แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. โลกทัศน์แห่งวัตถุและข้อหักล้าง

โลกทัศน์แห่งวัตถุและข้อหักล้าง

– พื้นฐานของโลกทัศน์แห่งวัตถุ
-วิเคราะห์พื้นฐานที่ 1
– วิเคราะห์พื้นฐานที่ 2
– วิเคราะห์พื้นฐานที่ 3
– วิเคราะห์พื้นฐานที่ 4
พื้นฐานของโลกทัศน์แห่งวัตถุ
สำหรับโลกทัศน์แห่งวัตถุนั้นสามารถกล่าวถึงพื้นฐานโดยสรุปได้ดังนี้
ประการที่หนึ่ง สิ่งที่มีเท่ากับสสารและวัตถุต่างๆ และสิ่งที่สามารถกล่าวได้ว่ามีอยู่จริงนั้น ต้องมีรูปพรรณสัณฐานหรือมีตัวตนและรูปร่างลักษณะอยู่จริง ซึ่งต้องประกอบด้วยกว้างยาว สูง และหนา หรือมีคุณลักษณะของวัตถุสสาร และนอกจากนั้นแล้วสิ่งที่เป็นวัตถุต้องมีขนาดและสามารถแบ่งออกเป็นส่วนได้ บนพื้นฐานดังกล่าวพวกวัตถุนิยมจึงปฏิเสธการมีอยู่จริงของพระเจ้า ในฐานะที่การมีอยู่ของพระองค์อยู่ในสภาพของอวัตถุ และอยู่เหนือธรรมชาติ
ประการที่สอง สิ่งที่เป็นวัตถุคงมีอยู่ดั้งเดิมเป็นนิรันดรมิได้ถูกสร้างและไม่ต้องพึ่งพาสาเหตุใดๆ ทั้งสิ้น ตรงกับนิยามในเชิงปรัชญาที่เรียกว่า วาญิบุลวุญูด (สิ่งที่จำเป็นต้องมี)
ประการที่สาม ไม่สามารถกำหนดเป้าหมายหรือบั้นปลายสุดท้ายแก่โลกได้ เนื่องจากไม่มีผู้กระทำที่มีสติสัมปชัญญะและเป้าหมายอยู่จริง เพื่อที่จะได้นำเป้าหมายหนึ่งสัมพันธ์ไปยังสิ่งนั้น
ประการที่สี้ สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ของโลก (ที่ไม่ใช่พื้นฐานของวัตถุ) เกิดขึ้นจากการโยกย้ายเศษเล็กเศษน้อยของวัตถุ และการทับทมของสิ่งเหล่านั้นเป็นเวลานาน ด้วยสาเหตุนี้ สามารถกล่าวเรียกปรากฏการณ์ก่อนหน้านั้นว่าเป็นเงื่อนไขและเป็นสาเหตุของการเกิดของสรรพสิ่งหลังจากนั้น อย่างไรก็ตามที่สุดแล้วสามารถยอมรับได้ว่า สิ่งนั้นเป็นสาเหตุทางธรรมชาติประเภทหนึ่งระหว่างสิ่งที่เป็นวัตถุทั้งหลาย เช่น ต้นไม้คือสาเหตุทางธรรมชาติสำหรับผลไม้ ฟิสิกส์และเคมีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สามารถสัมพันธ์ไปยังสิ่งเหล่านั้นได้ แต่ไม่มีปรากฏการณ์ใดเลยที่ต้องอาศัยพระเจ้าผู้เป็นแก่นแท้ของสาเหตุในการกำเนิด
ประการที่ห้า สามารถกล่าวเป็นส่วนเพิ่มเติมเข้าไปในพื้นฐานสี่ประการได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรู้จัก อีกด้านหนึ่งพื้นฐานข้อที่ห้าถือว่ามาก่อนพื้นฐานข้ออื่นๆ เนื่องจากเฉพาะการรู้จักเท่านั้นที่สืบเนื่องมาจากประสบการทางความรู้สึก และประสบการทางความรู้สึกเท่านั้นที่สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของวัตถุสสารได้ ขณะที่การมีอยู่ของสิ่งอื่นไม่อาจยอมรับได้
แต่อย่างไรก็ตามความไม่ถูกต้องของพื้นฐานข้อนี้ได้พิสูจน์ไปแล้วในบทก่อนหน้านี้ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงอีก
วิเคราะห์พื้นฐานที่ 1
พื้นฐานข้อที่หนึ่งนี้ถือว่าเป็นพื้นฐานหลักของโลกทัศน์แห่งวัตถุ ขณะที่ไม่มีเหตุในการกล่าวอ้างแต่อย่างใด และไม่สามารถนำมาเป็นเหตุผลหักล้างสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติได้อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนพื้นฐานการรู้จักของฝ่ายวัตถุนิยม ซึ่งวางอยู่บนแก่นของความรู้สึกสัมผัสและประสบการอย่างมั่นคง เนื่องจากไม่มีประสบการจากการรู้สึกสัมผัสใดสามารถกล่าวอธิบายสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ และไม่สามารถพิสูจน์หรือปฏิเสธสิ่งนั้นได้ แต่อย่างมากที่สุดบนพื้นฐานเหตุผลของฝ่ายผัสสะที่สามารถกล่าวได้คือ ตามหลักการของเราไม่สามารถพิสูจน์สิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติได้ ฉะนั้น อย่างน้อยที่สุดต้องยอมรับการมีอยู่จริงของสิ่งนั้น ดังที่กล่าวไปแล้วว่ามนุษย์ไม่สามารถเข้าใจถึงการมีอยู่จริงของสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ แต่มีคุณสมบัติของวัตถุอยู่ในตัว เช่น ดวงวิญญาณ มนุษย์ไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของวิญญาณได้ด้วยความรู้ ตลอดจนเหตุผลทางสติปัญญาจำนวนมากมายที่กล่าวถึงการมีอยู่แบบไร้สถานะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่กล่าวไว้ในตำราปรัชญา ตัวอย่างที่ดีที่สุดสำหรับคำกล่าวอ้างคือ ดวงวิญญาณที่อยู่ในสภาพไร้สถานะ ความฝัน และอภินิหารต่างๆ ที่บรรดาศาสดาได้แสดงไว้ อย่างไรก็ตามเหตุผลที่หยิบยกมาเพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าที่มิใช่วัตถุ ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการหักล้างพื้นฐานประการที่หนึ่ง
วิเคราะห์พื้นฐานที่ 2
พื้นฐานที่สองจะกล่าวเน้นถึงการมีอยู่ดั้งเดิมและคงอยู่เป็นนิรันดรของวัตถุ หลังจากนั้นกล่าวสรุปว่าวัตถุมิได้เป็นสิ่งถูกสร้าง เช่น
ประการที่หนึ่ง การมีอยู่ดั้งเดิมและคงอยู่เป็นนิรันดรของวัตถุบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ที่มีขอบเขตจำกัด ดังนั้น วิทยาศาสตร์จึงไม่สามารถพิสูจน์ความไร้ขอบเขตของโลกในฐานะของเวลาและสถานที่ได้
ประการที่สอง สมมุติว่าวัตถุเป็นคงอยู่เป็นนิรันดรแต่มิได้หมายความว่าจะปราศจากการพึ่งพาไปยังพระผู้สร้าง ดังเช่นแรงดึงดูดของสนานแม่เหล็กจะเห็นว่าสิ่งจำเป็นในสมมุติฐาน คือ พลังดึงดูดที่มีอยู่ตลอดเวลามิใช่การปราศจากความต้องการไปยังพลังในการดึงดูด
นอกจากนี้แล้วการที่กล่าวว่าวัตถุมิใช่สิ่งถูกสร้างในความหมายก็คือ วัตถุเป็นสิ่งจำเป็นต้องมี (วาญิบุลวุญูด) แต่ได้พิสูจน์ผ่านไปแล้วในบทที่แปดว่า เป็นไปไม่ได้ที่วัตถุจะเป็นวาญิบุลวุญูด
วิเคราะห์พื้นฐานที่ 3
พื้นฐานที่สามวางอยู่บนการปฏิเสธเป้าหมายของโลก ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วก็เท่ากับเป็นการปฏิเสธเรื่องพระผู้สร้างโลกนั่นเอง ดังนั้น เมื่อสามารถพิสูจน์การมีอยู่จริงของพระเจ้าได้ ทัศนะทำนองนี้จะโมฆะไปโดยปริยาย นอกจากนั้นแล้วยังมีคำถามว่ามนุษย์ผู้มีสติปัญญาที่ชาญฉลาด เมื่อเขามองเห็นผลงานสร้างของมนุษย์คนหนึ่งแล้วทำไมเขาต้องคิดถึงเป้าหมายของคนสร้างด้วย ขณะที่เขามองเห็นระบบระเบียบของโลกอันน่าอัศจรรย์ใจ ความสอดคล้องของกลไกในการทำงานปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดจนข้อดีและข้อเสียจำนวนมากมาย แต่เขากับไม่คิดถึงเป้าหมายของโลกและพระผู้สร้างโลกกระนั้นหรือ
วิเคราะห์พื้นฐานที่ 4
พื้นฐานที่สี่ของโลกทัศน์ฝ่ายวัตถุนิยม ระบุเจาะจงอยู่ที่การล่วงรู้ถึงสาเหตุของความสัมพันธ์ในหมู่วัตถุและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทัศนะดังกล่าวมีข้อทักท้วงจำนวนมากเกิดขึ้น และหนึ่งในข้อทักท้วงที่สำคัญคือ
ประการที่หนึ่ง บนพื้นฐานความเชื่อดังกล่าวโลกจะต้องไม่มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมา ขณะที่เรามองเห็นด้วยสายตาตัวเองว่าโลกมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ของสัตว์และมวลมนุษย์ทั้งหลาย และที่สำคัญที่สุดของสิ่งเหล่านั้นคือชีวิต ความสำนึก ความผูกพัน ความรู้สึก ความคิด และความต้องการ
พวกวัตถุนิยมกล่าวว่า ปรากฏการณ์ต่างๆ ทีเกิดขึ้นมิได้มีคุณสมบัติเป็นอย่างอื่น เว้นเสียแต่เป็นความพิเศษของวัตถุเท่านั้น
ขอกล่าวตอบคำกล่าวอ้างของฝ่ายวัตถุนิยมว่า
ประการแรก ความพิเศษในการไม่จำแนกออกของวัตถุสสารนั้นเป็นการยอมรับการแบ่งส่วนย่อย ซึ่งคุณลักษณะพิเศษเหล่านี้ไม่อาจพบได้ในปรากฏการณ์ที่กล่าวมา
ประการที่สอง ปรากฏการณ์ที่เรียกชื่อว่า ความพิเศษของวัตถุ นั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าไม่มีอยู่ในวัตถุที่ปราศจากชีวิต อีกนัยหนึ่งสามารถกล่าวได้ว่าช่วงเวลาหนึ่งวัตถุไม่มีคุณลักษณะเช่นนี้ต่อมาสิ่งเหล่านี้ได้ถูกค้นพบ ดังนั้น การเกิดสิ่งที่เรียกว่าความพิเศษของวัตถุต้องอาศัยผู้ที่ทำให้มันเกิดขึ้นมา และได้ให้คุณลักษณะดังกล่าวปรากฏในวัตถุ ซึ่งสิ่งนี้ก็คือพระผู้สร้าง
ข้อทักท้วงที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ บนพื้นฐานของทฤษฎีดังกล่าวจะเห็นว่าทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ ล้วนกำเนิดขึ้นมาด้วยการบีบบังคับทั้งสิ้น เนื่องจากผลสะท้อนของวัตถุนั้นไม่มีช่องทางสำหรับการเลือกสรรอีกต่อไป ซึ่งการปฏิเสธการเลือกสรรนอกจากจะขัดแย้งกับสติปัญญาและสามัญสำนึกแล้ว ยังเป็นการปฏิเสธหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งหมด และปฏิเสธคุณค่าของศีลธรรมจรรยาอีกด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าการปฏิเสธหน้าที่ความรับผิชอบและคุณค่าทางศีลธรรม จะทำให้ชีวิตมนุษย์พบกับความตกต่ำและพบกับความอัปยศอดสู
ในที่สุดแล้วตามทัศนะที่กล่าวว่า วัตถุไม่สามารถเป็นวาญิบุลวุญูด (จำเป็นต้องมี) ได้ตามที่กล่าวไปแล้ว ฉะนั้น จำเป็นต้องค้นหาผู้สร้างวัตถุขึ้นมา และเป็นที่แน่นอนว่าผู้สร้างนั้นไม่อาจเป็นธรรมชาติได้ เนื่องจากความสัมพันธ์เหล่านี้จะถูกพบได้ในหมู่วัตถุที่มีความสัมพันธ์ต่อกันเท่านั้น ขณะที่วัตถุทั้งหมดไม่อาจมีความสัมพันธ์กับผู้สร้างตนได้ ดังนั้น สาเหตุ (ผู้สร้าง) ที่ได้สร้างวัตถุขึ้นมาเป็นผู้สร้างที่มีสถานะอยู่เหนือธรรมชาติ

คำถาม
1. จงอธิบายหลักพื้นฐานของโลกทัศน์แห่งวัตถุมาโดยละเอียด
2. จงอธิบายพื้นฐานของโลกวัตถุมาโดยละเอียด
3. จงอธิบายพื้นฐานหลักที่หนึ่ง
4. จงอธิบายพื้นฐานหลักที่สอง
5. จงหักล้างพื้นฐานที่สาม
6. จงอธิบายปัญหาหลักข้อที่สี้