แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. โองการชัดเจนและคุมเครือ

โองการชัดเจนและคุมเครือ

อัลลอฮฺ (ซบ.) ผู้ทรงสูงส่งและเกรียงไกรตรัสว่า
الَر كِتَابٌ أُحْكِمَتْ آيَاتُهُ ثُمَّ فُصِّلَتْ مِن لَّدُنْ حَكِيمٍ خَبِيرٍ
“คัมภีร์ซึ่งโองการทั้งหลายถูกทำให้มีระเบียบมั่นคง แล้วเรื่องต่าง ๆ ได้ถูกจำแนกอย่างชัดแจ้ง จากพระผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงตระหนัก”[1]
พระองค์ตรัสอีกว่า
اللَّهُ نَزَّلَ أَحْسَنَ الْحَدِيثِ كِتَابًا مُّتَشَابِهًا مَّثَانِيَ تَقْشَعِرُّ مِنْهُ جُلُودُ الَّذِينَ يَخْشَوْنَ رَبَّهُمْ
“อัลลอฮฺทรงประทานพระวจนะที่ดียิ่งลงมาเป็นคัมภีร์คล้องจองกันกล่าวซ้ำกัน ผิวหนังของบรรดาผู้ที่เกรงกลัวพระผู้อภิบาลของพวกตนจะมีขนลุกชัน”[2]
พระองค์ตรัสอีกว่า
هُوَ الَّذِي أَنزَلَ عَلَيْكَ الْكِتَابَ مِنْهُ آيَاتٌ مُّحْكَمَاتٌ هُنَّ أُمُّ الْكِتَابِ وَأُخَرُ مُتَشَابِهَاتٌ فَأَمَّا الَّذِينَ فِي قُلُوبِهِمْ زَيْغٌ فَيَتَّبِعُونَ مَا تَشَابَهَ مِنْهُ ابْتِغَاءَ الْفِتْنَةِ وَابْتِغَاءَ تَأْوِيلِهِ وَمَا يَعْلَمُ تَأْوِيلَهُ إِلاَّ اللّهُ وَالرَّاسِخُونَ فِي الْعِلْمِ يَقُولُونَ آمَنَّا بِهِ كُلٌّ مِّنْ عِندِ رَبِّنَا وَمَا يَذَّكَّرُ إِلاَّ أُولُوا الألْبَابِ
“พระองค์คือผู้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่เจ้า โดยที่ส่วนหนึ่งของคัมภีร์นั้นเป็นโองการรัดกุมชัดเจน ซึ่งเป็นแม่บทของคัมภีร์ และมีโองการอื่น ๆ อีกที่มีข้อความเป็นนัย ส่วนบรรดาผู้ที่ในหัวใจของพวกเขามีความเบี่ยงเบนนั้น พวกเขาจะติดตามโองการที่มีข้อความเป็นนัยจากคัมภีร์ เพราะต้องการก่อความความวุ่นวาย และต้องการตีความโองการนั้น และไม่มีผู้ใดรู้การตีความโองการ (ตะอฺวีล) ได้นอกจากอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่มั่นคงในความรู้เท่านั้น โดยที่พวกเขาจะกล่าวว่า พวกเราศรัทธาต่อทุกโองการ ทั้งมวลมาจากพระผู้อภิบาลของพวกเรา และไม่มีผู้ใดที่จะได้รับคําตักเตือนนอกจากบรรดาผู้ที่มีสติปัญญาเท่านั้น”   [3]
เราจะพบว่าโองการที่มีความหมายชัดเจนบ่งชี้ให้เห็นว่าว่า สิ่งโมฆะไม่สามารถเข้ามาปะปนกับอัล-กุรอานได้อย่างแน่นอน ส่วนโองการที่สองกล่าวว่า บรรดาโองการทั้งหมดของอัล-กุรอานมีความคล้ายคลึงกันในแง่ของความสละสลวย ความไพเราะของสำนวนโวหาร วาทศาสตร์ และความสามารถอันน่าอัศจรรย์ในการบรรยายถึงสภาพเหล่านั้น อีกทั้งมีรูปแบบและลีลาทางภาษาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอัลกุรอาน ซึ่งทั้งหมดล้วนปรากฏอยู่ทั่วไปในอัล-กุรอาน
โองการที่สามได้แบ่งอัล-กุรอานออกเป็น 2 ส่วนกล่าวคือ “มุฮฺกัม”และมุตะชาบิฮฺ” อันเป็นประเด็นที่กำลังกล่าวถึงซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
“มุฮฺกัม” หมายถึงโองการที่มีความหมายมั่นคงชัดเจน ไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้ ส่วน “มุตะชาบิฮฺ” เป็นโองการที่ไม่ได้อยู่ในคุณลักษณะดังกล่าว หรืออาจกล่าวได้ว่าโองการที่มีความหมายคลุมเครือไม่ชัดเจน หรือไม่เป็นที่เห็นพร้องต้องกันโดยเอกฉันท์ มีการตีความเป็นสองนัยหรือมากกว่านั้น
ถือเป็นหน้าที่ของผู้ศรัทธาทุกคน ที่ต้องศรัทธาและปฏิบัติตามโองการที่มีความหมายชัดเจน และโองการที่มีความหมายคลุมเครือ (มุตะชาบิฮฺ) แต่ต้องหลีกเลี่ยงและต้องระวังการปฏิบัติตามโองการเหล่านั้น เฉพาะบุคคลที่หัวใจของพวกเขาหันเหออกจากความจริง ที่มักจะปฏิบัติตามโองการที่มีความหมายคลุมเครือ โดยมีเป้าหมายเพื่อการหลอกลวงคนอื่นและบิดเบือนความจริง
8) มุฮฺกัมและมุตะชาบิฮฺ ในทัศนะของนักอรรถาธิบายอัล-กุรอานและนักวิชาการ
นักวิชาการอิสลามมีทัศนะแตกต่างกันเกือบ 20 ทัศนะ ในการให้ความหมายคำว่า มุฮฺกัม และ มุตาชาบิฮฺ แต่อย่างไรก็ตามทัศนะที่ได้รับการยอมรับในหมู่นักอรรถาธิบายอัล-กุรอานมากที่สุด ตั้งแต่ยุคแรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือ้เป็นทัศนะที่ได้รับความเชื่อถืออย่างแพร่หลายได้แก่ทัศนะที่ถือว่า มุฮฺกัม คือโองการที่มีความหมายหลักชัดเจนซึ่งไม่สามารถเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ หรือโองการที่ได้ถูกตัดสินใจอย่างชัดแจ้งแล้ว เป็นความจำเป็นที่จะต้องศรัทธาและปฏิบัติตามโองการเหล่านั้น  ส่วนมุตาชาบิฮฺ คือโองการที่ความหมายคลุมเครือความหมายภายนอกมิใช่เป้าหมายของโองการ เป้าหมายที่แท้จริงจะต้องนำไปตะอฺวีล (ตีความ) ซึ่งไม่มีผู้ใดล่วงรู้การตีความนั้น นอกจากอัลลอฮฺ (ซบ.) มนุษย์มิอาจเข้าถึงความด้านในอันแท้จริงได้ แต่อย่างไรก็ตาม จำเป็นที่เราจะต้องศรัทธาต่อโองการดังกล่าวโดยหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตาม
ทัศนะดังกล่าวนี้ ได้รับการยอมรับมากในหมู่นักวิชาการอะลิซซุนนะฮฺและชีอะฮฺ แต่มีข้อแตกต่างบางประการกล่าวคือ นักวิชาการฝ่ายชีอะฮฺเชื่อว่า การตะอฺวีลโองการมุตาชาบิฮฺ นอกจากอัลลอฮฺ (ซบ.) แล้ว ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ก็มีความรู้ในเรื่องนั้นด้วย ส่วนผู้ศรัทธาโดยทั่วไป ไม่สามารถเข้าถึงการตะอฺวีลโองการมุตาชาบิฮฺได้นั้น จำเป็นต้องแสวงหาความรู้ดังกล่าวจากอัลลอฮฺ (ซบ.)  ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)  และบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.)
ทัศนะดังกล่าวนี้ ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติจะได้รับการยอมรับในหมู่นักอรรถาธิบายอัล-กุรอานส่วนใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่สอดคล้องกับการบ่งชี้ของโองการต่างๆ ทั้งนี้เนื่องจาก
ประการที่ 1 ไม่มีโองการใดในอัล-กุรอานที่มีความหมายคลุมเครือ จนไม่สามารถเข้าใจความหมายได้ เนื่องจากอัล-กุรอานได้พรรณนาคุณลักษณะของตนเองว่า เป็นรัศมี เป็นเครื่องชี้นำ และเป็นเครื่องจำแนกแจกแจง ดังนั้น ย่อมไม่สอดคล้องกับโองการต่างๆ ที่มีความคลุมเครือในการถ่ายทอดเป้าหมายที่แท้จริงของโองการ ประกอบสติปัญญาสมบูรณ์ก็เป็นสิ่งสำคัญที่สามารถสร้างความเข้าใจต่อโองการเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้อัลกุรอานบางโองการกล่าวว่า
أَفَلاَ يَتَدَبَّرُونَ الْقُرْآنَ وَلَوْ كَانَ مِنْ عِندِ غَيْرِ اللّهِ لَوَجَدُواْ فِيهِ اخْتِلاَفًا كَثِيرًا
“พวกเขาไม่พิจารณาดูอัลกุรอานบ้างหรือ หากว่าอัลกุรอานมาจากผู้ที่ไม่ใช่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอนพวกเขาก็จะพบว่าใน นั้นมีความขัดแย้งกันมากมาย”[4]

อัล-กุรอานเตือนสำทับให้เห็นว่า การพิจารณาใคร่ครวญอัล-กุรอาน เป็นการขจัดข้อขัดแย้งทุกประเภทให้หมดไป แต่ถ้าโองการมุตะชาบิฮฺมีความหมายตามทัศนะข้างต้น จะเห็นว่าข้อขัดแย้งต่างๆ มิอาจถูกขจัดให้หมดไปได้ ด้วยการพิจารณาใคร่ครวญอย่างแน่นอน
บางทีอาจมีผู้ให้ทัศนะว่า จุดมุ่งหมายของโองการมุตะชาบิฮฺก็คือ อักษรย่อที่ปรากฏอยู่ในบางซูเราะฮฺ (บท) ของอัลกุรอาน เช่น ที่ขึ้นต้นด้วย อลีฟ ลาม มีม, อลีฟ ลาม รอ, ฮามีม และฯลฯ ซึ่งเราไม่เข้าใจจุดหมายที่แท้จริงของอักษรเหล่านี้ว่าหมายถึงอะไร เป็นรหัสยระหว่างอัลลอฮฺ (ซบ.) และเราะซูลของพระองค์
แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องไม่ลืมว่าโองการข้างต้นได้เรียกโองการมุตะชาบิฮฺด้วยชื่อดังกล่าว โดยถือว่ามีคุณสมบัติตรงกันข้ามกับโองการมุฮฺกัม กล่าวคือ โองการมุตะชาบิฮฺ ประกอบไปด้วยความหมายภายนอก และความหมายที่เป็นนัยอันก่อให้เกิดความคลางแคลงใน ในขณะที่อักษรย่อในอัล-กุรอานไม่มีความหมายในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด
นอกจากนี้โองการข้างต้นในบทอาลิอิมรอน โองการที่ 7 ยังระบุอีกว่า กลุ่มชนผู้หลงผิดได้ใช้โองการมุตะชาบิฮฺสร้างความสับสนและทำให้ผู้คนหลงทาง แต่ในขณะที่ไม่เคยปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์อิสลามเลยว่า มีผู้ใดใช้อักษรย่อเพื่อผลประโยชน์ดังกล่าว หากมีผู้กระทำการดังกล่าวจริง เขาก็ใช้วิธีบิดเบือนความหมายทั้งหมดของอัล-กุรอาน มิใช่เฉพาะแต่อักษรย่อเท่านั้น
นักอรรถาธิบายอัล-กุรอานบางคนกล่าวว่า การตะอฺวีล (ตีความ) โองการมุตะชาบิฮฺ ที่ระบุอยู่ในโองการดังกล่าว เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของชาวยิวที่ต้องการคำนวณเวลาการคงอยู่ของศาสนาอิสลาม โดยได้ใช้อักษรย่อ แต่ทว่าท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ได้ทำให้การคำนวณของพวกเขาเป็นโมฆะ ด้วยการอ่านอักษรเหล่านั้นที่ละตัว[5]
ทัศนะดังกล่าวถือว่าไร้แก่นสารและไม่เป็นความจริงเช่นเดียวกัน เนื่องจากถ้าหากเรื่องนี้ถูกต้องก็เป็นเพียงคำพูดของชาวยิวในวงสนทนา ซึ่งพวกเขาก็ได้รับคำตอบของตนจากวงสนทนานั้นแล้ว อีกทั้งเรื่องดังกล่าวยังไม่มีความสำคัญเพียงพอ ที่อัล-กุรอานจะต้องกล่าวถึงเรื่องของการตะอฺวีลโองการมุตะชาบิฮฺ และการปฏิบัติตามแต่อย่างใด
นอกจากนี้คำพูดของชาวยิวในเหตุการณ์ดังกล่าวยังมิได้ก่อให้เกิดความสับสน หรือวิกฤตกาลดังที่โองการในบทอาลิอิมรอน โองการที่ 7 กล่าวไว้แต่อย่างใด เนื่องจากความสัจจริงของศาสนามิได้ขึ้นอยู่กับ “การคงอยู่เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง” หรือ “การถูกยกเลิกงศาสนา” แต่อย่างใดไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มิได้มีผลกระทบหรือขัดแย้งต่อความสัจจริงของศาสนาแต่อย่างใด ดังเช่นศาสนาแห่งฟากฟ้าทีถูกประทานลงมาโดยพระผู้เป็นเจ้าก่อนหน้าอิสลาม ต่างก็มีสภาพดังกล่าวและเป็นศาสนาที่ถูกต้องในยุคสมัยของตน
ประการที่ 2 ความหมายของทัศนะดังกล่าวให้ความหมายคำว่า “ตะอฺวีล” ในโองการข้างต้นของบท อาลิ     อิมรอน โองการที่ 7 ว่าหมายถึง ความหมายที่ขัดแย้งกับความหมายภายนอก และคำนี้จะใช้เรียกเฉพาะโองการมุตาชาบิฮฺเท่านั้น ซึ่งทั้งสองกรณีถือว่าไม่ถูกต้อง ดังที่จะอธิบายในหัวข้อต่อไปเกี่ยวกับ “การตะอฺวีล” และ “ตันซีล”  ตะอฺวีลในอัล-กุรอาน มิได้เกี่ยวข้องกับความหมายของถ้อยคำแต่อย่างใด ดังจะเห็นว่าโองการทั้งหมดของอัล-กุรอาน ไม่ว่าจะเป็นมุฮฺกัมหรือมุตะชาบิฮฺล้วนมีการตะอฺวีลทั้งสิ้น
ประการที่ 3 โองการในบทอาลิอิมรอน โองการที่ 7 “โองการที่ชัดแจ้ง (อายะตุน มุฮฺกะมาต) ได้ถูกกล่าวถึงด้วยประโยคว่า ฮุนนะอุมมุลกิตาบ (แม่บทแห่งคัมภีร์) สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า โองการมุฮฺกัมครอบคลุมประเด็นทั้งหมดของอัล-กุรอาน ส่วนโองการอื่นถือเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่แยกออกไป
ความสอดคล้องของสองประเด็นดังกล่าว โองการที่เป็นมุตะชาบิฮฺในแง่ของการบ่งชี้และวัตถุประสงค์ของ โองการ จะย้อนกลับไปยังโองการที่เป็นมุฮฺกัม (ชัดเจน) กล่าวคือ เพื่อให้ได้ความหมายที่ชัดเจนของโองการมุตะชาบิฮฺ จะต้องนำโองการมุตะชาบิฮฺไปเทียบกับโองการที่มีความหมายชัดเจน (มุฮฺกัม) โดยมอบให้โองการมุฮฺกัมเป็นวัตถุประสงค์หลักที่แท้จริง
ด้วยเหตุนี้เอง จึงไม่พบว่ามีโองการใดในอัล-กุรอาน ที่ไม่อาจเข้าใจความหมายและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงได้ โองการอัล-กุรอานบางส่วนมีความหมายชัดแจ้งโดยปราศจากสื่อกลาง ซึ่งเรียกว่า มุฮฺกัม และอีกบางส่วนต้องอาศัย มุฮฺกัม เป็นสื่อกลาง เช่น โองการที่เป็นมุตะชาบิฮฺทั้งหลาย ส่วนอักษรย่อในอัลกุรอาน ไม่มีความหมายทางภาษาตามตัวอักษรแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ อัลกษรย่อจึงไม่ไม่จัดอยู่ในกลุ่มของมุฮฺกัมและมุตะชาบิฮฺ
ประเด็นดังกล่าวนี้ สามารถเข้าใจได้ในความหมายกว้างๆ ของโองการที่ว่า
أَفَلَا يَتَدَبَّرُونَ الْقُرْآنَ أَمْ عَلَى قُلُوبٍ أَقْفَالُهَا
“พวกเขามิได้ใคร่ครวญอัล-กุรอานดอกหรือ หรือว่าหัวใจของพวกเขามีกุญแจอันเฉพาะหลายดอกลั่นอยู่”[6]
และโองการที่ว่า
أَفَلاَ يَتَدَبَّرُونَ الْقُرْآنَ وَلَوْ كَانَ مِنْ عِندِ غَيْرِ اللّهِ لَوَجَدُواْ فِيهِ اخْتِلاَفًا كَثِيرًا
“พวกเขาไม่พิจารณาดูอัลกุรอานบ้างหรือ หากว่าอัลกุรอานมาจากผู้ที่ไม่ใช่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอนพวกเขาก็จะพบว่าใน นั้นมีความขัดแย้งกันมากมาย”[7]

[1] อัลกุรอาน บทฮูด 1
[2] อัลกุรอาน บทอัซ-ซุมัร 23
[3] อัลกุรอาน บทอาลิอิรอน7
[4] อัลกุรอาน บทอัน-นิซาอฺ  82
[5] ตัฟซีรอะยาซีย์ เล่ม1 หน้า 16 ตัฟซีรกุมมี ในตอนต้นซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ   ตัฟซีรนุรุซซะเกาะลัยนฺ เล่ม 1 หน้า 22
[6] อัลกุรอาน บทมุฮัมมัด 24
[7] อัลกุรอาน บทอัน-นิซาอฺ 82