แหล่งที่มาของศาสนาอิสลาม

Languages
  1. home

  2. article

  3. 34. ซูเราะฮฺ สะบะอฺ (Saba)

34. ซูเราะฮฺ สะบะอฺ (Saba)

ความหมายโดยสรุป
เป็นบัญญัติมักกียะฮฺ มี 54 อายะฮฺ
ซูเราะฮฺสะบะอฺ เป็นซูเราะฮฺมักกียะฮฺที่ให้ความสนใจในเรื่องของหลักการศรัทธาอิสลามที่เกี่ยวกับรากฐานของศาสนา เพื่อยืนยันถึงความเป็นเอกภาพ การแต่งตั้งนะบี การฟื้นคืนชีพและการตอบแทน
ซูเราะฮฺนี้เริ่มด้วยการเทิดทูนถวายพระเกียรติแก่อัลลอฮฺ ญัลละวะอะลา ซึ่งพระองค์ทรงทำให้สิ่งที่ถูกบังเกิดทั้งหลายมีความสมบูรณ์ ทรงทำให้กิจการทั้งหลายของโลกเป็นไปอย่างรัดกุม ทรงจัดเตรียมจักรวาลด้วยความปรีชาญาณของพระองค์ ดังนั้น พระองค์คือ พระผู้สร้างที่ยอดเยี่ยม ปรีชาญาณ สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีจำนวนแม้เท่าปรมาณูหนึ่งที่ปรากฎอยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน จะไม่รอดพ้นไปจากความรอบรู้ของพระองค์ได้เลย นี่คือหลักฐานอันยิ่งใหญ่ในความเป็นเอกภาพของพระเจ้าแห่งสากลโลก
ซูเราะฮฺนี้ได้กล่าวถึงเรื่องสำคัญยิ่งเรื่องหนึ่ง คือการปฏิเสธศรัทธาของพวกมุชริกีนต่อปรโลก ต่อการฟื้นคืนชีพหลังจากตายไปแล้ว พระองค์จึงบัญชาให้ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สาบานด้วยพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเขาว่า ปรโลกนั้นจะมีขึ้นอย่างแน่นอนหลังจากความพินาศของสังขารทั้งหลาย “บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธากล่าวว่า วันอวสานจะไม่มาถึงเราดอก จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด หามิได้ ขอสาบานด้วยรพระเจ้าของฉัน ผู้ทรงรอบรู้ ในสิ่งพ้นญาณวิสัย มันจะเกิดขึ้นแก่พวกท่านอย่างแน่นอน… “
ซูเราะฮฺนี้กล่าวถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของบรรดาร่อซูล โดยกล่าวถึงนะบีดาวู๊ดและ บุตรของท่าน คือนะบีสุลัยมาน อะลัยฮิมัสสลาม คือสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานความโปรดปรานนานาชนิดให้แก่ท่านทั้งสอง เช่น การทำให้ญินเป็นประโยชน์แก่สุลัยมาน การทำให้นกและภูเขากล่าวตัสบีหฺพร้อมกับนะบีดาวู๊ด ทั้งนี้เป็นการแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่ทรงประทานให้อย่างกว้างขวางแก่นะบีทั้งสอง
นอกจากนั้นซูเราะฮฺนี้ยังได้กล่าวถึงความสงสัยบางประการของพวกมุชริกีน เกี่ยวกับสาสน์ของนะบีและร่อซูลคนสุดท้าย โดยได้ตอบโต้ข้อสงสัยเหล่านั้นด้วยหลักฐานที่ปราศจากข้อขัดแย้งและชัดแจ้ง นอกจากนั้นยังได้นำหลักฐานมายืนยันถึงการมีและความเป็นเอกภาพของอัลลอฮฺ ตะอาลา อีกด้วย
ซูเราะฮฺนี้จบลงด้วยการเรียกร้องพวกมุชริกีน ไปสู่การศรัทธาต่อพระผู้ทรงเอกะ พระผู้ทรงพิชิต โดยเด็ดขาด ซึ่งการจัดเตรียมกิจการต่าง ๆ ของสิ่งที่ถูกบังเกิดทั้งมวลนั้น อยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระองค์
ชื่อของซูเราะฮฺ
ซูเราะฮฺนี้ถูกขนานนามว่า “สะบะอฺ” เพราะอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงกล่าวถึงเรื่องราวของสะบะอฺ ซึ่งเป็นอาณาจักรหนึ่งของเยเมนโบราณ เป็นที่ปรากฏว่าชาวเมืองสะบะอฺเหล่านั้นอยู่ในสภาพที่ได้รับความโปรดปราน ร่มเย็นเป็นสุขและอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนที่พักอาศัยของพวกเขาก็ห้อมล้อมไปด้วยเรือกสวนไร่นา ครั้นเมื่อพวกเขาเนรคุณต่อความโปรดปรานและความดีทั้งหลายที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงประทานให้แก่พวกเขา พระองค์จึงลงโทษพวกเขาด้วยการให้น้ำท่วมเขื่อนมะอฺริบ เพื่อให้พวกเขายึดถือเป็นบทเรียนและนิทัศน์อุทาหรณ์
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปรานี
الْحَمْدُ لِلَّهِ الَّذِي لَهُ مَا فِي السَّمَاوَاتِ وَمَا فِي الْأَرْضِ وَلَهُ الْحَمْدُ فِي الْآخِرَةِ وَهُوَ الْحَكِيمُ الْخَبِيرُ
1. บรรดาการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺซึ่งสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ (*1*)และบรรดาการสรรเสริญในปรโลกเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ (*2*) และพระองค์เป็นผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้เชี่ยวชาญ
يَعْلَمُ مَا يَلِجُ فِي الْأَرْضِ وَمَا يَخْرُجُ مِنْهَا وَمَا يَنزِلُ مِنَ السَّمَاءِ وَمَا يَعْرُجُ فِيهَا وَهُوَ الرَّحِيمُ الْغَفُورُ
2. พระองค์ทรงรอบรู้ถึงสิ่งที่เข้าไปอยู่ในแผ่นดิน (*1*) และสิ่งที่ออกมาจากมัน (*2*) และสิ่งที่ลงมาจากฟากฟ้า (*3*) และสิ่งที่ขึ้นไปสู่ในนั้น (*4*) และพระองค์เป็นผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงอภัยเสมอ
وَقَالَ الَّذِينَ كَفَرُوا لَا تَأْتِينَا السَّاعَةُ قُلْ بَلَى وَرَبِّي لَتَأْتِيَنَّكُمْ عَالِمِ الْغَيْبِ لَا يَعْزُبُ عَنْهُ مِثْقَالُ ذَرَّةٍ فِي السَّمَاوَاتِ وَلَا فِي الْأَرْضِ وَلَا أَصْغَرُ مِن ذَلِكَ وَلَا أَكْبَرُ إِلَّا فِي كِتَابٍ مُّبِينٍ
3. และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธากล่าวว่า “วันอวสานนั้นจะไม่มาถึงเราดอก” (*1*) จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด “หามิได้ ขอสาบานด้วยพระเจ้าของฉัน (*2*) ผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งพ้นญาณวิสัย มันจะเกิดขึ้นแก่พวกท่านอย่างแน่นอน ไม่มีแม้แต่น้ำหนักเพียงเท่าธุลีในชั้นฟ้าทั้งหลาย และในแผ่นดิน และที่เล็กยิ่งกว่านั้นและที่ใหญ่กว่านั้น จะรอดพ้นจากพระองค์ เว้นแต่จะอยู่ในบันทึกอันชัดแจ้งทั้งสิ้น (*3*)
لِيَجْزِيَ الَّذِينَ آمَنُوا وَعَمِلُوا الصَّالِحَاتِ أُوْلَئِكَ لَهُم مَّغْفِرَةٌ وَرِزْقٌ كَرِيمٌ
4. เพื่อที่พระองค์จะทรงตอบแทนแก่บรรดาผู้ศรัทธาและประกอบความดีทั้งหลายชนเหล่านั้น สำหรับพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษและปัจจัยยังชีพอันมีเกียรติ (คือสวนสวรรค์) (*1*)
وَالَّذِينَ سَعَوْا فِي آيَاتِنَا مُعَاجِزِينَ أُوْلَئِكَ لَهُمْ عَذَابٌ مِّن رِّجْزٍ أَلِيمٌ
5. ชนเหล่านั้นสำหรับพวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเลวร้ายอย่างเจ็บปวด
وَيَرَى الَّذِينَ أُوتُوا الْعِلْمَ الَّذِي أُنزِلَ إِلَيْكَ مِن رَّبِّكَ هُوَ الْحَقَّ وَيَهْدِي إِلَى صِرَاطِ الْعَزِيزِ الْحَمِيدِ
6. ตระหนักดีว่า สิ่งที่ได้ถูกประทานแก่เจ้าจากพระเจ้าของเจ้านั้นเป็นสัจธรรม และจะชี้นำไปสู่แนวทางแห่งพระผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ
وَقَالَ الَّذِينَ كَفَرُوا هَلْ نَدُلُّكُمْ عَلَى رَجُلٍ يُنَبِّئُكُمْ إِذَا مُزِّقْتُمْ كُلَّ مُمَزَّقٍ إِنَّكُمْ لَفِي خَلْقٍ جَدِيدٍ
7. และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้กล่าว (เยาะเย้ย) ว่า “เราจะชี้แนะแก่พวกท่านไหมเล่าถึงชายคนหนึ่งที่เขาจะบอกเล่าแก่พวกท่านว่า (*1*) เมื่อพวกท่านถูกทำให้แตกสลายกระจัดกระจายเป็นผุยผงแล้ว (*2*) พวกท่านจะถูกบังเกิดขึ้นมาใหม่
أَفْتَرَى عَلَى اللَّهِ كَذِبًا أَم بِهِ جِنَّةٌ بَلِ الَّذِينَ لَا يُؤْمِنُونَ بِالْآخِرَةِ فِي الْعَذَابِ وَالضَّلَالِ الْبَعِيدِ
8. เขาได้ปั้นความเท็จให้แก่อัลลอฮฺ หรือว่าเขาเป็นบ้าไปแล้ว? ” (*1*) หามิได้! (*2*) บรรดาผู้ไม่ศรัทธาต่อปรโลกนั้น จะอยู่ในการลงโทษและการหลงผิดอันไกลลิบ
أَفَلَمْ يَرَوْا إِلَى مَا بَيْنَ أَيْدِيهِمْ وَمَا خَلْفَهُم مِّنَ السَّمَاءِ وَالْأَرْضِ إِن نَّشَأْ نَخْسِفْ بِهِمُ الْأَرْضَ أَوْ نُسْقِطْ عَلَيْهِمْ كِسَفًا مِّنَ السَّمَاءِ إِنَّ فِي ذَلِكَ لَآيَةً لِّكُلِّ عَبْدٍ مُّنِيبٍ
9. พวกเขามิเห็นดอกหรือ ถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขา และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา ที่มีอยู่ในฟากฟ้าและแผ่นดิน (*1*) หากเราประสงค์เราจะให้แผ่นดินสูบพวกเขาลงไปหรือเราจะให้ส่วนต่าง ๆ จากท้องฟ้าหล่นลงมาบนพวกเขา (*2*) แท้จริง ในการนี้ย่อมเป็นสัญญาณหนึ่งอย่างแน่นอนแก่บ่าวทุกคนที่หันหน้าเข้าสู่อัลลอฮฺ
وَلَقَدْ آتَيْنَا دَاوُودَ مِنَّا فَضْلًا يَا جِبَالُ أَوِّبِي مَعَهُ وَالطَّيْرَ وَأَلَنَّا لَهُ الْحَدِيدَ
10. และโดยแน่นอน เราได้ให้ความโปรดปรานจากเราแก่ดาวู๊ด (*1*) โอ้ภูเขาเอ๋ย จงแซ่ซ้องสดุดีพร้อมกับเขาและนกด้วย (*2*)และเราได้ทำให้เหล็กอ่อนสำหรับเขา
أَنِ اعْمَلْ سَابِغَاتٍ وَقَدِّرْ فِي السَّرْدِ وَاعْمَلُوا صَالِحًا إِنِّي بِمَا تَعْمَلُونَ بَصِيرٌ
11. เจ้าจงทำเสื้อเกราะและทำห่วงของมันให้ได้สัดส่วน (*1*) และพวกเจ้าจงทำความดีเถิดแท้จริง ข้านั้นรู้เห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ
وَلِسُلَيْمَانَ الرِّيحَ غُدُوُّهَا شَهْرٌ وَرَوَاحُهَا شَهْرٌ وَأَسَلْنَا لَهُ عَيْنَ الْقِطْرِ وَمِنَ الْجِنِّ مَن يَعْمَلُ بَيْنَ يَدَيْهِ بِإِذْنِ رَبِّهِ وَمَن يَزِغْ مِنْهُمْ عَنْ أَمْرِنَا نُذِقْهُ مِنْ عَذَابِ السَّعِيرِ
12. และเราได้ให้มีลมพัดแก่สุลัยมาน ซึ่งมันจะพัดไปในยามเช้าเป็นเวลาหนึ่งเดือน และมันจะพัดกลับในยามเย็นเป็นเวลาหนึ่งเดือน (*1*) และเราได้ให้ไหลมาแก่เขาซึ่งตาน้ำทองเหลือง (*2*) (คือให้ทองเหลืองที่หลอมตัวเป็นตาน้ำไหลมาสำหรับสุลัยมาน) ในหมู่ญินนั้น มีผู้ทำงานอยู่เบื้องหน้าเขาด้วย อนุมัติแห่งพระเจ้าของเขา (*3*) และผู้ใดในหมู่พวกเขาหันเหจากพระบัญชาของเรา (*4*) เราจะให้เขาลิ้มรสการลงโทษที่มีไฟลุกโชติช่วง
يَعْمَلُونَ لَهُ مَا يَشَاءُ مِن مَّحَارِيبَ وَتَمَاثِيلَ وَجِفَانٍ كَالْجَوَابِ وَقُدُورٍ رَّاسِيَاتٍ اعْمَلُوا آلَ دَاوُودَ شُكْرًا وَقَلِيلٌ مِّنْ عِبَادِيَ الشَّكُورُ 13. พวกเขา (ญิน) ทำงานให้เขา (สุลัยมาน) ตามที่เขาต้องการ (เช่นสร้าง) ปราสาทหลายแห่งที่สูงตระหง่าน และบรรดาหุ่นจำลอง (*1*) และบรรดาโคมใส่อาหารมีขนาดเท่าบ่อน้ำและบรรดาหม้อสำหรับหุงอาหารตั้งอยู่กับที่ (*2*) พวกเจ้าจงทำงานเถิด วงศ์วานของดาวู๊ดเอ๋ย! ด้วยการขอบคุณ (*3*) และส่วนน้อยแห่งปวงบ่าวของเราที่เป็นผู้ขอบคุณ
فَلَمَّا قَضَيْنَا عَلَيْهِ الْمَوْتَ مَا دَلَّهُمْ عَلَى مَوْتِهِ إِلَّا دَابَّةُ الْأَرْضِ تَأْكُلُ مِنسَأَتَهُ فَلَمَّا خَرَّ تَبَيَّنَتِ الْجِنُّ أَن لَّوْ كَانُوا يَعْلَمُونَ الْغَيْبَ مَا لَبِثُوا فِي الْعَذَابِ الْمُهِينِ
14. ครั้นเมื่อเราได้กำหนดความตายแก่เขา มิได้มีสิ่งใดบ่งชี้แก่พวกเขาถึงความตายของเขา นอกจากปลวกใต้ดินแทะกินไม้เท้าของเขา (*1*) ดังนั้น เมื่อเขาล้มลงพวกญินก็รู้อย่างชัดแจ้งว่า หากพวกเขารู้ในสิ่งพ้นญาณวิสัยแล้ว (*2*) พวกเขาจะไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานที่น่าอดสูเช่นนี้ (*3*)
لَقَدْ كَانَ لِسَبَإٍ فِي مَسْكَنِهِمْ آيَةٌ جَنَّتَانِ عَن يَمِينٍ وَشِمَالٍ كُلُوا مِن رِّزْقِ رَبِّكُمْ وَاشْكُرُوا لَهُ بَلْدَةٌ طَيِّبَةٌ وَرَبٌّ غَفُورٌ
15. โดยแน่นอน สำหรับพวกสะบะอฺนั้นมีสัญญาณหนึ่งในที่อาศัยของพวกเขา (*1*) มีสวนสองแห่งทางขวาและทางซ้าย พวกเจ้าจงบริโภคจากปัจจัยยังชีพของพระเจ้าของพวกเจ้า และจงขอบคุณต่อพระองค์ อันเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ (*2*) และมีพระเจ้าผู้ทรงอภัย
فَأَعْرَضُوا فَأَرْسَلْنَا عَلَيْهِمْ سَيْلَ الْعَرِمِ وَبَدَّلْنَاهُم بِجَنَّتَيْهِمْ جَنَّتَيْنِ ذَوَاتَى أُكُلٍ خَمْطٍ وَأَثْلٍ وَشَيْءٍ مِّن سِدْرٍ قَلِيلٍ
16. แต่พวกเขาได้ผินหลัง ดังนั้น เราจึงปล่อยน้ำจากเขื่อนให้ท่วมพวกเขา (*1*) และเราได้เปลี่ยนให้พวกเขาสวนสองแห่งของพวกเขา แทนสวนอีกสองแห่ง (*2*) มีผลไม้ขมและต้นไม้พุ่ม และต้นพุทราบ้างเล็กน้อย
ذلِكَ جَزَيْنَاهُم بِمَا كَفَرُوا وَهَلْ نُجَازِي إِلَّا الْكَفُورَ
17. เช่นนั้นแหละ เราได้ตอบแทนพวกเขา เนื่องจากพวกเขาเนรคุณ และเรามิได้ลงโทษผู้ใด (ด้วยการลงโทษอย่างรุนแรงเช่นนี้) นอกจากพวกเนรคุณ (*1*)
وَجَعَلْنَا بَيْنَهُمْ وَبَيْنَ الْقُرَى الَّتِي بَارَكْنَا فِيهَا قُرًى ظَاهِرَةً وَقَدَّرْنَا فِيهَا السَّيْرَ سِيرُوا فِيهَا لَيَالِيَ وَأَيَّامًا آمِنِينَ
18. ระหว่างพวกเขาและระหว่างหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งเราได้ให้ความจำเริญในนั้น เราได้ให้มีขึ้นซึ่งหัวเมืองที่เด่นชัด (*1*) และเราได้กำหนดการเดินทางไว้ในนั้น (*2*) พวกเจ้าจงเดินทางไปตามนั้นเถิด ทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างปลอดภัย (*3*)
فَقَالُوا رَبَّنَا بَاعِدْ بَيْنَ أَسْفَارِنَا وَظَلَمُوا أَنفُسَهُمْ فَجَعَلْنَاهُمْ أَحَادِيثَ وَمَزَّقْنَاهُمْ كُلَّ مُمَزَّقٍ إِنَّ فِي ذَلِكَ لَآيَاتٍ لِّكُلِّ صَبَّارٍ شَكُورٍ 19. และพวกเขาได้อธรรมต่อตัวพวกเขาเอง ดังนั้นเราจึงได้ทำให้พวกเขาเป็นเรื่องเล่าขานติดต่อกันมา (*1*)
وَلَقَدْ صَدَّقَ عَلَيْهِمْ إِبْلِيسُ ظَنَّهُ فَاتَّبَعُوهُ إِلَّا فَرِيقًا مِّنَ الْمُؤْمِنِينَ
20. และโดยแน่นอน อิบลีสได้ทำให้ความตั้งใจของมันที่มีต่อพวกเขากลายเป็นจริงขึ้นมา ดังนั้นพวกเขาจึงได้ปฏิบัติตามมัน เว้นแต่ส่วนน้อยของบรรดาผู้ศรัทธาเท่านั้น
وَمَا كَانَ لَهُ عَلَيْهِم مِّن سُلْطَانٍ إِلَّا لِنَعْلَمَ مَن يُؤْمِنُ بِالْآخِرَةِ مِمَّنْ هُوَ مِنْهَا فِي شَكٍّ وَرَبُّكَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ حَفِيظٌ
21. และมันไม่มีอํานาจใด ๆ เหนือพวกเขา เว้นแต่เพื่อเราจะได้รู้แยกแยะว่า ผู้ใดศรัทธาต่อวันปรโลก ออกจากผู้ที่เขามีความสงสัยในเรื่องนั้น และพระผู้อภิบาลของเจ้านั้นเป็นผู้ทรงดูแลคุ้มครองทุกสิ่งทุกอย่าง
قُلِ ادْعُوا الَّذِينَ زَعَمْتُم مِّن دُونِ اللَّهِ لَا يَمْلِكُونَ مِثْقَالَ ذَرَّةٍ فِي السَّمَاوَاتِ وَلَا فِي الْأَرْضِ وَمَا لَهُمْ فِيهِمَا مِن شِرْكٍ وَمَا لَهُ مِنْهُم مِّن ظَهِيرٍ
22. จงกล่าวเถิด “พวกเจ้าจงวิงวอนต่อบรรดาที่พวกเจ้าหลงคิด(ว่าเป็นพระผู้อภิบาล)อื่นจากอัลลอฮฺ พวกมันไม่ได้ครอบครองแม้แต่เพียงน้ำหนักเพียงเท่าธุลีในเหล่าชั้นฟ้า และแผ่นดินและพวกมันไม่ได้มีภาคีในทั้งสองนั้น และพระองค์นั้นไม่ได้มีผู้ช่วยเหลือมาจากพวกมัน
وَلَا تَنفَعُ الشَّفَاعَةُ عِندَهُ إِلَّا لِمَنْ أَذِنَ لَهُ حَتَّى إِذَا فُزِّعَ عَن قُلُوبِهِمْ قَالُوا مَاذَا قَالَ رَبُّكُمْ قَالُوا الْحَقَّ وَهُوَ الْعَلِيُّ الْكَبِيرُ
23. การสงเคราะห์จะไม่เกิดประโยชน์อันใด ณ ที่พระองค์ นอกจากผู้ที่พระองค์ทรงอนุญาตแก่เขา จนกระทั่งเมื่อความหวาดกลัวได้ คลายจากจิตใจของพวกเขา พวกเขากล่าวว่า “พระผู้อภิบาลของพวกท่านได้ตรัสอันใด?” พวกเขากล่าวว่า “สัจธรรม” และพระองค์เป็นพระผู้ทรงสูงสุด พระผู้ทรงยิ่งใหญ่
قُلْ مَن يَرْزُقُكُم مِّنَ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ قُلِ اللَّهُ وَإِنَّا أَوْ إِيَّاكُمْ لَعَلَى هُدًى أَوْ فِي ضَلَالٍ مُّبِينٍ
24. จงกล่าวเถิด “ผู้ใดเป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้าจากเหล่าชั้นฟ้าและแผ่นดิน” จงกล่าวเถิดว่า “อัลลอฮฺ และแท้จริง หากไม่เราก็พวกเจ้า ที่อยู่บนแนวทางที่ถูกต้อง หรืออยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง”
قُل لَّا تُسْأَلُونَ عَمَّا أَجْرَمْنَا وَلَا نُسْأَلُ عَمَّا تَعْمَلُونَ
25. จงกล่าวเถิด “พวกเจ้าจะไม่ถูกสอบถามเกี่ยวกับที่เราทำผิด และเราก็จะไม่ถูกสอบถามเกี่ยวกับพวกที่เจ้ากระทำ”
قُلْ يَجْمَعُ بَيْنَنَا رَبُّنَا ثُمَّ يَفْتَحُ بَيْنَنَا بِالْحَقِّ وَهُوَ الْفَتَّاحُ الْعَلِيمُ
26. จงกล่าวเถิด “พระผู้อภิบาลของเราจะทรงรวบรวมพวกเราเข้าด้วยกัน แล้วพระองค์จะทรงตัดสินระหว่างพวกเราด้วยความสัจจะ และพระองค์คือพระผู้ทรงตัดสิน พระผู้ทรงรอบรู้”
قُلْ أَرُونِي الَّذِينَ أَلْحَقْتُم بِهِ شُرَكَاءَ كَلَّا بَلْ هُوَ اللَّهُ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ
27. จงกล่าวเถิด “พวกเจ้าจงแสดงให้ฉันเห็นบรรดาที่พวกเจ้าได้นำไปตั้งเป็นภาคีร่วมกับพระองค์ ไม่ดอก! พระองค์คืออัลลอฮฺพระผู้ทรงอํานาจ พระผู้ทรงปรีชาญาณ”
وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا كَافَّةً لِّلنَّاسِ بَشِيرًا وَنَذِيرًا وَلَكِنَّ أَكْثَرَ النَّاسِ لَا يَعْلَمُونَ
28. และเราไม่ได้ ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดเว้นแต่เป็นผู้แจ้งข่าวประเสริฐและเป็นผู้ตักเตือนแก่มนุษย์ทั้งหลาย แต่ว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้”
وَيَقُولُونَ مَتَى هَذَا الْوَعْدُ إِن كُنتُمْ صَادِقِينَ
29. และพวกเขากล่าวว่า “เมื่อใดเล่าสัญญานี้(จะมาถึง) หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง”
قُل لَّكُم مِّيعَادُ يَوْمٍ لَّا تَسْتَأْخِرُونَ عَنْهُ سَاعَةً وَلَا تَسْتَقْدِمُونَ
30. จงกล่าวเถิด “พวกเจ้ามีกําหนดวาระหนึ่ง ซึ่งพวกเจ้าจะขอผ่อนผันให้ล่าช้าสักระยะหนึ่งก็ไม่ได้ และจะร่นเวลาให้เร็วเข้าก็ไม่ได้”
وَقَالَ الَّذِينَ كَفَرُوا لَن نُّؤْمِنَ بِهَذَا الْقُرْآنِ وَلَا بِالَّذِي بَيْنَ يَدَيْهِ وَلَوْ تَرَى إِذِ الظَّالِمُونَ مَوْقُوفُونَ عِندَ رَبِّهِمْ يَرْجِعُ بَعْضُهُمْ إِلَى بَعْضٍ الْقَوْلَ يَقُولُ الَّذِينَ اسْتُضْعِفُوا لِلَّذِينَ اسْتَكْبَرُوا لَوْلَا أَنتُمْ لَكُنَّا مُؤْمِنِينَ
31. และบรรดาผู้ปฏิเสธกล่าวว่า “เราจะไม่ศรัทธาต่ออัลกุรอานนี้และต่อสิ่งที่มีมาก่อนอัลกุรอาน และหากเจ้าได้เห็นเมื่อบรรดาผู้อธรรมจะถูกให้หยุดยืนต่อหน้าพระผู้อภิบาลของพวกเขา พวกเขาก็จะซัดทอดต่อกันและกัน บรรดาผู้ถูกกดขึ่กว่ากล่าวแก่บรรดาข่มเหงว่า “หากไม่ใช่พวกท่านแล้ว พวกเราก็คงได้เป็นผู้ศรัทธากันแล้ว”
قَالَ الَّذِينَ اسْتَكْبَرُوا لِلَّذِينَ اسْتُضْعِفُوا أَنَحْنُ صَدَدْنَاكُمْ عَنِ الْهُدَى بَعْدَ إِذْ جَاءَكُم بَلْ كُنتُم مُّجْرِمِينَ
32. บรรดาผู้ข่มเหงก็กล่าวแก่บรรดาผู้ถูกกดขึ่ว่า “พวกเรานะหรือที่ได้หน่วงเหนี่ยวพวกท่านจากแนวทางที่ถูกต้องหลังจากที่มันได้มายังพวกท่าน? พวกท่านเองต่างหากเป็นผู้กระทำผิด”
وَقَالَ الَّذِينَ اسْتُضْعِفُوا لِلَّذِينَ اسْتَكْبَرُوا بَلْ مَكْرُ اللَّيْلِ وَالنَّهَارِ إِذْ تَأْمُرُونَنَا أَن نَّكْفُرَ بِاللَّهِ وَنَجْعَلَ لَهُ أَندَادًا وَأَسَرُّوا النَّدَامَةَ لَمَّا رَأَوُا الْعَذَابَ وَجَعَلْنَا الْأَغْلَالَ فِي أَعْنَاقِ الَّذِينَ كَفَرُوا هَلْ يُجْزَوْنَ إِلَّا مَا كَانُوا يَعْمَلُونَ
33. บรรดาผู้ถูกกดขึ่กล่าวแก่บรรดาผู้ข่มเหงว่า “มันเป็นแผนการทั้งราตรีและทิวาต่างหาก เมื่อพวกท่านสั่งให้พวกเราปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และให้เราตั้งภาคีคู่เคียงกับพระองค์” และพวกเขาจะซ่อนความสำนึกผิดเมื่อพวกเขาได้เห็นการลงโทษ และเราได้คล้องเครื่องพันธนาการที่คอของบรรดาผู้ปฏิเสธ พวกเขาจะไม่ได้รับการตอบแทนใด ๆ นอกจากที่พวกเขาได้กระทำไว้
وَمَا أَرْسَلْنَا فِي قَرْيَةٍ مِّن نَّذِيرٍ إِلَّا قَالَ مُتْرَفُوهَا إِنَّا بِمَا أُرْسِلْتُم بِهِ كَافِرُونَ
34. และเราไม่ได้ส่งผู้ที่ตักเตือนคนใดไปยังเมืองใด นอกจากบรรดาผู้ฟุ่มเฟือยของมันจะกล่าวว่า “แท้จริงเราเป็นผู้ปฏิเสธในสิ่งที่ถูกส่งมาให้พวกท่าน”
وَقَالُوا نَحْنُ أَكْثَرُ أَمْوَالًا وَأَوْلَادًا وَمَا نَحْنُ بِمُعَذَّبِينَ
35. และพวกเขาได้กล่าวอีกว่า “พวกเรามีทรัพย์สินและลูกหลานมากกว่า และพวกเราจะไม่ถูกลงโทษ”
قُلْ إِنَّ رَبِّي يَبْسُطُ الرِّزْقَ لِمَن يَشَاءُ وَيَقْدِرُ وَلَكِنَّ أَكْثَرَ النَّاسِ لَا يَعْلَمُونَ
36. จงกล่าวเถิด “แท้จริงพระผู้อภิบาลของฉันทรงแผ่ปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์และทรงควบคุม แต่ว่าส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้”
وَمَا أَمْوَالُكُمْ وَلَا أَوْلَادُكُم بِالَّتِي تُقَرِّبُكُمْ عِندَنَا زُلْفَى إِلَّا مَنْ آمَنَ وَعَمِلَ صَالِحًا فَأُوْلَئِكَ لَهُمْ جَزَاءُ الضِّعْفِ بِمَا عَمِلُوا وَهُمْ فِي الْغُرُفَاتِ آمِنُونَ
37. และไม่ใช่ทรัพย์สินของพวกเจ้า และไม่ใช่บุตรหลานของพวกเจ้าที่จะทำให้พวกเจ้าใกล้ชิดสนิทกับเรา นอกจากผู้ศรัทธาและกระทำความดี ดังนั้นชนเหล่านั้น พวกเขาจะได้รับการตอบแทนเป็นสองเท่า ตามที่พวกเขาได้กระทำไว้ และพวกเขาจะพำนักอยู่ในสวนสวรรค์อย่างผู้ปลอดภัย
وَالَّذِينَ يَسْعَوْنَ فِي آيَاتِنَا مُعَاجِزِينَ أُوْلَئِكَ فِي الْعَذَابِ مُحْضَرُونَ
38. และบรรดาผู้มุ่งมั่นเพื่อทำลายล้างสัญญาณทั้งหลายของเรา ชนเหล่านั้นจะถูกนำมา เพื่อการลงโทษ
قُلْ إِنَّ رَبِّي يَبْسُطُ الرِّزْقَ لِمَن يَشَاءُ مِنْ عِبَادِهِ وَيَقْدِرُ لَهُ وَمَا أَنفَقْتُم مِّن شَيْءٍ فَهُوَ يُخْلِفُهُ وَهُوَ خَيْرُ الرَّازِقِينَ
39. จงกล่าวเถิด “แท้จริง พระผู้อภิบาลของฉันทรงแผ่ปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ และทรงควบคุมสำหรับเขา และอันใดสักอย่างที่พวกเจ้าบริจาค พระองค์จะทรงทดแทนมัน และพระองค์นั้นทรงเป็นพระผู้ดีเลิศแห่งบรรดาผู้ประทานปัจจัยยังชีพ
وَيَوْمَ يَحْشُرُهُمْ جَمِيعًا ثُمَّ يَقُولُ لِلْمَلَائِكَةِ أَهَؤُلَاءِ إِيَّاكُمْ كَانُوا يَعْبُدُونَ
40. และวันที่พระองค์จะทรงรวบรวมพวกเขาทั้งหมด แล้วพระองค์จะตรัสแก่มะลาอิกะหฺว่า “พวกเขาเหล่านั้นหรือ ที่เคยเคารพสักการะพวกเจ้า?”
قَالُوا سُبْحَانَكَ أَنتَ وَلِيُّنَا مِن دُونِهِم بَلْ كَانُوا يَعْبُدُونَ الْجِنَّ أَكْثَرُهُم بِهِم مُّؤْمِنُونَ
41. พวกเขา (มะลาอิกะหฺ) กล่าวว่า “พระพิสุทธิคุณแห่งพระองค์ พระองค์ทรงเป็นพระผู้ทรงคุมครองพวกข้าฯ ไม่ใช่พวกเขา แต่พวกเขาเคารพสักการะญิน พวกเขาส่วนมากเป็นผู้ศรัทธาต่อพวกมัน
فَالْيَوْمَ لَا يَمْلِكُ بَعْضُكُمْ لِبَعْضٍ نَّفْعًا وَلَا ضَرًّا وَنَقُولُ لِلَّذِينَ ظَلَمُوا ذُوقُوا عَذَابَ النَّارِ الَّتِي كُنتُم بِهَا تُكَذِّبُونَ
42. ดังนั้น วันนี้พวกเจ้าไม่มีอํานาจที่จะให้คุณและให้โทษซึ่ง กันและกัน และเราจะกล่าวแก่บรรดาผู้กระทำผิดเหล่านั้นว่า “พวกเจ้าจงลิ้มรสการลงโทษของไฟนรก ซึ่งพวกเจ้าเคยปฏิเสธมัน”
وَإِذَا تُتْلَى عَلَيْهِمْ آيَاتُنَا بَيِّنَاتٍ قَالُوا مَا هَذَا إِلَّا رَجُلٌ يُرِيدُ أَن يَصُدَّكُمْ عَمَّا كَانَ يَعْبُدُ آبَاؤُكُمْ وَقَالُوا مَا هَذَا إِلَّا إِفْكٌ مُّفْتَرًى وَقَالَ الَّذِينَ كَفَرُوا لِلْحَقِّ لَمَّا جَاءَهُمْ إِنْ هَذَا إِلَّا سِحْرٌ مُّبِينٌ
43. และเมื่อบรรดาโองการอันชัดแจ้งของเราถูกอ่านแก่พวกเขา พวกเขากล่าวว่า “นี่ไม่ใช่ผู้ใดอื่น นอกจากชายคนหนึ่งที่ปรารถนาจะยับยั้งท่านจากสิ่งที่บรรพบุรุษของพวกท่านได้เคารพสักการะมาก่อน” และพวกเขากล่าวว่า “นี่ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากเรื่องเท็จที่ถูกอุปโลกน์ขึ้น” และบรรดาผู้ปฏิเสธได้กล่าวในเรื่องของสัจธรรม เมื่อมันได้มีมายังพวกเขา พวกเขากล่าวว่า “นี่ไม่ใช่อื่นใดเลย นอกจากไสยศาสตร์อย่างชัดแจ้ง”
وَمَا آتَيْنَاهُم مِّن كُتُبٍ يَدْرُسُونَهَا وَمَا أَرْسَلْنَا إِلَيْهِمْ قَبْلَكَ مِن نَّذِيرٍ
44. และเราไม่เคยประทานบรรดาคัมภีร์ให้แก่พวกเขาได้ศึกษาค้นคว้า และเราก็ไม่เคยส่งผู้ตักเตือนไปยังพวกเขาก่อนหน้าเจ้าเลย
وَكَذَّبَ الَّذِينَ مِن قَبْلِهِمْ وَمَا بَلَغُوا مِعْشَارَ مَا آتَيْنَاهُمْ فَكَذَّبُوا رُسُلِي فَكَيْفَ كَانَ نَكِيرِ
45. และบรรดาผู้มาก่อนหน้าพวกเขาก็เคยปฏิเสธ และพวกเขานี้ไม่เคยบรรลุหนึ่งในสิบของ(ความมั่งคั่ง)ที่เราได้ให้แก่พวกเขาเหล่านั้น กระนั้นก็ดี พวกเขาก็ได้ปฏิเสธบรรดาศาสนทูตของฉัน แล้วการตอบโต้ของฉันเป็นอย่างใดบ้าง?
قُلْ إِنَّمَا أَعِظُكُم بِوَاحِدَةٍ أَن تَقُومُوا لِلَّهِ مَثْنَى وَفُرَادَى ثُمَّ تَتَفَكَّرُوا مَا بِصَاحِبِكُم مِّن جِنَّةٍ إِنْ هُوَ إِلَّا نَذِيرٌ لَّكُم بَيْنَ يَدَيْ عَذَابٍ شَدِيدٍ
46. จงกล่าวเถิด “ฉันขอเตือนพวกเจ้าเพียงข้อเดียวว่า พวกเจ้าจงยืนขึ้นเพื่ออัลลอฮฺ(ครั้งละ)สองคนและคนเดียว แล้วจงไตร่ตรองดู (ก็จะประจักษ์ว่า) สหายของพวกเจ้านั้นไม่ได้เป็นบ้า แต่เขาเป็นเพียงผู้ตักเตือนพวกเจ้าถึงการเผชิญหน้ากับการลงโทษอย่างสาหัส”
قُلْ مَا سَأَلْتُكُم مِّنْ أَجْرٍ فَهُوَ لَكُمْ إِنْ أَجْرِيَ إِلَّا عَلَى اللَّهِ وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ شَهِيدٌ
47. จงกล่าวเถิด “ฉันไม่เคยขอรางวัลจากพวกเจ้าเลย เพราะมันเป็นของพวกเจ้า แต่รางวัลของฉันอยู่ที่อัลลอฮฺ และพระองค์ทรงเป็นสักขีพยานต่อทุกสิ่ง”
قُلْ إِنَّ رَبِّي يَقْذِفُ بِالْحَقِّ عَلَّامُ الْغُيُوبِ
48. จงกล่าวเถิด “แท้จริง พระผู้อภิบาลของฉันทรงให้ความจริงทำลาย(ความเท็จ) พระผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งเร้นลับทั้งหลาย”
قُلْ جَاءَ الْحَقُّ وَمَا يُبْدِئُ الْبَاطِلُ وَمَا يُعِيدُ
49. จงกล่าวเถิด “เมื่อความจริงได้ปรากฏขึ้น ความเท็จก็จะไม่เกิดขึ้นและจะไม่หวนกลับมาอีก”
قُلْ إِن ضَلَلْتُ فَإِنَّمَا أَضِلُّ عَلَى نَفْسِي وَإِنِ اهْتَدَيْتُ فَبِمَا يُوحِي إِلَيَّ رَبِّي إِنَّهُ سَمِيعٌ قَرِيبٌ
50. จงกล่าวเถิด “หากฉันหลงผิดฉันก็หลงผิดเฉพาะตัวของฉันเอง แต่ถ้าฉันอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง นั่นก็คือพระผู้อภิบาลของฉันได้ทรงวิวรณ์แก่ฉัน แท้จริงพระองค์คือพระผู้ทรงได้ยิน พระผู้ทรงใกล้ชิด”
وَلَوْ تَرَى إِذْ فَزِعُوا فَلَا فَوْتَ وَأُخِذُوا مِن مَّكَانٍ قَرِيبٍ
51. และหากเจ้าเห็น ขณะที่พวกเขาตื่นตระหนกตกใจ แล้วไม่มีทางหนีรอด และพวกเขาจะถูกจับเอาไปจากสถานที่อันใกล้
وَقَالُوا آمَنَّا بِهِ وَأَنَّى لَهُمُ التَّنَاوُشُ مِن مَكَانٍ بَعِيدٍ
52. และพวกเขาก็จะกล่าวว่า “พวกเราได้ศรัทธาต่อมัน” แล้วพวกเขาจะเรียกร้องจากสถานที่อันห่างไกลได้อย่างใดกัน?”
وَقَدْ كَفَرُوا بِهِ مِن قَبْلُ وَيَقْذِفُونَ بِالْغَيْبِ مِن مَّكَانٍ بَعِيدٍ
53. และแน่นอน พวกเขาได้ปฏิเสธศรัทธาต่อมันมาก่อน และพวกเขาขว้างทิ้งสิ่งที่พ้นญาณวิสัยจากสถานที่อันไกล”
وَحِيلَ بَيْنَهُمْ وَبَيْنَ مَا يَشْتَهُونَ كَمَا فُعِلَ بِأَشْيَاعِهِم مِّن قَبْلُ إِنَّهُمْ كَانُوا فِي شَكٍّ مُّرِيبٍ
54. และพวกเขาถูกขวางกั้นจากสิ่งที่พวกเขาปรารถนา ดั่งเช่นพลพรรคเยี่ยงเดียวกับพวกเขาเคยถูกปฏิบัติมาก่อน แท้จริงพวกเขานั้นอยู่ในความสงสัยที่หมดหวัง”