แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. ในทัศนะอิสลามอนุญาตให้ซัจญฺดะฮฺและแสดงการตะอฺซีมหรือไม่ออ

ในทัศนะอิสลามอนุญาตให้ซัจญฺดะฮฺและแสดงการตะอฺซีมหรือไม่ออ

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺพระผู้ทรงปรานี พระผู้ทรงเมตตายิ่งเสมอ
คำสำคัญ : อิบาดะฮฺ, ซัจญฺดะฮฺ, เตาฮีด, ชิริก,อิซมัต, ตะอฺซีม
หัวข้อ : ซัจญฺดะฮฺและตะอฺซีมแก่ศาสดายูซุฟ (อ.)
คำถามสรุป : ในทัศนะอิสลามอนุญาตให้ซัจญฺดะฮฺและแสดงการตะอฺซีมหรือไม่ออ ?
ดังที่พี่น้องศาสดายูซุฟได้ซัจญฺดุฮฺต่อเขา, ดังนั้นตามบทบัญญัติของศาสดามุฮัมมัด และคำสอนของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) อนุญาตให้กระทำเช่นนั้นไหม?
คำตอบโดยสังเขป : ในทัศนะอิสลามบนพื้นฐานคำสอนของแนวทางอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ถือว่า การซัจญฺดะฮฺคือ รูปแบบของการอิบาดะฮฺที่สวยงามและสมบูรณ์ที่สุด สำหรับพระผู้อภิบาลเท่านั้น และไม่อนุญาตกระทำกับบุคคลอื่น
ส่วนการซัจญฺดะฮฺที่มีต่อศาสดายูซุฟ (อ.), มิได้ถือว่าเป็นการซัจญฺดะฮฺอิบาดี, ทว่าในความเป็นจริงก็คือว่าเป็นการอิบาดะฮฺต่อพระเจ้าด้วยเช่นกัน ดังที่เราได้หันหน้าไปทางกะอฺบะฮฺเพื่อนมาซและได้ซัจญฺดะฮฺ, ทั้งที่การนมาซและการซัจญฺดะฮฺของเรามิได้กระทำเพื่อวิหารกะอฺบะฮฺแต่อย่างใด ทว่าวิหารกะอฺบะฮฺคือสิ่งเดียวอันถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการรำลึกถึงอัลลอฮฺ เราจึงอิบาดะฮฺ
ในทัศนะอิสลามและคำสอนตามแนวทางของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) เตาฮีดคือสิ่งค่ามีสูงสุดอันเป็นหลัก และเป็นเขตแดนกั้นระหว่างการปฏิเสธและอีมาน. จุดที่ตรงกันข้ามกับเตาฮีดคือการตั้งภาคีเทียบเคียงพระเจ้า (ชิริก) ซึ่งอัลกุรอานได้เรียกสิ่งนั้นว่า “การกดขี่อันยิ่งใหญ่”[1] เป็นบาปความผิดที่ไม่ได้รับการอภัย[2]
เตาฮีดมีรายละเอียดสำคัญ 4 ประการหลักดังนี้ :
1.เตาฮีดซาตียฺ
2.เตาฮีดซิฟัตตียฺ
3.เตาฮีดอัฟอาลียฺ
4.เตาฮีดอิบาดียฺ
เตาฮีดอิบาดียฺ หมายถึงเฉพาะพระองค์อัลลอฮฺ เท่านั้นที่เราเคารพภักดี ไม่มีสิ่งใดคู่ควรแก่การเคารพภักดีเหมือนพระองค์؛ เนื่องจากการอิบาดะฮฺต้องแสดงต่อบุคคลที่มีความสมบูรณ์จริง หรือต่อบุคคลที่ไม่มีความต้องการยังสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น เป็นผู้ประทานความโปรดปรานแก่ทุกสรรพสิ่ง เป็นพระผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย แน่นอน คุณลักษณะเช่นนี้จะไม่พบในบุคคลอื่นนอกจากอัลลอฮฺ (ซบ.)
วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการอิบาดะฮฺคือ, การสรรหาวิถีทางที่เข้าใกล้ชิดพระผู้ทรงเป็นองค์สัมบูรณ์ยิ่ง ประกอบกับการประยุกต์เอาคุณลักษณะและคุณสมบัติแห่งความดีงาม และการปราศจากการพึ่งพิงไปยังสิ่งอื่นของพระองค์ เอาใส่ไว้ในตัวเอง เพื่อพัฒนาจิตใจตนให้ออกห่างจากอำนาจฝ่ายต่ำ และมุ่งมั่นอยู่กับการขัดเกลาจิตวิญญาณ แน่นอน วัตถุประสงค์นี้จะไม่อาจเกิดขึ้นได้นอกจากการแสดงความเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ[3]
คำว่า อิบาดะฮฺ มีความหมายกว้าง, ซึ่งคำว่าอับดฺ ตามหลักภาษาจะใช้เรียกบุคคลที่ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เขาได้มอบตัวเองแด่เมาลาผู้เป็นเจ้าของ, ความต้องการของเขาเป็นไปตามความต้องการของพระเจ้า. ณ เบื้องพระพักตร์ของพระองค์กรรมสิทธิ์ไม่มีความหมายอันใดทั้งสิ้น อีกทั้งจะไม่แสดงความอ่อนแอในการเชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์อย่างเด็ดขาด
อีกนัยหนึ่งคำว่า “อุบูดียะฮฺ” คือขั้นสุดท้ายของการเปิดเผยความนอบน้อมถ่อมตน, ด้วยเหตุนี้เอง บุคคลที่ที่สามารถเป็นที่เคารพภักดี ได้แก่บุคคลที่เป็นที่สุดของความโปรดปรานและและเป็นที่สุดของการแสดงความเคารพภักดี ซึ่งไม่อาจเป็นผู้ใดไปได้นอกจาก อัลลอฮฺ เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้, การอิบาดะฮฺจึงถือว่าเป็นความสมบูรณ์สูงสุดของมนุษย์คนหนึ่ง เป็นความใกล้ชิดยิ่งระหว่างเขากับอัลลอฮฺ และเป็นการยอมจำนนโดยดุษณีต่ออาตมันบริสุทธิ์ของพระองค์[4]
อิบาดะฮฺ ในอัลกุรอานอยู่ในฐานะปัจจัยสำคัญสำหรับการสร้างมนุษย์ และการสร้างมวลสรรพสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกนี้. อัลกุรอานกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า :”เราไม่ได้สร้างมนุษย์และญินขึ้นมาเพื่อการใดเว้นเสียแต่เพื่อการอิบาดะฮฺ”[5]
ด้วยเหตุผลนี้เองการอิบาดะฮฺจึงเฉพาะเจาะจงสำหรับอาตมันบริสุทธิ์ของพระองค์เท่านั้น และพระองค์ไม่อนุญาตให้มวลสรรพสิ่งทั้งหลายอิบาดะฮฺต่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากพระองค์, เนื่องจากการอิบาดะฮฺหรือการแสดงความเคารพภักดีต่อสิ่งอื่น ถือว่าเป็นองค์อันยิ่งใหญ่สำหรับการตั้งภาคีเทียบเคียงพระองค์ เป็นการอธรรม และเป็นบาปที่ไม่ได้รับการอภัยโทษ.
หนึ่งในรูปแบบที่สมบูรณ์และสวยงามที่สุดของการอิบาดะฮฺคือ การซัจญฺดะฮฺ[6] เนื่องจากซัจญฺดะฮฺคือขั้นสุดท้ายของการเปิดเผยการนอบน้อมถ่อมตน ณ เบื้องพระพักตร์ของพระองค์
ในทัศนะอิสลามการซัจญฺดะฮฺต่อพระเจ้าถือว่าเป็นการอิบาดะฮฺที่สำคัญที่สุด,หรือเป็นหนึ่งในอิบาดะฮฺที่สำคัญยิ่งจากอิบาดะฮฺทั้งหลาย.ดังเช่นรายงานกล่าวไว้ว่า, การซัจญะฮฺของมนุษย์ถือว่าเป็นสภาพที่ใกล้ชิดอัลลอฮฺมากที่สุด. บรรดาผู้นำที่ยิ่งใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) และอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) จะซัจญฺดะฮฺนานที่สุดเท่าที่จะนานได้[7]
ฉะนั้น บนพื้นฐานคำสอนอิสลามจึงไม่อนุญาตให้ซัจญฺดะฮฺสิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ ซึ่งตำราฮะดีซของเราจะมีอยู่หมวดหนึ่งนามว่า “การไม่อนุญาตให้ซัจญฺดะฮฺสิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ” โดยมีรายงานจ
การซัจญฺดะฮฺศาสดายูซุฟ (อ.)
อัลกุรอาน กล่าวถึงการซัจญฺดะฮฺสองครั้งที่มิได้กระทำเพื่อพระเจ้าเอาไว้, ได้แก่การซัจญฺดะฮฺของมวลมลาอิกะฮฺที่มีต่อศาสดาอาดัม (อ.)[8] และการซัจญฺดะฮฺของบรรดาพี่น้องและบิดามารดาของศาสดายูซุฟ (อ.) ที่มีต่อศาสดา. ทั้งที่ทั้งสองซัจญฺดะฮฺ นั้นเป็นประเภทเดียวกัน,ด้วยเหตุนี้, จึงขอตอบเฉพาะซัจญฺดะฮฺที่มีต่อศาสดายูซุฟเท่านั้น ซึ่งจะทำให้กฎเกณฑ์การซัจญฺดะฮฺต่อศาสดาอาดัมชัดเจนตามไปด้วย
อัลกุรอานกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า “เขาได้ให้พ่อแม่ของเขาขึ้นนั่งบนบัลลังก์ แล้วพวกเขาก็ก้มกราบคารวะ พร้อมกับกล่าวว่า โอ้ พ่อของฉัน นี่คือการทำนายฝันของฉันแต่ก่อนนี้”[9]
เกี่ยวกับประเด็นนี้มีความเป็นไปได้หลายกรณีด้วยกัน กล่าวคือ :
1.นักตัฟซีร บางท่านกล่าวว่า : เรามีซัจญฺดะฮฺอยู่ 2 ลักษณะด้วยกัน,กล่าวคือ หนึ่งการซัจญฺดะฮฺที่เป็นอิบาดะฮฺและเป็นการแสดงความเคารพภักดีต่อพระเจ้า ซึ่งตรงกันข้ามกับการซัจญฺดะฮฺที่มีต่อดวงตะวัน หมู่ดวงดาว รูปปั้นและสิ่งอื่นที่บรรดาผู้ตั้งภาคีได้กระทำกัน, ส่วนซัจญฺดะฮฺอีกอย่างคือ การแสดงความเคารพหรือแสดงความยิ่งใหญ่ที่แสดงต่อบรรดากษัตริย์ต่างๆ, ผู้ปกครอง,บรรดาศาสดา, หรือต่อบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย,ซึ่งสิ่งนี้เป็นไปตามคำสั่งห้ามและคำสั่งใช้ของพระเจ้า. ซึ่งตามคำสอนของอิสลามได้เน้นย้ำถึงการห้ามปรามเอาไว้ และถือว่าการซัจญฺดะฮฺดังกล่าวเป็นสิ่งฮะรอม,แต่ไม่ถือว่าเป็นชิริก.ซึ่งอัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ทำให้การซัจญฺดะฮฺดังกล่าว วาญิบ สำหรับศาสดาอาดัม (อ.) ขณะเดียวกันก็เป็นการอิบาดะฮฺต่อพระเจ้าด้วย, ด้วยเหตุนี้ชัยฏอนจึงได้ถูกเนรเทศออกมาเนื่องจากฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์, แต่ส่วนกฎเกณฑ์.ตามคำสอนของศาสนาอิบรอฮีมและศาสดาท่านอื่นๆ แห่งวงศ์วานอิสรอเอลถือว่า อนุญาต, ทว่าได้รับการสรรเสริญด้วยซ้ำไป.หลักฐานสำหรับการกล่าวอ้างข้างต้นคือ คำกล่าวของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ที่ว่าถ้าแม้นว่าการซัจญฺดะฮฺสิ่งอื่นนอกเหนือจากพระเจ้าได้รับอนุญาตแล้วละก็,ฉันจะกำชับให้เหล่าภรรยาซัจญฺดะฮฺสามีของนาง.ความหมายของประโยคดังกล่าวนี้มิได้หมายความว่า เหล่าบรรดาภรรยาได้แสดงความเคารพภักดีต่อสามี, ทว่าการซัจญฺดะฮฺลักษณะนี้เท่ากับเป็นการยกย่องและให้เกียรติสามีของนางต่างหาก[10]
2.วัตถุประสงค์ของโองการข้างต้นตามคำสั่งของศาสดายูซุฟ (อ.) จะเห็นว่าพวกเขาได้รับเกียรติและความเคารพอย่างมากมาย ซึ่งได้พำนักอยู่ในพระราชวังอันเฉพาะและประทับอยู่บนบังลังก์ของกษัตริย์, เมื่อยูซุฟได้เข้ามาเนื่องจากรัศมีอันเจิดจรัสของประกายแสงแห่งการเป็นศาสดาได้ส่องประกายรัศมีสว่างไสว ทำให้ลืมตัวและก้มลงกราบแนบพื้นดิน
แต่การซัจญฺดะฮฺลักษณะนี้มิได้จัดว่าเป็นการอิบาดะฮฺแต่อย่างใด ด้วยเหตุผลที่ว่า การซัจญฺดะฮฺที่แสดงให้เห็นถึงการแสดงความเคารพภักดีหรือการอิบาดะฮฺนั้น เฉพาะเจาะจงสำหรับอัลลอฮฺเท่านั้น ซึ่งไม่อนุญาตให้ซัจญฺดะฮฺสิ่งอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ไม่ว่าจะเป็นคำสอนของศาสนาหรือนิกายใดก็ตาม. ดังจะเห็นว่า เตาฮีดอิบาดีย์ ซึ่งถือว่าเป็นเตาฮีดที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากบรรดาศาสดาทั้งหลายได้เชิญชวนมนุษย์ไปสู่เตาฮีดดังกล่าวโดยพร้อมเพียงกัน
ด้วยเหตุนี้,จะเห็นว่ายูซุฟ (อ.) ในฐานะที่เป็นศาสดาแห่งพระเจ้าก็มิได้อนุญาตให้ผู้ใดซัจญฺดะฮฺท่าน หรืออิบาดะฮฺต่อท่าน หรือแม้แต่ศาสดายิ่งใหญ่อย่างศาสดายะอฺกูบ (อ.) ผู้เป็นบิดาของยูซุฟก็มิได้กระทำสิ่งดังกล่าว แม้แต่อัลกุรอานที่กล่าวว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งดีงาม ก็มิได้อนุญาตแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
ดังนั้น การซัจญฺดะฮฺดังกล่าวจึงเป็นได้เพียงการซัจญฺดะฮฺขอบคุณพระเจ้า พระผู้ซึ่งประทานความโปรดปรานและความเมตตาต่างๆ ตลอดจนตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ และฐานันดรอันสูงส่งแด่ยูซุฟ อีกทั้งได้ขจัดปัญหานานัปการให้หมดไปจากครอบครัวของศาสดายะอฺกูบ. ในกรณีนี้การซัจญฺดะฮฺเท่ากับเป็นการซัจญฺดะฮฺอัลลอฮฺโดยตรง เนื่องจากความยิ่งใหญ่และความเมตตาต่างๆ ที่พระองค์ประทานแก่ยูซุฟ และยังถือเป็นการแสดงความเคารพและการให้เกียรติอย่างสูงอีกด้วย ในทัศนะนี้จะเห็นว่าคำสรรพนามที่กล่าวในประโยคที่ว่า “ละฮู” ซึ่งย้อนกลับไปหายูซุฟอย่างแน่นอน จะให้ความหมายที่เข้ากันและลงตัวพอดี
เจ้าของตัฟซีรเนะมูเนะฮฺกล่าวว่า : ความหมายนี้มีความใกล้เคียงที่สุด,โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายงานจำนวนมากมายจากบรรดาอิมามมะอฺซูม (อ.) กล่าวว่า : การซัจญฺดะฮฺของพวกเขาคือการอิบาดะฮฺต่อพระเจ้า
รายงานฮะดีซบางบทกล่าวว่า : การซัจญฺดะฮฺของเหล่าพี่น้องของยูซุฟกระทำในฐานะของการเชื่อฟังปฏิบัติตามพระเจ้า และการให้เกียรติยูซุฟ
ดังเช่นเรื่องราวของศาสดาอาดัม (อ.) จะเห็นว่าบรรดามวลมลาอิกะฮฺได้ซัจญฺดะฮฺต่ออัลลอฮฺ (ซบ.) พระผู้ทรงเกรียงไกร พระผู้ทรงสร้างสรรค์สิ่งที่มากด้วยสติปัญญาขึ้นมา ซึ่งการซัจญฺดะฮฺของพวกเขาเท่ากับเป็นการอิบาดะฮฺต่อพระเจ้า, และเป็นเหตุผลที่ยืนยันถึงการให้เกียรติในความยิ่งใหญ่ของท่านศาสดาอาดัม (อ.) อีกด้วย ประหนึ่งบุคคลหนึ่งได้กระทำงานอย่างหนึ่งที่ดีและมีความสำคัญยิ่ง และเราได้ซัจญฺดะฮฺขอบคุณต่อพระเจ้าที่พระองค์ทรงสร้างบ่าวเฉกเช่นนี้ขึ้นมา ซึ่งการซัจญฺดะฮฺดังกล่าวเท่ากับเป็นการอิบาดะฮฺต่อพระเจ้า และยังเป็นการให้เกียรติต่อบุคคลดังกล่าวอีกด้วย[11]
3.วัตถุประสงค์ของการซัจญฺดะฮฺมีความหมายกว้างมาก, กล่าวคือหมายถึงการนอบน้อมถ่อมตน, อันสืบเนื่องจากว่าการซัจญฺดะฮฺจะไม่ให้ความหมายแน่นอนตามคำ, ทว่าหมายถึงทุกการนอบน้อมถ่อมตน, ด้วยเหตุนี้เอง นักตัฟซีรบางท่านจึงกล่าว่าการนอบน้อมถ่อมตนจะบังเกิดขึ้นในวันที่เราโค้งน้อมรับในความยิ่งใหญ่ ซึ่งวัตถุประสงค์ของการซัจญฺดะฮฺในโองการข้างต้นก็ให้ความหมายตามกล่าวมา. แต่เมื่อพิจารณาประโยคที่ว่า “คัรรู” ทำให้เข้าใจได้ถึงการก้มกราบคารวะบนพื้นดิน, ซึ่งบ่งบอกให้เห็นว่าการซัจญฺดะฮฺของพวกเขามิได้หมายถึงการก้มศีรษะกราบกรานด้วยความนอบน้อมแต่อย่างใด[12]
4.นักตัฟซีรบางท่านกล่าวว่า : อิบาดะฮฺ,หมายถึงการที่บ่าวคนหนึ่ง,ได้แสดงตนในฐานะบ่าวที่แสดงความเคารพภักดีต่อนาย เพื่อพิสูจน์การอิบาดะฮฺของตน และพิสูจน์การเป็นบ่าวที่แท้จริงของตน
ด้วยเหตุนี้ การแสดงความเคารพภักดีจึงต้องมีความคู่ควรและความเหมาะสมที่จะเผยให้เห็นถึง ความเป็นนาย,หรือบ่งบอกให้เห็นความเป็นบ่าวที่แท้จริงของตน. เช่น การซัจญฺดะฮฺ การรุกูอฺ หรือการยืนขึ้นต่อหน้าเจ้านาย หรือการเดินตามหลัง และ… แน่นอนว่าถ้ามีความเหมาะสมมากเท่าใดก็เท่ากับว่าการอิบาดะฮฺของเขานั้นมีมาก และการแสดงความเคารพของเขาก็เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจได้ หรือทุกการกระทำที่บ่งบอกให้เห็นถึงเกียรติยศของเมาลา หรือความต้อยต่ำของบ่าว, อันเป็นที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นซึ่งบ่งบอกให้เห็นด้วยการซัจญฺดะฮฺ เนื่องจากในการซัจญฺดะฮฺนั้นบ่าวต้องก้มกราบหมอบตัวลงแนบกับพื้นดิน, แต่ไม่ถือว่าเป็นการซัจญฺดะฮฺอิบาดะฮฺซาตียฺ,ทว่าจำเป็นต้องตั้งเจตคติเพื่อการอิบาดะฮฺ, ดังนั้น ถ้าการซัจญฺดะฮฺบังเกิดอุปสรรคขึ้นอันถือเป็นการห้ามทั้งในแง่ชัรอีย์และสติปัญญา ซึ่งสิ่งที่ชัรอีย์และสติปัญญาห้ามไว้คือ ห้ามมิให้มนุษย์ซัจญฺดะฮฺสิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ, หรือการซัจญฺของตนมีจุดประสงค์ต้องการพิสูจน์การเป็นผู้อภิบาลอื่นนอกเหนือจากพระองค์, แต่ถ้าจุดประสงค์ของการซัจญฺดะฮฺ เพียงแค่ต้องการให้เกียรติหรือแสดงความเคารพ,โดยไม่มีเจตนาเพื่อพิสูจน์การเป็นผู้อภิบาลของเขา ทว่าจุดประสงค์ต้องการทำไปตามหน้าที่หรือแสดงความยินดีเท่านั้น ในกรณีนี้ทั้งชัรอีย์และสติปัญญามิได้ห้ามปรามไว้
ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่นอกเหนือไปจากนี้นั้นคือ รสนิยมในศาสนา,ซึ่งบรรดาผู้สำรวมตนทั้งหลายได้แสดงออกจากการรู้จักด้านในโดยเปิดเผยมาสู่ภายนอกของศาสนา ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้จำกัดเฉพาะเจาะจงสำหรับพระเจ้าเท่านั้น ซึ่งสำหรับบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากพระเจ้าแม้จะเป็นการแสดงความยินดี หรือการให้เกียรติก็จะไม่หมอบกราบลงกับพื้นดินเด็ดขาด.ซึ่งรสนิยมดังกล่าวในศาสนาไม่อาจปฏิเสธได้,แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกการงานที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยความบริสุทธิ์ใจเกี่ยวกับพระเจ้า จะถูกห้ามมิให้กระทำกับผู้อื่นด้วย[13]
การซัจญฺดะฮฺของศาสดายะอฺกูบ (อ.) มารดาและเหล่าพี่น้องของศาสดายูซุฟ (อ.) ได้กระทำลงไปเพื่อพระเจ้า, เพียงแต่ว่ายูซุฟอยู่ในฐานะกะอฺบะฮฺสำหรับพวกเขา, ด้วยเหตุนี้ตามคำจำกัดความของอาหรับบางครั้งก็กล่าวว่า “ชายคนนั้นได้นมาซไปทางกิบละฮฺ”
ดังเช่นที่เราได้อิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ และให้กะอฺบะฮฺเป็นทิศทาง ซึ่งเราอิบาดะฮฺและนมาซโดยหันหน้าไปทางกิบละฮฺนั้น, ดังนั้น ด้วยการซัจญฺดะฮฺ ณ เบื้องหน้ากะอฺบะฮฺเท่ากับเราได้อิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ มิใช่กะอฺบะฮฺ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่าสัญลักษณ์ของพระเจ้าในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ ตัวของมันจะไม่เป็นอิสระ ดังนั้น ถ้าซัจญฺดะฮฺก็เท่ากับว่าเราได้ซัจญฺดะฮฺต่อพระเจ้า มิใช่สัญลักษณ์ของพระองค์[14]
เมื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าวข้างต้นเป็นที่ประจักษ์ว่า ตามคำสอนของอิสลามไม่อนุญาตให้ซัจญฺดะฮฺต่อสิ่งอื่น ที่นอกเหนือไปจากอัลลอฮฺ แม้แต่จะเป็นการให้เกียรติหรือแสดงความเคารพก็ตาม
ดังรายงานบางบทกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวข้างต้นไว้ว่า มีสหายบางท่านของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องการซัจญฺดะฮฺต่อท่านศาสดา, ท่านได้ตอบเขาว่า “อย่าทำเช่นนั้นเด็ดขาด ทว่าจงซัจญฺดะฮฺต่ออัลลอฮฺเท่านั้น”[15]
ตอนท้ายของบทความใคร่ขอนำเสนอฟัตวามัรญิอฺตักลีด ผู้ทรงคุณวุฒิบางท่าน ดังนี้
สำนักงาน ฯพณฯท่านอายะตุลลอฮฺ อัลอุซมา คอเมเนอี (ขออัลลอฮฺ ทรงปกป้องท่าน) กล่าวว่า :
การซัจญฺดะฮฺต่อสิ่งอื่น นอกเหนือไปจากอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งและเกรียงไกรถือว่า ฮะรอม ดังนั้น การที่ประชาชนโดยทั่วไปได้ซัจญฺดะฮฺต่อหน้าหลุมศพของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ถ้าเป็นการขอบคุณพระเจ้าถือว่าไม่เป็นไร แต่ถ้ามิเช่นนั้นแล้วถือว่า ฮะรอม
สำนักงาน ฯพณฯท่านอายะตุลลอฮฺ อัลอุซม ฟาฎิล ลันกะรอนียฺ (ขออัลลอฮฺ ทรงเมตตาท่าน) กล่าวว่า :
ไม่อนุญาตให้ซัจญฺดะฮฺต่อสิ่งอื่นที่นอกเหนือไปจากอัลลอฮฺ ขณะที่การซัจญฺดะฮฺของศาสดายะอฺกูบและบุตรของท่านเป็นเพียงการซัจญฺดะฮฺขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงเกรียงไกรเท่านั้น เกี่ยวกับประเด็นนี้โปรดศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือ อุรวะตุลวุซกอ ของมัรฮูม ซัยยิด ยัซดี
สำนักงาน ฯพณฯท่านอายะตุลลอฮฺ อัลอุซมา ซีซตานีย์ (ขออัลลอฮฺ ทรงปกป้องท่าน) กล่าวว่า :
การซัจญฺดะฮฺต่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ ถือว่าไม่อนุญาต แต่การซัจญฺดะฮฺอันเฉพาะเจาะจงของศาสดายูซุฟ (อ.) สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากตัฟซีรที่เชื่อถือได้ เช่น (อัลมีซาน) ของอัลลามะฮฺ เฏาะบาเฏาะบาอีย์ (ขออัลลอฮฺ ทรงเมตตาท่าน)
สำนักงาน ฯพณฯท่านอายะตุลลอฮฺ อัลอุซมา มะการิม ชีรอซีย์ (ขออัลลอฮฺ ทรงปกป้องท่าน) กล่าวว่า :
เป็นที่ชัดเจนในหมู่นักปราชญ์ผู้รู้และนักตัฟซีรทั้งหลายว่า พวกเขาได้ซัจญฺดะฮฺ ชุโกรต่อพระเจ้าอันสืบเนื่องจากความโปรดปรานและฐานันดรอันสูงศักดิ์ที่พระองค์ทรงมอบแด่ท่านศาสดายูซุฟ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในการซัจญฺดะฮฺชุโกร

www.Islamquest.net

[1] อัลกุรอาน บทนิซาอฮฺ โองารที่ 13 “จงรำลึกถึงเมื่อลุกมานได้กล่าวแก่บุตรของเขา ขณะที่เขากำลังสั่งสอนบุตรว่า โอ้ ลูกเอ๋ย เจ้าจงอย่าตั้งภาคีเทียบเคียงอัลลอฮฺ เพราะแท้จริงการตั้งภาคีนั้นเป็นความผิดอย่างมหันต์”
[2] อัลกุรอาน บทนิซาอฮฺ โองารที่ 48 “แท้จริงอัลลอฮฺ จะไม่ทรงอภัยต่อการตั้งภาคีขึ้นแก่พระองค์ และพระองค์ทรงอภัยให้แก่สิ่งอื่นจากนั้นสำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์”
[3] ตัฟซีรเนะมูเนะฮฺ, เล่ม 27,หน้า 447
[4] ตัฟซีรเนะมูเนะฮ์, เล่ม 22, หน้า 287
[5] อัลกุรอาน บทซาริยาต โองการที่ 56 “وَ ما خَلَقْتُ الْجِنَّ وَ الْإِنْسَ إِلَّا لِيَعْبُدُونِ”.
[6] แม้ว่าทุกการซัจญฺดะฮฺจะไม่ถือว่าเป็นอิบาดะฮฺก็ตาม,หมายถึงมิได้หมายความว่า การซัจญดะฮฺจะเป็นอิบาดะฮฺซาตีย์ และนอกจากอิบาดะฮฺแล้วไม่อาจกล่าวเรียกเป็นอย่างอื่นได้ ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก ตัฟซีรอัลมีซานฉบับแปลฟาร์ซีย์ เล่ม 1 หน้า 190
[7] มะการิมชีรอซียฺ,ชีอะฮฺให้คำตอบ พิมพ์ครั้งที่ 3 ปี 1385 หน้า 143
[8] ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก,นัจญฺมีย์,ฮาชิมซอเดะฮฺ ฮะรีซียฺ, อธิบายปัญหาต่างๆ ของอัลกุรอาน,หน้า 620
[9]  อัลกุรอาน บทยูซุฟ โองการ 100 “وَ رَفَعَ أَبَوَيْهِ عَلَى الْعَرْشِ وَ خَرُّوا لَهُ سُجَّداً وَ قالَ يا أَبَتِ هذا تَأْوِيلُ رُءْيايَ”
[10] ฏ็อยยิบ,ซัยยิดอับดุลฮุเซน,อะฏีบุลบะยาน ฟีตัฟซีริลกุรอาน,เล่ม 7 หน้า 280
[11] ตัฟซีรเนะมูเนะฮฺ, เล่ม 10, หน้า 82
[12] อ้างแล้วเล่มเดิม
[13] อัลมีซานฉบับแปล,เล่ม 1,หน้า 189 และ 190
[14] ตัฟซีร อัลมีซาน,ตัฟซีรฟัครุรรอซีย์ ตอนอธิบายโองการดังกล่าว,ตัฟซีรมีซานฉบับแปล,เล่ม 11 หน้า 339
[15] มุซตัดร็อกวะซาอิล, มุอัซซะซะฮฺอาลุลบัยตฺ (อ.) กุม, ฮ.ศ. 1408, เล่ม 4 หน้า 480