แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ใครคือผู้บรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ

ใครคือผู้บรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ

บุคคลที่มีสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งดังจะกล่าวต่อไปนี้ ถือว่าบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ ซึ่งมีอยู่ 3 ประการด้วยกัน คือ
1. อสุจิเคลื่อนออกมาไม่ว่าจะหลับหรือตื่นมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ก็ตาม
2. มีขนขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ
3. มีอายุครบ  15 ปีบริบูรณ์สำหรับเด็กชาย และ 9 ปีบริบูรณ์สำหรับเด็กหญิง[1]
การบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติไม่จำเป็นต้องมีสัญลักษณ์ครบทั้ง 3 ประการ อาจมีสัญลักษณ์อย่างหนึ่งอย่างใดก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เช่น ถ้าชายมีน้ำอสุจิเคลื่อนออกมาถึงแม้ว่าอายุจะยังไม่ถึงเกณฑ์กำหนดก็ตาม ถือว่าบาลิฆแล้ว จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ตามศาสนบัญญัติให้ครบสมบูรณ์
หลักการคำนวณนับอายุบาลิฆ
ทุก ๆ ปีจันทรคติจะน้อยกว่าปีสุริยคติ 10 วัน กับ 18 ชั่วโมง หมายถึงปีของจันทรคติจะมีแค่ 354 วัน กับ 6 ชั่วโมง
ด้วยเหตุนี้ ถ้าเอาจำนวน 96 วัน กับ 18 ชั่วโมง ลบจำนวน 9 ปี ของปีสุริยคติ จะได้ 9 ปี บริบูรณ์สำหรับปีจันทรคติ หรือเอาจำนวน 161 วัน กับ 6 ชั่วโมง ลบจำนวน 15 ปี ของปีสุรยคติ จะได้ 15 ปี บริบูรณ์สำหรับปีจันทรคติ
ฉะนั้น บุคคลที่นับอายุตามปีสุริยคติจำเป็นต้องชดใช้สิ่งที่มิได้ปฏิบัติ เช่น ชายที่เริ่มปฏิบัตินะมาซ เมื่ออายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ตามปีสุริยคติ ดังนั้น เขาต้องชดใช้นะมาซจำนวน 161 วัน ศีลอดและบทบัญญัติอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน
การแบ่งบทบัญญัติ(บทบัญญัติ)
1. วาญิบ  หมายถึง สิ่งจำเป็นต้องปฏิบัติหากละเว้นถือว่ามีความผิด ต้องถูกลงโทษตามศาสนบัญญัติ เช่น นะมาซ และศีลอด เป็นต้น
2. ฮะรอม หมายถึง สิ่งจำเป็นต้องละเว้น ถ้าปฏิบัติถือว่ามีความผิดต้องถูกลงโทษ เช่น พูดโกหก หรือลักขโมยเป็นต้น
3. มุซตะฮับ หมายถึง สิ่งที่สมควรปฏิบัติ หรือสนับสนุนให้ปฏิบัติมีผลบุญตอบแทน  แต่ถ้าไม่ปฏิบัติถือว่าไม่มีความผิดและไม่ถูกลงโทษ เช่น นมาซยามดึก (เซาะลาตุลลัยนฺ)
4. มักรูฮฺ หมายถึง สิ่งที่สมควรละเว้น แต่ถ้าปฏิบัติจะไม่ถูกลงโทษ  เช่น การรับประทานของร้อนจัด
5. มุบาฮฺ   หมายถึง การปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติมีค่าเท่ากัน คือ ไม่มีผลบุญและไม่ถูกลงโทษ เช่น การเดิน การนั่งโดยปกติทั่วไป
การแบ่งบทบัญญัติอีกลักษณะหนึ่ง
1. รู้โดยทั่วไป (บะดีฮียฺ) เช่น การเป็นวาญิบของนะมาซ หรือการฮะรอมสำหรับซินา (ผิดประเวณี) ซึ่งทุกคนทราบกฎเกณฑ์เป็นอย่างดี
2. มิได้รู้โดยทั่วไป (ฆอยรุบะดีฮียฺ) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท กล่าวคือ
– บทบัญญัติซึ่งเป็นไปได้ที่จะอิฮฺติยาฏ
– บทบัญญัติซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะอิฮฺติยาฏ หรือแนวทางของการอิฮฺติยาฎไม่ชัดเจน
ประเด็นแรก ไม่จำเป็นต้องตักลีด ส่วนประเด็นที่สองเป็นไปได้ที่จะอิฮฺติยาฏ ถ้าหากเข้าใจและรู้เรื่องการอิฮฺติยาฏ ดังนั้น สามารถปฏิบัติหน้าที่โดยการอิฮฺติยาฏได้ แม้ว่าอนุญาตให้ตักลีดได้ก็ตาม *
อายะตุลลอฮฺ คอเมเนอี กล่าวว่า การปฏิบัตหน้าที่โดยการอิฮฺติยาฏ ต้องรู้จักประเด็นและวิธีการอิฮฺติยาฏ ซึ่งมีชนส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้ อีกด้านหนึ่งการอิฮฺติยาฏ โดยทั่วไปต้องใช้เวลามากกว่า
3. ประเด็นสุดท้ายของบทบัญญัติ คือ มิได้เป็นบทบัญญัติที่รู้โดยทั่วไป (บะดีฮียฺ) และมิสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยการอิฮฺติยาฏได้ กล่าวคือ เป็นการอิจญฺติฮาดหรือตักลีด หมายถึง ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่อิจญฺติฮาด หรือตักลีดตามมุจญฺตะฮิดเท่านั้น[2]
หลังจากอธิบายบทนำ 2 ประการแล้ว (เงื่อนไขการปฏิบัติ การแบ่งบทบัญญัติ )ลำดับต่อไปจะอธิบายปัญหาการอิจญฺติฮาด ตักลีด และการอิฮฺติยาฏ
อิจญฺติฮาด
ฮิจญฺติฮาด ตามหลักภาษาหมายถึง ความเพียรพยายามและความเหนื่อยยาก แต่ตามหลักศาสนิติศาสตร์อิสลามหมายถึง  การค้นคว้า วิเคราะห์ และวิจัยเพื่อวินิจฉัยและตีความบทบัญญัติจากแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องบนพื้นฐานของความรู้ ความสามารถ และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ดังนั้น บุคคลที่มีคุณสมบัติในการอิจญฺติฮาดได้เรียกว่า มุจญฺตะฮิด (หมายถึง ผู้วินิจฉัยปัญหาศาสนาหรือผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านนิคิศาสตร์อิสลาม)

[1] ตะฮฺรีรุลวะซีละฮฺ เล่ม 2 หน้า 13 ข้อ 3
[2] อัลอุรวะตุลวุซกอ เล่ม 1 หน้า 4 ข้อ 6, มันฮัจญุร เราะชาด หน้า 19