แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages

ซูเราะฮฺเกาษัรฺ

ซูเราะฮฺนี้ประทานลงมาที่ มักกะฮฺ มีทั้งสิ้น ๓ โองการ

ความประเสริฐของซูเราะฮฺ

สาเหตุของการประทานซูเราะฮฺได้กล่าวว่า อาศบินวาอิล เป็นหัวหน้าบรรดามุชริกีนเขาได้พบกับท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ขณะที่ท่านได้เดินออกมาจากมัสยิดอัล-หะรอม ซึ่งทั้งสองท่านได้พูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง ตอนนั้นมีชนเผ่ากุเรชกลุ่มหนึ่งนั่งสังเกตการณ์อยู่ในมัสยิด และเมื่ออาศบินวาอิล ได้เดินเข้ามาในพวกเขาได้ถามว่า ท่านสนทนากับใครหรือ ? ตอบว่า ฉันสนทนาอยู่กับชายผู้ถูกตัดขาด (อับตัรฺ)

คำอธิบาย

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) มีบุตรชายสองคนกับท่านหญิงคอดียะฮฺ ซึ่งมีนามว่า กอซิม กับ ฏอฮิรฺ ซึ่งรู้จักกันในนามของอับดุลลอฮฺแต่น่าเสียดายที่บุตรชายทั้งสองของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เสียชีวิตที่มักกะฮฺจึงเป็นสาเหตุทำให้ท่านศาสดาเป็นบิดาที่ปราศจากบุตรชาย และด้วยสาเหตุนี้เองทำให้พวกชาวกุเรชพูดไปกันต่างๆ นานา และคิดว่าสายตระกูลของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ถูกตัดขาดลงเสียแล้วพวกเขาจึงสรรหาคำพูดมาตั้งเป็นฉายานามแก่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ว่า อับตัรฺ หมายถึง ถูกตัดขาด และนั่นหมายความว่าเมื่อท่านศาสดาได้เสียชีวิตลง แนวทางของท่านต้องสิ้นสลายตามไปด้วย เนื่องจากท่านศาสดาไม่มีบุตรชายสืบสายสกุลทำให้พวกเขาดีใจและแสดงความปิติยินดีต่อกัน ขณะนั้นอัล-กุรอานได้ถูกประทานลงมาอันเป็นคำตอบที่ชัดเจนแก่พวกเขา และได้แจ้งให้พวกเขารู้ว่าผู้ที่สายตระกูลของเขาจะถูกตัดขาดนั้นมิใช่ท่านศาสดา แต่ทว่าเป็นศัตรูของท่านต่างหาก แนวทางของอิสลามและอัล-กุรอานจะไม่มีวันถูกตัดขาดอย่างแน่นอนเป็นทำลายขวัญกำลังใจและความหวังของศัตรู อีกด้านหนึ่งเป็นการปลอบประโลมท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เพราะเมื่อท่านได้ยินคำพูดที่สบประมาทเช่นนั้น ทำให้จิตใจของท่านเกิดท้อถอยและเป็นทุกข์

ความประเสริฐของการอ่านซูเราะฮฺนี้ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า บุคคลใดก็ตามได้อ่านซูเราะฮฺเกาษัรฺ อัลลอฮฺ (ซบ.) จะให้เขาได้ดื่มน้ำจากแม่น้ำต่างๆ ในสวรรค์ และจะได้รับผลบุญจากการทำกุรบานในวันอีด (เชือดพลี) ของบรรดาหุจญาตที่มักกะฮฺ และของบรรดาชาวคัมภีร์ที่ได้เชือดพลีทุกคน

นามของซูเราะฮฺ คือ อัล-เกาษัรฺ อันเป็นนามที่ตั้งมาจากพระดำรัสโองการแรกของซูเราะฮฺ

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงพระปรานี ผู้ทรงพระเมตตายิ่ง

إِنَّا أَعْطَيْنَاكَ الْكَوْثَرَ

 แท้จริงเราได้ประทานอัลเกาษัรฺ (ความดีที่มากมาย) แก่เจ้าแล้ว

ถ้อยจำนรรในซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวโดยตรงกับท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เหมือนกับซูเราะฮฺอื่นๆ เช่นอัฎฎุฮา หรืออะลัมนัชเราะฮฺ ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของซูเราะฮฺ เป็นการปลอบประโลมท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จากการดูหมิ่นด้วยคำพูดที่เย้ยหยัน และถากถางของศัตรู
อันดับแรกโองการกล่าวว่า แท้จริงเราได้ประทานอัลเกาษัรฺ (ความดีที่มากมาย) แก่เจ้าแล้ว

เกาษัรฺหมายถึงอะไร ? ริวายะฮฺได้กล่าวว่า เมื่อซูเราะฮฺดังกล่าวได้ถูกประทานลงมา ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ตรงไปที่มิมบัรฺและอ่านซูเราะฮฺดังกล่าวแก่ประชาชน เหล่าบรรดาศ่อฮาบะฮฺได้ถามว่า อะไรหรือที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงประทานให้ท่าน ?
ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ตอบว่า แม่น้ำในสรวงสววค์ ซึ่งน้ำของมันมีความขาวกว่าน้ำนม มีความใสสะอาดกว่าแก้วที่เจียระไนแล้ว มองดูสดใสยิ่งกว่าทับทิม

นักอธิบายอัล-กุรอานบางท่านกล่าวว่า เกาษัรฺ หมายถึงนุบูวัต,บางท่านกล่าวว่าหมายถึง กุรอาน,บางท่านกล่าวว่าหมายถึง เหล่าบรรดาศ่อฮาบะฮฺและมิตรสหายจำนวนมากมายของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) , บางท่านกล่าวว่าหมายถึง ทายาทจำนวนมากมายที่สืบสายตระกูลมาจากบุตรีของท่านศาสดาคือท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.), บางท่านกล่าวว่าเกาษัรฺหมายถึง การชะฟาอะฮฺ

แต่ในความเป็นจริงกล่าวได้ว่า เกาษัรฺ นั้นมีความหมายกว้างมากตามความหมายต่างๆ ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน กระนั้นเกาษัรฺ ยังสามารถให้ความหมายเป็นอย่างอื่นอีกก็ได้ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

ต้องไม่ลืมว่าซูเราะฮฺดังกล่าวได้ประทานให้กับท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ขณะที่ผลของคุณความดีจากเกาษัรฺยังไม่ได้ปรากฏ แต่มันกำลังจะปรากฏในอนาคตอันใกล้ และไกลออกไปอันเป็นความดีงามของความมหัศจรรย์ที่อธิบายถึงความสัจจริงแห่งการเชิญชวนของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)

โองการได้ยืนยันว่าสิ่งนี้เป็นความโปรดปรานและเป็นความดีงามที่มากมายมหาศาล ดังนั้นการขอบคุณที่ยิ่งใหญ่ต่อความโปรดปรานนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น แม้ว่าสรรพสิ่งถูกสร้างจะไม่มีวันทำการขอบคุณพระผู้สร้างได้อย่างสมศักดิ์ศรีก็ตาม แต่ทว่าความสำเร็จในการทำการขอบคุณก็เป็นความโปรดปรานอีกประเภทหนึ่งจากพระองค์ ฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า

فَصَلِّ لِرَبِّكَ وَانْحَرْ

ดังนั้นเจ้าจงนมาซเพื่อพระผู้อภิบาลของเจ้าและจงเชือดสัตว์พลี

แน่นอนพระองค์คือผู้ทรงประทานความโปรดปรานทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้นมาซและการกุรบานซึ่งถือว่าเป็นอิบาดะฮฺประเภทหนึ่ง จึงต้องทำเพื่อพระองค์ หากได้ทำเพื่อสิ่งอื่นแล้วจะไม่มีคุณค่าและความใดๆ ทั้งสิ้น

การทำเช่นนี้เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างมุสลิม กับบรรดาผู้ปฏิเสธทั้งหลายที่ทำการเคารพบูชารูปปั้นต่างๆ และทำการเชือดพลีโดยยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นเทพเจ้าของตนขณะที่พวกเขาทราบดีว่าความโปรดปรานที่พวกเขาได้รับอยู่ในขณะนั้นมาจากพระผู้อภิบาลผู้ทรงสูงส่ง

إِنَّ شَانِئَكَ هُوَ الْأَبْتَرُ

แท้จริงศัตรูของเจ้าคือผู้ถูกตัดขาด

โองการสุดท้ายของซูเราะฮฺนี้ได้ประกาศอย่างชัดเจนแก่บรรดาผู้นำพวกปฏิเสธทั้งหลายที่พวกเขาได้เย้ยหยันท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และสบประมาทว่าเป็นอับตัรฺ ว่าพวกเจ้าพึงสังวรไว้เถิดว่าพวกที่เป็นอับตัรฺนั้นไม่ใช่ท่านศาสดาแต่เป็นพวกเจ้า อัล-กุรอานกล่าวว่า แท้จริงศัตรูของเจ้าคือผู้ถูกตัดขาด

คำว่า ชานิอะกะ ได้อธิบายถึงสภาพความจริงประการหนึ่งกล่าวคือ พวกเขาได้ประกาศการเป็นศัตรูกับท่านศาสดา (ศ็อลฯ) แม้แต่มารยาทเพียงเล็กน้อยพวกเขาก็ไม่มี การเป็นศัตรูและความอคติได้ฝังแน่นอยู่ในใจ ประกอบกับพวกเขาเป็นพวกที่มีหัวใจแข็งกระด้างและชอบก้าวร้าวเป็นที่สุด

ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺกับเกาษัรฺ

กล่าวไปแล้วว่า เกาษัรฺ นั้นมีความหมายที่กว้างซึ่งสิ่งนั้นเป็นความดีงามที่มากมาย แต่นักปราชญ์ของชีอะฮฺส่วนมาก กล่าวว่าหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของเกาษัรฺคือ การมีอยู่ของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) เนื่องจากว่าสาเหตุของการประทานซูเราะฮฺนี้ (อัสบาบุลนุซูล) กล่าวว่า พวกเขาได้เย้ยหยันท่านศาสดาว่าเป็นผู้ที่สายตระกูลถูกตัดขาด ซึ่งอัล-กุรอานได้ปฏิเสธคำพูดของพวกเขาพร้อมกับปลอบประโลมท่านศาสดาว่า ฉันจะมอบเกาษัรฺ (ความดีงามที่มากมาย) แก่เจ้า และจากพระดำรัสที่พระองค์ตรัสว่า ฉันจะมอบเกาษัรฺแก่เจ้านั้น สามารถพิสูจน์ได้ว่าความดีงามที่มากมายนั้นหมายถึง ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) นั่นเองเนื่องจากว่าทายาทและสายตระกูลของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้สืบทอดผ่านมาทางท่านหญิงฟาฏิมะฮฺและขจรขจายทั่วทุกมุมโลกอยู่ในขณะนี้ ซึ่งสายตระกูลนั้นไม่ใช่ทายาทของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ที่เป็นเพียงตัวบุคคล หรือการปกปักษ์รักษาแนวทาง อุดมการณ์และคำสอนที่ท่านศาสดาได้สอนสั่งเอาไว้และเผยแพร่ต่อยังบุคคลอื่น และไม่ใช่ทั้งบรรดาอิมามมะฮฺซูมที่มีความพิเศษเฉพาะตัวเท่านั้น

ท่านฟัครุรฺรอซีย์ เจ้าของตับซีรฺ อัล-กะบีรฺขณะที่ได้อธิบายความหมายของเกาษัรฺในมุมมองต่างๆแล้ว ท่านได้กล่าวอธิบายในอีกมิติหนึ่งว่า ซูเราะฮฺดังกล่าวเป็นการปฏิเสธคำพูดและความคิดของบรรดามุชริกีนที่ดูถูกว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เป็นผู้ที่สายตระกูลถูกตัดขาด ด้วยเหตุนี้ความหมายของซูเราะฮฺคือ พระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) จะประทานบุตรหลานและทายาทแก่ท่านศาสดา พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในทุกยุคสมัย โปรดพิจารณาดูว่าบรรดาอหฺลุลบยตฺของท่านศาสดาถูกทำชะฮีดไปเป็นจำนวนมาก แต่กระนั้นโลกก็ยังเต็มไปด้วยลูกหลานของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ขณะที่สายตระกูลของบนีอุมัยยะฮฺ (ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของอิสลาม) ไม่มีบุคคลที่มีชื่อเสียงหลงเหลืออยู่เลยและในหมู่บรรดาทายาทของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ยังมีผู้รู้และนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงเฉกเช่น ท่านบากิรฺ ท่านซอดิก ท่านริฎอ และท่านมะฮฺดี
และยังมีอุละมาอ์นักปราชญ์อีกเป็นพันๆ คนที่เป็นลูกหลานของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺที่อาศัยอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ ในหมู่ของพวกเขามีทั้งนักปราชญ์ นักเขียน นักนิติศาสตร์ นักหะดีษ นักตับซีรฺและอื่นๆ อีกมากมายซึ่งพวกเขาได้เสียสละชีวิตและทรัพย์สินทำการปกป้องอิสลามอยู่ในขณะนี้