยาฏ หรือคำกล่าวที่ใกล้เคียงการอิฮฺติยาฏ หรือกล่าวว่า อิฮฺติยาฏวาญิบต้องเป็นเช่นนี้
– ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่โดยการอิฮฺติยาฏได้ ให้เลือกปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคนหนึ่งคนใดก็ได้
12. ถ้าหากมุจญฺตะฮิด 2 ท่าน ซึ่งมีความรู้เท่าเทียมกัน ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามสามารถเลือกปฏิบัติตามท่านใดท่านหนึ่งได้ หรือสามารถปฏิบัติตามบางเรื่องกับท่านหนึ่ง และในเรื่องอื่นสามารถปฏิบัติตามอีกท่านหนึ่งได้[5]
13. ถ้าหากมีมุจญฺตะฮิด 2 ท่าน ท่านหนึ่งเชี่ยวชาญบทบัญญัติด้านการปฏิบัติ (อิบาดาต) ส่วนอีกท่านหนึ่งเชี่ยวชาญด้านการค้าขาย อิฮฺติยาฏวาญิบ ให้ปฏิบัติตามผู้มีความรู้สูงสุดในแต่ละส่วน *
อายะตุลลอฮฺ คอเมเนอี เฉพาะในกรณีที่มีความเห็นแตกต่างกัน (อิซติฟตาอาต เล่ม 1 หน้า 10 คำถามที่ 7)
หรือแม้แต่ในเรื่องการค้าขาย ถ้ามุจญฺตะฮิดท่านหนึ่งมีความรู้มากกว่าในบางเรื่อง และอีกท่านหนึ่งก็มีความรู้มากกว่าในบางเรื่องเช่นกัน อิฮฺติยาฏวาญิบ ในเรื่องนั้นให้ตักลีดกับผู้ที่มีความรู้สูงสุด[6]
14. ทุกคนมีอิสระในการตักลีด ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกัน ดังนั้น ในเรื่องตักลีดภรรยาไม่จำเป็นต้องกระทำตามสามี ผู้ใดเชื่อมั่นว่ามุจญฺตะฮิดคนใดมีความรู้สูงกว่า สามารถปฏิบัติตามได้ แม้ว่าจะเป็นคนละคนกันก็ตาม [7]

[1]ตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ เล่มที่ 1 หน้าที่ 5
[2] ตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ เล่ม 1 หน้า 7 ข้อที่ 17
[3] อิซติฟตาอาต เล่ม 1 หน้า 12 คำถามที่ 20
[4] ตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ เล่ม 1 หน้า 6 ข้อที่ 5
[5] อ้างแล้ว ข้อที่ 8
[6] อัล อุรวะตุลวุซกอ เล่ม 1 หน้า 16 ข้อที่ 47
[7] อิซติฟตาอาต เล่ม 1 หน้า 13 คำถามที่ 25